บทที่ 1123.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สาม)
เดิมทีผู้ฝึกกระบี่ก็สามารถอาศัยกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตมาหล่อเลี้ยงเรือนกายและจิตวิญญาณของตัวเองได้อยู่แล้ว ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวก็ยิ่งสามารถเดินไปบนเส้นทางวิถีวรยุทธที่เลือดเนื้อกลายเป็นเทพได้
บวกกับที่จำนวนของวัตถุที่ผ่านการหลอมใหญ่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เท่ากับว่า “ประตูเรือน” ของช่องโพรงลมปราณหนึ่งพันห้าร้อยกว่าแห่งต่างก็มีสมบัติที่พิทักษ์เรือนเป็นของตัวเอง
ในอนาคตผลสำเร็จบนมหามรรคาของเฉินผิงอันจะสูงหรือต่ำ ตบะจะแข็งแกร่งหรืออ่อนด้อย บอกได้ยาก แต่พูดถึงแค่เรื่องของการทนรับการทุบตีก็มีค่าพอให้รอคอยดูจริงๆ
“อย่าได้รู้สึกว่าโจวจื่ออธิบายเรื่องของห้าธาตุ มีคุณความชอบในการเผยแพร่ความรู้แล้วส่วนลึกในใจจะรู้สึกผลักไสทุกสิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“ในภูเขาใช้กระบี่แขวนศพ คิดจะข่มขู่ใครกัน หัวใจของโจวจื่อสูงเทียมฟ้า ไม่เคยจงใจเล่นงานใคร เขาคือคนที่ต้องการจะทำให้ฟ้าดินแห่งนี้สมดุล”
“เจ้าปล่อยกู้ช่านแห่งตรอกหนีผิงไปได้ ก็คือการไม่ปล่อยตัวเอง”
“เจ้าไม่ได้ปล่อยหม่าขู่เสวียนแห่งตรอกซิงฮวา ก็คือการปล่อยตัวเอง”
“เรือนกายเลือดเนื้อ สมบัติอาคม คาถาเซียน ชะตาชีวิต โชคชะตา คุณความชอบตระกูล อาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชา พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ในบรรดานี้ชะตาชีวิตสำคัญมาก แต่ไม่ได้สำคัญที่สุด”
“สรุปก็คือผู้ฝึกบำเพ็ญตนต้องลงแรงในเรื่องทั้งเก้าอย่างนี้ เพิ่มๆ ลดๆ ปะชุนซ่อมแซมผู้ที่ขยันขันแข็งฝึกบำเพ็ญตนเพิ่มพูนตบะ สู้ผู้ที่อำพรางจิตวิญญาณฝึกบำเพ็ญตนจะเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ตบะไม่ได้”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเลือกเม็ดหมากห้าเม็ดที่สีสันแตกต่างกันออกมาจากบนกระดานหมาก ปล่อยให้พวกมันลอยอยู่กลางอากาศ อิงตามหลักแห่งการก่อกำเนิดของห้าธาตุระหว่างเม็ดหมากทุกเม็ดมีเส้นใยเส้นหนึ่งเชื่อมโยงอยู่ จึงกลายมาเป็นวงกลมที่มหามรรคาสมบูรณ์แบบ โคจรได้ด้วยตัวเอง
เหลือบมองไปที่เฉินผิงอัน
เฉินผิงอันเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย เขาหยิบหมากสี่เม็ดขึ้นมาจากบนกระดาน ใช้หมากเม็ดหนึ่งในวงกลมนั้นของเจ้าอารามผู้เฒ่าเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้มันกลายเป็นวงกลมอีกวงหนึ่ง
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้า หยิบหมากขึ้นมาอีกสี่เม็ด กลางอากาศเหนือกระดานจึงมีวงกลมห้าธาตุเพิ่มมาอีกวงหนึ่ง วงกลมสามวงร้อยเรียงต่อเนื่องกัน
เฉินผิงอันครุ่นคิดไม่พูดไม่จา มองกลับไปที่เจ้าอารามผู้เฒ่า
เจ้าอารามผู้เฒ่าจึงยิ้มอย่างรู้ใจ เอาวงกลมที่เป็นจุดเริ่มต้นของวงกลมที่สองออก แล้วเอาไปวางบนจุดเชื่อมต่อของวงกลมวงที่หนึ่งอีกครั้ง
เฉินผิงอันถาม ”โจวจื่อจะรับไหวหรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าไม่ได้ให้คำตอบ เพียงเอ่ยว่า “วันนี้ถ่ายทอดมรรคาถึงแค่ตรงนี้ แรงไฟพอสมควรแล้ว”
เฉินผิงอันไม่กล้าคาดหวังไปมากกว่านี้ จึงถามว่า “ตรงเส้นทางภูเขาหน้าประตูภูเขาล่ะ?”
