เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1122

บทที่ 1122.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (กลาง)

จากนั้นอิ๋นกวนหนุ่มก็เอ่ยประโยคที่ทำให้คนนอกสถานการณ์อย่างเซียนจ่าวรู้สึกขนพองสยองเกล้า “ดังนั้นหลายวันมานี้จึง “คิดถึง” แม่นางโต้วโค่วมาก”

ชิงหร่างถอนหายใจยาวเหยียด จริงดังคาด ถูกสตรีคนนี้ทำให้เดือดร้อนจริงเสียด้วยเพียงแต่ว่าชิงหร่างก็ไม่คิดจะตำหนินางสักเท่าไร มีเพียงเซียนจ่าวที่ถึงจะเป็นคนประเภททำเรื่องให้สำเร็จไม่ได้ แต่ก่อความเสียหายกลับมีฝีมือมากพอเหลือแหล่

ในใจของโต้วโค่วขนลุกชัน แต่กระนั้นนางก็ยังคงไม่เข้าใจ เจอหน้ากันแล้ว แล้วอย่างไร? เวทคาถานับพันหมื่นบนภูเขามีวิชาอภินิหารอย่างนี้ด้วยหรือ?

เซียวสิงถือเป็นคนของกระโจมกุ่ยโย่วของเปลี่ยวร้าง ในอดีตได้ถูกหนิงเหยาทำร้ายบาดเจ็บสาหัสตอนอยู่บนสนามรบของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ปีนั้นเซียวสิงขึ้นฝั่งที่ใบถงทวีป นางเป็นสหายรักของโต้วโค่วจึงออกเดินทางไปด้วยกัน รอกระทั่งเซียวสิงตกอยู่ในเงื้อมมือของเฉินผิงอัน ถูกพลิกค้นความทรงจำ แล้วได้ทำการ “ค้นภูเขา” ที่เป็นการบุกเบิกโฉมหน้าใหม่ ภาพที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเซียวสิงก็คือผู้ฝึกตนหญิงโต้วโค่ว ด้วยเหตุนี้ในจิตธรรมของเฉินผิงอันจึงมีภาพแขวนลงหมึกสีเข้มของโต้วโค่วเพิ่มขึ้นมา

ปีนั้นได้กลับมาเจอกันอีกครั้งที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ หลิวเสี้ยนหยางก็ได้สอนเวทกระบี่ท่องฝันของบรรพบุรุษให้กับเฉินผิงอันอย่างหมดหน้าตัก หลิวเสี้ยนหยางมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ กับสหาย ไม่เคยขี้เหนียว

เพียงแต่ว่าเฉินผิงอันในเวลานั้นยังเรียนไม่เป็น ธรณีประตูของเวทกระบี่บทนี้สูงเกินไปจนมาถึงทุกวันนี้ ต่อให้จะมีขอบเขตคอยประคับประคอง เฉินผิงอันก็กล้าพูดแค่ว่าตัวเองเรียนรู้ได้อย่างผิวเผินเท่านั้น

แต่เฉินผิงอันก็ควบคุมตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้รีบร้อนปล่อยกระบี่ นั่นก็เพราะไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่น หากโต้วโค่วกับผู้ฝึกตนสายยันต์ที่ไหลลื่นเหมือนปลาหนีชิวผู้นั้นจับกลุ่มกันเดินทางท่องไปในใบถงทวีปก็ง่ายที่จะทำให้เสียการใหญ่เพราะเรื่องเล็กน้อย

และความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านี่คือการเลือกที่ถูกต้อง

เขารอคอยโอกาสอยู่ตลอดเวลา รอให้นางหลับใหลเข้าสู่ความฝัน แต่ผู้ฝึกบำเพ็ญตนนั้นเดิมก็ฝันน้อยครั้งอยู่แล้ว ดังนั้นเฉินผิงอันจึงอดทนรอคอยตลอดมา

วิชาอภินิหารบทนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นการปล่อยจิตท่องฝันไปในความฝันของคนอื่น เป็นเวทกระบี่บทเดียวกัน แต่เฉินผิงอันกับหลิวเสี้ยนหยางกลับมีวิธีทำความเข้าใจไม่เหมือนกัน

