เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1133

บทที่ 1133.1 สามคูณสามได้เท่าไร
ดอกท้อเหมาะแก่การล่องเรือชมอยู่บนน้ำมากที่สุด ส่วนดวงจันทร์นั้นต้องนอนชมจากบนหลังคาเรือน นี่ก็คือหลักการเหตุที่บิดเบี้ยวของชุยตงซาน

เฝิงเซวี่ยเทาเหมือนมีขนมตั้งเมติดอยู่บนตัว ได้แต่เตร็ดเตร่ตามเด็กหนุ่มชุดขาวไปทั่ว อันที่จริงความอดทนและนิสัยของเฝิงเซวี่ยเทาล้วนไม่ถือว่าดีเท่าใดนัก มาเจอกับคนอย่างชุยตงซานนี้ เขากลับจนปัญญา ประเด็นสำคัญคือชุยตงซานยังเป็นคนพูดมากที่ชวนให้คนรำคาญ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนเรือยังดื่มเหล้าไม่อิ่มไม่พอ แต่กลับฟังอีกฝ่ายพูดเสียจนเต็มกลืน

ชุยตงซานไม่ได้พูดหลอกเซี่ยโก่ว เขาเคยทำความเข้าใจคร่าวๆ เกี่ยวกับผู้ฝึกตนทุกคนที่เคยแสดงเอกสารผ่านด่านตามใบรายชื่อที่มีบันทึกไว้ในกรมอาญาจริงๆ ที่ตั้งของจวนกลางภูเขาก็ยังมีการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว นี่จึงเป็นเหตุให้หมวกขุนนางและเก้าอี้ว่างมีเยอะกว่าจำนวนของผู้ฝึกตนทำเนียบ สำนักกระบี่ชิงผิงขาดคนจริงๆ จะโทษก็ต้องโทษที่บารมีของเจ้าสำนักอย่างตนไม่มากพอ ไม่อาจโบกมือทีเดียวก็เรียกรวมเหล่าผู้กล้ามาได้

ยังดีที่ก่อนหน้านี้อยู่ที่ท่าเรือถงอิน อาจารย์และเซี่ยโก่วต่างก็แนะนำผู้ฝึกตนกันมาคนละหนึ่ง เหตุผลแตกต่างกัน เซี่ยโก่วบอกว่าแม่หนูน้อยผู้นั้นคุณสมบัติพอใช้ได้ ส่วนอาจารย์บอกว่าผู้ฝึกตนคนนั้นนิสัยใจคอไม่เลว ลากตัวเฝิงเซวี่ยเทาไปเดินเล่นด้วยกันได้รอบหนึ่งแล้ว ชุยตงซานก็ตัดสินใจแล้วว่าจะรับผู้ฝึกตนหญิงสาวที่บนใบหน้ามีรอยกระคนนั้นมาอยู่ใต้อาณัติของตัวเอง ส่วนแม่นางหน้าตางดงามที่ชื่อว่าเจี่ยนซิ่วผู้นั้นจะให้รอไปก่อน

ชุยตงซานถามด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ว่า “พี่เฝิง ท่านคิดว่าคุณสมบัติของค่วงขุยเป็นอย่างไร?”

เฝิงเซวี่ยเทาที่เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองมองพลาดไปร่ายวิชาอภินิหารมองประเมินค่วงขุยอีกครั้ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่ได้มองพลาดก็ให้คำวิจารณ์ที่ฟังแล้วละมุนละม่อม “ปกติอย่างมาก”

ชุยตงซานกล่าว “พี่เฝิงมองไม่ออกหรือว่าวิชาประจำตระกูลของเจ้าหมอนี่มีที่มาลึกล้ำ เชี่ยวชาญวิธีการมองลมปราณอย่างมาก?”