เด็กชายชุดเขียวยังชนกำแพงสี่ด้านอยู่ตรงนั้นอยู่เลยนะ
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มบางๆ ”ทำไม สหายใหญ่เฉินอยากจะออกหน้าช่วยเหลืองน้อยแห่งแม่น้ำอวี่เจียงตัวนั้นหรือ?”
แค่ขอบเขตก่อกำเนิดตนหนึ่งเท่านั้น มีค่าคู่ควรพอจะให้เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวที่เวทคาถาสูงส่งเชื่อมโยงฟ้ามาถือสาเขาหรือไร
หากเป็นบินทะยาน คาดว่าเวลานี้ก็คงได้ไปอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของดวงจันทร์เฮ่าไฉ่แล้ว
เฉินผิงอันถามหยั่งเชิง ”เด็กน้อยล่วงเกินผู้อาวุโสโดยไม่ได้ตั้งใจ ลงโทษเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เป็นบทเรียนไม่ทำผิดซ้ำอีกดีหรือไม่?”
บอกตามตรง กระทั่งถึงตอนนี้เจ้าขุนเขาเฉินก็ยังไม่รู้เลยว่าผู้ถวายงานบ้านตนพูดอะไร ทำอะไรกันแน่ถึงได้ทำให้เจ้าอารามผู้เฒ่ายากจะปล่อยวางเช่นนี้
เจ้าอารามผู้เฒ่าย้อนถาม ”ข้าถ่ายทอดเคล็ดวิชาในการฝึกตนบางอย่างให้เจ้า เจ้าก็ต้องสอนข้าด้วยหรือว่าควรทำตัวอย่างไร?”
เฉินผิงอันอ่อนใจเป็นทบทวี หลักๆ แล้วเป็นเพราะเฉินหลิงจวินมาเจอกับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว ทำให้เขาที่เป็นเจ้าขุนเขาไม่ว่าคิดอย่างไรก็รู้สึกใจฝ่ออยู่ตลอด
เจ้าอารามผู้เฒ่าลุกขึ้นยืน เอ่ยว่า “ขอบเขตเซียนเหรินยังพูดง่าย รอให้วันใดพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยานแล้ว ก็ถือว่าเป็นบุคคลยิ่งใหญ่บนโลกมนุษย์แล้ว ทุกครั้งที่เดินทางออกไปข้างนอกย่อมต้องเกิดคลื่นมรสุมอย่างห้ามไม่ได้ ผู้ฝึกตนอิสระอย่างเฝิงเซวี่ยเทาไม่สนใจผลกรรมในโลกโลกีย์ บินทะยานแข็งแกร่งในอดีตอย่างฮว่อหลงเจินเหรินก็มีเวทลับออกไปเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์จึงทำให้ตัวเองไม่ต้องสัมผัสกับผลกรรมได้ กลัวก็แต่ว่าจะอยู่ครึ่งๆ กลางๆ เป็นน้ำครึ่งถังที่แกว่งไปแกว่งมา น้ำที่กระเด็นออกมา สำหรับโลกมนุษย์แล้วอาจกลายเป็นฝนรสหวานหลังจากแห้งแล้งมายาวนาน หรือไม่ก็อาจกลายเป็นอุทกภัยที่สร้างภัยพิบัติให้แก่ผู้คน”
ตะพาบพันปีเต่าหมื่นปี ฝ่ายแรกนั้นพูดถึงเทพเซียนพสุธาตามความหมายทั่วไป ฝ่ายหลังนั้นหมายถึงขอบเขตบินทะยานและขอบเขตสิบสี่
ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานคิดอยากจะมีอายุขัยยืนยาวจะต้องมีกระดองเต่าก่อน ทางที่ดีที่สุดก็คือมีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอีกประเภทหนึ่ง
