เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1123

บทที่ 1123.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สาม)

ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่ผลิดอกออกผลจำนวนนับไม่ถ้วน คนหนุ่มผู้สวมกวานกับนักพรตเฒ่าเรือนกายกำยำนั่งพูดคุยกันอยู่ตรงนี้ ร่มเงาไม้เหมือนสายน้ำ

เดิมทีใต้ต้นไม้ไม่มีสิ่งของใด ผู้ที่สวมกวานเต๋าซึ่งเป็นหนึ่งในร่างจำแลงของเฉินผิงอันใช้ความคิดเล็กน้อยก็มีโต๊ะหินหนึ่งตัวกับม้านั่งหินสองตัวเพิ่มมา หน้าโต๊ะแกะสลักเป็นกระดานหมาก เลียนแบบมาจากกระดานหมากใต้ต้นสนบนยอดเขาซินอี้เจียนภูเขาบรรพบุรุษของเสี่ยวหลงชิว

นี่ก็คือการเป็นเจ้าบ้านได้อย่างสมชื่อแล้ว จำแลงหมื่นสรรพสิ่งทำทุกอย่างได้สมใจปรารถนา

เจ้าอารามผู้เฒ่ายกมือข้างหนึ่งขึ้น บนโต๊ะก็มีเม็ดหมากสองโถปรากฏขึ้นมา แต่กลับไม่ใช่สีขาวและสีดำ แต่เป็นหลากสีสันปะปนกันอยู่

เฉินผิงอันเหลือบมองแวบหนึ่ง แต่ก็แยกไม่ออกว่าของสิ่งนี้เป็นของจริงหรือของปลอม

เจ้าอารามผู้เฒ่าถามชวนคุย “รู้รากฐานในการผสานมรรคาของหลิ่วชีหรือไม่?”

เฉินผิงอันส่ายหน้า โชคชะตาบุ๋นคือประเภทใหญ่อย่างหนึ่งของคนสามัคคี หลังจากที่ไป๋เหย่ซึ่งผสานมรรคากับบทกวีในใจหลีกทางให้แล้ว จะเป็นซูจื่อหรือหลิ่วชีที่ขึ้นมาเสริมตำแหน่ง แต่ละฝ่ายต่างก็มีผู้ที่ยึดมั่นในความคิดของตัวเองอยู่กลุ่มใหญ่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรคนบนโลกก็ยังคงเคยชินที่จะมองร้อยกรองเป็นบทกวีเพิ่มเติมที่ขยายจากงานกวีสำคัญ ต่อให้เจ้าซูจื่อจะห้าวหาญ เจ้าหลิ่วชีจะเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ กระนั้นก็ยังต่ำกว่าไป๋เหย่หนึ่งขั้นอยู่ดี

ขณะเดียวกันเฉินผิงอันก็ยังรู้เรื่องวงในเรื่องหนึ่ง สมุดชะตาชีวิตคู่ครึ่งเล่มที่หลิ่วชีถือไว้ในมือ เดินทางไปเยือนใต้หล้ามืดสลัว บุกเบิกพื้นที่มงคลอวี่ซือ มองดูเหมือนเป็นเส้นทางการผสานมรรคา เพราะมีไป๋เหย่อยู่เหนือหัวมานานแล้วจึงไม่ยินดีจะพึ่งพาอยู่ใต้ชายคาของคนอื่น แต่แท้จริงแล้วเขากำลังตามหาอีกครึ่งเล่มที่เหลือ พยายามที่จะบุกเบิกเส้นทางใหม่เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ แต่นี่ก็จะเป็นความขัดแย้งบนมหามรรคากับอู๋ซวงเจี้ยง

เพียงแต่ว่าตอนที่หลิ่วชีหวนกลับมายังไพศาลอีกครั้ง สุดท้ายก็ได้ผสานมรรคาอย่างราบรื่น สองฝ่ายได้มีการทำการค้ากันอย่างลับๆ นานแล้ว คงเป็นเพราะหลิ่วชียอมถอยให้ก่อนหนึ่งก้าว อู๋ซวงเจี้ยงจึงช่วยหาเส้นทางใหม่ให้กับเขา