เฝิงเซวี่ยเทาตอบไปตามสัตย์จริง “มองไม่ออก” ต่อให้มองออกแล้วจะอย่างไร หากผู้หลอมลมปราณเชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการมองลมปราณก็ถือเป็นการปักบุปผาลงบนผ้าแพรจริง แต่สำหรับขอบเขตบินทะยานอย่างเฝิงเซวี่ยเทาแล้ว ความสามารถน้อยนิดแค่นี้ของค่วงขุยกลับสามารถมองข้ามไปได้เลย

ชุยตงซานถาม “ไม่เคยถามพี่เฝิงเลยว่าท่านมีศิษย์เอกบ้างหรือไม่?”

เฝิงเซวี่ยเทาตอบ “มีแค่ลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่ออยู่ส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่ล้วนแก่ตายกันไปหมดแล้ว คนที่เหลืออีกไม่มากก็ไม่ได้เจอกันมานานหลายปีแล้ว และข้าเองก็ไม่คิดจะไปหาพวกเขา เจ้าสำนักชุยถามเรื่องนี้ทำไม?”

ชุยตงซานผงกปลายคาง “รับลูกศิษย์แทนลูกศิษย์ คือเรื่องเล่าขานที่งดงามนะ” เฝิงเซวี่ยเทาส่ายหน้า วุ่นวายรุงรัง นี่มันอะไรกับอะไรกัน

ชุยตงซานพูดด้วยสีหน้าตื่นตะลึง “คงไม่ใช่ว่าพี่เฝิงอยากรับลูกศิษย์แทนอาจารย์หรอกกระมัง?” เฝิงเซวี่ยเทาสีหน้าแข็งค้าง เอ่ยเสียงจริงจังว่า “เจ้าสำนักชุยเลิกล้อเล่นได้แล้ว”

ชุยตงซานถูมือหัวเราะหึหึ เฝิงเซวี่ยเทาถาม “เจ้าสำนักชุยช่วยพูดให้ข้าเข้าใจอย่างกระจ่างหน่อยได้ไหม?”

ชุยตงซานปรบมือแรงๆ “ต้องแบบนี้สิ พี่เฝิงไม่ต้องคาดเดาความคิดของข้าแล้ว แค่เปิดปากถามมาตรงๆ ก็พอ”

เฝิงเซวี่ยเทากล่าว “ล้างหูรอฟังแล้ว”

ชุยตงซานพูดด้วยสีหน้าจริงจังอย่างที่หาได้ยาก “นิสัยใจคอของค่วงขุยดี นี่คือคำประเมินจากอาจารย์ของข้า เฝิงเซวี่ยเทา เจ้าก็น่าจะรู้ว่าอาจารย์ของข้ามองคน หากบอกว่านิสัยใจคอดี นั่นก็คือคำประเมินที่สูงมากๆ แล้ว เอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟังสักหน่อย เจ้าไม่มีทางได้รับคำประเมินเช่นนี้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ แน่นอนว่าเจ้ามองอาจารย์ของข้าก็น่าจะมีมุมมองที่ไม่ต่างจากนี้มากนัก

ต่อจากนี้ข้าจะต้องพาค่วงขุยไปฝึกตนอยู่ที่สำนักกระบี่ชิงผิงอย่างแน่นอน แต่สถานะของเขาควรจะจัดการกันอย่างไร ข้าย่อมมีความคิดของตัวเอง หากจำไม่ผิด พี่เฝิงมีลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่ออยู่คนหนึ่งชื่อว่าแยนอี้ มีภูเขาลูกหนึ่งอยู่ในธวัลทวีปชื่อว่าภูเขาเจี๊ยซาน ทุกวันนี้เป็นขอบเขตหยกดิบ ปณิธานสูงส่งยาวไกล แต่น่าเสียดายที่คุณความชอบทางการสู้รบไม่เพียงพอจึงไม่อาจเปิดสำนักก่อตั้งพรรคได้เสียที

