ประเด็นสำคัญคือขณะเดียวกันกงเยี่ยนยังควบหน้าที่ในกองสำรวจด้วย ก่อนที่จะออกจากตำแหน่ง กงเยี่ยนก็เรียกได้ว่าเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจจริงแท้และว่างเปล่าอยู่ในมือไปพร้อมๆ กัน
อวิ่นเซียนยิ่งมั่นใจว่าการที่ตนให้น่าหลันไฉ่ฮ่วนเป็นเจ้าสำนักก็คือทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด
น่าหลันไฉ่ฮ่วนอ่านแค่ตำราของสำนักการค้าและสมุดบัญชี อ่านตำราเบ็ดเตล็ดมาไม่มาก สำหรับ ”หญิงงามล้ำเลิศ” ที่บนภูเขาของฝูเหยาทวีปให้การยอมรับผู้นั้น นางรู้สึกว่ามีคำศัพท์คำหนึ่งที่เอามาบรรยายกงเยี่ยนได้พอดี นั่นคือคำว่าอิ่มเอิบ
ทุกวันนี้พอมองผู้คุมกฎบ้านตน ขนาดสตรีด้วยกันเห็นเข้าก็ยังคิดว่าคนงามผอมบางแม้แต่ข้าก็ยังสงสาร จึงรู้สึกว่าอวิ่นเซียนกับกงเยี่ยนนั้น หึหึ
เส้าอวิ่นเหยียนกับถัวเหยียนฮูหยินคือเค่อชิงที่ได้รับการบันทึกชื่อของสำนักอวี่หลงเป็นประเภทที่ไม่ต้องรับเงินเดือน
ทำการค้า ดีดลูกคิด น่าหลันไฉ่ฮ่วนคิดว่าหากตัวเองบอกว่าคือบุคคลอันดับสามของกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ไม่มีใครกล้ามาแย่งตำแหน่งที่สองแล้ว
ใครเป็นอันดับหนึ่ง? ปีนั้นเรือนชุนฟานกับสวนดอกเหมยหายไปได้อย่างไร? เสื่อเย็นผืนหนึ่งก็ยังถูกเจ้าม้วนหอบหนีไปด้วยแล้ว
น่าหลันอวี้เตี่ยนักบัญชีน้อยแห่งหอบูชากระบี่ นับตามลำดับอาวุโสแล้ว แม่นางน้อยต้องเรียกน่าหลันไฉ่ฮ่วนว่าท่านย่าทวด
อายุน้อยๆ ก็เรียนรู้การทำการค้ากับใต้เท้าอิ่นกวานแล้ว สายแยกทั้งหลายที่แยกออกมาจากเส้นทางทรัพย์สินหลักของภูเขาลั่วพั่ว แม่นางน้อยล้วนมีการร่วมหุ้นและได้รับส่วนแบ่ง
แม้จะบอกว่าจำนวนมีไม่มาก แต่ก็สามารถเรียนรู้การทำการค้ากับเจ้าหมอนั่นได้ น่าหลันไฉ่ฮ่วนเลื่อมใสยิ่งนัก นี่คือเสาคานหลักของตระกูลในอนาคตเชียวนะ
ปีนั้นน่าหลันไฉ่ฮ่วนได้รับคำสั่งจากอิ่นกวานหนุ่ม น่าจะเท่ากับว่า “รับโองการฉบับหนึ่งที่ป่าวประกาศมาจากคฤหาสน์หลบร้อน” กระมัง
น่าหลันไฉ่ฮ่วนออกมาจากภูเขาห้อยหัว เดินอาดๆ ไปที่ฝูเหยาทวีป รับหน้าที่ดูแลถ้ำซานสุ่ยที่เป็นฝูงมังกรไร้ผู้นำชั่วคราว ระหว่างนั้นก็ได้รู้จักกับสหายทำการค้านิสัยไม่เลวคนหนึ่ง เป็นผู้ฝึกตนหญิงชื่อว่ากงเยี่ยน ขอบเขตหยกดิบ
นางเอาทรัพย์สมบัติในถ้ำซานสุ่ยออกมาจนหมด อย่าว่าแต่คลังสมบัติและพื้นที่ลับซึ่งต้องขุดดินลึกลงไปสามฉื่อเลย แม้กระทั่งเก้าอี้ยี่สิบกว่าตัวในศาลบรรพจารย์ก็ยังไม่รอดพ้นหายนะในครั้งนี้
ถึงขั้นที่ว่าถ้วยรองเสมหะที่ทำด้วยกรรมวิธีลับบนภูเขา ถังส้วมที่พวกผู้ฝึกตนหญิงใช้กันโดยเฉพาะก็ล้วนถูกน่าหลันไฉ่ฮ่วนเปลี่ยนมือขายออกไป ล้วนแลกมาเป็นเงินเทพเซียนที่เป็นเงินเป็นทองจับต้องได้จริง!
