บทที่ 1121.3 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (บน)
นั่นเป็นสิ่งที่มิอาจอดทนได้อีก ในที่สุดโหลวเหมี่ยวก็ขึ้นกระดานประกาศให้รางวัลด้วยตัวเอง มอบทองให้ก้อนใหญ่ สำนักฉงหลินมีศัตรูร่วมกัน ขอสาบานว่าจะต้องสังหารตาเฒ่าเจียงให้จงได้!
เด็กอีกคนหนึ่งถามคำถามที่ไร้เดียงสาสมกับเป็นเด็กน้อย ”อาจารย์ปู่ เจ้าโจรเจียงผู้นั้นสาดน้ำสกปรกใส่ท่านเช่นนี้ วันใดได้เจอหน้ากันจะตีกันหรือไม่?”
โหลวเหมี่ยวส่ายหน้า ”ไม่ตีกันหรอก”
เด็กคนนั้นเอ่ยอย่างอัดอั้น “ทุกวันนี้ชื่อเสียงของเจ้าโจรเจียงไม่ได้เลวบริสุทธิ์เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว บางครั้งก็มีคนที่พูดจาถึงเขาดีๆ อยู่หลายประโยคเหมือนกัน”
นี่ต้องยกคุณความชอบให้กับสองเรื่อง เจียงซ่างเจินรับตำแหน่งเจ้าสำนักของสำนักกุยหยกมาจากมือของสวินยวน ภายใต้สถานการณ์ที่ทั้งทวีปเจอกับความพินาศวอดวายเขาบุกเดี่ยวตะลุยไปทั่วทิศ ถึงกับสามารถสังหารปีศาจได้ทุกหนทุกแห่ง สร้างคุณความชอบภายใต้เปลือกตาของปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ราชาเก่าทั้งหลาย
เจ้าโจรเจียงวิ่งได้เก่งขนาดนี้ เป็นเพราะได้มาจากประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ในอุตรกุรุทวีปของพวกเรา
อีกอย่างก็คือตัวตนของ ”โจวเฝย” ที่เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่วก็เหมือนน้ำลดหินผุดแล้ว ที่แท้ก็คือเจ้าโจรเจียงที่ไม่ว่าจะผ่านหมู่บ้านใดก็ต้องมีแม่ยายเสมอผู้นั้นแรกเริ่มทางฝั่งของอุตรกุรุทวีปไม่กล้าเชื่อกันด้วยซ้ำ
ชื่อเสียงของเฉินผิงอันอิ๋นกวนคนสุดท้ายที่อยู่ในอุตรกุรุทวีปเคยสูงจนสูงไปมากกว่านั้นไม่ได้อีกแล้ว แทบจะสามารถทัดเทียมกับฮว่อหลงเจินเหรินที่มีคุณธรรมมีชื่อเสียงสูงส่งได้แล้ว ทุกวันนี้แน่นอนว่าก็ยังคงดีอยู่เหมือนเดิม ต่อให้บนภูเขาจะมี โจวอันดับหนึ่งที่ถ่ายแล้วไม่ยอมเช็ดก้นโผล่มาเพิ่ม เจ้าขุนเขาเฉินกับภูเขาลั่วพั่วก็ถือว่าเป็นกำแพงขาวที่มีจุดด่างพร้อยแค่เล็กน้อยอยู่ดีกระมัง
เทพธิดาและผู้ฝึกตนหญิงมากมายต่างก็สงสารอิ๋นกวนหนุ่มผู้นั้นมาก ดูท่าอยู่ที่บ้านเกิดของเขา แรกเริ่มของการเปิดภูเขาก็น่าจะยากจนมากจริงๆ
หาไม่แล้วจะปล่อยให้เจียงซ่างเจินฉวยโอกาสเข้ามาได้อย่างไร
ผู้เฒ่ายิ้มบางๆ “ดีๆ ร้ายๆ ถูกๆ ผิดๆ ไม่ได้ปลอดโปร่งโล่งสบายขนาดนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองดวงตาที่ผ่านโลกมาแล้ว ตาชั่งในหัวใจก็จะยิ่งไม่ยุติธรรมแล้ว”
เด็กน้อยอดไม่ไหวถามว่า ”พระโพธิสัตว์ยังมีไฟโทสะสามจั้ง อาจารย์ปู่จะไม่โกรธสักนิดจริงๆ เลยหรือ?”