นอกจากนี้เขายังมีบุตรสาวอยู่คนหนึ่งที่เป็นตัวอ่อนผู้ฝึกตน ทั้งยังเป็นผู้ฝึกกระบี่ ตอนอายุยังน้อยนางก็มีใจมุ่งใฝ่หากำแพงเมืองปราณกระบี่แล้ว แต่แยนอี้สงสารลูกสาว ตัดใจให้นางไปฝึกประสบการณ์ที่นั่นไม่ได้ แยนอิงหนีออกจากบ้านไปสองครั้งก็ล้วนถูกบิดาผู้คร่ำครึของนางพากลับมาที่ภูเขาทั้งสองครั้ง ดังนั้นหลายสิบปีมานี้ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรสาวจึงตึงเครียดอย่างมาก

รอกระทั่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ยกทั้งนครบินทะยานไปยังใต้หล้าห้าสี แยนอิงรู้ดีว่าชั่วชีวิตนี้ตนถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่อาจเป็นอย่างเซียนกระบี่สองท่านของในทวีปที่ได้ไปฆ่าปีศาจบนสนามรบอีกแล้ว นางผิดหวังอย่างมาก ความสัมพันธ์พ่อลูกก็ยิ่งตกต่ำถึงขีดสุด นางถึงกับป่าวประกาศว่าจะละทิ้งการฝึกตนบนวิถีกระบี่ แยนอี้ร้อนใจจนหัวหูแทบไหม้

หากจะถามว่าควรจะคลี่คลายปมในใจนี้อย่างไร แน่นอนว่าคนที่เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอาเอง เขาแยนอี้สามารถรับค่วงขุยเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดก่อนได้ มีความสัมพันธ์ในชั้นนี้ ข้าก็สามารถช่วยแนะนำเซียนกระบี่คนหนึ่งที่มาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ให้แยนอิงรู้จักได้ ให้นางรับเป็นอาจารย์ แต่ราคาที่ไม่ถือว่าเป็นราคาอะไรซึ่งแยนอี้จำเป็นต้องจ่าย เขากับภูเขาเจี๊ยซานจะต้องกลายมาเป็นผู้ถวายงานและภูเขาเบื้องล่างของสำนักกระบี่ชิงผิง

ราคาที่ต้องจ่ายก็คือเขาจะไม่มีโอกาสอาศัยแค่ความสามารถและความโชคดีของตัวเองไปเป็นบรรพจารย์ผู้เปิดสำนักก่อตั้งพรรคอีกแล้ว และที่บอกว่าไม่ถือเป็นราคาก็เพราะด้วยความสามารถแฝงในการฝึกตน คุณสมบัติและเครือข่ายผู้คนของแยนอี้ ปณิธานนี้ก็เป็นได้แค่ความเพ้อฝันเท่านั้น แน่นอนว่าเจอหน้ากันแล้วข้าสามารถทำให้เขาถอดใจได้อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังจะยอมรับนับถือทั้งปากและใจ

เขาแยนอี้ไม่มีชะตาที่จะได้เปิดสำนักก่อตั้งพรรค แต่ขณะเดียวกันบุตรสาวของเขากลับมีโอกาสใหญ่มากที่เมื่อเวลาผ่านไปสองพันปี นางจะได้ก่อตั้งสำนักวิถีกระบี่แห่งแรกขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของธวัลทวีป ข้ากับสำนักกระบี่ชิงผิงยินดีที่จะได้เห็นเรื่องนี้ เมื่อมีสำนักกระบี่ชิงผิงมาเข้าร่วมด้วย ถ้าอย่างนั้นอุตรกุรุทวีปที่ไม่เคยถูกกับธวัลทวีปก็จะใจกว้างเพิ่มมากขึ้นได้แล้วหรือไม่ ต้องชั่งน้ำหนักในเรื่องนี้ให้ดีแล้วหรือไม่ เรื่องนี้ทางอาจารย์ของข้าและภูเขาลั่วพั่วเห็นด้วยแล้วหรือไม่?