เฉินผิงอันลองหลอมใหญ่ให้กับสรรพสิ่งทั้งหลายเพื่อเติมเต็มช่องโพรงลมปราณหนึ่งพันห้าร้อยกว่าแห่ง ก็เป็นเส้นทางที่ไม่ต่างจากการที่หลิ่วชีทดลองที่จะหลอมสมุดชะตาชีวิตคู่สองเล่มบนและล่างนั้น หนึ่งหลักหนึ่งรอง ช่วยส่งเสริมกันและกัน

เจ้าอารามผู้เฒ่าวิจารณ์ว่า ”ต่างก็พูดกันว่าบทกวีของไป๋เหย่ไร้เทียมทาน คือผู้ที่เป็นที่ภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์ แต่กลับไม่รู้ว่าสิ่งที่ไป๋เหย่คิดในใจ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกลอนหรือหลอมกระบี่ ล้วนเป็นเรื่องที่ขยับขยายจิตใจให้กว้างขวางเหนือกาลเวลา”

“เมื่อเปรียบเทียบกับเขา หลิ่วชีก็ยังถือว่าเป็นคนใจแคบ”

“ไป๋เหย่ใกล้ชิดกับเต๋า ซูจื่อใกล้ชิดกับพุทธะ นี่จึงเป็นเหตุให้ซูจื่อมีหวังที่จะผสานมรรคา เพียงแต่ว่าไม่ได้อยู่ที่ใต้หล้าไพศาลก็เท่านั้น”

“พันปีให้หลัง จะเป็นมังกรหรือเป็นแมลง ก็อยู่ที่การกระทำนี้ ก็ต้องดูที่ตบะที่ทุกท่านสะสมไว้ในเวลาร้อยปีต่อจากนั้นแล้ว”

“โชคดีที่ได้พบกับช่วงเวลาอันดีงามที่หมื่นปีไม่เคยมีมาก่อน หากไม่ขยันหมั่นเพียรรอกระทั่งปีที่ผลเก็บเกี่ยวน้อยมาถึง คิดอยากจะเพียรพยายามอย่างเต็มที่ ถึงเวลานั้นไม่อาจพูดได้ว่าไร้ประโยชน์ ก็แค่ลงแรงมากได้ผลน้อยเท่านั้น”

ระหว่างที่เจ้าอารามผู้เฒ่าพูดคุยก็ได้วางเม็ดหมากหลากสีกองหนึ่งไว้บนกระดานหมาก หมากล้อมก็เหมือนหมากรุก เพียงแต่ว่ามีเส้นแบ่งอยู่เส้นหนึ่ง สองฝ่ายคุมเชิงกัน ฝ่ายที่อยู่ตรงใจกลางคือเจิ่งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว หนิงเหยาแห่งใต้หล้าห้าสี เผยหรานแห่งเปลี่ยวร้าง จ้าวเทียนล่ายแห่งจวนเทียนซือ จางเฟิงไห่อดีตเต้ากวานของไป๋อวี้จิงใต้หล้ามืดสลัว เป็นต้น มีน้อยจนนับนิ้วได้ ไม่ถือสองมือนับ เพียงแต่เส้นแบ่งที่พาดอยู่กลางกระดานหมากนี้ ขณะเดียวกันก็ได้ควบรวมเส้นสามเส้นไว้ด้วย เจิ่งจวีจงครอบครองไปคนเดียวเส้นหนึ่ง หนิงเหยากับเฝยหรานอยู่บนเส้นเส้นหนึ่ง พวกจ้าวเทียนล่าย จางเฟิงไห่และยังมีเสินชิงแห่งราชวงศ์ซิงเสินก็อยู่บนเส้นอีกเส้นหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีเม็ดหมากบางส่วนที่ต่างก็เป็นผู้ฝึกตนใหญ่ที่ได้เลื่อนขั้นเป็นขอบเขตสิบสี่ใหม่