เจ้าอารามผู้เฒ่าพลันเอ่ยว่า “รู้หรือไม่ว่าช่างที่เป็นชายใจหญิงคนนั้น หากไม่พูดถึงเส้นด้ายแห่งผลกรรม พูดถึงแค่ชาตินี้ ทำไมเขาถึงเลือกที่จะฆ่าตัวตาย? เป็นเพราะถูกคำพูดไม่กี่ประโยคนั้นบีบให้ต้องตายจริงๆ หรือ?”
เทพพิรุณหญิงแห่งสรวงสวรรค์บรรพกาลกลับชาติมาเกิดเป็นชาย ทำงานจุดไฟในเตาเผา ซูฮั่นได้รับเคราะห์กรรมจนหมดสิ้น สุดท้ายหลุดพ้นจากไป
เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่ง พยักหน้าเอ่ยว่า “เป็นภายหลัง หลังจากผ่านมานานมากแล้วถึงจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง ปีนั้นการที่ซูฮั่นเลือกเช่นนั้นก็เพราะการดำรงอยู่ของข้า”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้า ”เข้าใจหลักการเหตุผลข้อนี้ได้อย่างชัดเจน กล้ายอมรับในเรื่องนี้ หมายความว่าเจ้าพอจะมีความรับผิดชอบอยู่บ้าง ไม่ผิดต่อโชควาสนาที่ทำให้มหามรรคาใกล้ชิดกับสายน้ำที่คนเขามอบให้เจ้า”
“ใจคิดแต่อยากจะเป็นคนดีก็ต้องทำเรื่องดี เรื่องดีที่คนดีทำก็ต้องได้รับผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปหรือ? อย่าได้ถามใจตัวเองแล้วไม่ละอายถึงแค่ตรงนี้ เรื่องนี้นับแต่โบราณมาก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องสิ้นเปลืองความคิดอยู่เหมือนเดิม”
แล้วก็เพราะซูฮั่นป่วยหนักต้องพักรักษาตัวอยู่บนเตียง ต้องให้เฉินผิงอันที่เป็นลูกศิษย์งานเตาเผาต้มยาคอยให้การดูแลทุกวัน ทั้งสองอยู่ร่วมกันนานวันเข้าจึงกลายเป็นว่าสร้างโลกใบเล็กขึ้นมาด้วยตัวเอง และในโลกใบนั้นของซูฮั่นก็มีแต่คนดี รอกระทั่งซูฮั่นสามารถลงจากเตียงมาเดินได้ เดินออกไปจากฟ้าดินเล็กๆ ใบนี้ก็ได้กลับไปยังวิถีทางโลกที่ซับซ้อนแห่งนั้นอีกครั้ง ในโลกแห่งความทุกข์ที่ใจคนและการกระทำ ความดีความเลวยากจะแยกแยะผู้คนและเรื่องราวในโลกมนุษย์ที่ซูฮั่นในอดีตเคยชินมานานแล้ว กลับกลายมาเป็นเรื่องที่ทำให้เขาทุกข์ทรมาน ความทุกข์ยากที่ไม่เคยใส่ใจกลายมาเป็นความทุกข์ยากอย่างแท้จริง
ในบางความหมายแล้ว บอกว่าเพราะการดำรงอยู่ของเฉินผิงอันคือสาเหตุที่กระตุ้นให้ซูฮั่นต้องตาย ก็คือเส้นเบาะแสเส้นหนึ่งที่อธิบายได้
อย่างน้อยในใจของเฉินผิงอันเอง และในสายตาของเจ้าอารามผู้เฒ่าก็คือเส้นด้ายแห่งผลกรรมที่ชัดเจนเส้นหนึ่ง