เซียวสิงรู้ดีว่าตัวเองมิอาจสู้หนิงเหยาหรือเฉินผิงอันได้ นางจึงอยากจะสร้างโรคระบาดที่แพร่ลามไปทั่วใต้หล้าขึ้นมาในพื้นที่มงคล อีกทั้งผลกรรมพวกนี้ ส่วนใหญ่แล้วต้องเอาไปคิดลงบนหัวของเฉินผิงอันที่เป็นเจ้าของที่ดินของพื้นที่มงคล

นางเปิดร้านขายหนังสืออยู่ที่นั่น จ่ายเงินจ้างแรงงานชาวบ้าน ยอมขายหนังสือรักประโลมโลกที่ผ่านการเล่นตุกติกไปในราคาต่ำ ยอมขาดทุนอย่างไม่เสียดาย บวกกับศพแห้งของเทพแห่งโรคระบาดอีกหลายตนที่นางซ่อนเอาไว้

อาศัยการขายหนังสือมากหลายแสนเล่ม บวกกับที่จำนวนคนอ่านที่ไม่ได้ซื้อหนังสือแต่กลับยืมอ่านต่อๆ กันไปมีจำนวนมากน่าดูชม หากมีโรคระบาดแพร่ขึ้นมา เพียงชั่วพริบตาเดียวก็จะม้วนหอบไปทั่วใต้หล้า

หากเป็นขอบเขตเดียวกัน วางแผนอย่างตั้งใจเช่นนี้ ไม่พูดว่าชิงหร่างลงมือต่อใบถงทวีป เอาแค่เซียวสิงก็มีโอกาสที่จะลงมือทำสำเร็จในพื้นที่มงคลรากบัวแล้ว

เพียงแต่ว่าไม่ว่าใครก็ล้วนอาศัยความสามารถในการสะสมขอบเขตกันทั้งนั้น ย่อมไม่มีทางที่จะยอมให้ขอบเขตถดถอยเพียงเพราะเห็นแก่ความยุติธรรมเป็นหลัก

แล้วนับประสาอะไรกับที่เรื่องของขอบเขตถดถอย หากนับกันที่จำนวน เฉินผิงอันก็ถือว่ามีเพียงหนึ่งเดียว

คู่ยวนยางที่มาพบเจอกันอย่างผิวเผินสองคนนั้นเป็นคนที่มีนงงที่สุด

อิ๋นกวนอะไร นครก่วงหันอะไร ใต้หล้าไพศาลใต้หล้าเปลี่ยวร้างอะไร พวกเขาแค่กินข้าวอยู่ในยุทธภพล่างภูเขาย่อมไม่เข้าใจ รู้แค่ว่าเนื้อหาที่อีกฝ่ายพูดคุยกันต้องยิ่งใหญ่มาก

ทว่าต่อให้จะไม่ฉลาดแค่ไหนก็ฟังออกว่าสองฝ่ายคือศัตรูคู่แค้นกัน

บัณฑิตสุภาพอ่อนแอที่สะพายหีบหนังสือผู้นั้นมาเพื่อขวางทางสองมือของชายฉกรรจ์หน้าขาวอยู่ในกฎระเบียบนานแล้ว เขาถามหยั่งเชิงว่า “นายท่านเทพเซียนทั้งหลาย ไม่สู้ปล่อยพวกเราจากไปก่อน จะได้ไม่ถ่วงเวลาการรำลึกความหลังของพวกท่านดีไหม?”

เซียนจ่าวหัวเราะหยัน “ไป? จะหนีไปไหนได้ ตอนนี้ทั่วทั้งภูเขาล้วนอยู่ในค่ายกลหมดแล้ว ให้เวลาเจ้าหนึ่งร้อยปีก็ยังถูกผีบังตาอยู่ดี”

ชายฉกรรจ์พูดหน้าม่อย ”พวกเจ้าเป็นเทพเซียนตีกันก็ตีกันไปสิ ไฉนต้องให้เดือดร้อนมนุษย์ธรรมดาที่แค่พอจะเป็นการต่อสู้เล็กน้อยอย่างพวกเราด้วย”

สตรีขยับคอเสื้อเงียบๆ เผยให้เห็นทิวทัศน์ขาวนวลเนียน

ชิงหร่างหัวเราะร่วน ”ใครให้พวกเจ้ามาคลอเคลียกันไม่เลือกสถานที่เล่า โดนกรรมตามสนองแล้วเห็นไหม?”

