บทที่ 1124.4 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สี่)
ถูกนายท่านเทพภูเขาของศาลเถื่อนท่านหนึ่งยึดครองแล้ว ทั้งไม่ใช่ภูตที่ยึดครองภูเขาตั้งตัวเป็นราชา สร้างศาลกินควันธูปในโลกมนุษย์
แล้วก็ไม่ใช่วีรบุรุษผู้กล้าของราชวงศ์ก่อนอย่างไป๋เหมาแห่งยอดเขาเซี่ยจื่อ แต่เป็นผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่งที่กลายมาเป็นผี
ปีก่อนก็เริ่มแจกจ่ายเทียบวีรบุรุษ เชื้อเชิญให้เหล่าผู้กล้าทั้งหลายมาพำนักที่นี่เพื่อสร้างพลังอำนาจให้ยิ่งใหญ่
แน่นอนว่าจวนเทพภูเขาไม่มีทางป่าวประกาศแก่ภายนอกว่าตัวเองคือศาลเถื่อนที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากราชสำนักแคว้นอวิ่นเหยียน
เป็นเหตุให้ผีหญิงและชายฉกรรจ์หน้าขาวที่อยู่ในวัดร้าง เดิมทีก็ตั้งใจจะมาสวามิภักดิ์ต่อสถานที่แห่งนี้ มาช่วงชิงตำแหน่งขุนนางหญิงหรือไม่ก็แม่ทัพบู๊มาเป็น ถือชามข้าวเหล็กไว้ในมือ จะดีจะชั่วก็ได้กินข้าวหลวง
พื้นที่น้อยนิดเพียงเท่านี้ ยามที่ออกเดินทางตอนกลางคืนก็ชอบจัดขบวนเกียรติยศเหมือนยามที่จักรพรรดิเสด็จประพาสไปตามสถานที่ต่างๆ
ถือพัดใหญ่ด้ามยาว ตีกลองตีฆ้อง ธงหลากหลายประเภทที่ไม่รู้ว่าไปหามาจากไหนปะปนกันอยู่ในขบวน ทำมั่วซั่วกันทั้งนั้น ไม่มีกฎระเบียบใดๆ ให้กล่าวถึง แค่เพื่อความครึกครื้นอย่างเดียว
คาดว่าน่าจะเพราะอ่านตำราประวัติศาสตร์ของทางการมาหลายเล่ม ได้อ่านบันทึกขบวนเสด็จของราชสำนักมาแค่คร่าวๆ เลยเอามาผสมกันมั่วๆ
จวนเทพภูเขาที่ปลาและมังกรปะปนกันมีเสียงร้องรำทำเพลงทุกคืน มีแขกมาเยือนงานเลี้ยงใหญ่ไม่ขาดสาย ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้ครึกครื้น
ผู้ฝึกลมปราณกลุ่มนี้ก็แค่บังเอิญผ่านสถานที่แห่งนี้มาเท่านั้น อย่างน้อยก็ไม่เหมือนว่าจะมาหาเรื่องหรือมาเพื่อปล้นที่นี่โดยเฉพาะ
ทหารที่ทำงานอยู่ในจวนเทพภูเขาซึ่งรับผิดชอบลาดตระเวนพื้นที่เห็นว่าอีกฝ่ายมากคนมากอำนาจ ไม่กล้าหาเรื่องจึงตั้งท่าว่าจะเป็นน้ำบ่อที่ไม่ยุ่งกับน้ำคลอง
นายท่านเทพภูเขาได้ยินรายงาน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ใช้คาถาคำว่าหลบเลี่ยง แต่กลับให้เหตุผลที่ฟังดูยิ่งใหญ่ บอกว่าทุกวันนี้ที่จวนกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการ “ขอการแต่งตั้ง” มาจากราชสำนักแคว้นอวิ่นเหยียน ไม่สะดวกจะให้เกิดเรื่องแทรกซ้อน
แต่แท้จริงแล้วเขาหรือจะกล้าไปขอดูเอกสารผ่านด่านจากเทพเซียนบนภูเขากลุ่มนั้น อีกฝ่ายไม่ได้บุกขึ้นมาที่ศาลบนยอดเขาเพื่อซักไซ้เอาผิดก็ถือว่าเกรงใจกันแล้ว
