บทที่ 1124.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สี่)
เฉินผิงอันเตรียมจะไปดูที่เมืองหลวงแคว้นอวิ่นเหยียน จึงส่งกระบี่บินแนบจดหมายฉบับหนึ่งไปให้จางชิวก่อน
เล่าขั้นตอนและผลลัพธ์ในการหาตัวชิงหร่างเจอในครั้งนี้ ให้จางชิวนำความไปบอกต่อศาลบรรพจารย์ที่สร้างขึ้นมาชั่วคราว
ให้บอกไปว่าเซียนกระบี่ใหญ่หมี่ลงมือด้วยตัวเอง น่าเสียดายที่จับตัวผู้สมรู้ร่วมคิดได้แค่สองคนเท่านั้น
ผู้ฝึกตนสายยันต์ที่เป็นตัวการหลักผู้นั้นหนีไปได้ ทว่าเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างผู้นี้ไม่เหลือกำลังพอจะมาปั่นป่วนสถานการณ์แล้ว
เรื่องของการขุดเจาะลำน้ำใหญ่ที่มีหลายสิบแคว้นอยู่บนชายฝั่งเลียบลำน้ำก็สามารถกลับมาทำงานกันอีกครั้งอย่างวางใจได้แล้ว
ชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันที่ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษกับชู้รักของเขา ก็ไม่รู้ว่าคิดอย่างไร
ปรึกษากันอยู่พักหนึ่งก็รีบร้อนออกไปจากศาลร้าง ตามมาเจอเฉินผิงอันที่อยู่ตรงตีนเขา
บอกว่าพวกเขาสองสามีภรรยายินดีเป็นผู้ติดตามเป็นบ่าวรับใช้ท่านเซียน
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด บอกว่าตัวเองเคยชินที่จะบุกเดี่ยวขึ้นเหนือล่องใต้อยู่ในยุทธภพนานแล้วไม่ชอบให้ใครมารับใช้
พวกเจ้ามาหาผิดคนแล้ว ไม่สู้ไปหาที่พึ่งทางอื่น
คงเป็นเพราะเห็นเซียนซือที่ระหว่างพูดคุยยิ้มแย้มก็สามารถกำจัดชายหญิงฝ่ายอธรรมสามคนนั้นให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ค่อนข้างจะเป็นมิตร พวกเขาจึงยิ่งตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยว
คุกเข่าโขกหัวอยู่บนทางภูเขา คนหนึ่งร้องคร่ำครวญ คนหนึ่งร่ำไห้ดุจพิรุณพร่างพรมลงบนดอกสาลี ร้องทุกข์ถึงความยากลำบากตลอดหลายปีมานี้
เพียงแต่ว่ารอกระทั่งพวกเขาเงยหน้าขึ้นก็มองไม่เห็นร่องรอยของบัณฑิตคนนั้นแล้ว พวกเขายังคงไม่ถอดใจ
ในที่สุดตอนที่ฟ้าเริ่มสว่างก็ได้มาเจอกับเซียนซือที่กำลังก่อไฟทำอาหารอยู่ในจุดพักม้าที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่งอีกครั้ง
บุรุษชื่อว่าฟ่านถง ผีหญิงชื่อว่าเซี่ยซานเหนียง ถามเซียนซือผู้นั้นว่ารังเกียจชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยและอดีตที่สกปรกของพวกเขาใช่หรือไม่
เฉินผิงอันไม่ได้พูดอะไร แค่เลี้ยงอาหารเช้าง่ายๆ ให้พวกเขา
เซี่ยซานเหนียงเป็นคนที่ตามีแวว มือเท้าก็คล่องแคล่ว นางช่วยเก็บชามและตะเกียบ
เฉินผิงอันก็ไม่ได้ขัดขวาง เอ่ยสัพยอกไปประโยคหนึ่งว่า
ตัวพวกเจ้าเองไม่รู้ตัวเลยหรือว่าใครจะกล้าพาพวกเจ้ามาอยู่ข้างกาย ใครเห็นกลุ่มของพวกเราแล้วจะไม่เข้าใจผิดว่าพวกเราเป็นพวกชั่วร้ายที่ชอบปล้นสะดมบ้างเล่า?
สตรีที่รู้จักตัวเองดีหัวเราะเหมือนกิ่งบุปผาสั่นไหว บุรุษยกมือเกาหัว
หากว่ากันด้วยมโนธรรมในใจ เหตุผลเป็นเหตุผลข้อนี้จริงๆ
แต่ว่าใบหน้านี้ของเขามีติดตัวมาตั้งแต่เกิด นับตั้งแต่ตอนเด็กที่เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนอาจารย์ก็ไม่กล้าตีฝ่ามือเขาด้วยซ้ำ
เฉินผิงอันถามคำถามหนึ่งกับพวกเขา
หากก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในวัดร้าง แค่เจอหน้ากันก็สังหารพวกเจ้าทันที พวกเจ้าจะโทษใคร?