เซียนจ่าวมีสีหน้าขมขื่น ใช้เสียงในใจถามอย่างระมัดระวังว่า “ทำไมเขาถึงยังไม่ลงมือ?”

พวกเขาทำลายเรื่องดีๆ ของเฉินผิงอันในใบถงทวีป ศัตรูเจอหน้ากันควรต้องโกรธแค้นกันมากเป็นพิเศษถึงจะถูก ฝืนนิสัยพูดคุยกับพวกเขามานานขนาดนี้ไม่เหมือนลักษณะการกระทำของอิ๋นกวนเลย

อย่าเห็นว่าอิ๋นกวนหนุ่มเรียกแม่นางเซียนจ่าว แม่นางโต้วโค่วหรือไม่ก็สหายชิงหร่างอะไรอยู่ตลอด อีกฝ่ายคือคนประเภทที่ฆ่าปีศาจตาไม่กะพริบเชียวนะ

“ใต้โชวเฉินเหนืออิ๋นกวน” คำกล่าวนี้แพร่หลายไปได้อย่างไร ความหมายก็คือผู้ฝึกกระบี่สองคนนี้นิสัยการกระทำไม่เหมือนผู้ฝึกกระบี่ที่สุด ออกกระบี่อำมหิตดุร้ายที่สุดแล้ว

วันนี้ตกมาอยู่ในน้ำมือของอิ๋นกวน นางรู้จุดจบคร่าวๆ ของตัวเองแล้ว

เฉินผิงอันไม่ยอมลงมือเสียทีก็คงไม่ใช่เพราะละโมบในความงามอันน้อยนิดแค่นี้ของตนหรอกกระมัง

โต้วโค่วกล่าว “หลังจากค้นพบร่องรอยของพวกเรา เขาต้องรีบเดินทางมาในทันทีแน่นอน หว่านแหไปก่อน ต้องยืนยันในตัวตนของพวกเราให้แน่ใจแล้วค่อยรวบแห เพื่อป้องกันไม่ให้มีปลาตัวใหญ่หลุดลอดออกจากหว่างแหไปได้ ก็แค่ไม่รู้ว่าก่อนที่เขาจะปรากฏตัวได้ร่ายค่ายกลใหญ่ไว้ในนอกภูเขากี่ชั้น”

บางทีคำตอบของชิงหร่างน่าจะเข้าใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด “พวกเจ้าก็แค่ของรางวัลที่แถมมาเท่านั้น เป้าหมายของเฉินผิงอันยังคงเป็นข้า เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าจะจับตัวข้าได้ เขาต้องใช้ความคิดจิตใจเพิ่มเติมอีกมากแน่นอน”

เซียนจ่าวถาม ”ทำไมถึงเรียกชื่อเขาตรงๆ”

ชิงหร่างเกือบอดไม่ไหวด่ากราดออกไป เฉินผิงอันอยู่ตรงนี้แล้ว เจ้าจะเรียกหรือไม่เรียกชื่อจะสำคัญตรงไหน

เป็นอย่างที่ผู้ฝึกตนสายยันต์คนนี้พูดจริง เป้าหมายที่แท้จริงของเฉินผิงอันยังคงเป็นปลาใหญ่ที่คุณสมบัติดีจนแม้กระทั่งอวี่เสวียนก็ยังชื่นชมผู้นี้ โต้วโค่วและเซียนจ่าวคือของแถม

ชิงหร่างพูดความจริงอีกครั้ง ”เพราะอิ๋นกวนเดาได้ว่ามีความเป็นไปได้มากที่ร่างจริงของข้าจะไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้นเวลานี้เขาจึงกำลังตามหาเบาะแสอยู่ในสถานที่อื่น”

ได้ยินประโยคนี้ อย่าว่าแต่เซียนจ่าวเลย แม้กระทั่งโต้วโค่วก็ยังอยากจะด่ามารดา พวกเราสองคนถูกเจ้าพามาที่นี่ ผลคือเจ้ากลับซ่อนร่างจริงไว้ที่อื่น?

