เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1134

บทที่ 1134.1 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จากลมวสันต์
เด็กหนุ่มที่เหมือนเมฆขาวก้อนหนึ่งกลับไปที่เรือถงอิน เห็นเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวนั่งยองอยู่ข้างบันไดของหัวเรือ ชุยตงซานก็ยิ้มถามว่า “เซี่ยอันดับรองกำลังนั่งยองในส้วมหรือว่ามารอดักขวางทางข้ากัน?”

เซี่ยโก่วขี้เกียจลุกขึ้นยืน ยื่นมือมาป้องข้างปาก ถามว่า “เจ้าสำนักชุย เจ้าสามารถชี้เส้นทางในการผสานมรรคาให้ชิงมี่ได้จริงหรือ? ไม่ได้หลอกเขาใช่ไหม?”

ชุยตงซานทรุดตัวนั่งยองตาม ร้องเอ๊ะหนึ่งที “ขนบธรรมเนียมประจำตระกูลเราคือปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ บอกว่าอยู่ระหว่างห้าต่อห้า ก็คือครึ่งต่อครึ่ง ต้องไม่หลอกลวงกันแน่นอน” ชุยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อพร้อมทำเสียงหึในลำคอไปด้วย “ข้าคือคนที่เป็นเจ้าสำนักเชียวนะ หน้าตาล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก”

เซี่ยโก่วกึ่งเชื่อกึ่งกังขา

ชุยตงซานคล้ายจะเพิ่งรู้สึกตัวภายหลัง พูดด้วยสีหน้าตกตะลึงระคนหวาดกลัว “เซี่ยอันดับรองรู้ความลับประเภทนี้ได้อย่างไร? คงไม่ใช่ว่าเรื่องที่ข้ากับสหายชิงมี่เห็นว่าปลอดผู้คน ก็เลยไปฉี่รดน้ำไว้ที่มุมกำแพงของตรอกเล็กแห่งนั้นก็ถูกมองเห็นด้วยหรอกนะ? ข้าคือหนุ่มน้อยเยาว์วัยผู้ยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เรื่องนี้หากแพร่ออกไป วันหน้าจะยังมีหน้าไปพบเจอคนอื่นได้อย่างไร…”

เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “ไม่ได้ดูสักหน่อย มีอะไรน่าดูกัน”

ชุยตงซานสูดลมหายใจดังเฮือก จากลากันเพียงสามวันต้องหันมามองกันเสียใหม่ เซี่ยอันดับรองฝึกตนอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วไม่กี่วัน ความสามารถในการพูดคุยก็เพิ่มขึ้นพรวดพราดเช่นนี้แล้วหรือ

เผยเฉียนที่เดินเล่นอยู่ตรงหัวเรือกล่าวว่า “ก็หนีไม่พ้นว่าสำเร็จกับไม่สำเร็จ ก็อย่างละครั้งพอดีไม่ใช่หรือไร”

เซี่ยโก่วมีสีหน้าเหลอหรา “หา? ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?” หรือว่าตนไปอยู่บนภูเขาลั่วพั่วปลอมมา? อ้อ จำได้ว่าเจิ้งต้าเฟิงเคยพูดว่าทุกวันนี้เจ้าสำนักชุยคือคนของสำนักกระบี่ชิงผิง คือน้ำที่สาดออกไปแล้ว ไม่สนิทสนมคุ้นเคยกันอีกแล้ว

เผยเฉียนกล่าว “ก็ไม่ใช่ว่าหลอกลวงกันทั้งหมด เนื่องจากผู้อาวุโสชิงมี่ฟังความนัยนอกเหนือจากคำพูดของฮว่อหลงเจินเหรินไม่ออก ศิษย์พี่เล็กก็เลยได้แต่ช่วยเขาเล็กน้อย”

ชุยตงซานยื่นสองมือออกมา ยกนิ้วโป้งให้ “คนที่รู้ใจข้าที่สุดก็คือศิษย์พี่หญิงใหญ่นี่เอง!”

เซี่ยโก่วยังคงมีสีหน้าแบบเดิม “หา? หา?”