โหลวเหมี่ยวยิ้มบางๆ “จะไม่โกรธเลยได้อย่างไร หากสามารถฆ่าเขาได้ก็ต้องฆ่าไปนานแล้ว วันหน้ารอให้ถึงโอกาสที่เหมาะสมสามารถฆ่าได้ก็ต้องฆ่าแน่นอน”
คงเป็นเพราะสีหน้าของผู้เฒ่าสุภาพ น้ำเสียงก็เรียบนิ่งอย่างมาก ต่อให้พูดคำว่า ”ฆ่า” อยู่หลายครั้ง ก็ยังไม่ทำให้เด็กทั้งสองรู้สึกถึงบรรยากาศของปราณสังหารที่เข้มข้นได้
พวกเขาบอกลาจากไป
โหลวเหมี่ยวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม เอ่ยประโยคไร้สาระกำชับพวกเขาว่าให้ขยันฝึกตน เจอกับด่านยากก็อย่าได้ท้อถอยอยู่สองสามประโยค รอกระทั่งเด็กน้อยที่เอาร่มเหน็บใต้รักแร้ค่อยๆ เดินลงภูเขากันไปแล้ว
ผู้เฒ่าก็พลันลุกขึ้นยืน จ้องนิ่งไประหว่างภูเขาสายน้ำที่อยู่ริมอาณาเขตของสำนักเพียงแต่ว่าความผิดปกติในจิตใจเกิดขึ้นเพียงวูบเดียวแล้วก็หายวับไป ผู้เฒ่าลังเลอยู่เล็กน้อยก็ไม่ได้สืบเสาะเรื่องนี้ต่อ
แต่หันหน้ามองไปยังยอดเขาพาตี๋ที่อยู่ทางเหนือ
ที่นั่นต่างหากถึงจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างแท้จริง
อุตรกุรุทวีปมีผู้ฝึกกระบี่มากมายเหมือนก้อนเมฆ ความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวในความสมบูรณ์แบบก็คือไม่มีผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่นั่งบัญชาการภูเขาสายน้ำเสียที
แต่โหลวเหมี่ยวกลับรู้ว่าฮว่อหลงเจินเหรินที่ถูกเรียกขานว่าเป็นลูกพี่ใหญ่ของสองสายขาวดำ อันที่จริงได้ทดลองผสานมรรคาสองครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จเสียที
ครั้งหนึ่งอยู่ในจวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์ ใช้เวลายาวนานหลายสิบปีอ่านตำราที่เก็บสะสมไว้จนถ้วนทั่วเพื่อศึกษาเวทอสนี ผลคือปิดด่านได้แค่ครู่เดียวก็ออกจากด่านแล้ว
ยังมีอีกครั้งหนึ่งที่หันไปฝึกควบวิชาวารี “เข้าร่วมวิถีแห่งมังกรพยัคฆ์” ทดลองที่จะผสานเส้นทางสองสายอย่างน้ำและไฟ พลังสรรค์สร้างแห่งหยินหยาง น่าเสียดายที่ขาดแรงไฟไปเล็กน้อย
ดังนั้นครั้งนี้ฮว่อหลงเจินเหรินเดินทางออกจากใต้หล้าเปลี่ยวร้างกลับมายังพื้นที่ประกอบพิธีกรรม โหลวเหมี่ยวก็ยังไม่ค่อยเห็นดีในการปิดด่านของเขาสักเท่าไร ตอนที่มีฝนใหญ่ตกกระหน่ำจากการสลายมรรคาของบรรพจารย์สามลัทธิ ในเมื่อฮว่อหลงเจินเหรินยังไม่อาจผสานมรรคาได้ ตอนนี้ฝนใหญ่หยุดตกแล้วก็ยิ่งมิอาจผสานมรรคาได้เข้าไปอีก
ทว่าเจินเหรินผู้เฒ่าที่อยู่บนยอดเขาพาตี๋ได้ยืมเบาะรองนั่งมาหนึ่งใบกับเหล้าหนึ่งกา
คำว่าปิดด่านผสานมรรคากลับมองดูแล้วเรียบง่ายเช่นนี้
เมื่อเทียบกับการเอาจริงเอาจัง ระมัดระวังรอบคอบ วางแผนสารพัดอย่าง พยายามสุดกำลังเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จทั้งหมดภายในคราวเดียวของผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบคนอื่นๆ แล้ว ดูเหมือนว่าการวางตัวอยู่ร่วมกับคนอื่นในโลก การรับลูกศิษย์ถ่ายทอดมรรคาของฮว่อหลงเจินเหรินจะไม่เคยเดินไปบนเส้นทางปกติ