เฉินผิงอันไม่ได้ทิ้งผู้ฝึกกระบี่โต้วโค่วไปเหมือนกัน ”บุคคลและสิ่งของเป็นธรรมะหรืออธรรม ในนี้มีความรู้ที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ ประเด็นสำคัญคือต้องดูว่าเป็นคนแบบใดใช้อย่างไร ข้าคนนี้มีนิสัยเสียๆ อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือชอบเป็นอาจารย์ของคนอื่น จึงจะต้องสอนเจ้าให้ดีๆ สักหน่อย นับแต่วันนี้เป็นต้นไป จำไว้ว่าจงเบิกตากว้างๆ มองดูให้ดี”

แล้วเฉินผิงอันก็หันไปมองชิงหร่าง “วิชายันต์ตัวตายตัวแทนนั้นของเจ้า มีที่มาหรือไม่?”

ชิงหร่างยิ้มพูดอย่างผึ่งผาย “เป็นยันต์ที่สร้างขึ้นมาเอง ตั้งชื่อชั่วคราวว่าจื่อยวน (ว่าวกระดาษ) จำเป็นที่จะต้องเอาดวงจิตดวงหนึ่งไปไว้บนยันต์ตัวแทนหรือไม่ก็สามารถดูไปตามสถานการณ์ได้”

เฉินผิงอันกระจ่างแจ้งทันใด ก็เหมือนการปล่อยว่าวกระดาษสองสามอันให้โบยบิน ในมือของร่างจริงชิงหร่างกุมด้ายหลายเส้นนั้นไว้เบาๆ เห็นว่าท่าไม่ดีก็แค่ต้องปล่อยมือเท่านั้น?

มิน่าเล่าแม้กระทั่งอวี่เสวียนก็ยังไม่อาจสืบสาวเบาะแสไปตามหาร่องรอยของคนผู้นี้ได้ ระดับความยากนั้นมีมากจนเหมือนคนธรรมดาที่พยายามจะจับเงา

ก่อนหน้านี้จงใจพูดถึง ”หมอดูโหงวเฮ้ง” กับชิงหร่าง ไม่ใช่กระบี่บินที่เฉินผิงอันคัดเลือกมาจาก ‘กระบุง” บางใบ แต่เป็นเพราะเขามีเป้าหมาย

ไม่เพียงแค่มองผิวพรรณเท่านั้น ยังมองกระดูกของคนอีกด้วย นอกจากดูโชคชะตาของคนแล้วก็ยังมองโชคชะตาของแคว้นและของทวีป

ชิงหร่างผู้นี้ นอกจากยันต์ที่เป็นรากฐานหลักในการฝึกตนแล้ว จะต้องยังเชี่ยวชาญศาสตร์ฮวงจุ้ยและวิชาดวงชะตาด้วย

ชิงหร่างพูดอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ”หากตั้งแผงดูดวงติดกันอยู่ในตลาด การค้าของอิ๋นกวนก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะดีกว่าข้าจริงๆ”

เฉินผิงอันยิ้มถาม “หมายความว่ายังไง?”

ชิงหร่างกล่าว “อิ๋นกวนยืนกรานจะซ่อมแซมใบถงทวีปก็จะต้องขัดแย้งกับปณิธานแห่งมรรคาของเปลี่ยวร้างที่ยังหลงเหลืออยู่ในทวีปในช่วงเวลาระหว่างนี้ ข้ามีชาติกำเนิดมาจากเผ่าปีศาจ สภาพการณ์จึงตรงข้ามกับอิ๋นกวนพอดี คนหนึ่งเพิ่มคนหนึ่งลด ถึงได้กล้าลงมือ”

