เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1122

บทที่ 1122.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (กลาง)

ดวงตะวันจมลงในแม่น้ำใหญ่ท่ามกลางม่านราตรี ดวงจันทราผุดลอยขึ้นเหนือหมื่นภูผายามทิวา

รอบด้านเงียบสงัด กองไฟที่อยู่ในตำหนักใหญ่ส่งเสียงลั่นเปรียะๆ ในบางครา

ทุกคนพร้อมใจกันหันไปมองบุรุษนอกตำหนักที่มีท่าทางเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง รูปโฉมเหมือนคนวัยสามสิบกว่าๆ คงเป็นเพราะเคยอ่านตำรามาหลายเล่มจึงมีบุคลิกที่สงบเยือกเย็นอยู่หลายส่วน

ชิงหร่างไม่ได้เอ่ยอะไร เซียนจ่าวเงียบกริบเป็นจักจั่นในหน้าหนาว เห็นท่าทางเหมือนคนเห็นผีของเซียนจ่าว ชิงหร่างที่เดิมทียังไม่ค่อยแน่ใจนัก ตอนนี้ในใจก็มั่นใจได้ทันที

เหตุการณ์เช่นนี้ในช่วงเวลาอย่างนี้ก็เหมือนกับว่า “เทวรูปดินปั้น” ที่กินควันธูปอยู่ในตำหนักเดินมาอยู่ตรงหน้าพวกเขา

พูดไปแล้วก็แปลก ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างที่เลื่อมใสอิ๋นกวนหนุ่มมีมากมายจนนับไม่ไหว ต้องมีมากกว่าใต้หล้าไพศาลอย่างแน่นอน อีกทั้งยังจริงใจมากเป็นพิเศษ

ตะวันขึ้นจันทราตกนับพันรอบ ชื่อเสียงของท่านเฉินเลื่องลือไปไกลหมื่นลี้

ไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย

เพราะถึงอย่างไรผู้ฝึกตนของไพศาลส่วนใหญ่ก็แค่ได้ฟังเรื่องสนุกกันเท่านั้น แต่เผ่าปีศาจเปลี่ยวร้างที่เคยเข้าร่วมสงครามใหญ่ไม่ว่าใครก็แทบจะเคยเห็นความครึกครื้นกับตาตัวเองมาก่อนทั้งนั้น

หากจะไปเยือนใต้หล้าไพศาลก็ต้องข้ามผ่าน “ประตูใหญ่” ที่ถูกขุดเจาะเอาไว้เสียก่อน เผ่าปีศาจแค่เงยหน้าขึ้นก็จะมองเห็นชุดคลุมอาคมสีแดงสดที่สะดุดตาตัวนั้นแล้ว

แล้วนับประสาอะไรกับที่เจ้าคนแซ่เฉินผู้นี้ ปีนั้นยังเคยสังหารเผ่าปีศาจขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งที่ทะยานลมผ่านกลางอากาศเหนือหัวกำแพงเมืองที่เขาอยู่ พูดให้ถูกต้องก็คือเอา…มือฉีกกระชาก

จากนั้นโยนศพลงมาจากหัวกำแพงเมือง

หากจะบอกว่าการกระทำเช่นนี้ให้เผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างมาทำเองก็ไม่ได้แปลกประหลาดเลยแม้แต่น้อย ชนะในการประลองวิชาคาถา ยัดร่างเผ่าปีศาจที่พ่ายแพ้ใส่ปากเคี้ยว กลืนกินอีกฝ่ายลงท้องทั้งเป็นก็ยังเป็นเรื่องปกติ

แต่นั่นคือลูกศิษย์ของอริยะที่ว่ากันว่ามาจากใต้หล้าไพศาล การกระทำเช่นนี้จึงแปลกใหม่อย่างมาก

ดังนั้นผู้ฝึกบำเพ็ญตนของใต้หล้าไพศาลจึงไม่มีทางเข้าใจอารมณ์ซับซ้อนยามที่เทพธิดาหญิงซิงเจียแห่งนครจินชุ่ยข้ามผ่านซุ้มประตูตอนไปถึงภูเขาลั่วพั่วได้แน่นอน