เพียงแต่ว่าความอันตรายระหว่างนี้กลับมิอาจบอกให้คนนอกรู้ได้ก็เท่านั้น
ตอนที่ฮว่อหลงเจินเหรินไปขอยืมเบาะรองนั่งมาแล้วนั่งลง ก็ได้ทำการ ‘สลายมรรคา’ ไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่กระนั้นก็ยังไม่พอ
ในฐานะเทียนซือใหญ่ต่างแซ่ของภูเขามังกรพยัคฆ์ เจินเหรินผู้เฒ่าตัดใจละทิ้งวิชาอสนีได้ สามารถคืนมรรคกถากลับไปให้ฟ้าดินได้
จากนั้นลุกขึ้นไปขอเหล้ากาหนึ่งมาดื่ม ตอนที่ดื่มเหล้าหมดกาก็ทำการ ”สลายมรรคา” อย่างที่มองไม่เห็นอีกครั้ง
วันเวลาผันผ่าน วิชาวารีที่ฝึกฝนมาอย่างลำบากตรากตรำกว่าจะบรรลุมรรคาได้ก็ถูกสลัดทิ้งไม่ต้องการเหมือนกับกาเหล้าที่โยนทิ้งไปนอกภูเขากานั้น
ที่แท้ฮว่อหลงเจินเหรินสละทั้งเวทอสนีและเวทวารีทิ้งไปพร้อมกัน ทุ่มหมดหน้าตัก ให้ขอบเขตถดถอยถึงสองขั้นติด!
จากนั้นอาศัยเวทอัคคีมาเลื่อนขั้นสามขอบเขต เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ ผสานมรรคาได้สำเร็จ!
โหลวเหมี่ยวครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็ถือไม้เท้ากลับไปที่พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเองมีฟ้าดินหลายชั้นกั้นขวาง เขาเตรียมจะเข้าร่วมการประชุมลับครั้งหนึ่งแล้ว
ผู้เฒ่าเหลือบมองจักจั่นหยกบนหัวไม้เท้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย จักจั่นหยกนี้มีความหมายอยู่สองอย่าง คอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าอย่าได้ใช้อารมณ์กับพวกผู้เยาว์อย่างพวกไป๋ฉาง เจียงซ่างเจิน
มีชีวิตรอดมาได้หลังจากหายนะ เงียบกริบเป็นจักจั่นในหน้าหนาว
จำศีลยาวนาน ส่งเสียงร้องก้องใต้หล้า
สตรีที่อยู่ข้างกายนางต่างหากถึงจะงามเลิศล้ำ
ส่วนบุรุษที่มีสีหน้าท่าทางสำรวมผู้นั้นลมหายใจขุ่นมัว ฝีเท้าหนักอึ้ง ช่างเกะกะสายตาเสียจริง
เพียงแต่ว่าทุกวันนี้วิถีทางโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ระมัดระวังขับเรือได้นานหมื่นปี ชายฉกรรจ์จึงไม่ได้ลุกขึ้นมาฆ่าคนในฉับพลันตามนิสัยความเคยชินของตน
สตรีหน้าตางดงามขยับเท้าไปหลบอยู่ด้านหลังสตรีพกดาบร่างผอมแห้ง นางยื่นหน้าออกมาพูดขลาดๆ ว่า “บุรุษท่านนี้ ที่ว่าการก็มีกฎหมายของที่ว่าการ ยุทธภพมีกฎเกณฑ์ของยุทธภพ พูดถึงแค่อยู่ในป่าเขียวขจีที่หากไม่ใช่โจรก็เป็นขโมยแบบนี้ก็ยิ่งมีข้อพิถีพิถันมากมายที่กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา ยกตัวอย่างเช่นการปล้นชิงตามถนนและสมคบคิดลอบทำเรื่องชั่วร้ายต่อคนทำการค้า หรือฟ้ามืดลมแรงไปขโมยของในบ้านคนอื่นขอแค่คนในสถานการณ์ไม่ต่อต้านหรือไม่ได้มีความโกรธแค้น ก็ไม่ควรฆ่าคนง่ายๆ เด็ดขาดการกระทำชำเราสตรีก็ยิ่งเป็นความผิดร้ายแรง ใช่หรือไม่?”
