บทที่ 1122.3 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (กลาง)
เฉินผิงอันพยักหน้า นั่งยองลงข้างกองไฟ เอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอคนรู้ใจอีกคนหนึ่งแล้ว”
เป็นอย่างที่ชิงหร่างกล่าวมาจริงๆ สำนักกระบี่ชิงผิงเลือกที่ตั้งไว้ที่ใบถงทวีปก็คือการ…ขัดเกลามหามรรคาอย่างเงียบเชียบครั้งหนึ่ง
สำนักกระบี่ชิงผิง เดิมทีก็เป็นสำนักวิถีกระบี่ พ่ายแพ้ไป สำนักเบื้องล่างก็จะเงียบหายไปนาน ไม่เป็นไร ผู้ฝึกกระบี่อย่างพวกเราสมควรที่จะต้องถูกวิถีแห่งสวรรค์ขัดเกลาอยู่แล้ว
และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมเฉินผิงอันถึงไม่ค่อยเห็นเรื่องที่ลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจมาขุดมุมกำแพงบ้านตนเป็นจริงเป็นจังนัก ปล่อยให้ชุยตงซานขุดตะวันออกหนึ่งจอบทุบตะวันตกหนึ่งค้อน นั่นเป็นเพราะชุยตงซานที่ต้องดูแลกิจธุระของสำนักเบื้องล่างไม่ง่ายเลยจริงๆ
ในเมื่อรับข้าเป็นอาจารย์ ก็อย่าได้ไปร้องระบายทุกข์กับคนอื่น อาจารย์ล้วนเข้าใจดี
และนี่ก็ยิ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแรกเริ่มสุดเฉินผิงอันอยากจะให้เฉาฉิงหล่างรับผิดชอบสำนักเบื้องล่าง สุดท้ายก็ยังเปลี่ยนใจ รับการเสนอตัวเองของชุยตงซาน ให้เขามารับหน้าที่เป็นเจ้าสำนักช่วงเปลี่ยนผ่าน
คำว่า “เปลี่ยนผ่าน” นี้ก็คือชุยตงซานจะต้องนำพาสำนักเบื้องล่างทั้งแห่งเผชิญหน้ากับ ”ด่านเคราะห์” ที่มองไม่เห็นครั้งนี้
และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมชุยตงซานถึงเน้นย้ำ พูดกระทบกระเทียบอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมถึงสามารถมองเขาเป็นเซียนกระบี่ครึ่งตัวได้
นั่นไม่ใช่เพราะชุยตงซานต้องการตีสนิทกับอาจารย์และโจวอันดับหนึ่ง แต่เป็นการตีขนาบอยู่ด้านข้าง อาศัยโอกาสนี้มาเตือนเฉินผิงอัน
เจ้าสำนักของสำนักกระบี่ชิงผิง หากไม่ให้เขาชุยตงซานมาเป็น มีเรื่องอะไรศิษย์ก็พร้อมรับใช้ยอมเหน็ดเหนื่อย หรือไม่ก็ได้แต่ให้อาจารย์ต้องมาควบตำแหน่งเจ้าสำนักสองแห่งแทนเองแล้ว
หมี่อันดับหนึ่งเคยมองออกถึงสถานะผู้ฝึกกระบี่ของเจ้าสำนักชุยข้างกองไฟ ทั้งสองฝ่ายขยับมาอยู่ใกล้กันในระยะประชิดแล้ว ชิงหร่างยิ้มถาม
“อิ๋นกวนยังหาร่างจริงของข้าไม่เจออีกหรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ใบถงทวีปทั้งแห่ง สหายจะให้ข้าหาอย่างไร?”
ชิงหร่างพยักหน้า ”ยากมากจริงๆ นั่นแหละ”
เฉินผิงอันยื่นมือไปอังไฟ เอ่ยว่า “จะเล่าเรื่องหนึ่งที่มากพอให้วันหน้าเจ้าเอาไปโอ้อวดให้สหายฟังได้”
ชิงหร่างเอ่ย “ล้างหูรอฟังแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ ”เพื่อหาร่างจริงของเจ้า ข้าต้องจ่ายราคาไปไม่น้อย”
ชิงหร่างรอฟังประโยคถัดไป
เฉินผิงอันถูมือ ”ด้วยเหตุนี้ข้าต้องทำการค้ากับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว เจ้าอารามผู้เฒ่าตงไห่แห่งอารามกวานเต๋า แน่นอนว่าเจ้าเองก็เป็นของแถมที่ไม่เล็กอย่างหนึ่ง การที่หาที่นี่เจอเจ้าอารามผู้เฒ่าเป็นคนช่วย เทพเซียนพสุธาออกเดินทางอย่างอิสระเสรี ค้นหาขุนเขาสายน้ำของหนึ่งทวีป ยังต้องกดข่มโชควาสนาที่อยู่บนร่างของเจ้าให้ได้ ความยากนั้นมีมากแค่ไหน แค่คิดก็พอจะรู้ได้ ช่วยไม่ได้ จะปล่อยให้เจ้าทำตัวเหลวไหลอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่ได้”
ใบถงทวีป เจ้าบ้านที่แท้จริงคือใคร?