สตรีพูดจาค่อนข้างเป็นทางการ ไม่ได้ค่อนข้างจะซื่อตรงอย่างชายฉกรรจ์ที่บอกว่า โทษที่ใบหน้า?
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกต้องอะไร
หลังจากนั้นเซียนซือคนนั้นก็แค่ถามถึงสถานการณ์ล่าสุดของล่างภูเขาแคว้นต่างๆ โดยรอบจากพวกเขา
แน่นอนว่าพวกเขาสองคนต้องตอบหมดทุกอย่างที่ตัวเองรู้
ก่อนจะออกเดินทาง เฉินผิงอันบอกว่าตัวเองจะไปเยือนเมืองหลวงแคว้นอวิ่นเหยียนสักรอบ พวกเจ้ายินดีติดตามก็ตามมา
คนทั้งสองดวงตาเป็นประกาย ผ่านทางพอดี พวกเขาจึงรับรองอย่างหนักแน่นว่าจะตามเซียนซืออยู่ไกลๆ เท่านั้น
จะไม่ยอมให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าพวกเขาสามคนเป็นพวกเดียวกันเด็ดขาด
แม่นางเซี่ยเปลี่ยนมาสวมชุดที่สามารถห่อหุ้มร่างกายได้มิดชิดอยู่นานแล้ว
ชายฉกรรจ์เตือนสตรีเป็นการส่วนตัวว่านายท่านเทพเซียนผู้นั้นมีวิชาอภินิหารล้ำเลิศ ตบะสูงส่งลึกล้ำก็จริง
แต่เจ้าอย่าได้คิดจะสวมเขาให้ข้าผู้อาวุโสเด็ดขาด
ผีหญิงที่เดินอยู่บนเส้นทางของการเก็บหยางมาเสริมหยินหัวเราะไม่หยุด
บอกว่ารูปร่างบอบบางเหมือนต้นหลิวเช่นนี้ของนาง ไหนเลยจะเข้าตาของเทพเซียนบนทำเนียบภูเขาได้
กล่าวมาถึงตรงนี้ ชายฉกรรจ์ก็มีสีหน้าดุดัน
ผีสาวที่เคยเป็นสาวใช้อุ่นเตียงและโถคนงามให้กับทายาทเซียนบนภูเขาคนหนึ่งมาก่อนก็มีสีหน้าหม่นหมองเช่นกัน
ชายฉกรรจ์ถอนหายใจ ตบหลังมือของนางอย่างละอายใจ
ผีสาวคลี่ยิ้มหวาน พลิกมือเป็นฝ่ายกุมมือของเขาแทน ใช้นิ้วเกาฝ่ามือของอีกฝ่าย
ชายฉกรรจ์รุ่มร้อนจิตใจสั่นไหวขึ้นมาทันที สายตาก็กลับมามีชีวิตชีวา ยื่นมือไปลูบคลำหน้าอกที่นูนเต่งของสตรี
เฉินผิงอันที่เดินอยู่ข้างหน้ากระแอมเบาๆ สองสามที สองคนที่อยู่ด้านหลังจึงทำตัวสำรวมกันทันที
ฟ่านถงคือผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ ไม่ถือว่าเป็นมือดีในยุทธภพ
เพราะถึงอย่างไรต้องเป็นขอบเขตห้าขอบเขตหกถึงจะถูกเรียกขานอย่างไพเราะว่าปรมาจารย์น้อย
และนี่ก็เป็นเหตุผลเพียงหนึ่งเดียวที่ทุกวันนี้ฟ่านถงยังต้องใช้ชีวิตระหกระเหเร่ร่อน
เซี่ยซานเหนียงคือผีขอบเขตเส้นเอ็นหลิว พลังหยางของชายฉกรรจ์ข้างกายมีเปี่ยมล้น
แค่ต้องทำการบ้านตอนกลางคืนให้เพียงพอ นางก็สามารถเดินทางตอนกลางวันอย่างไร้ปัญหาได้แล้ว
ขอแค่ไม่เข้าใกล้ศาลเทพอภิบาลเมืองก็ไม่มีปัญหา
ชายฉกรรจ์รวมเสียงให้เป็นเส้นพูดคุยอย่างลับๆ ”ซานเหนียง เจ้าว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนใจ อนุญาตให้พวกเราติดตามมาล่ะ?”
ผีหญิงใช้เสียงในใจพูดกลั้วหัวเราะว่า ”ต้องมีผลประโยชน์อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะพาตัวถ่วงสองคนมาด้วยทำไม สนุกนักหรือ?”