ท่ามกลางวันเวลาที่ไม่สั้นและไม่ยาวนี้ ในเมื่อเจ้าเฝิงเซวี่ยเทาคือผู้ถ่ายทอดมรรคาให้กับแยนอี้ก็อย่าหวังว่าจะวางตัวอยู่นอกเหนือเรื่องราวได้ ก่อนหน้านี้เจ้าและข้าพูดคุยเปิดใจกัน ข้าชุยตงซานบอกว่าตัวเองคือเจ้าสำนักเปลี่ยนผ่าน เจ้าเองก็ไม่ใช่ผู้ถวายงานเปลี่ยนผ่านของสำนักกุยหยกเหมือนกันหรอกหรือ? เจียงซ่างเจินเห็นเจ้าเป็นสหายอย่างแท้จริง เขารู้ดีว่าผู้ฝึกตนอิสระชิงมี่ที่เคยชินกับการเป็นนกกระเรียนป่าเดี่ยวกายเข้ากับขนบธรรมเนียมของสำนักกุยหยกไม่ได้ แน่นอนว่าเขาไม่ยินดีแล้วก็ไม่มีทางจะจับเจ้าผูกติดกับสำนักกุยหยกไปจนตาย”

“อาจารย์ของข้าได้ช่วยหาผู้ปกป้องมรรคาอย่างลับๆ คนหนึ่งให้กับสำนักกระบี่ชิงผิงก็คือชิงถง ถ้าอย่างนั้นศิษย์พี่เล็กของเฉาฉิงหล่างอย่างข้าก็ต้องหาผู้ปกป้องมรรคาที่พึ่งพาได้ให้กับเจ้าสำนักคนถัดไป”

“ฟังมาถึงตรงนี้ พี่เฝิงรู้สึกเหมือนสมองเปิดกว้างในทันทีทันใดแล้วใช่หรือไม่ วกวนอ้อมค้อม พูดไปพูดมา สิ่งที่ข้าหมายตาอย่างแท้จริงก็ยังคงเป็นเจ้าอย่างไรล่ะ สหายชิงมี่”

เฝิงเซวี่ยเทาเหม่อลอยไร้คำพูด คล้ายกับว่าเพิ่งจะได้รู้จักเด็กหนุ่มชุดขาวที่เอ้อระเหยลอยชายข้างกายผู้นี้เป็นครั้งแรก

ชุยตงซานยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไป “เจ้าก็น่าจะเคยได้ยินข่าวลือเล็กๆ อย่างหนึ่ง ศาลเทพอภิบาลเมืองของใต้หล้าไพศาลมีการเปิดรายชื่อฉบับหนึ่งอย่างลับๆ ใช้บันทึกถึง “คนดังที่มีบุญกุศลคุณความดีติดกาย เหมือนอย่างศิษย์พี่หญิงใหญ่ของข้าก็มีชื่ออยู่ในนั้น ด้วยเหตุนี้ยามที่นางเดินทางผ่านแคว้นต่างๆ ของไพศาล ผ่านศาลเทพอภิบาลเมืองน้อยใหญ่ก็ล้วนได้รับการปฏิบัติที่มีมารยาทมากเป็นพิเศษ

ส่วนเฝิงเซวี่ยเทานั้นยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ทว่าทางฝั่งของศาลบุ๋นกลับแตกต่างไปจากเมื่อก่อนแล้วจริงๆ เพียงแค่เพราะชิงมี่ที่เป็นผู้ฝึกตนอิสระเคยติดตามอาเหลียงมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้างอย่างไม่เสียดายชีวิต จากนั้นยังร่วมมือกับเจียงซ่างเจินช่วยปกป้องมรรคาให้กลุ่มของคนรุ่นเยาว์ซึ่งมีเฉาสือเป็นหนึ่งในนั้น จับคู่เข่นฆ่ากับผู้ฝึกตนสายแผนภูมิฟ้าของเปลี่ยวร้างที่มาพบเจอกันบนทางแคบ

ทว่าเฝิงเซวี่ยเทาไม่รู้เลยว่าควรจะนำคุณความเหนื่อยยากที่มองดูคล้ายชื่อเสียงเลื่อนลอยพวกนี้มาใช้อย่างไร แต่ข้ากลับรู้ว่าควรจะเอามันมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร อีกทั้งยังเป็นวิธีการสมเหตุสมผลที่ทำไปตามกฎระเบียบ ไม่มีความกังวลว่าจะเป็นการเชือดไก่เพื่อชิงไข่มาอย่างแน่นอน”