โจวมีเคยไปเยือนหอสยบปีศาจ ไปพบชิงถง
มหาสมุทรความรู้แห่งเปลี่ยวร้างผู้นี้ไม่มีทางปล่อยให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน ทำเรื่องใดๆ ที่อาจทำให้ความสัมพันธ์กับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวเลวร้ายลง โจวมีไม่มีทางทำเรื่องที่เกินความจำเป็นอย่างแน่นอน
หลักการเดียวกัน เฒ่าตาบอดบัญชาการอยู่ที่ภูเขาใหญ่แสนลี้ของเปลี่ยวร้าง โจวมีไม่เคยไปที่นั่นเลยสักครั้งเดียว ไม่มีความจำเป็นให้ต้องพูดคุยกัน
ในเรื่องนี้ ใต้หล้าเปลี่ยวร้างกับกำแพงเมืองปราณกระบี่มีสภาพจิตใจเหมือนกัน ก็เหมือนที่เฉินชิงตู้เคยพาหนิงเหยาไปหาเฒ่าตาบอด ได้รับคำตอบที่ไม่เอนเอียงเข้าข้างใครแค่นี้ก็พอแล้ว
โจวมีก็ไม่คาดหวังสักนิดว่าเฒ่าตาบอดจะเลือกมายืนอยู่ข้างของเปลี่ยวร้าง ไปเปิดฉากสังหารทั่วทิศที่ใต้หล้าไพศาล หรือให้ไป๋เหย่ที่เป็นผู้ภาคภูมิใจที่สุดในโลกทำเหมือนแม่ทัพบู๊ที่ “จับคู่เข่นฆ่า” กันก่อนเกิดศึกใหญ่อย่างในนิยายการต่อสู้ เรื่องราวที่ดีงามเช่นนี้คิดยังไม่ต้องคิดเลย
นอกจากนี้แล้วสาเหตุที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นเพราะทั้งสองท่านนี้คือ ”ขอบเขตสิบสี่เก่า” ที่ผสานมรรคาไปตั้งแต่เมื่อหมื่นปีก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเฒ่าตาบอดที่ไม่ใช้ชื่อ ”จื่อสือ” นี้มานานหมื่นปี หรือจะเป็นเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวชายหาดถั่วเป่าที่มีฉายาว่านักพรตไช่โจว พวกเขาต่างก็ต่อสู้เก่งกันมาก
หาไม่แล้วด้วยรสนิยมความชอบของโจวมีก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยกินผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่มาก่อน
อันดับแรกก็มีการวางแผนอย่างชั่วร้ายของเซียวสิงก่อน จากนั้นจึงมีการฉกฉวยรอโอกาสของใบถงทวีป และยังมีขอบเขตสิบสี่ที่ลับๆ ล่อๆ อีกตน พยายามที่จะลงมือสังหารอย่างลับๆ หลายครั้ง
น่ารำคาญและน่ากลัดกลุ้มอย่างแท้จริง
ชิงหร่างเงียบไม่ตอบ
อารมณ์ของโต้วโค่วกับเซียนจ่าวยิ่งซับซ้อนมากกว่าเดิม
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย ”ไม่ใช่แค่นั้น ก่อนหน้านี้อวี่เสวียนไปอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว ข้าได้ขอให้เจินเหรินผู้เฒ่าช่วยดูเศษซากยันต์แผ่นนั้นของสหาย”
สีหน้าของชิงหร่างยิ่งมืดทะมึน
เฉินผิงอันกล่าว “ร่างจริงของร่างจริงนั่นของเจ้า คาดว่าเวลานี้ก็น่าจะยังรู้สึกหวาดผวาอยู่ไม่คลายเช่นกัน”
ชิงหร่างเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
จงใจทำให้จิตแห่งมรรคาของข้าวุ่นวายหรือ?!
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ใช่ไหม บรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของตำหนักอวี่ฝู สหายเหยียนซือ?’
