เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1133

บทที่ 1133.2 สามคูณสามได้เท่าไร
เฉินผิงอันกล่าวอย่างอ่อนใจ “คงเป็นเพราะเซียนกระบี่เชี่ยชอบความอิสระ ไม่ชอบถูกผูกติดอยู่กับสำนักกระมัง การที่นางยินดีเป็นผู้ถวายงานของตระกูลหลิวธวัลทวีปก็น่าจะเป็นเพราะเห็นแก่มิตรภาพของคนร่วมบ้านเกิด” ชุยตงซานยังคงหัวเราะหึหึหึอยู่กับตัวเอง ผลคือโดนมะเหงกไปเน้นๆ อีกหนึ่งที

เฝิงเซวี่ยเทาเหมือนตกอยู่ในดงเมฆหมอก แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้หาสาเหตุ ที่แท้เฉินผิงอันก็กลัวเซี่ยซงฮวาจริงๆ หวาดกลัวทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เซียนกระบี่หญิงจากธวัลทวีปผู้นี้ไม่ใช่แค่พูดจาไร้ยาเกรงอย่างปกติทั่วไปเท่านั้น ยามดื่มเหล้าขึ้นมา คำพูดสัปดนที่ออกจากปากนางก็เรียกได้ว่าผู้เชี่ยวชาญโดยแท้

“เหล่าเหนียงหาคนรักที่ถูกใจไม่ได้จริงๆ อันที่จริงเฉินอิ่นกวานก็พอใช้ได้ วางใจเถอะข้าไม่ต้องการฐานะอะไรหรอก เลี้ยงดูข้าเป็นบ้านเล็กก็พอ เจ้าอย่าได้เห็นว่าซ่งพิ่นเย็นชาต่อหน้าผู้คน วางมาดไว้สูงส่ง อันที่จริงเวลาพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ถ้อยคำที่ใช้เหมือนเสือเหมือนหมาป่า ขนาดข้าก็ยังรับไม่ไหว จุ๊ๆๆ…”

ต่อให้เฉินผิงอันจะใจกล้าแค่ไหน แต่ไหนเลยจะกล้า….ชักนำหมาป่าเข้าบ้าน?

ชุยตงซานหัวเราะร่วนถามว่า “ทำไมฮ่องเต้ของแคว้นอวิ๋นเหยียนผู้นั้นถึงมาอยู่ในตรอกล่ะ นำพาพวกลูกพี่ใหญ่ในราชสำนักที่มีอำนาจสูงกลุ่มใหญ่มาเป็นหุ่นไม้ด้วยกันหรือ?”

เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ในตรอกเย็นสบายกว่าในร้านไม่ได้หรือไร?” ชุยตงซานพยักหน้ารัวๆ เป็นไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก “ดีๆๆ ได้ๆๆ” เฝิงเซวี่ยเทาเพียงยิ้มรับ

เฉินผิงอันเก็บดวงจิตกลับไปที่ร้านเล็กข้างทาง ดื่มเหล้ากินหม้อไฟกับพวกฟ่านถงและเซี่ยซานเหนียงต่อ โต๊ะข้างๆ ลุกขึ้นคิดเงินเดินออกไปจากร้านแล้ว ผลคือสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าสถานการณ์ในตรอกด้านนอกไม่ปกติ

ตรอกที่ไม่กว้างขวาง สามารถแบ่ง “ภูเขาลูกเล็ก” ได้คร่าวๆ สามลูก ด้านหน้าสุดคือบุรุษวัยกลางคนลักษณะเหมือนคนกินดีอยู่ดี ตรงเอวห้อยหยกพกลายมังกร ข้างกายมีผู้เฒ่าที่มีบารมีอำนาจยืนอยู่ด้วยสองคน คนหนึ่งใบหน้าขาวไร้หนวด สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ ก้มหัวค้อมเอวตามความเคยชิน อีกคนหนึ่งสวมกวานสูงหน้าตาเหมือนคนโบราณ ทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคา สายตาเฉียบคมดุดัน

ถัดมาก็คือบุรุษเจ็ดแปดคนที่กลิ่นอายขุนนางเข้มข้น อายุแตกต่างกันไป พวกเขาล้วนสวมชุดไปรเวท ขยับไปด้านหลังอีกตรงที่ใกล้กับหัวเลี้ยวของตรอกเล็กล้วนเป็นบุรุษฉกรรจ์ร่างกายแข็งแรงกำยำพกดาบของทางราชสำนัก ภายใต้แสงจันทร์ในชายแขนเสื้อของคนหนึ่งในนั้นเผยให้เห็นแสงแวววับของเสื้อเกราะตัวในที่โผล่ออกมา