“มีโอกาสจะต้องไปเยือนท่าเรือ หาซื้อรายงานภูเขาสายน้ำเก่าๆ มาอ่านสักหน่อย ดูสิว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับ ”เฉินผิงอัน” หรือไม่”
“ได้ยินข่าวลือก็เชื่อทันที เจ้าคิดอะไรอยู่ บุคคลยิ่งใหญ่ที่ชื่อถูกเขียนบนรายงานภูเขาสายน้ำได้เช่นนั้น พวกเราจะบังเอิญมาเจอได้จริงๆ หรือ?
แล้วนับประสาอะไรกับที่ตัวเขาบอกว่าตัวเองเป็นใครก็ต้องเป็นคนคนนั้นจริงๆ หรือ?”
“ข้ารู้สึกว่าหนึ่งชายสองหญิงที่เจอในศาลก่อนหน้านี้คือพวกคนที่รับมือได้ยาก ไม่ว่าจะเอาใครออกมาสักคน คิดจะเล่นงานพวกเราสองคนก็มากพอเหลือแหล่
ในเมื่อเฉินเซียนซือท่านนี้สามารถกำราบพวกเขาได้อย่างง่ายดาย ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเทพเซียนพสุธาในตำนานท่านหนึ่งก็ได้”
เฉินผิงอันปล่อยให้พวกเขาซุบซิบคุยกันเป็นการส่วนตัวไป
นกในกรงจะกลายมาเป็นพันโลกธาตุขนาดเล็กที่มีครบถ้วนทั้งฟ้าอำนวยดินอวยพรและคนสามัคคีได้หรือไม่
การทำงานระยะสั้นระยะยาวของพวกอวี่ซืออู้ ทุกวันนี้ยังต้องลงแรงอยู่กับของไร้ชีวิตที่ไม่ขยับเคลื่อนไหว
เกี่ยวกับ “ต้นฉบับ” บุคคลประเภทต่างๆ ตอนนี้ยังเป็นแค่ช่วงเริ่มต้น
คำโบราณบอกไว้ว่าข้าวสารชนิดหนึ่งเลี้ยงคนได้ร้อยรูปแบบ
การถ่ายทอดความหลากหลายของชีวิตในโลกมนุษย์ อย่างน้อยก็ต้องมีชีวิตหนึ่งร้อยรูปแบบของคนหนึ่งร้อยคน
เหมือนอย่างสาวงามที่มีใบหน้าหลากหลายหาที่สุดไม่ได้ แต่ละแบบก็มีข้อดีของตัวเอง
ตอนนี้อย่างเซี่ยโหวจ้านก็สามารถเป็นบุคคลที่เป็นต้นแบบได้ มีทั้งหมดประมาณห้าสิบกว่าคน
ก็เหมือนอย่างที่อวี่ซืออู้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ อาศัยแค่คนและเรื่องราวที่เฉินผิงอันคิดจินตนาการขึ้นมาได้
ส่วนใหญ่ก็มักจะสมเหตุสมผลมากเกินไป กลับกลายเป็นว่าจะเป็นความบกพร่องในความสมบูรณ์แบบ
สตรีก็สงสัยในเรื่องนี้มากเหมือนกันจึงเงี่ยหูตั้งใจฟัง อยากจะรู้คำตอบเช่นกัน
เฉินผิงอันตอบง่ายๆ ”บัณฑิตชอบเขียนบันทึก บันทึกสิ่งที่ได้พบเห็นได้ยินมาระหว่างภูเขาสายน้ำ
เกร็ดประวัติพงศาวดารหรือเรื่องลับๆ ในวัง เรื่องวงในของวงการขุนนาง
นอกจากนี้เซียนน้ำผีภูเขา ภูตปีศาจดอกไม้ ภูตพืชพรรณ ต่างก็มีบันทึกถึงอยู่บ้างเล็กน้อย
ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องบันทึกเรื่องใหญ่ เรื่องยิบย่อยก็บันทึกลงไปได้เช่นกัน”
ไม่ว่าอย่างไรเฉินผิงอันก็คิดไม่ถึงว่าเขาแค่พูดชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย สามีภรรยาคู่นั้นได้ยินกลับฮึกเหิมเหมือนได้ฉีดเลือดไก่
คนสองคนที่เดิมทีรู้สึกว่าตัวเองหาเรื่องมาเล่าจนหมดสิ้นแล้ว จู่ๆ ก็เหมือนสติปัญญาได้เปิดออก
หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็เล่าได้จริงๆ สตรีก็ถึงกับหยิบกระดาษและพู่กันออกมาช่วยกันนับปีกับบุรุษ
ความจำดีไม่สู้จดลงในกระดาษ ตอนแรกก็พึมพำท่องไปก่อน รอกระทั่งเขียนจนเต็มหน้ากระดาษได้หลายแผ่นค่อยเอาไปหาเฉินเซียนซือแล้วทำตัวเป็นนักเล่านิทาน