อารมณ์ของผู้ฝึกกระบี่โต้วโค่วหนักอึ้ง เซียนจ่าวรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้เช่นนี้อยู่จริงๆ หากชิงหร่างคือ “หุ่นเชิด” ของบุคคลอันดับหนึ่งสายยันต์ของเปลี่ยวร้าง คือหนึ่งในวิธีการที่ใช้ในการทดลองผสานมรรคาก็พอจะอธิบายได้แล้ว
ชิงหร่างเบ้ปาก ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เชื่อคำพูดหลอกผีที่เหลวไหลพวกนี้เด็ดขาด
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “รู้สึกมาตลอดว่าตัวเองอาศัยสองมือบุกสังหารจนได้ฟ้าดินผืนหนึ่งมาก็มากพอจะภาคภูมิใจในตัวเองได้แล้ว คิดไม่ถึงว่าจะมีความเป็นมาเช่นนี้ ถึงขนาดมีรากฐานที่เกี่ยวพันกับบินทะยานเฒ่าฉายาว่า “อวิ๋นเซิน” คนนั้น ถึงอย่างไรก็ยังแตกต่างกับเฉินอิ๋นกวนที่มีชาติกำเนิดธรรมดา ตอนนี้อารมณ์ของสหายชิงหร่างซับซ้อนมากเลย ใช่หรือไม่?”
ชิงหร่างโยนกระดูกของเนื้อกวางที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งทิ้งไป “ไม่ควรเป็นฝ่ายมาหาเรื่องอิ๋นกวนเร็วขนาดนี้จริงๆ”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็คือต้องรอให้ขอบเขตสูงอีกสักหน่อย อย่างน้อยเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนแล้วค่อยมาท้าทายเฉินผิงอันที่มีกลอุบายลึกล้ำผู้นี้
เฉินผิงอันยื่นมือลอดทะลุกองไฟ สองนิ้วขยี้เหมือนหยิบของอะไรบางอย่าง ตอนที่หดมือกลับมา ปลายนิ้วก็มีเปลวเพลิงหนึ่งจุด ร่างทั้งร่างของ “ชิงหร่าง” พลันระเบิดกระจาย
ตามหลักแล้วการทำลายตัวเองของเซียนดินโอสถทองคนหนึ่งต้องมีพลังอำนาจที่รุนแรงมาก อย่าว่าแต่ศาลร้างที่ถูกปล่อยร้างมานานหลายปีแห่งนี้เลย ภูเขาทั้งลูกก็จะต้องถูกลมปราณที่ไหลซัดเชี่ยวกระทบลามมาทำให้ถูกทำลายไปพร้อมกันด้วย
แต่การพังทลายของร่างชิงหร่างกลับส่งคลื่นกระทบออกไปด้านนอกแค่ประมาณชุ่นกว่าเท่านั้น เหมือนกระแสน้ำเชี่ยวที่กระทบโดนผนังแล้วถอยร่นกลับไป
เฉินผิงอันสะบัดชายแขนเสื้อข้างหนึ่ง สลายเถ้าธุลีของยันต์แผ่นนั้นทิ้งไปเบาๆ ดีดนิ้วหนึ่งที เปลวเพลิงจุดนั้นก็พุ่งหายเข้าไปในหว่างคิ้วของเซียนจ่าวในเสี้ยววินาที
ในฟ้าดินเล็กร่างกายมนุษย์ของนางมีไฟลามทุ่งเผาผลาญหมื่นสรรพสิ่งเกิดขึ้นในทันทีทันใด ถึงขั้นที่ว่ายังเหมือนมีงูเปลวเพลิงนับพันนับหมื่นตัวที่บ้างก็ไต่ปีนไปล้อมภูเขาบ้างก็ล่องลอยขึ้นไปบนฟ้า
อวี่เสวียนเคยพูดว่าช่วงเริ่มต้นของการขึ้นเขา ไม่ว่าเวทคาถาอะไรก็ล้วนต้องเรียนรู้ให้เป็น รอกระทั่งไปถึงยอดเขาแล้ว ดูเหมือนว่าไม่ว่าวิชาคาถาอะไรก็กลายเป็นซี่โครงไก่ไปเสียหมด
คาดว่านี่ก็น่าจะเป็นรากฐานของการผสานมรรคาแล้ว ต้องหามหามรรคาเส้นหนึ่งที่ไม่เคยมีใครเดินผ่านมาก่อนให้เจอ
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ ”สหายชิงหร่าง เป็นโจรพันวันกับป้องกันโจรพันวัน ใครจะทนได้นานกว่ากัน แน่จริงเจ้าก็หลบให้ได้สักหลายสิบปีหรืออาจถึงร้อยปีก็แล้วกัน”
เฉินผิงอันกัดเนื้อกวาง ถามว่า “เคยได้ยินชื่อ ”เฉินผิงอัน” หรือไม่?”