ไม่ว่าเจ้าจะสร้างสำนักเบื้องล่าง ตอกตะปูดอกหนึ่งเข้าไปในใบถงทวีป หรือจะขุดเจาะลำน้ำใหญ่ไว้ที่ภาคกลาง เริ่มจากจุดเล็กขยายเป็นเส้นเชื่อมต่อ แล้วหวังให้จะใช้เส้นนำไปสู่พื้นที่กว้าง ก็ล้วนจำเป็นต้องสิ้นเปลืองโชคชะตาของตัวเองและของสำนัก นี่ก็คือการช่วงชิงโชคชะตาที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เหมือนผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งที่คุมเชิงกับผู้อื่นอย่างยาวนาน สิ้นเปลืองจิตใจ หากว่าก่อนหน้านี้เจ้าใช้สำนักกระบี่ชิงผิงค่อยๆ ลดทอนโชคชะตาของเปลี่ยวร้างใบถงทวีปจนหมด แต่นี่ก็ยังไม่พอ ดังนั้นเจ้าจึงคิดหาวิธีอีกอย่างหนึ่ง ใช้ลำน้ำใหญ่ที่ไหลกรากลงสู่มหาสมุทรมานำพาโชคชะตาที่เหลืออยู่ของเปลี่ยวร้างจากไป สุ่ยจวินของทะเลบูรพาในทุกวันนี้ก็เป็นมังกรที่แท้จริงตัวหนึ่งพอดี ถือโอกาสมารับโชคชะตาของเปลี่ยวร้างส่วนนี้ไปต่อ สำหรับการฝึกตนบนมหามรรคาของนางแล้วกลับเป็นเรื่องดีที่จริงแท้แน่นอน คนอื่นรับไว้ไม่อยู่ หวังจูลับรับไว้ได้อย่างมั่นคง เจ้าก็จะมีโอกาสช่วยให้เพื่อนบ้านคนนี้พัฒนารุดหน้าไปอีกขั้น ผสานมรรคากับ ”โชคชะตาน้ำ” มหาสมุทรบูรพา เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่

หากว่าก่อนหน้านั้นหวังจูผสานมรรคาไป แล้วก็จะเป็นการปักบุปผาลงบนผ้าแพร ช่วยทำให้ขอบเขตของนางมั่นคง นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่หวังจูยินดีทุ่มเงินสนับสนุนการสร้างลำน้ำใหญ่ในใบถงทวีป นางไม่ได้เพียงแต่หวังโชคชะตาน้ำของทะเลตะวันออกอย่างเรียบง่ายเท่านั้น นางยังต้องการโชคชะตาจากเปลี่ยวร้างที่ต่อให้จ่ายเงินมากแค่ไหนก็หาซื้อมาไม่ได้ส่วนนี้ด้วย”

กล่าวมาถึงตรงนี้ ชิงหร่างก็ยิ้มเอ่ยว่า “แต่ต้องมีเงื่อนไขอย่างหนึ่งล่วงหน้าก่อน พวกเจ้าสองฝ่าย ผูกพันธะสัญญาและคลายพันธะสัญญาจากกันแล้ว หาไม่แล้วนางจะต้องเดือดร้อนเพราะเจ้า ไม่ได้สมดังใจหวัง”

เฉินผิงอันพยักหน้า ”คลายพันธะสัญญากันตั้งแต่ตอนอยู่กำแพงเมืองปราณกระบี่แล้ว'”

ชิงหร่างเอ่ยต่ออีกว่า “วางแผนการยาวไกลขนาดนี้ ให้ตัวเองแบกรับภาระใหญ่หนักอึ้ง คนอื่นยังไม่เข้าใจ ถูกเข้าใจผิดว่าละโมบในชื่อเสียงทั้งยังแสวงหาผลประโยชน์ ลำบากมากจริงๆ นั่นแหละ”

ทุกวันนี้มีผู้ฝึกลมปราณใบถงทวีปจำนวนไม่น้อยที่ต่างก็พูดกันว่าภูเขาลั่วพั่วที่เป็นเพื่อนบ้านทางทิศเหนือ เฉินผิงอันมีใจทะเยอทะยานเปี่ยมล้น เป็นอิ๋นกวนคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ เป็นขุนนางจนเสพติดแล้ว พอกลับมายังไพศาลก็จะมาเป็นผู้นำบนภูเขาแทนสำนักใบถงที่ตกอับ อาศัยเรื่องของการขุดเจาะลำน้ำใหญ่มาวางแผนในนอกประสาน รวบรวมกองกำลังของแต่ละฝ่ายมาเป็นพวก สร้างบารมีชื่อเสียง ช่วงชิงชื่อเสียงอันดีงามมา ในขณะเดียวกันก็ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำด้วย

ผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่อายุเพิ่งจะครึ่งร้อย แต่กลับคิดจะเป็น “ผู้ครองวิถีแห่งสองทวีป” แล้ว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!