ยามค่ำคืนดวงจันทร์งามจับใจ แสงจันทร์ส่องประกายดุจเครื่องประดับมรกต ดวงจันทร์และสาวงามคือสองสิ่งงดงาม อยู่บนฟ้ากับอยู่ในโลกมนุษย์
มีผู้ฝึกตนหญิงที่ทั้งบุคลิกและหน้าตาล้วนดีเยี่ยมที่สุด หยิบเอาเสื่อเย็นสีหยกมาคลี่กางลงบนพื้นแล้วนั่งลง
ผู้ฝึกตนชายหญิงของพรรคอื่นที่มีอายุขัยในการฝึกตนใกล้เคียงกันจึงแวะมาพูดคุยกับนาง
สตรีกระซิบกระซาบชวนนางคุย บุรุษที่ไม่รู้จะคุยอะไรก็หาเรื่องมาชวนคุย พูดคุยถึงสิ่งที่ตนเองประสบพบเจอในช่วงเวลาที่ผ่านมากับพวกนาง
พวกเขาไม่ได้จับกลุ่มกันออกไปหาประสบการณ์บ่อยๆ ส่วนใหญ่มีพบมีแยกจาก นัดหมายกันว่าจะมารวมตัวกันอีกครั้งที่ไหนเวลาใดก็เท่านั้น
ผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่ลงจากภูเขาเข้าสู่ทางโลก บางทีคนที่มีรูปโฉมงดงามดุจสาวสะพรั่งก็อาจอายุมากเป็นร้อยปีแล้ว
อยู่ท่ามกลางธุลีแดงคละคลุ้ง ไม่ว่าจะเป็นการขัดเกลาจิตแห่งมรรคาหรือว่าจะเป็นการสร้างสัมพันธ์และชักจูงขุนนางชั้นสูงในราชสำนักล้วนเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป
เห็นบุคคลเรื่องราวและทัศนียภาพมาเยอะเข้าก็ราวกับว่านอกจากความเป็นอมตะแล้วล้วนเป็นดั่งก้อนเมฆดั่งหมอกควันที่ลอยผ่านตาง่ายที่จะกลายเป็นคนใจดำ นี่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
เหมือนอย่างชายฉกรรจ์ที่เป็นผู้คุมกฎในพรรคบ้านตัวเอง ตอนนี้ก็ได้นำพาลูกศิษย์ที่เป็นผู้เยาว์สองคนทำการบ้านวิชาหลอมลมปราณฝึกหายใจเข้าออก
เพียงแต่ว่าความคิดของพวกเขาล้วนไม่ได้อยู่กับเรื่องเป็นการเป็นงาน ชายฉกรรจ์เองก็จนใจเหมือนกัน
ผู้ฝึกบำเพ็ญตนไม่ค่อยเห็นความงามเย้ายวน ความน่ารักสดใสอย่างที่มนุษย์ธรรมดามองเห็น อันที่จริงเหตุผลก็เรียบง่ายมาก เพียงแค่เพราะสายตาดีเกินไป
ข้อบกพร่องบางอย่างเมื่อปรากฏอยู่ในสายตาของผู้ฝึกลมปราณก็มิอาจปิดบังได้แม้แต่น้อย อะไรที่บอกว่าความขาวสามารถบดบังร้อยอัปลักษณ์ล้วนใช้ไม่ได้กับผู้ฝึกลมปราณ เพราะพอจ้องมองก็จะเห็นได้ทันทีว่าสวยหรือขี้เหร่
หรือยกตัวอย่างเช่นบนร่างของหญิงสาวชาวบ้านจะมีกลิ่นบางอย่าง สำหรับผู้ฝึกลมปราณที่ประสาทรับสัมผัสทั้งห้าเฉียบคมแล้ว ก็ราวกับกลิ่นเหม็นที่ตลบอบอวล
ดังนั้นการแต่งงานบนภูเขา การผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรจึงพิถีพิถันในเรื่อง ”ความเหมาะสม” มากยิ่งกว่าหมู่ชาวบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา สถานะหรือคุณสมบัติของชายหญิงล้วนต้องมีครบถ้วน
เฉินผิงอันยืนอยู่บนยอดเขา มองไปยังผู้ฝึกลมปราณกลุ่มที่อยู่บนภูเขาใกล้เคียงเงียบๆ
เซี่ยโก่วนั่งยองอยู่ด้านข้าง ดึงหมวกขนเตียวเล่น
เฉินผิงอันพลันถามว่า “เซี่ยโก่ว ทำนายชะตาเป็นหรือไม่?”