กลุ่มคนที่ออกมาจากร้านเห็นเหตุการณ์นี้เข้าก็ได้แต่หมุนตัวเดินออกจากตรอกไปอีกทาง ฝีเท้าไม่เร็วนัก พวกเขายังไม่ทันออกจากตรอก ในกลุ่มก็มีสตรีคนหนึ่งที่ตื่นเต้นสุดขีด เอ่ยเสียงสั่นว่า “ข้าจำนายท่านกั๋วกงสองคนที่อยู่ในตรอกนั้นได้” สตรีอีกคนก็มีสีหน้าสดใส กดเสียงต่ำเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าจะยังมีใต้เท้าเจ้ากรมพิธีการด้วย”

ส่วนผู้ฝึกตนทั้งหลายกลับใช้เสียงในใจพูดคุยกัน “คนที่ยืนข้างบุรุษวัยกลางคนเหมือนจะเป็นราชครูคนใหม่ของแคว้นอวิ๋นเหยียน นี่ก็แสดงว่าฮ่องเต้เสด็จมาเยือนที่แห่งนี้ด้วยตัวเองเลยหรือ? คงไม่ใช่ว่ามารอคนหรอกนะ? หากเป็นเช่นนี้จริงก็น่าแปลกนัก ทุกวันนี้มีใครที่หน้าตาใหญ่โตได้ขนาดนี้?”

“หรือจะเป็นเจ้าสำนักเหวยอิ๋งแห่งสำนักกุยหยก?”
“เซียนกระบี่ใหญ่เหวยจะมีเวลาว่างมานั่งกินหม้อไฟในร้านเดียวกับพวกเราเลยหรือ?”
“หรือจะเป็นเจ้าสำนักชุยแห่งสำนักกระบี่ชิงผิง? ไม่ถูกสิ ได้ยินว่าเจ้าสำนักท่านนั้นมีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่มเพราะมีศาสตร์คงความเยาว์ ชอบสวมชุดสีขาวไม่ใช่หรือ”

สรุปก็คือพวกเขาคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ ในร้าน เฉินผิงอันถามเหมือนไม่ใส่ใจ “ฟ่านถง พวกเจ้าอยากจะทำงานอยู่ล่างภูเขา ยกตัวอย่างเช่นหางานที่เป็นชามข้าวเหล็กสักงานในที่ว่าการของแคว้นเล็กสักแห่ง หรือว่าขึ้นไปบนภูเขา ไปหาพรรคตระกูลเซียนที่เหมาะสำหรับการฝึกตน”

ฟ่านถงตอบอย่างผึ่งผาย “จะต้องเลือกทำไม ได้ทั้งหมดนั่นแหละ ปัญหาคือใครจะยอมรับพวกเรากันล่ะ เฉินเซียนซือ ท่านว่าถูกหรือไม่?”

เซี่ยซานเหนียงคิดแล้วก็เอ่ยว่า “เฉินเซียนซือ บอกจากใจเลยนะ พวกเรายังอยากจะไปตามหาโชควาสนาตระกูลเซียนบนภูเขามากกว่า”

เฉินผิงอันพยักหน้า “เข้าใจแล้ว” ลุกขึ้นยืนแล้ว เฉินผิงอันก็กุมหมัดอำลา ยิ้มเอ่ยว่า “กินดื่มอิ่มหนำ ภูเขาสูงสายน้ำไหลยาว มีโอกาสไว้พบกันใหม่”

เฉินผิงอันยื่นมือมากดลงบนความว่างเปล่าบอกเป็นนัยแก่พวกเขาว่าไม่ต้องลุกขึ้นส่ง “สนิทกันขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว”

ฟ่านถงนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ กำลังจะเปิดปากถาม เตือนเฉินเซียนซือว่าอย่าลืมควักเงินจ่าย บอกไว้แล้วว่าพวกเราเชิญแขก ท่านเป็นคนจ่ายเงิน แต่กลับถูกสตรีใช้เท้าเหยียบบนหลังเท้า แล้วยังถลึงตาใส่อย่างดุดัน ชายฉกรรจ์มึนงงอยู่บ้าง เฉินเซียนซือไม่ได้ขาดเงินเล็กน้อยแค่นี้สักหน่อย ครั้งนี้เขาเป็นคนเลี้ยง คราวหน้าพวกเราก็ค่อยเลี้ยงกลับไปไงล่ะ เฉินเซียนซือก็พูดเองนี่นาว่าคนกันเองไม่ต้องมัวเกรงใจกันไปมา

ในตรอกเล็กที่เงียบสงัด สตรีในท้องถิ่นของเมืองหลวงคนหนึ่งที่เดินรั้งท้ายขบวนเหมือนถูกผีดลใจถึงได้หันกลับไปมองในตรอก นางอยู่ในวังวนสังคมโลกีย์มานานหลายปี ทัศนียภาพแบบใดความร่ำรวยสูงศักดิ์แบบใดบ้างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่นางก็ยังได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่ทำให้นางยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต เป็นภาพที่นางรู้สึกเหลือเชื่ออย่างยิ่ง