“อาจารย์คือบัณฑิต ข้าคือคนทำการค้า อาจารย์ระมัดระวังทั้งในเรื่องการศึกษาหาความรู้และการอบรมบ่มเพาะตัวเอง ประสงค์จะได้ทั้งคุณธรรม ความชอบธรรมและการสร้างผลงาน แต่ข้ากลับแสวงหาแค่คุณความชอบและการสร้างผลงานอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นฉวยโอกาสตอนที่ข้ายังเป็นเจ้าสำนักของสำนักกระบี่ชิงผิง เจ้าต้องถนอมเห็นค่าโอกาสที่พันปียากจะพานพบทั้งยังปรากฏแค่วูบเดียวก็จางหายนี้ไว้ให้ดี เฝิงเซวี่ยเทา ข้าได้เปิดราคาต่ำสุดออกมาให้เจ้าเห็นอย่างชัดเจนแล้ว การค้าครั้งนี้ เจ้าจะทำหรือไม่ทำ?”

“ข้านับถึงสิบ เกินเวลาก็ไม่รอแล้ว”

เฝิงเซวี่ยเทาหัวเราะสมน้ำหน้าอีกฝ่าย ของสิ่งหนึ่งมักจะกดข่มของสิ่งหนึ่งได้จริงๆ เสียด้วย

ที่แท้ตอนที่ชุยตงซานแสร้งทำเป็นว่าใช้เสียงในใจพูดคุยกับอาจารย์ เฝิงเซวี่ยเทาก็ได้ใช้เสียงในใจพูดกับเฉินผิงอันเรื่องนี้ไปจริงๆ แล้ว แต่ตัดเนื้อหาออกไป บอกแค่ว่าตนกับเจ้าสำนักชุยเจรจากันเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ปลดจากตำแหน่งผู้ถวายงานของสำนักกุยหยกก็ยินดีที่จะไปเป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อระยะยาวของสำนักกระบี่ชิงผิงทันที

แม้เฉินผิงอันจะไม่รู้ว่าชุยตงซานโน้มน้าวผู้ฝึกตนอิสระขอบเขตบินทะยานผู้นี้ได้อย่างไร แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องดีใหญ่เทียมฟ้า ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องปฏิเสธ ผลคือเพิ่งจะปล่อยดวงจิตมาที่นี่ก็ได้ยินชุยตงซานกำลังพูดความจริงที่ไม่มีปิดบังซ่อนเร้น จะเล่นงานใครจนตายนั่นพอดี

ชุยตงซานหดคอ ก่นด่าเฝิงเซวี่ยเทาไปว่า “ผู้ฝึกตนอิสระชาติสุนัข” มะเหงกหนึ่งลูกเขกจนเด็กหนุ่มชุดขาวร้องจ๊าก แล้วยังมีประโยคสั่งสอนตามมาอีก “เป็นคนครอบครัวเดียวกันแล้ว พูดจากับว่าที่ผู้ถวายงานอย่างนี้ได้อย่างไร”

เฉินผิงอันกุมหมัดยิ้มเอ่ย “วันหน้าสหายชิงมี่ก็ช่วยให้อภัยมากๆ หน่อย”

เฝิงเซวี่ยเทากุมหมัดคารวะกลับคืน “ได้เลย”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “วันหน้าไปถึงสำนักกระบี่ชิงผิงแล้วก็สามารถไปดื่มชาดื่มเหล้าที่ภูเขาลั่วพั่วบ่อยๆ ได้”

เฝิงเซวี่ยเทาได้ยินเสียงพิณก็รู้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ได้ทันใด ยิ้มเอ่ยว่า “เรื่องจะไปฟ้องคงไม่ล่ะ ข้าเชื่อใจในคัมภีร์การค้าของเจ้าสำนักชุย”