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มตาหยี “ไม่รู้สึกว่าข้ากำลังเรียกร้องเจ้ามากเกินไปหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า ”ไม่ มอบความหวังให้ผู้อื่น เดิมทีก็คือการเรียกร้องเกินควรอย่างหนึ่ง มนุษย์มีชีวิตอยู่บนโลก โอบกอดความหวังก็มีสิ่งที่เฝ้าคอย ก็ไม่ถือว่าอัตคัดอย่างแท้จริง”
เจ้าอารามผู้เฒ่าอืมรับหนึ่งที เป็นครั้งแรกที่เปิดเผยสีหน้าชื่นชมของตัวเองออกมาอย่างไม่ปิดบัง
อัตคัดกับร่ำรวย อันที่จริงไม่ใช่คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน ยากจนกับร่ำรวยต่างหากถึงจะใช่ คำที่ตรงข้ามกับอัตคัด อันที่จริงก็คือ “สมบูรณ์” (ต๋า มีหลายความหมายเช่น เจริญรุ่งเรือง ราบรื่น ก้าวหน้า เข้าใจถ่องแท้ เปิดโล่ง)
อักษรโบราณของคำว่าอัตคัด (ฉง 穷) ด้านบนคืออักษรเซวีย (穴) ด้านล่างคืออักษรกง (躬) ความหมายก็คือคนคนหนึ่งนอนขดอยู่ใต้ดิน แล้วจะเปิดโล่งได้อย่างไร ไม่มีทางออก (ฉง 穷 คำนี้ยังหมายถึงคับแคบ ตัน ไม่มีทางออก ในความหมายของอัตคัดก็คือขัดสน ขาดแคลน ไม่ใช่แค่ทางด้านวัตถุอย่างเดียวเท่านั้น)
เจ้าอารามผู้เฒ่าถาม “รู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงมอบพื้นที่มงคลดอกบัวหนึ่งในสี่ส่วนให้กับเจ้า แล้วก็ยังทำให้ภูเขาลั่วพั่วมีค่ายกลใหญ่พิทักษ์ภูเขาที่เป็นภาพห้ามหาบรรพตที่แท้จริงเพิ่มมา?”
เฉินผิงอันกล่าว ”คำพูดบางอย่างมีเพียงให้ผู้อาวุโสช่วยพูดเท่านั้น หากให้ผู้เยาว์พูดออกมาเอง อาจตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าพูดเองเออเอง พูดจาใหญ่โตโดยไม่ละอาย”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มบางๆ “เจ้าคิดไปคนละเรื่องแล้ว ท่าทีที่เจ้ามีต่อโลกใบนี้ ยินดีที่จะลงมือปฏิบัติ กับเส้นทางการผสานมรรคาของข้า อันที่จริงค่อนข้างจะสอดคล้องกัน แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง”
“ทัศนคติของข้ากับโจวจื่อตรงกันข้ามกันพอดี เขาเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย รู้สึกว่าคนอย่างเจ้า หากใช้สถานะของผู้ฝึกกระบี่เลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าก็อาจจะชักนำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างที่เลวร้ายที่สุด เขารู้สึกว่าฟ้าดินแห่งนี้มิอาจยอมรับไว้ได้ ต่อให้จะเป็นแค่ความเป็นไปได้อย่างเดียวก็ตาม แต่ข้านั้นกล้าเดิมพัน”

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!