ชายฉกรรจ์กับสตรีมองหน้ากันตาปริบๆ ขออย่าให้ไม่ทันระวังตอบผิด ทำให้เซียนซือผู้นี้อารมณ์ไม่ดีแล้วพวกเขากก็จะถูกกำจัดเลยนะ
ได้ยินมาว่าเซียนซือบนภูเขาไม่ได้ต่างจากวงการขุนนางสักเท่าไร เวลาพูดจาค่อนข้างชอบ…เรียกว่าอะไรแล้วนะ ใช่ ก็คือชอบใช้คำพูดชิงไหวชิงพริบกัน
ชายฉกรรจ์ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เอ่ยเสียงเบาว่า ”ละอายใจยิ่งนัก อับอายถึงที่สุด ไม่เคยได้ยินชื่อบุคคลยิ่งใหญ่ผู้นี้มาก่อน”
คงเป็นเพราะสตรีอาศัยลางสังหรณ์ของสตรีจึงไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก เวลานี้นางปิดปากหลุดหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ โอ้โห คนมุทะลุรู้จักพูดจาสุภาพไพเราะด้วยหรือ
เฉินผิงอันยิ้มถาม “เวลาปกติไม่อ่านรายงานบนภูเขาหรือ?”
ชายฉกรรจ์ตอบไปตามสัตย์จริง ”ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยเช่นนั้น”
สตรีเอาศอกถองไปบนร่างของชายฉกรรจ์ โง่หรือไร มีใครเขาพูดจาตรงไปตรงมาอย่างเจ้าบ้าง?
เฉินผิงอันดื่มเหล้าแกล้มเนื้อ “ต้องอ่านหนังสือสักหน่อยนะ”
สตรีช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้ ”ตอบเซียนซือ บ่าวเคยเรียนหนังสืออยู่สี่ห้าวัน”
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าเรียนก็เท่ากับไม่เรียน แบบนี้ต่างหากถึงจะถือว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย”
สตรีสีหน้ากระอักกระอ่วน
ชายฉกรรจ์ต้องอดทนอย่างมากถึงจะไม่หลุดเสียงหัวเราะออกมา
เฉินผิงอันนึกถึงเรื่องหนึ่ง ในอดีตพื้นที่มงคลดอกบัวถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน กลายมาเป็นม้วนภาพขุนเขาสายน้ำที่เป็นลายเส้นขาวดำสี่ภาพ
ดังนั้นเฉินผิงอันจึงอยากจะเอาพื้นที่มงคลมาทับซ้อนกัน ให้วิญญาณของสรรพชีวิตในพื้นที่มงคลดอกบัวได้ร่างที่สมบูรณ์กลับคืนมา
แม้ว่าปากของเจ้าอารามผู้เฒ่าจะพูดเยาะเย้ย แต่ก็ยังตอบตกลงทำการค้าที่เฉินผิงอันพิจารณามานานครั้งนี้
ถึงอย่างไรตนก็ได้กำไร คนที่ขาดทุนมีแต่กุมารแจกทรัพย์ที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอย่างเฉินผิงอันเท่านั้น
เพราะใช้ร่างจริงเยื้องกรายมาเยือนที่นี่ ดังนั้นเฉินผิงอันจึงไม่ได้รีบร้อนกลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เนินฝูเหยา
หันหน้าไปมองนอกตำหนักใหญ่
ความสุขความทุกข์ในชีวิตคน บนเส้นทางสายหนึ่ง พบเจอกันบนทางแคบ
อยู่ห่างไกลจากโลกโลกีย์ อะไรคือคำว่าฝึกบำเพ็ญตน ก็คือการฆ่าโจรในภูเขา
ฝึกบำเพ็ญเพียร ศึกษาหาวิชาความรู้ สังหารโจร ล้วนต้องลงมีดตรงลำคอ
เฉินผิงอันเหม่อลอย เก็บความคิดกลับคืนมา สะพายหีบหนังสือให้เรียบร้อย ลุกขึ้นยืนยิ้มเอ่ยว่า ”กินเนื้อกวางของพวกเจ้าไปเปล่าๆ ขอบคุณมาก จากลากันตรงนี้”
ชายฉกรรจ์กับสตรีรีบลุกขึ้นยืน คนหนึ่งยอบกายคารวะอย่างสำรวม เอ่ยคำพูดอวยพรที่เป็นมงคลสองสามประโยค อีกคนหนึ่งเอ่ยว่าได้ฟังคำพูดของท่านเหนือกว่าอ่านตำราสิบปี
บัณฑิตที่ถือไม้เท้าไม้ไผ่เดินหายไปในความมืดมิด ออกไปจากภูเขาเพียงลำพัง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!