จำได้ว่าก่อนหน้านี้เนื่องจากนั่งอยู่โต๊ะติดกัน นางกับบุรุษโต๊ะข้างๆ ที่มานั่งเป็นคนสุดท้ายนั่งหันหลังชนกันพอดี มีครั้งหนึ่งนางดื่มสุราคารวะเซียนซือทั้งหลายพวกนั้นแล้วรู้สึกว่าที่นั่งคับแคบจึงอยากจะเตือนคนข้างหลังว่าช่วยขยับไปอีกด้านของโต๊ะได้หรือไม่ เพียงแต่รอกระทั่งนางดื่มสุราคารวะเสร็จแล้วหันกลับไป กลับสังเกตเห็นว่าบุรุษผู้นั้นเป็นฝ่ายย้ายไปนั่งที่ม้านั่งยาวอีกตัวก่อนแล้ว

ทว่าเมื่อบุรุษชุดเขียวลักษณะยากจนเดินออกมาจากร้านแห่งนั้น บุรุษวัยกลางคนที่อยู่ในตรอกกลับคารวะเขา ขณะเดียวกันคนอื่นๆ ที่เหลือทุกคนบ้างก็ก้มศีรษะลง บ้างก็ก้มหัวค้อมเอวต่ำ ยังได้ยินเสียงเสื้อเกราะเหล็กกระทบกันดังมาแว่วๆ

…….

จ้าวเถี่ยเยี่ยนผู้คุมกฎของพรรคตันจิ่งคือผู้หลอมลมปราณขอบเขตถ้ำสถิต อายุขัยการฝึกตนร้อยกว่าปี ชายฉกรรจ์มีร่างเล็กเตี้ย ทว่าสายตากลับฉายประกายเจิดจ้า เขาสวมชุดผ้าป่านรองเท้าสาน ตรงเอวเหน็บท่อนเหล็กที่แกะสลักเป็นอักขระยันต์ของกองสายฟ้าเอาไว้

กลุ่มผู้ฝึกตนของจ้าวเถี่ยเยี่ยนมาถึงเมืองหลวงแคว้นอวิ่นเหยียนก็เหมือนปลาน้อยในลำธารที่ว่ายเข้ามาในสระมังกร ไม่ได้ก่อให้เกิดคลื่นลมใดๆ ไม่เหมือนตอนอยู่ในอาณาเขตของแคว้นเล็กห่างไกลที่ยังพอจะถูกเรียกขานว่าเทพเซียนได้บ้าง จ้าวเถี่ยเยี่ยนมีกิจการของทางสำนักแห่งหนึ่งอยู่ที่นี่ คือร้านขายของจิปาถะที่มาเปิดไว้ที่ท่าเรืออวี๋หลิน ต้องเดินวกวนอ้อมค้อมหลายตลบกว่าจะหาเจอ ต้องถามทางจากคนอื่น หากจะถามว่าการค้าเป็นอย่างไร ก็น่าจะยังสู้ร้านขายอาหารมื้อดึกที่ขายปลาย่างซึ่งอยู่ติดกันนั้นไม่ได้

จ้าวเถี่ยเยี่ยนเห็นศิษย์น้องชางร่วมสำนักขมวดคิ้วมุ่นไม่คลายก็ได้แต่เอ่ยปลอบใจไปว่าการค้าบนภูเขาก็เป็นแบบนี้แหละ สามปีไม่มีรายได้ แต่พอมีรายได้ก็กินได้นานถึงสามปี ผู้หลอมลมปราณอีกสองกลุ่มที่เหลือซึ่งเดินทางมาด้วยกัน เดิมพวกเขาคิดว่าจะได้พึ่งบารมี อย่างน้อยก็มีที่พักดีๆ ในเมืองหลวง คิดไม่ถึงว่าจะยังต้องไปหาโรงเตี๊ยมพักกันเอาเอง อันที่จริงทั้งสองฝ่ายต่างก็กระอักกระอ่วน แต่กลับต้องแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้สึกอะไร นั่นยิ่งชวนให้กระอักกระอ่วนมากกว่าเดิม

เวลาห่างไปนานหลายปี ศิษย์พี่ศิษย์น้องได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง ซางจั๋วพูดระบายความทุกข์อยู่บนโต๊ะสุราตลอด ที่แท้ทุกวันนี้พวกขุนนางผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวง อย่าว่าแต่เชื้อพระวงศ์หรือองคมนตรีที่สายตาสูงอย่างมากเลย แม้กระทั่งขุนนางตัวเล็กๆ ก็ยังก้าวข้ามธรณีประตูไปไม่ได้ง่ายๆ พวกเขาไม่เห็นผู้ฝึกตนห้าขอบเขตล่างอยู่ในสายตา