เฉินผิงอันจดบันทึกพลางถามหยอกเย้าพวกเขาว่าทำไมถึงเปลี่ยนมามีความคิดเชิงวรรณกรรมที่พรั่งพรูดุจน้ำพุเช่นนี้ได้
นางลูบเส้นผมสีนิลตรงจอนหู บอกว่าหากสามารถมีชื่อและเรื่องราวของตัวเองบนหนังสือเล่มหนึ่งได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีงามอย่างมาก
สองมือของเขากำเป็นหมัด ดวงตาเป็นประกายสดใส
บอกว่าชั่วชีวิตนี้แม้กระทั่งฝันตนก็ยังไม่เคยคิดเลยว่าจะกลายเป็นคนที่มีชื่อมีแซ่อยู่บนหนังสือได้
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
ชายฉกรรจ์เริ่มรังเกียจที่ชื่อของตัวเองไม่น่าฟัง เนื่องจากเสียงพ้องกับคำว่าฟ่านถ่งที่แปลว่าถังข้าว นับแต่เด็กมาก็ถูกคนล้อเลียนไปไม่น้อย
ชายฉกรรจ์จึงถามเฉินเซียนซือว่าควรจะเปลี่ยนชื่อดีหรือไม่
เฉินเซียนซือบอกว่าไม่ต้อง ชื่อนี้อยู่นอกตำราไม่เป็นที่ชื่นชอบ
อยู่ในตำรากลับมีข้อดีเพราะง่ายที่จะถูกผู้อ่านจดจำได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น
ในเรือนพำนักกลางป่าแห่งหนึ่งที่เป็นของตระกูลเศรษฐีเก่า ผนังกำแพงแตกหักไปแล้ว หญ้าขึ้นรกชัฏ จู่ๆ ฝนก็ตกลงมา
พวกเขามาหลบฝนอยู่ที่นี่ ตอนที่ฝนหยุดตกสระน้ำก็กลายมาเป็นแอ่งสีเงินอีกครั้ง
สามีภรรยาคู่นั้นมักจะเดินห่างไปไกลอย่างเงียบเชียบอยู่เป็นระยะ ทุกครั้งจะใช้เวลาหนึ่งเค่อไม่ก็สองเค่อ
ตอนที่กลับมาอีกครั้งทั้งคู่ล้วนหน้าแดงก่ำ สีหน้าสดใส
เฉินผิงอันยกเก้าอี้ไท่ซือมานั่งใต้ชายคา เรือนที่อยู่ด้านหลังคือห้องหนังสือขนาดใหญ่กว้างห้าช่องเสา เก็บตำราไว้นับหมื่นเล่ม
ด้านในมีตู้หนังสือชั้นวางหนังสืออยู่เยอะมาก ทว่าล้วนล้มคว่ำ หนังสือหล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้น บ้างก็ถูกมอดกัดบ้างก็ขึ้นรา
ภาพแขวนที่เคยแขวนอยู่บนกำแพงในอดีตก็หล่นร่วงลงมาหมด หมึกซีดจางกระดาษฉีกขาด
บางทีเมื่อหลายปีก่อนอาจจะมีผู้เฒ่าที่อ่านบทกวีและตำรามาเต็มท้องอยู่ที่นี่
มีตำราเรียงรายเป็นแถวแนวตั้งแนวนอนหนาแน่นประหนึ่งกำแพง บนผนังแขวนภาพที่จะสับเปลี่ยนไปตามสี่ฤดูกาลและทุกช่วงดอกไม้บาน
ทุกครั้งที่มีแขกเข้ามาในห้องไม่รู้ว่าเจ้าของอยู่ที่ไหน ต้องตะโกนเรียกชื่อเสียงดัง เจ้าของได้ยินเสียงจึงเดินหลังค่อมออกมา…
นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ เฉินผิงอันเริ่มสำรวจของรางวัลที่ยึดมาได้จากศึกในวัดร้าง
ผู้ฝึกกระบี่โต้วโค่วมีวัตถุจื่อชือหนึ่งชิ้นเป็นตราประทับหยกหกเหลี่ยม
เซียนจ่าวมีแค่วัตถุฟางชุ่นชิ้นเดียว คือกระจกโบราณที่ทรงด้ามแปลกตา แม้กระทั่งเฉินผิงอันก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน
แต่หากจะพูดถึงทรัพย์สมบัติ ยังคงเป็นฝ่ายหลังที่มีฐานะมากกว่า
ลำพังแค่เงินเทพเซียนก็มีเงินฝนธัญพืชมากถึงสองร้อยกว่าเหรียญ และยังมีสมบัติอาคมอีกสองชิ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!