หาเงินนี่นะ ไม่สนเรื่องความสวยงามใดๆ
น่าหลันไฉ่ฮ่วนยังได้รู้จักกับวิญญูชนศาลบุ๋นคนหนึ่งที่ตอนนั้นมารับหน้าที่ดูแลเรื่องทรัพย์สินเงินทองของถ้ำซานสุ่ย ก็คือเกาเสวียน ตู้รองเจ้าขุนเขาสถาบันศึกษาไหลหยวนในทุกวันนี้
ก็ไม่ใช่ว่าขายไปได้เท่าไร ได้กำไรมามากเท่าไรก็ล้วนยกให้น่าหลันไฉ่ฮ่วนทั้งหมด นางรับกำไรมาแค่สองส่วนเท่านั้น ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ก็ไม่น้อยกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้แล้ว ดังนั้นนางจึงมีแรงฮึกเหิมอย่างมาก
ภายหลังน่าหลันไฉ่ฮ่วนไปที่เกาะทองทวีปและหลิวเสียทวีป อยู่ที่ไหนจะทำการค้าไม่ได้ ทุกวันนี้หากไม่พูดถึงเงินเก็บส่วนตัว พูดถึงแค่ในมือนางก็มีวัตถุฟางชุ่นหกชิ้นและวัตถุจื่อชื่ออีกสองชิ้นแล้ว!
อวิ่นเซียนออกมาจากศาลบรรพจารย์ ตอนนี้นางยังไม่มีอารมณ์จะฝึกหลอมลมปราณ นางจึงไปเดินเล่นอยู่ที่ภูเขาบรรพบุรุษ
ในฐานะภูเขาบรรพบุรุษสำนักอวี่หลง บอกว่าเป็นเกาะสองเกาะที่หันหน้าเข้าหากัน แต่อันที่จริงหากพูดถึงแค่เกาะแห่งเดียวก็มีอาณาบริเวณมากกว่าเมืองหลวงของแคว้นเล็กมากมายเสียอีก
ก่อนหน้านี้น่าหลันไฉ่ฮ่วนตัดสินใจรับลูกศิษย์ผู้สืบทอดสองคนแทนนางโดยพลการ
คนหนึ่งคือเด็กหนุ่มที่ในมือถือป้ายหยก ของขวัญกราบอาจารย์ที่น่าหลันไฉ่ฮ่วนมอบให้แทนก็คือแผ่นหยกที่มีลักษณะเหมือนป้ายสงบสุขปลอดภัยแผ่นหนึ่ง
ด้านหนึ่งแกะสลักเป็นคำว่า “กำแพงเมืองปราณกระบี่” อีกด้านหนึ่งแกะสลักด้วยตัวอักษรแบบบรรจงเป็นคำว่า “ใต้หล้าไพศาล”
และด้านของกำแพงเมืองปราณกระบี่นี้ก็ยังแกะสลักตัวอักษรเล็กๆ สองคำว่า ”อิ่นกวาน” บวกกับตัวเลขขนาดเล็กเท่าหัวแมลงวันอีกหนึ่งตัว
ในเมื่อเป็นของขวัญกราบอาจารย์ ทุกวันนี้ “ป้ายสงบสุขปลอดภัย” แผ่นนี้จึงกลายเป็นของของอวิ่นเซียนแล้ว
อวิ่นเซียนชอบขมวดคิ้วน้อยๆ โดยไม่รู้ตัว นางมักจะมีสีหน้ากลัดกลุ้มเช่นนี้อยู่เสมอ
ปีนั้นบังเอิญออกจากตำหนักสุ่ยจิงมาเข้าร่วมการประชุมที่นี่ ตลอดทางมีหรือจะเงียบสงัดเช่นนี้ เมื่อก่อนต้องการหลบเลี่ยงผู้คน ทุกวันนี้อยากจะเจอใครสักคนกลับไม่ใช่เรื่องง่าย