เฉินผิงอันพยักหน้า “เวลาปกติตงซานพูดจาไม่มีแก่นสาร แต่ส่วนใหญ่ทำอะไรก็มักจะเชื่อถือพึ่งพาได้เสมอ” เฝิงเซวี่ยเทาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “ยังน่าสงสัยอยู่” เฉินผิงอันหัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง “ดูท่าพี่เฝิงคงไม่เห็นตัวเองเป็นคนนอกแล้ว ดีมาก ดีมากเลย”

ไม่รู้ว่าเหตุใด เฝิงเซวี่ยเทาค้นพบว่าหลังจากที่เฉินผิงอันปรากฏตัว ชุยตงซานก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน พูดให้ถูกต้องก็คือตอนที่อาจารย์และศิษย์คู่นี้อยู่ด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่นบนโต๊ะเหล้าของเรือข้ามฟากถงอินก่อนหน้านี้ ชุยตงซานจะไม่เหลือพลังอำนาจใดๆ อยู่เลย อีกทั้งยังไม่มีความอึดอัดขัดเขินใดๆ ราวกับว่าเป็นความรู้ใจโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย เป็นไปเองโดยธรรมชาติ ไม่มีเหตุผลให้พูดถึง

เฉินผิงอันกล่าว “ตงซานนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง ทางฝั่งของสำนักกระบี่ชิงผิง ชิงหล่างเหมือนบัณฑิตที่เที่ยงแท้ยิ่งกว่าข้าที่เป็นอาจารย์เสียอีก ขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นรู้จักพลิกแพลงไปตามสถานการณ์มากกว่าข้า จิตใจมุ่งมั่นต่อการแสวงหาความรู้และถามมรรคา หวังว่าวันหน้าพี่เฝิงจะให้การดูแลให้คำแนะนำมากหน่อย ข้าขอขอบคุณไว้ล่วงหน้า ณ ที่นี้”

เฝิงเซวี่ยเทาอิ่มรับหนึ่งที “ข้าเคยได้สัมผัสกับเฉาฉิงหล่างอยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้หลายครั้ง มีความประทับใจที่ไม่เลว” สัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์ของอาจารย์และศิษย์ระหว่างเฉินผิงอันกับชุยตงซานและเฉาฉิงหล่าง เฝิงเซวี่ยเทาก็ให้รู้สึกสะทกสะท้อนใจ

ตนควรจะไปที่ธวัลทวีปสักรอบ เพื่อไปพบแยนอี้ผู้เป็นลูกศิษย์ที่ขอแค่ตนไม่ไปพบเขา เขาก็ไม่กล้ามาหาตนดีหรือไม่นะ? ในบรรดาลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อมากมาย แต่ละคนมีคุณสมบัติต่างกันไป นิสัยใจคอก็ไม่เหมือนกัน มีคนที่เอาชื่อเสียงของตนไปอวดอ้างเป็นลูกแกะที่ห่มหนังเสือ มีคนที่ยิ่งเดินยิ่งห่างไกลกลายเป็นคนแปลกหน้า ในเมื่อเจ้าเฝิงเซวี่ยเทาไม่เห็นความสำคัญของพวกเรา พวกเราก็ไม่สนใจแล้วว่าจะได้รับการบันทึกชื่อหรือไม่ได้รับการบันทึกชื่อ

แต่ก็มีคนประหลาดอย่างแยนอี้ที่คิดแต่อยากจะฝึกตนให้ดี เปิดภูเขาก่อตั้งพรรค เพื่อที่สักวันหนึ่งจะได้พิสูจน์ให้อาจารย์เห็นว่าตนมีคุณสมบัติมากพอจะเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอด ดูเหมือนจะได้ยินมาว่าแยนอี้เคยคิดที่จะเชิญเซี่ยซงฮวาให้ไปเป็นอาจารย์สอนเวทกระบี่ให้กับแยนอิง พอคิดถึงเรื่องนี้ เฝิงเซวี่ยเทาก็ถามว่า “ทำไมเซี่ยซงฮวาถึงไม่มารับตำแหน่งผู้ถวายงานของสำนักกระบี่ชิงผิง?”

ชุยตงซานหัวเราะหึหึ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!