เซี่ยโก่วแสยะปาก “เจ้าขุนเขาเรียกข้าว่าโก่วจื่อ (เจ้าหมา ไอ้หมาน้อย) ก็พอ”
เฉินผิงอันตะลึง ใครเป็นคนสอนเจ้า? ไอ้หมอนั่นไม่รู้สึกผิดบ้างเลยหรือ?
พ่อครัวเฒ่าไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้ได้แน่นอน สรุปแล้วเป็นเทพเซียนจากฝ่ายใดกันแน่ถึงได้ขวัญกล้าเทียมฟ้า กล้าหลอกเซี่ยโก่วเช่นนี้?
หรือจะเป็นเฉินหลิงจวินอีกแล้ว?
เซี่ยโก่วค่อนข้างจะมีคุณธรรม ไม่ได้บอกชื่อคนผู้นั้นออกมา กลับกันยังช่วยพูดให้ด้วยนางหัวเราะร่าเอ่ยว่า ”โจวจื่ออะไรนั่นก็ไม่ใช่ว่าเพิ่มคำว่า ”จื่อ” ต่อท้ายแซ่เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “แล้วทำไมไม่ชื่อเซี่ยจื่อ?”
เซี่ยโก่วกล่าว “ทำนายชะตาไม่เป็นนี่นา ข้าเป็นคนชะตาดีมาโดยตลอดอยู่แล้ว ไม่ต้องศึกษาเรื่องนี้”
เฉินผิงอันพยักหน้า
เรื่องของการทำนายชะตามีสาขาแยกออกไปมากมาย มีวิธีการที่แตกต่างหลากหลายแต่ละอย่างก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
บนยอดเขา วิชาการอนุมานของผู้ฝึกตนใหญ่ หนึ่งในนั้นคือวิธีหายากไม่เป็นที่รู้จักที่บอกว่ามีความแม่นยำมากที่สุด แต่ธรณีประตูก็สูงที่สุดเช่นกัน
ก็คือเอาคำว่า ”ผลักดัน” ซึ่งเป็นตัวอักษรหนึ่งของคำว่าอนุมาน (ภาษาจีนอ่านว่าทุยเยี่ยน คำว่าทุยแปลว่าผลักดัน ขยายความ เยี่ยนแปลว่าแผ่ขยาย สืบต่อ เมื่อเอามารวมกันจึงกลายเป็นการขยายความและต่อยอดหรืออนุมาน) มาเปลี่ยนให้กลายเป็นความหมายตามหน้าตัวอักษรอย่างแท้จริง
เฉินผิงอันแค่เคยได้ยินมาเท่านั้น เคยอ่านเจอในตำราอยู่แค่ไม่กี่ครั้ง แต่ไม่เคยเห็นเรื่องนี้กับตาตัวเองมาก่อน
ดังนั้นก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยาจึงได้ขอความรู้จากเจ้าอารามผู้เฒ่า
เจ้าอารามผู้เฒ่าพ่นเสียงออกจากจมูก บอกสหายใหญ่เฉินว่าอย่าได้คิดจะกินข้าวคำเดียวแล้วกลายเป็นคนอ้วนเลย วิชาที่สูงส่งบทนี้ เจ้าถูกกำหนดมาแล้วว่าจะมิอาจเรียนได้ ผู้ที่เกี่ยวพันกับทางโลกลึกซึ้ง ต่อให้โชคดีเข้าใจวิชาอภินิหารบทนี้อย่างผิวเผิน สิ่งที่สายตามองเห็นก็มีแต่จะยิ่งวุ่นวายสับสนทั้งยังมืดมน
ผู้ที่ทำนายอนุมานล่วงรู้ชะตาสวรรค์ล่วงหน้า ยิ่งขอบเขตต่ำเท่าไร ตบะตื้นเขินเท่าไรเส้นสายที่มองเห็นก็จะยิ่งมากเท่านั้น มีทางแยกแยกออกไปมากมายหาที่สิ้นสุดไม่ได้ อีกทั้งทัศนียภาพบนเส้นสายทุกเส้น ยิ่งเป็นช่วงหลังก็จะยิ่งพร่าเลือน ถึงขั้นที่ว่าบนจุดเชื่อมต่อบางจุด ทัศนียภาพนั้นก็ถึงกับสลายหายไปโดยตรงเลย
ตอนนั้นเจ้าอารามผู้เฒ่าเอามือตบลงบนบ่าของเฉินผิงอันแล้วผลักเบาๆ



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!