ขยับออกนอกกระดานหมากไปอีกก็คือขอบเขตบินทะยานรุ่นเยาว์บางส่วน สุดท้ายก็คือบินทะยานใหม่ที่อาศัยฝนใหญ่พิสูจน์มรรคา ผลสำเร็จบนมหามรรคามีขีดจำกัด และบินทะยานแก่อ่อนแอที่จิตวิญญาณแห้งเหี่ยว ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่มีความหวังกับความเป็นอมตะ

ส่วนอีกด้านหนึ่งของเส้นแบ่ง เม็ดหมากที่เจ้าอารามผู้เฒ่าวางไว้แรกสุด แน่นอนว่าต้องเป็นสิบสี่เก่าแก่กลุ่มน้อยที่มีเขา เฒ่าตาบอด เฉินชิงหลิว และอู๋โจวเป็นหนึ่งในนั้น

หากมองอย่างละเอียดจะเห็นว่ากระดานหมากนี้เอียง พวกเจ้าอารามผู้เฒ่าอยู่ในตำแหน่งสูง พวกบินทะยานใหม่และบินทะยานเก่าอ่อนแออยู่ในด้านที่ต่ำกว่า

อริยะปราชญ์ผู้ห้าวหาญของหลายใต้หล้า เทพเซียน ผีและวิญญาณล้วนอยู่ในสถานการณ์ด้วย

เฉินผิงอันจ้องมองสถานการณ์บนกระดานหมากนี้แล้วเอ่ยเสียงเบา “สิ่งที่มีมาแต่เดิมตามธรรมชาติ ฟ้าไม่ขัดขวาง สิ่งที่ได้มาในภายหลัง ต้องปฏิบัติตามกฎสวรรค์”

เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้า “ถูกต้อง”

ขอบเขตบินทะยานมิอาจต้านทานขอบเขตสิบสี่ได้ นี่คือกฎเหล็กที่มิอาจทำลาย

หมื่นปีที่ผ่านมา บางทีอาจมีข้อยกเว้นแค่สองครั้ง ก็คือหนิงเหยา เฝยหรานที่ก่อนหน้านี้ยังอยู่ขอบเขตบินทะยาน ผู้ครองใต้หล้าสองแห่ง เมื่อพวกเขามีสถานะเช่นนี้ก็กลายเป็นความน่าพิศวงเช่นกัน

แต่ตอนนั้นที่อู๋ซวงเจี้ยงปรากฏตัวบนเรือราตรี ไม่ได้มีความคิดที่จะใช้ตัวเองทดสอบ ไม่ยอมพิสูจน์จริงเท็จในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

แต่หากจะบอกว่าผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่สามารถบดขยี้ขอบเขตบินทะยานได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องสังหารขอบเขตบินทะยานได้อย่างแน่นอน ก็ไม่ได้ถูกต้องไปเสียทั้งหมด

การดำรงอยู่ของผู้ฝึกกระบี่ก็คือตัวแปรอีกอย่างหนึ่ง

นี่จึงเป็นเหตุให้บินทะยานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกกระบี่ที่เป็นขอบเขตบินทะยานยอดเขา บินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบได้กลายมาเป็นหินทดสอบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการทดสอบพลังพิฆาตสูงต่ำของขอบเขตสิบสี่เก่าใหม่

เจอกับขอบเขตสิบสี่ที่พลังพิฆาตไม่แข็งแกร่งมากพอ ผู้ฝึกกระบี่อย่างเซี่ยโก่ว เสี่ยวโม่ไม่แน่ว่าอาจสามารถฟันเปิดตราผนึกหนาชั้นแล้วถอยออกมาอย่างเต็มตัวได้

การที่อู๋ซวงเจี้ยงสร้างกระบี่เลียนแบบกระบี่เซียนสี่เล่มก็เพราะเจ้าตำหนักสุ่ยซู เทพสังหารที่มีเทวรูปตั้งวางอยู่ในศาลบุ๊ของสำนักการทหารผู้นี้รู้สึกว่าพลังพิฆาตของตนยังไม่มากพอ

การเดินทางมาเยือนไพศาลครั้งหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าอู๋ซวงเจี้ยงมีการเตรียมการมาก่อนเพราะถึงอย่างไรเมื่อนักพรตซุนเอากระบี่พกให้ไป๋เหย่ ”ยืม” กระบี่เซียนสามเล่มก็อยู่ที่ใต้หล้าไพศาลทั้งหมดแล้ว