อิ๋นกวนหนุ่มที่มีสถานะของคนต่างถิ่น คนรักของหนิงเหยา ผู้ที่สังหารหลีเจินกับมือตัวเอง ใช้กำลังของคนคนเดียวท้าทายกระโจมเจี่ยเซินทั้งแห่ง คนที่เฉินชิงตู้ยินดีฝากภาระหนักไว้ให้ ผู้ที่ได้แกะสลักตัวอักษรตัวสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่

ในห้องโถงใหญ่ไร้คำพูดคุย บัณฑิตที่อยู่นอกห้องโถงก็ไม่รีบร้อนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา

สตรีพกดาบร่างขึงเกร็ง นางสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นยืน ยื่นมือไปกดด้ามดาบ จ้องเขม็งไปยัง ”บัณฑิตอ่อนแอ” ที่มองดูคล้ายสะพายหีบตำราออกทัศนาจรนอกประตูคนนั้น ถามเข้าประเด็นทันทีว่า “อิ๋นกวนหาตัวพวกเราเจอได้อย่างไร?”

นางมีชื่อเล่นว่าโต้วโค่ว คือหนึ่งในร้อยเซียนกระบี่ของภูเขาถัวเยวี่ย คงเป็นเพราะอยู่ต่างถิ่นมานาน เวลาพูดจึงใช้ภาษาทางการของใบถงทวีป

เซียนจ่าวหน้าซีดขาวในบัดดลคล้ายคนถูกห้าอสนีผ่าลงหัว

ชิงหร่างกลับยังคงผ่อนคลายอยู่เหมือนเดิม ไม่มีท่าทีของคนที่เผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจแม้แต่น้อย

ส่วนคนในท้องถิ่นของใบถงทวีปที่ยังคงไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวสองคนนั้นก็ยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ คนที่มาทีหลังซึ่งแต่งกายเป็นบัณฑิตตรงหน้าผู้นี้คงไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงเรื่องความดุร้ายเลื่องลือในยุทธภพหรอกนะ?

คือผู้แข็งแกร่งที่ฆ่าคนเหมือนผักปลา หรือว่าเป็นพวกที่มีชาติกำเนิดมีสำนักที่ดี?

เฉินผิงอันกลับใช้ภาษาทางการของเปลี่ยวร้างสำเนียงดั้งเดิมถูกต้อง ยิ้มตอบกลับไปว่า ”ในตำราต่างก็เขียนไว้ว่าบัณฑิตยากจนเดินทางเข้าเมืองหลวงไปสอบ ต้องมานอนค้างแรมในวัดร้างแล้วได้เจอกับสาวงามไม่ใช่หรือ วาสนาความรักเช่นนี้ ไหนเลยจะเป็นการกระทำอย่างจงใจ ล้วนเป็นความบังเอิญทั้งสิ้น”

สตรีผู้งดงามหัวเราะขลุกขลัก คงรู้สึกว่าคนผู้นี้พูดจาน่าสนใจ มองแล้วเหมือนเขาอายุสามสิบต้นๆ สองมือยันไว้บนไม้เท้าเดินป่าไผ่เขียว ยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์สุกสกาวอยู่อย่างนั้น

เฉินผิงอันมองไปยังสตรีที่ใช้นามแฝงว่าโต้วโค่ว ”ในเมื่อเป็นผู้เยาว์มากความสามารถหนึ่งในร้อยเซียนกระบี่ของภูเขาถัวเยวี่ย อันดับรายชื่อก็ไม่ต่ำ ไฉนตอนที่อยู่บนหัวกำแพงเมืองถึงดูเหมือนว่าข้าจะไม่เคยเจอแม่นางโต้วโค่วมาก่อน?”

ผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์ที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างฝากความหวังไว้ให้มากกลุ่มนี้ต่างก็เคยไปฝึกกระบี่อยู่บนหัวกำแพงกันทั้งนั้น ระยะเวลาสั้นยาวไม่แน่นอน ตอนหยุดพักในช่วงเวลาระหว่างนั้นก็มักจะมีผู้ฝึกกระบี่ที่ไป “แหงนหน้ามอง” อิ๋นกวนคนสุดท้ายกำแพงเมืองปราณกระบี่ซึ่งใช้คำพูดที่น่าฟังว่า “เฝ้าประตูใหญ่” อยู่เสมอ

ช่วยเฝ้าบ้านให้กับพวกเรา เฉินอิ๋นกวนเป็นคนดีจริงๆ เลยนะ

สตรีพกดาบเอ่ยเสียงหนักจริงจัง ”อยู่ห่างจากอิ๋นกวนไกลมาก ข้ามีนิสัยรักความสันโดษ ไม่ชอบความครึกครื้น เวทกระบี่สูงไม่สำเร็จต่ำก็ไม่ได้ ลำดับรายชื่อไม่สูงไม่ต่ำ ต่อให้เจอหน้ากัน คาดว่าก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะสามารถได้พูดคุยกับอิ๋นกวน”

นี่คือความจริง

หัวกำแพงเมืองครึ่งหน้าที่พวกเขาหลอมกระบี่กันอยู่ก็มีคนที่คอยช่วย ”คุ้มกัน” ให้อยู่เหมือนกัน ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของโจวจื่ออย่างหลิวป่ายนั้นยังถือว่าดี นางไม่ค่อยชอบพูด แต่หลีเจินที่เป็นลูกศิษย์ปิดสำนักของบรรพบุรุษใหญ่ภูเขาถัวเยวี่ยกลับเป็นประเภทที่ในปากมีแต่อาจม ความสามารถในการด่าคนพัฒนาขึ้นทุกวัน ก็ไม่รู้ว่าเขาไปเรียนรู้มาจากใคร เวลาที่เจอกับผู้ฝึกกระบี่ที่อยากจะมาร่วมวงความครึกครื้น หลีเจินก็มักจะชอบพูดเหน็บแนมด้วยประโยคทำนองว่า “เจ้าก็คู่ควรที่จะพูดคุยกับอิ๋นกวนด้วยหรือ” นอกจากนี้ยังมีชุดคลุมยาวสีดำตัวนั้น หลงจวินหนึ่งในปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ราชาเก่า ผู้ฝึกตนทั่วไปที่ไม่มีที่พึ่งจึงไม่กล้าก่อเรื่องกันเลยจริงๆ

ชิงหร่างกัดเนื้อกวางกินคำใหญ่ สีหน้าอ่อนใจ พูดเสียงอู้อี้ฟังไม่ชัดว่า ”ด้วยโชคชะตาของอิ๋นกวนในทุกวันนี้ต้องไม่มีทางหาข้าเจอถึงจะถูก เป็นพวกนางที่ทำให้ข้าเดือดร้อนหรือนี่?”

เฉินผิงอันตอบไม่ตรงคำถาม ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “สหายยังเป็นหมอดูโหงวเฮ้งด้วยหรือ สามารถดูดวงชะตาของคนอื่นได้ด้วย? หากเจอกันอย่างผิวเผิน ตั้งแผงอยู่ติดกัน ไม่แน่ว่าพวกเราสองคนอาจจะยังได้ประลองฝีมือ แย่งชิงการค้ากันก็เป็นได้”