ซางจั่วอยากกลับสำนักแล้ว อยากไปหลบอยู่ในภูเขา จ้าวเถี่ยเยี่ยนเห็นอย่างนี้ก็จนใจเหมือนกัน ในใจแอบตัดสินใจแล้วว่าหากไม่ได้จริงๆ ตนจะอยู่ที่นี่เอง ให้ศิษย์น้องชางพาลูกศิษย์คนใหม่ที่รับมากลับพรรคไปด้วยกัน

วิถีทางโลกในทุกวันนี้ เซียนซือบนภูเขายังไม่ร่ำรวย แล้วแคว้นต่างๆ ล่างภูเขาจะใช้เงินมือเติบกันไปได้อย่างไร ล้วนต้องใช้ชีวิตแบบรัดเข็มขัดกันอย่างแน่นหนา พวกผู้เยาว์ที่ลงจากภูเขาตามมาหาประสบการณ์ด้วยในครั้งนี้ พวกเขามาฝึกตนกันช้า ประสบการณ์ยังตื้นเขิน จึงไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก รู้สึกเพียงว่าออกมาฝึกตนข้างนอกก็ควรต้องนอนกลางดินกินกลางทรายบ่อยๆ ต้องเจอกับความยากลำบากมากหน่อย

จ้าวเถี่ยเยี่ยนที่เป็นผู้คุมกฎกลับเป็นคนที่เคยเสวยสุขมาก่อน จำได้ว่าตอนเป็นหนุ่มครั้งแรกที่ติดตามผู้อาวุโสในสำนักลงจากภูเขาไปหาประสบการณ์ ผู้อาวุโสบอกกับพวกเขาว่าตามสบายได้เลย กฎข้อห้ามในภูเขา อันที่จริงไม่จำเป็นต้องเคารพอย่างเคร่งครัด แค่ต้องจำไว้ว่ากลับภูเขาไปแล้วห้ามเอาไปพูดส่งเดช หลีกเลี่ยงไม่ให้สายของผู้คุมกฎได้ยินเข้าแล้วฉวยโอกาสนี้ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

ซางจั้วมีสีหน้าซับซ้อน พึมพำว่า “ศิษย์พี่จ้าว เดิมทีก็ฝึกตนอยู่ในภูเขาดีๆ ไฉนถึงกลายมาเป็นการทำการค้าเสียแล้วเล่า” ดื่มเหล้าลูกเดือยที่รสชาติจืดจางเหมือนน้ำไปถ้วยหนึ่ง ชางจั๋วก็ขยับคอเสื้อ สะบัดชายแขนเสื้อ เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “ทั่วร่างมีแต่กลิ่นสาบเหรียญทองแดง ล้างอย่างไรก็ล้างไม่ออก”

จ้าวเถี่ยเยี่ยนยิ้มเอ่ย “ครั้งนี้ข้าลงจากภูเขาก็เป็นศิษย์พี่เจ้าประมุขที่ให้ข้ามาอยู่แทนเจ้า” ซางจั้วมองศิษย์พี่ผู้คุมกฎแล้วโบกมือ “อย่าคิดจะใช้ข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นพวกนี้มาหลอกข้าเลย มีผู้คุมกฎของพรรคไหนจะมาเปิดร้านหาเงินอยู่ในตลาดกันเล่า ที่ข้าระบายความทุกข์ให้ท่านฟังก็ไม่ใช่ว่าอยากจะหลบไปหาความสงบหรอกนะ มีชีวิตอย่างน่าอึดอัดก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ท่านจะไม่ให้ข้าระบายเลยก็คงไม่ได้กระมัง?”

จ้าวเถี่ยเยี่ยนยิ่งสงสารอีกฝ่าย แต่ก็ยังยิ้มเอ่ยว่า “วันหน้าจะต้องดีขึ้นแน่นอน รอให้ศิษย์พี่เจ้าประมุขกลายเป็นเซียนดินโอสถทองเมื่อไหร่ พรรคของพวกเราก็ถือว่ามีที่หยัดยืนอยู่บนภูเขาของไป่ถงทวีปอย่างแท้จริงแล้ว” ซางจั้วเอาแต่กระดกเหล้าดื่มอยู่ตลอด เขาพูดด้วยสีหน้าขมขื่นว่า “ก่อนหน้านี้ไม่นานได้เจอกับต้นกล้าที่ดีต้นหนึ่ง คุณสมบัตินั้นดีจริงๆ ข้ารู้สึกว่าไม่แย่กว่าศิษย์พี่เจ้าประมุขเลย น่าเสียดายที่แย่งชิงมาไม่ได้ ถูกบ้านอื่นชิงตัวไปแล้ว ข้าผู้อาวุโสขี้ขลาด แม้แต่ผายลมก็ยังไม่กล้าปล่อยออกไป”