แม้จะบอกว่ากระบี่เซียน ‘ไท่ไป๋’ เล่มนั้นของไป๋เหย่ ตอนนั้นตัวกระบี่ได้แบ่งออกเป็นสี่ส่วนแล้ว ไป๋เหย่เองก็ปล่อยให้พวกมันยอมรับเจ้านายด้วยตัวเอง เฉินผิงอัน จ้าวเหยา เฝยหรานและหลิวไฉ ผู้ฝึกกระบี่ทั้งสี่คนต่างก็ได้ครอบครองกันไปคนละส่วน

พวกเขาสี่คนมาจากสี่ฝ่ายที่แตกต่างกัน ทว่าต่างก็เป็นผู้ฝึกกระบี่กันทุกคน ล้วนเป็นคนรุ่นเยาว์

ปลายกระบี่ที่มีพลังพิฆาตสูงที่สุดไปหาเฉินผิงอันที่ตอนนั้นเฝ้าหัวกำแพงอยู่อย่างเดียวดาย ดังนั้นตอนที่อู๋ซวงเจี้ยงอยู่บนเรือราตรีแล้วเจอตัวเฉินผิงอัน อันที่จริงก็สามารถมองว่าเขาได้เจอกับกระบี่เซียน ‘ไท่ไป๋’ แล้วได้เช่นกัน

ด้ามกระบี่ที่ปณิธานกระบี่เข้มข้นมากที่สุดยอมรับเผยหรานเป็นนาย

ตัวกระบี่ครึ่งท่อนที่มีปราณกระบี่มากที่สุดเป็นของหลิวไฉ ตัวกระบี่ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งซึ่งซุกซ่อนเวทกระบี่ที่สืบทอดมาจากไป๋เหย่ตกอยู่ในมือของจ้าวเหยา

นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมทุกวันนี้จ้าวเหยาซึ่งปีนั้นซัดเซพเนจรไปยังเกาะเดียวดายนอกทะเลแล้วได้เจอกับไป๋เหย่ ‘โดยบังเอิญ” ถึงได้มีปณิธานแรงกล้าอยากจะรวบรวมกระบี่เซียนสี่ส่วนให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้กลับมาเป็นกระบี่เล่มเดียวกันอีกครั้ง

จ้าวเหยาเรียกตัวเองด้วยความภาคภูมิใจว่าคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดด้านเวทกระบี่ของไป๋เหย่ครึ่งตัว

เจ้าอารามผู้เฒ่าหยิบหมากเม็ดหนึ่งขึ้นมา เอ่ยว่า “ชิงหร่างเริ่มหวาดระแวงแล้ว สหายอวิ๋นเซินแห่งตำหนักอวี่ฝูมีเส้นด้ายแห่งผลกรรมที่ตัดไม่ขาดแล้วยังยุ่งเหยิงเส้นนี้เพิ่มมา คงด่ามารดาแล้ว”

แน่นอนว่าชิงหร่างไม่ใช่ร่างแยกอะไรของเหยียนซือ ในความเป็นจริงแล้วชิงหร่างกับเฉินผิงอันก็มีชาติกำเนิดที่ไม่ต่างกันเท่าไรจริงๆ ไม่มีอดีตที่ร้ายกาจหรือประวัติความเป็นมาที่มหัศจรรย์อะไร

แล้วทำไมบุคคลที่เป็นเช่นนี้ถึงมีพรสวรรค์ด้านยันต์อย่างทุกวันนี้ได้ นี่ก็น่าจะเรียกว่าสวรรค์ไม่ไร้หนทางให้คนเดินกระมัง คนที่ออกเที่ยวไปตามขุนเขาสายน้ำอยากเห็นทัศนียภาพที่แปลกใหม่ ฟ้าดินก็อยากจะเห็นโฉมหน้าใหม่ๆ เช่นกัน

บทที่ 1123.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สาม) 1

บทที่ 1123.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สาม) 2

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!