คงเป็นเพราะชายฉกรรจ์ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อนจึงถูกคำพูดประโยคนี้ของนางทำให้มึนงงไป
สตรีในอ้อมอกของเขาหัวเราะเหมือนกิ่งบุปผาสั่นไหว ไม่คิดจะปกปิดหน้าอกที่เปิดเปลือยออกมาแม้แต่น้อย อยู่ในป่ารกร้างห่างไกลผู้คนเช่นนี้ พวกคนคร่ำครึกลุ่มนี้มาจากไหนกัน
ชายฉกรรจ์กระตุกมุมปาก ยื่นมือไปขยำก้อนเนื้ออวบอิ่ม ทำเอาสตรีร้องเจ็บ ชายฉกรรจ์เอ่ย ”น้องชาย มาทำการค้ากันไหม ข้าเอานางแลกกับสตรีสองคนข้างกายเจ้า ถือว่าสองแลกสอง เป็นอย่างไร?”
ชิงหร่างยิ้มเอ่ย ”ทำไมถึงเป็นสองแลกสองได้เล่า? ตอนเด็กไม่เคยเรียนหนังสือที่โรงเรียนมาหรือไร?”
บุรุษยกมือขึ้นชี้ไปที่ชิงหร่าง ยิ้มเหี้ยม “ชีวิตน้อยๆ ของเจ้าจะไม่นับรวมไปด้วยหรือ?”
ชิงหร่างยิ้มกล่าว ”ข้าไม่ชอบเรื่องพวกนี้ เจ้าแน่จริงก็มาเอาพวกนางไปเองแล้วก็ไปเสวยสุขเอาเองเถิด”
เดินข้ามผ่านธรณีประตูเข้ามาในห้องโถงหลักก่อน ชิงหร่างส่ายหน้ายิ้มกล่าว “ข้ากลับรู้สึกว่าร่างกายของเจ้าแน่นตึง ถูกใจข้านัก ข้าสามารถไปตักน้ำมาช่วยล้างก้นของเจ้าให้สะอาดก่อนได้”
ชิงหร่างเองก็ไม่เกรงใจ หยิบน่องกวางขึ้นมากัดกินคำใหญ่ สีหน้าของชายฉกรรจ์ดุร้าย แต่ฝีมือทำอาหารกลับไม่เลว
ชายฉกรรจ์กับสตรีในอ้อมกอดหันมามองหน้ากัน คนที่ออกท่องยุทธภพในทุกวันนี้ล้วนมีวิธีการป่าเถื่อนกันเช่นนี้หรือ?
เซียนจ่าวและสตรีพกดาบเดินเข้ามาในตำหนักใหญ่ด้วยกัน ปิดปากหัวเราะคิกเอ่ยว่า ”ดีนักนะ ชิงหร่าง ที่แท้เจ้าก็อำพรางตัวอย่างลึกล้ำขนาดนี้ มิน่าเล่าถึงได้ไม่สนใจพวกเรา”
สตรีพกดาบใช้เสียงในใจถาม ”ทำไมถึงมาที่นี่?”
ชิงหร่างลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “เมื่อครู่ก่อนจะขึ้นเขามาก็สัมผัสได้ถึงพลังจิตขุมหนึ่งที่ตรวจสอบมายังศาลแห่งนี้อยู่ไกลๆ ว่องไวมาก ก็เลยรู้สึกว่าที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่าหน่อย”
เซียนจ่าวพยักหน้า ปรบมือยิ้มเอ่ย “มีเหตุผล!”
สตรีพกดาบก็พยักหน้าเช่นกัน นั่งลงข้างกองไฟ หยิบเนื้อกวางย่างชิ้นหนึ่งขึ้นมา
ทว่าเวลานี้เองกลับมีบัณฑิตวัยกลางคนสะพายหีบหนังสือไว้บนหลังคนหนึ่งถือไม้เท้าเดินป่าเดินมาหยุดอยู่นอกธรณีประตูของห้องโถงใหญ่ ”ฆ่าคนในค่ำคืนเดือนมืดลมแรงข้าคงไม่ได้มาทำลายอารมณ์สุนทรีย์ของทุกท่านกระมัง?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!