จ้าวเถี่ยเยี่ยนไม่รู้จะพูดอย่างไร ลังเลอยู่ชั่วขณะก็ถามว่า “ยังอยู่ที่เมืองหลวงหรือ? ยังพอมีพื้นที่เหลือให้พูดคุยกันหรือไม่?” ซางจั้วส่ายหน้า “คนที่มาชิงตัวไปคือก่อกำเนิดอายุน้อย อันที่จริงอีกฝ่ายก็ถือว่ามีคุณธรรม ค่อนข้างเกรงใจกันแล้ว อีกอย่างเด็กคนนั้นก็กราบอาจารย์อย่างเป็นทางการไปแล้ว เขายังมาขออภัยข้าด้วยตัวเอง แล้วยังนำความของอาจารย์เขามาบอกด้วยว่าวันหน้าหากมีโอกาสจะต้องชดใช้โชควาสนาส่วนหนึ่งคืนให้กับพรรคตันจิ่งแน่นอน”

จ้าวเถี่ยเยี่ยนถอนหายใจ ในบรรดาของบรรพจารย์แต่ละรุ่น คนที่ขอบเขตสูงที่สุดก็คือก่อกำเนิด เพียงแต่ว่าคราวก่อนไป่ถงทวีปเจอกับหายนะครั้งใหญ่ คนทั้งพรรคต่างก็นำพาป้ายวิญญาณย้ายไปอยู่ที่ใต้หล้าห้าสี พวกจ้าวเถี่ยเยี่ยนไม่ยินดีจะจากไป เป็นฝ่ายขออยู่ต่อนอกจากศิษย์พี่เจ้าประมุขและศิษย์พี่หญิงที่ดูแลเงินทองในทุกวันนี้แล้ว อันที่จริงพวกจ้าวเถี่ยเยี่ยนและซางจั้ว ปีนั้นไม่ได้มีสถานะเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของศาลบรรพจารย์ด้วยซ้ำ ได้ยินว่าอีกแปดสิบปีให้หลัง ใต้หล้าห้าสีจะเปิดประตูครั้งหนึ่ง ไม่รู้ว่าถึงเวลานั้นจะเป็นภาพบรรยากาศแบบใด

จ้าวเถี่ยเยี่ยนกล่าว “ก่อนจะลงจากภูเขา ศิษย์พี่เจ้าประมุขได้เรียกศิษย์พี่หญิงหวงกับข้าให้ไปหา เขาตัดสินใจได้แล้ว แล้วก็ให้นำความมาบอกเจ้า อยากฟังความเห็นของเจ้าด้วย” ซางจั้วคีบถั่วลิสงโรยเกลือเมล็ดหนึ่งขึ้นมาเคี้ยวอย่างละเอียด สีหน้าเศร้าสร้อย แต่น้ำเสียงกลับเด็ดเดี่ยว “ไม่ว่าพวกท่านปรึกษากันได้คำตอบว่าอะไร เอาเป็นว่าข้าคิดไว้เรียบร้อยนานแล้ว ต่อให้อีกแปดสิบปีให้หลังพวกเขาจะกลับมาที่ไป่ถงทวีป ข้าก็ไม่นับพวกเขาเป็นบรรพจารย์แล้ว หากพวกท่านสามคนอยากจะนับบรรพบุรุษกลับเข้าสำนักก็ช่วยตัดชื่อข้าออกจากทำเนียบของพรรคตันจิ่งด้วย ข้าคงไม่กลับภูเขาไปให้คนดูแคลนแล้ว ถึงอย่างไรไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้าก็ไม่ได้ต่างอะไร เมื่อก่อนเป็นเช่นนี้ วันหน้าก็ยิ่งเป็นเช่นนี้”

จ้าวเถี่ยเยี่ยนยิ้มเอ่ย “เจ้าคิดมากไปแล้ว พวกเราก็มีความคิดเห็นเหมือนกับเจ้านั่นแหละ”

อาศัยช่วงเวลาที่ดื่มเหล้าดับทุกข์พูดคุยความในใจกัน ลูกศิษย์ของซางจั่วมารายงานข่าวที่เรือนด้านหลังบอกว่าในร้านมีผู้หลอมลมปราณคนหนึ่งที่เดินทางออกจากพรรคมาหาเส้นทางทำเงินได้ยื่นเทียบขอพบ อีกฝ่ายบอกว่าตัวเองมีพรรคเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่องการสร้างกลไกและวิถีการค้า อยากดูว่าจะมีโอกาสได้ร่วมมือกับพรรคของท่านหรือไม่ จ้าวเถี่ยเยี่ยนเปิดกล่องเทียบเชิญ อ่านเนื้อหาบนเทียบเชิญแล้วก็ยื่นส่งให้ศิษย์น้อง สุดท้ายจ้าวเถี่ยเยี่ยนและซางจั้วได้แต่หันมามองหน้ากัน มึนงงไปอย่างสิ้นเชิง

“คิดจะข่มขู่รีดไถเงินก็ไม่รู้จักไปหลอกพรรคที่มีกำลังทรัพย์มั่งคั่งเลยหรือ?” ซางจั้วกำชับลูกศิษย์ “พูดคุยกับเขาให้ดีๆ แค่ไล่อีกฝ่ายไปก็พอ อย่าให้เกิดความขัดแย้งกัน”