ก็เป็นเจ้าคนตรงหน้าผู้นี้ที่ใช้กำลังของตัวเองคนเดียวก่อกวนจนเกือบจะทำให้เรื่องการขุดเจาะลำน้ำใหญ่ของใบถงทวีปต้องล่มเสียแล้ว อีกทั้งกองกำลังหลายฝ่ายที่มีภูเขาลั่วพั่วและสำนักกระบี่ชิงผิงเป็นหนึ่งในนั้นต่างก็ทุ่มเงินเทพเซียนจำนวนนับหมื่นเหรียญเข้าร่วมกับการก่อสร้างในครั้งนี้ และเงินเทพเซียนที่ว่านั้นยังเป็นเงินฝนธัญพืชทั้งหมด เว่ยเหวินหลงและอาจารย์จังร่วมกันคำนวณคร่าวๆ เนื่องจากฉากการขว้างยันต์อย่างส่งเดชระหว่างเส้นทางเลียบลำน้ำใหญ่ไม่กี่ครั้งของเจ้าหมอนี่ ไม่เพียงแต่ถ่วงรั้งความคืบหน้าในการขุดเจาะลำน้ำใหญ่ ยังนำพาความเสียหายต่างๆ นานามาให้กับกองกำลังบนภูเขาและแคว้นทั้งหลายล่างภูเขา เป็นเหตุให้จำนวนเงินฝนธัญพืชที่เสียหายไประหว่างนี้อยู่ที่ประมาณสามพันถึงสี่พันเหรียญ

พูดถึงแค่ผู้ฝึกตนห้าขอบเขตที่ต้องไปค้นหาร่องรอยของเจ้าหมอนี่ รวมหมี่อวี้และหวงถิงเป็นหนึ่งในนั้น และยังมีหลงเหมินเซียนจวินของภูเขาต้นไม้เหล็กก็มีมากเกือบจะถึงสองหมื่นนาย แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจลากตัวไอ้หมอนี่ออกมาได้

ต้องรู้ว่าทุกวันนี้เจ้านี่เพิ่งจะเป็นขอบเขตโอสถทองเท่านั้น

ผู้ฝึกตนหญิงที่มีฉายาว่าเซียนจ่าว หากนับกันตามลำดับอาวุโสแล้ว เฟยเฟยก็คือบรรพจารย์ไท่ซ่างของนาง แต่ปีศาจใหญ่อดีตราชาบนบัลลังก์เก่าท่านนี้กลับต้องเรียก “อวี่ซือ” แห่งกระโจมเจี่ยเซินด้วยความเคารพว่าคุณชาย

คนเปรียบเทียบกับคนชวนให้คนโมโหตาย

นางกับอิ๋นซู่พี่สาวของนาง แม้ว่าต่างก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ แต่ธรณีประตูของร้อยเซียนกระบี่ภูเขาถัวเยวี่ยสูงถึงเพียงใด พวกนางไม่อาจก้าวข้ามเข้าไปได้จริงๆ

เฉินผิงอันถาม ”สหายชิงหร่าง ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ไม่มีเหตุผลให้ต้องทุ่มชีวิตเช่นนี้ คำกล่าวที่ว่าแสวงหาความร่ำรวยท่ามกลางความเสี่ยงไม่เหมาะกับคนอย่างเจ้า”

เห็นว่าชิงหร่างผู้นั้นไม่พูดจา เฉินผิงอันก็ถามต่อว่า ”เพราะมีความแค้น ในใจเก็บกลั้นโทสะเอาไว้ รอต่อไปไม่ได้ ก็เลยจำต้องตัดสินใจลงมือเด็ดขาดอยู่ที่ใบถงทวีปนี้หรือ?”

พวกนางต่างก็หันไปมองชิงหร่าง

น่าประหลาดจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ที่เจอกันในใบถงทวีป พวกนางต่างก็ไม่เคยได้ยินชื่อชิงหร่างนี้มาก่อน และทุกวันนี้ก็ไม่ใช่แค่ต้องหันมามองเขาใหม่ด้วยความทึ่งเท่านั้น ยิ่งอยู่ด้วยกันนานวันเข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าชิงหร่างลึกล้ำจนมิอาจคาดเดา หากให้เวลาเขาได้ฝึกตนอีกหนึ่งร้อยปีหรือสี่ห้าร้อยปี ความสูงในผลสำเร็จของคนผู้นี้ก็จะมากมายจนมิอาจประเมินค่าได้