ศิษย์พี่หญิงของนาง หรือก็คือเจ้าสำนักที่ตอนนั้นไล่ให้นางไปดูแลตำหนักสุ่ยจิงที่ภูเขาห้อยหัว พ่ายแพ้ให้กับอวิ่นเซียนผู้เป็นศิษย์น้องที่นางดูแคลนแค่ในเรื่องเดียวเท่านั้น
นอกจากบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาและบรรพบุรุษผู้กอบกู้ความรุ่งโรจน์ที่ลงนามทำสัญญากันที่ร่องเจียวหลงแล้ว ช่วงหลังจากพวกนาง เวลาผ่านไปนานเป็นพันปีก็มีเพียงอวิ่นเซียนที่เรียน “พุดตานอุ่นกระโจม คือดินแดนแห่งเมฆและฝน” คือวิชาลับที่ไม่แพร่งพรายได้สำเร็จอย่างแท้จริง
ทุกรุ่นจะคัดเลือกมาแค่สองสามคนเท่านั้น ถ่ายทอดวิชาให้กันปากต่อปาก หากเรียนไม่สำเร็จภายในหนึ่งปีก็จะถูกลบความทรงจำทิ้งไป
อันที่จริงบรรพบุรุษบุกเบิกภูเขาของสำนักอวี่หลงผู้นั้นเคยตั้งกฎระเบียบไว้ข้อหนึ่ง ในอนาคตไม่ว่าใครที่มาเป็นเจ้าสำนัก หากคนผู้นั้นมิอาจฝึกวิชานี้ได้สำเร็จ ถ้าอย่างนั้นขอแค่ใครฝึกสำเร็จก็จะได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักในทันที
ทว่าอวิ่นเซียนกลับมีความลำบากใจที่ยากจะเอื้อนเอ่ย เพราะศิษย์พี่หญิงคนนั้นไม่ยินดีจะยกตำแหน่งให้
ศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนรู้ใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย คนหนึ่งแสร้งทำเป็นว่าเรียนไม่สำเร็จ อีกคนก็คิดว่าเจ้าเรียนไม่เป็น
อวิ่นเซียนถอนหายใจเบาๆ ลมทะเลพัดโชยมาปะทะใบหน้า พัดพาให้เส้นผมตรงจอนหูยุ่งเหยิง ชุดคลุมอาคมบนร่างของนางถูกพัดปลิวไปแถบหนึ่ง สตรีที่เดิมทีรูปโฉมก็งามล่มบ้านล่มเมืองอยู่แล้วก็ยิ่งเผยเส้นเว้าเส้นโค้งให้เห็นอย่างแจ่มชัด
แม้ว่าตอนนี้ในสำนักจะมีคนอยู่น้อย แต่เนื่องจากเจ้าสำนักคือน่าหลันไฉ่ฮ่วน ผู้ฝึกตนทำเนียบทุกวันนี้ที่ต่างก็อายุไม่มาก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสายลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ปีนั้นอวิ่นเซียนพาตัวมาจากตำหนักสุ่ยจิง



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!