คิดไม่ถึงว่าแขกไม่ได้รับเชิญผู้นั้นจะเดินจากในร้านมาที่เรือนด้านหลังด้วยตัวเองแล้ว ใบหน้าของเขาเกลื่อนยิ้ม ยกมือโบกทักทาย “ผู้คุมกฎจ้าว พี่ซาง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!” เพราะอีกฝ่ายกระตือรือร้นเกินไป จ้าวเถี่ยเยี่ยนจึงหันไปมองซางจั้ว ซางจั้วเองก็หันมามองจ้าวเถี่ยเยี่ยน ต่างก็นึกว่าสหายของอีกฝ่ายมาเยี่ยมเยือน

เด็กหนุ่มชุดขาวคล้ายจะไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย สีหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ยืนอยู่กลางลานกว้าง พูดอยู่กับตัวเองว่า “เล่าลือกันว่าในภูเขาของพรรคตันจิ่งมีสระน้ำอยู่ยี่สิบสี่สระ ตั้งชื่อตามช่วงอากาศ ช่างเป็นสถานที่ที่ดีภูเขาเขียวน้ำใสเหมาะแก่การฝึกตน ทั้งสบายตาสบายใจจริงๆ ตามความเห็นของข้าน้อยแล้ว หากไม่มีบุคคลยิ่งใหญ่เทียมฟ้าที่เป็นห้าขอบเขตบนก็ช่างไร้เหตุผลจริงๆ”

เด็กหนุ่มเอ่ยต่ออีกว่า “ข้ายังได้ยินมาด้วยว่าบรรพบุรุษบุกเบิกภูเขาของพวกเจ้าเป็นหมอที่เดินทางพเนจรไปทั่ว ขายยาสมุนไพรอยู่ตามเมืองกลางภูเขา บังเอิญเจอกับคนมหัศจรรย์ เนื่องจากมีน้ำใจมีเมตตาจึงได้รับโชควาสนาเซียน จากนั้นก็ได้เดินขึ้นไปบนเส้นทางของการฝึกตน ภายหลังก็เจอกับเหตุการณ์อัศจรรย์มากมายติดต่อกัน แล้วเขาก็สมควรได้รับมันจริงๆ กระทั่งควันธูปสายของพรรคตันจิ่งสืบทอดมาจนถึงมือเจ้าประมุขคนปัจจุบันควรพูดอย่างไรแล้วนะ ทุกบ้านล้วนมีคัมภีร์ที่อ่านยากใช่ไหม?”

บทที่ 1133.3 สามคูณสามได้เท่าไร
ตรงหน้าประตูมีบุรุษคนหนึ่งยืนกอดอกอยู่ ฟังมาถึงตรงนี้ก็ร้องเฮอะออกมาหนึ่งที ซางจั้วสีหน้าไม่สบอารมณ์ “มีเรื่องอะไรก็ว่ามา”

เด็กหนุ่มกล่าว “ข้าน่ะ ก็เป็นผู้ฝึกตนทำเนียบจริงแท้แน่นอนที่มีภูเขาของตัวเอง แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นพรรคที่ก่อตั้งมาใหม่ รากฐานไม่มากพอ ก็เลยได้แต่ออกไปหาเงินข้างนอกด้วยตัวเอง นอกจากข้าที่เป็นยอดฝีมือในการก่อสร้างแล้ว ก็ยังมีผู้ฝึกตนสำนักกสิกรรม สำนักโอสถอยู่อีกหลายคน สร้างและจัดการดูแลสวน ปลูกพืชพรรณไม้ดอกไม้ประดับหายาก ปลูกต้นไม้โบราณของตระกูลเซียน คัดเลือกและเคลื่อนย้ายหินฮวงจุ้ย เอามาแกะสลักทำนกกระเรียนเขียว กวางขาว ปลาบินในเมฆอะไรล้วนไม่ยาก สามารถทำให้พรรคบนภูเขาแห่งหนึ่งเปลี่ยนมามีมาดแห่งตระกูลเซียนได้มากยิ่งกว่าเดิม

ชิงมี่? ผู้ถวายงานคนใหม่ของสำนักกุยหยก ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานแห่งธวัลทวีปคนนั้น? ซางจั้วตวาดเดือดดาล “ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าผู้อาวุโสให้หมด!”

ชุยตงซานยกนิ้วโป้ง “นับถือที่พวกเจ้าเป็นลูกผู้ชาย ข้าก็จะไม่ถือสาอะไรพวกเจ้าแล้ว พวกเราจะเริ่มดื่มเหล้ากันเมื่อไหร่ดีล่ะ” ขุยตงซานหันไปถาม “สหายชิงมี่ ดูเหมือนจะเจรจาไม่สำเร็จแล้ว ทำอย่างไรดี?”