ไม่มีเหตุผลให้ต้องมาทุ่มชีวิตอยู่ที่ใบถงทวีป อีกทั้งยังพุ่งเป้าเล่นงานไปที่เฉินผิงอันและสำนักกระบี่ชิงผิง

บอกว่าเป็นการสะสมคุณความชอบทางการสู้รบอะไรอยู่ที่นี่ เมื่อมีชีวิตรอดกลับไปที่เปลี่ยวร้างก็จะได้ความชื่นชอบโปรดปรานจากปีศาจใหญ่บนบัลลังก์คนใด หลอกผีน่ะสิ

ก็ต้องมีชีวิตรอดกลับบ้านเกิดไปก่อนถึงจะได้

ด้วยพรสวรรค์และกลอุบายของชิงหร่าง ภายใต้เงื่อนไขที่มอบชีวิตไว้ที่นี่ เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอาศัย “ชื่อเสียงจอมปลอม” ที่เป็นการปักบุปผาลงบนผ้าแพรพวกนี้เลย

ชิงหร่างเงียบไปพักใหญ่ ”เคยมีความขัดแย้งเล็กน้อยกันมาก่อนจริงๆ แต่หากจะคิดกันจริงๆ จังๆ ก็ไม่ถือว่าเป็นความแค้นที่ใหญ่อะไร แล้วก็ไม่โทษที่อิ๋นกวนลงมืออำมหิตต่างคนต่างอยู่กันคนละฝ่าย จำเป็นต้องทำหน้าที่ของตัวเอง”

มีสหายต่างวัยที่นำพาเขาเดินไปบนเส้นทางของการฝึกตนคนหนึ่งที่ตายด้วยน้ำมือของเฉินผิงอัน

เขาคือขอบเขตหยกดิบ ปีนั้นสถานะและขอบเขตของทั้งสองฝ่ายต่างกันมาก แต่เขากลับยอมถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับชิงหร่างอย่างหมดหน้าตักโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ แต่กระนั้นก็ยังบอกว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติจะเป็นผู้ถ่ายทอดมรรคาให้กับชิงหร่าง จะช่วยหาอาจารย์ที่ดีให้กับเขา จะไม่ด้อยไปกว่าจู๋เชวี่ย จวินถ้านอย่างแน่นอน เหตุผลก็คือคุณสมบัติของเจ้าชิงหร่างดีเกินไป หากตบะของอาจารย์ไม่สูงพอก็คือการย่ำยีทรัพยากรสวรรค์ ง่ายที่จะถ่วงรั้งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอให้เจ้ามีชื่อเสียง ดึงดูดความสนใจของบนภูเขาได้แล้ว รอกระทั่งไม่ว่าใครก็รู้ถึงผลสำเร็จสูงต่ำในอนาคตของเจ้าแล้ว ไม่มีขอบเขตบินทะยานและสำนักใหญ่ให้การปกป้องก็ง่ายมากที่ลงจากภูเขาไปแล้วเจ้าจะต้องตายอย่างกะทันหัน

ชิงหร่างนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็ชะลอความเร็วในการเคี้ยวเนื้อกวาง เปลี่ยนมาเป็นเคี้ยวเชื่องช้าอย่างละเอียดแทน

เฉินผิงอันพูดพึมพำกับตัวเองว่า ”พระโพธิสัตว์และอริยะกลัวเหตุ มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเรากลัวผล”

ชิงหร่างพยักหน้า ”เมื่อก่อนไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ พอมาถึงใบถงทวีป อ่านตำราของที่นี่ไปบ้างเล็กน้อยก็รู้สึกเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง”

เฉินผิงอันพูดเข้าประเด็นโดยตรง “แม่นางโต้วโค่ว เซียวสิงที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่มงคลดอกบัว นางได้เจอกับเจ้าแล้ว อีกทั้งความทรงจำยังลึกล้ำอย่างมาก ก็เท่ากับว่าข้าเคยเจอกับเจ้าแล้ว”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!