เฝิงเซวี่ยเทายิ้มเอ่ย “ข้ายังไงก็ได้ อยู่ต่อดื่มเหล้าก็ได้ ไสหัวไปก็ได้เหมือนกัน”

ชุยตงซานกุมหมัดเขย่าแรงๆ สองสามที “ไว้พบกันใหม่คราวหน้า หากเจอเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ เดินชนกำแพงสี่ทิศ พบเจอแต่ทางตัน ก็สามารถไปหาคนที่เรือข้ามฟากถงอินของท่าเรืออวี๋หลินได้ บอกไปว่าพวกเจ้าได้เจอกับเซี่ยอันดับรองมาก่อนแล้ว หรือไม่ก็บอกไปตรงๆ ว่ามาหาเฝิงเซวี่ยเทาที่อยู่ข้างกายข้าผู้นี้”

จ้าวเถี่ยเยี่ยนยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นข้ากับศิษย์น้องคงไม่ส่งแขกแล้ว” ซางจั้วเอ่ยว่า “ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไร ข้าก็อยากพูดเรื่องหนึ่งกับพวกเจ้าให้ชัดเจน พรรคตันจิ่งของพวกเราก็มีผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่จิตแห่งมรรคาบริสุทธิ์อยู่หลายคนเหมือนกัน”

ชุยตงซานพยักหน้า “แน่นอนอยู่แล้ว หาไม่แล้วก็ไม่มีทางมีคนอย่างพวกเจ้าได้ ทำให้ข้าพูดมากขนาดนี้ได้ ทำเอาเหล้าที่ข้าดื่มเข้าไปล้วนเสียเปล่า กระหายน้าแล้ว จะไม่ดื่มเหล้ากันสักหน่อยจริงๆ หรือ?” เฝิงเซวี่ยเทาทนฟังต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงหมุนตัวเดินจากไปก่อน

ออกจากร้านไปแล้ว ชุยตงซานเอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี “สหายชิงมี่ ท่องพเนจรไปสี่ทิศ เดินเท้าไกลหมื่นลี้ บุคคลเรื่องราวและทัศนียภาพ พวกเราไม่อาจเอาแต่เดินๆ ดูๆ ไปเท่านั้นนะ ต่างก็พูดกันว่าร่างกายมนุษย์ก็คือฟ้าดินเล็กแห่งหนึ่ง ผู้ฝึกตนอิสระอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีอะไรให้ต้องห่วง แล้วจะไม่ดูแคลนตัวเองได้จริงหรือ?”

“จะได้พบเซียนหรือไม่ จะเสียสมาธิหรือไม่ เคยเห็นเมฆและควันลอยผ่านตา หรือเคยเป็นเสาหินกลางกระแสน้ำ มีที่ใดบ้างที่ไม่ใช่ด่านทางใจ อยู่บนชายหาดแห่งนั้นชวนให้คนบื้อใบ้ไร้คำพูด จิตใจที่ไม่นิ่งดั่งวานรดั่งม้าพยศ ผู้ที่ฝึกบำเพ็ญตนเดินขึ้นเขาอย่างเรา เดินหันหน้าเข้าผนัง แล้วจะจัดการกับตัวเองอย่างไร?”

“ข้ารู้ว่าจิตแห่งมรรคาของเจ้าแข็งแกร่งมากพอ คำพูดพวกนี้ย่อมฟังไม่เข้าหู แต่ในฐานะสหายที่ตัดหัวไก่เผากระดาษเหลืองสาบานตนมาด้วยกัน ข้าก็ยังต้องพูด พี่เฝิง ซาบซึ้งใจใช่หรือไม่? จู่ๆ ก็รู้สึกว่าข้าเป็นคนดีมากเลยใช่ไหม?” เฝิงเซวี่ยเทาพูดหน้าเคร่ง “ไสหัวไป”

ชุยตงซานเดินจากไปเพียงลำพังจริงๆ “ได้เลย รับคำสั่ง! ข้ามีลาน้อยอยู่ตัวหนึ่ง แต่ไม่เคยขี่มัน ฮี่กับๆๆ”

……

ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่ไม่ว่ากับใครก็เหมือนเป็นต่างถิ่นต่างแดน ลู่เฉินได้เจอกับเจิ้งจวีจง “ไยต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย?” เจิ้งจวีจงกล่าวอย่างเฉยเมย “เจ้าลัทธิลู่ ท่านรู้สึกว่าข้าต้องใช้คำพูดข่มขู่ให้ใครกลัวไหม?” ลู่เฉินแกล้งโง่ “หา? อาจารย์เจิ้งพูดว่าอะไรนะ?” เจิ้งจวีจงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

จะแลกเปลี่ยนตัวประกันกับใต้หล้ามืดสลัว ส่วนพวกเจ้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็นเรื่องของป่ายอวี้จิงพวกเจ้าแล้ว ลู่เฉินพลันเบิกตากลมโต ยื่นนิ้วชี้มาที่ใบหน้าของตัวเอง “อาจารย์เจิ้ง ท่านมองสีหน้าและแววตาของผินเต้าสิ จริงใจหรือไม่ เชื่อหรือไม่?” ลู่เฉินตีอกชกตัว “เอ่ยประโยคที่ไม่เกินจริงสักคำ ผินเต้ายังเชื่อมากกว่าท่านอีก”

เจิ้งจวีจงเพียงแค่เงียบงัน หมากกระดานหนึ่งที่นัดหมายกันไว้เรียบร้อยแล้ว กระดานหมากก็คือใต้หล้ามืดสลัวทั้งแห่ง สองฝ่ายที่ประลองกัน ต่างฝ่ายต่างก็มีข้อได้เปรียบ ความได้เปรียบของเจิ้งจวีจงก็คือเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ก่อน ข้อได้เปรียบของเจ้าลัทธิใหญ่โค่วหมิงก็คือป่ายอวี้จิง ลู่เฉินเอ่ยด้วยสีหน้าหม่นเศร้า “ต่างคนต่างฝึกตนไปไม่ดีหรอกหรือ?”

“ไยต้องเป็นฝ่ายพาตัวเข้ามาอยู่ในสถานการณ์ กลายเป็นไม้กวนอาจมอันนั้น เฮ้อ จะพูดแบบนี้ก็ไม่ได้ ใต้หล้ามืดสลัวไม่ใช่หลุมอาจมเสียหน่อย อาจารย์เจิ้งก็ยิ่งไม่ใช่ไม้กวนอาจม” ลู่เฉินพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “เจิ้งจวีจงกับใต้หล้ามืดสลัว แน่นอนว่าต่างก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้”

ในที่สุดเจิ้งจวีจงก็เปิดปากพูด “จำได้ว่าในยุคโบราณ สำหรับนักเดินทางและผู้ฝึกบำเพ็ญตนแล้ว สถานที่ที่คนคนหนึ่งถือกำเนิดเรียกว่าแคว้นบ้านเกิด แคว้นที่พักอาศัยและแคว้นที่ให้การรับใช้ มีชื่อว่าบ้านเมือง และแคว้นที่เป็นภูมิสำเนาก็เรียกว่าแคว้นมาตุภูมิ” ลู่เฉินถาม “ท่านมีใจลำเอียง กำลังช่วยใครอยู่หรือไม่? หรือมีข้อตกลงอย่างลับๆ กับใครบางคนมานานแล้ว จึงจำเป็นต้องทำเช่นนี้?” เจิ้งจวีจงส่ายหน้า “ล้วนไม่ใช่”

ลู่เฉินมีสีหน้าเดือดดาลปานฟ้าผ่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชี้จมูกเจิ้งจวีจงแล้วด่ากราด “เจ้าตะพาบที่อาศัยว่าตัวเองฉลาดก็เลยรังแกคนอื่น ไหนลองบอกมาสิว่าเจ้าต้องการอะไรกันแน่? ผลกรรมจากการที่ทำให้ใต้หล้าเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่นี้ เจ้าเจิ้งจวีจงแบกรับได้ไหวหรือ?”

เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ “เดิมทีข้าก็ฝึกตนของตัวข้าเอง หากขอบเขตสิบสี่สามคนเอาชนะอวี๋โต้วไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นสิบห้าลวงสามคนล่ะ?” ลู่เฉินยังคงก่นด่าไม่หยุด “นี่มันการคำนวณอะไร ใครเป็นคนสอนเจ้า สามคูณสามได้เก้า หรือว่าสามคูณสามได้หนึ่งกันแน่ หา?!” เจิ้งจวีจงโบกชายแขนเสื้อ “ลู่เฉินเจ้าด่าก็ส่วนด่า อย่าพ่นน้ำลายมั่วซั่ว”

ลู่เฉินนั่งลงบนพื้นอย่างห่อเหี่ยว น้อยเนื้อต่ำใจสุดขีด สูดน้ำมูก “ผินเต้าแค่ร้อนใจก็เลยควบคุมตัวเองได้ยากไม่ใช่หรือ” เจิ้งจวีจงเอ่ยเนิบช้า “ตามความเห็นของข้า ลู่เฉินก็คือคนที่มีสติเพียงหนึ่งเดียวในถังเหล้าทั้งใบ” แต่ลู่เฉินนึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาได้ เขาพูดพึมพากับตัวเองว่า “ไม่เคยเมามาก่อนต้องโทษสุรา”

เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ “พรุ่งนี้เป็นอย่างไรก็ค่อยว่ากันพรุ่งนี้ ในเมื่อวันนี้ไม่มีเรื่องใด ไม่สู้ พวกเรามาดื่มเหล้าด้วยกัน?” เวลาผันผ่านปีแล้วปีเล่า ดอกไม้ป่าเบ่งบานไปทั่วโลกมนุษย์

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!