เผยเฉียนจึงได้แต่อธิบายอย่างมีน้ำอดน้ำทนว่า “ผู้อาวุโสชิงมี่ก็คือผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานที่ความมั่นใจร่วงดิ่งไปแล้ว ถอดใจกับขอบเขตสิบสี่อย่างสิ้นเชิงแล้ว คิดว่าคุณสมบัติและโชควาสนาของตนต่างก็สู้บินทะยานแข็งแกร่งทั้งหลายไม่ได้ อันที่จริงสภาพจิตใจเช่นนี้ต่างหากที่ถึงจะทำให้เส้นทางบินทะยานของผู้อาวุโสชิงมี่เดินไปถึงปลายทางของทางตันอย่างแท้จริง หากห่านขาวใหญ่พูดว่าเจ้าเฝิงเซวี่ยเทาจะมีโอกาสอย่างไร อย่างไรเฝิงเซวี่ยเทาอาจไม่เชื่อเสมอไป นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมห่านขาวใหญ่ถึงได้เอ่ยประโยคที่ว่า “จิตแห่งมรรคาแข็งแกร่งมากพอ’ อันที่จริงนี่ก็คือหนึ่งคำพูดสองความหมาย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ห่านขาวใหญ่ก็เลยใช้…วิธีที่สะดวกสบาย สรุปก็คือจะต้องให้เฝิงเซวี่ยเทาดึงกำลังใจที่ตกลงไปกลับขึ้นมาใหม่ให้ได้ก่อน ให้มีความหวังก่อน ต่อให้จะเลือนรางแค่ไหน แต่เฝิงเซวี่ยเทาของเมื่อวานกับเฝิงเซวี่ยเทาของวันพรุ่งนี้ก็จะแตกต่างกันอย่างมากแล้ว ในบางความหมายแล้วสามารถพูดได้ว่าในนาทีนั้น เฝิงเซวี่ยเทาได้เดินไปบนเส้นทางของการผสานมรรคาแล้ว นอกจากนี้ห่านขาวใหญ่ยังเข้าใจอะไรมากมาย สามารถแลกเปลี่ยนมรรคกถาให้กันและกันได้ แน่นอนว่าย่อมต้องมีประโยชน์”

เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ได้เรียนรู้แล้ว ได้เรียนรู้แล้ว ที่แท้ก็ยังทำแบบนี้ได้ด้วย”?

ชุยตงซานสอดสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย พูดกลั้วหัวเราะเสียงเบา “หลังจากฝนใหญ่ผ่านไป การผสานมรรคาง่ายขึ้นเยอะมากก็จริง ทว่าขอบเขตสิบสี่ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ผักกาดขาวที่ขึ้นบนดินข้างทาง”

เซี่ยโก่วขมวดคิ้วหน้ามุ่ย “ฝ่าทะลุขอบเขตยากจริงๆ ช่างน่ากลุ้มเหลือเกิน”

ชุยตงซานยิ้มบางๆ “ดังนั้นเมื่อครู่นี้พอข้าบอกว่าเฝิงเซวี่ยเทามีหวังที่จะผสานมรรคา เซี่ยอันดับรองถึงได้เกิดใจคิดสังหารสหายชิงมี่ ข้าเดาไม่ผิดใช่ไหม?”

เซี่ยโก่วยอมรับเรื่องนี้อย่างผึ่งผาย “สัญชาตญาณนี่นะ จะมีวิธีอะไรได้อีก แต่ข้าสามารถควบคุมไว้ได้”

เผยเฉียนยิ้มกล่าว “แบบนี้ก็ดีมากแล้ว”

ชุยตงซานเอ่ยคล้อยตาม “ถูกต้องแล้ว เซี่ยอันดับรองของพวกเราคือผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนที่ยอดเยี่ยมถึงปานใด ไม่ว่าอะไรก็เรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย ยิ่งยากก็ยิ่งเรียนรู้ได้เร็ว เพียงแต่ว่าในเรื่องของการขัดเกลาจิตแห่งมรรคายังมีช่องว่างพอให้พัฒนาก้าวหน้าได้อยู่ ข้าที่เป็นคนมองดูอยู่ข้างๆ ร้อนใจจนเกาหูเกาแก้ม อิจฉาก็อิจฉาจริงๆ”

เซี่ยโก่วถามเผยเฉียนอย่างตรงไปตรงมา “ห่านขาวใหญ่ไม่ได้ด่ากันอยู่ใช่ไหม?” อยู่บนภูเขาลั่วพั่วนานวันเข้าก็จะค้นพบว่าคำพูดบางอย่างมีพลังในการแพร่กระจายที่น่าประหลาด ทำให้คนข้างๆ เรียนรู้เป็นได้ในทันที ง่ายที่จะเสพติด ยกตัวอย่างเช่นฉายาว่าห่านขาวใหญ่นี้

เผยเฉียนกล่าว “คือคำเหน็บแนมที่ซ่อนแฝงไว้ด้วยการโจมตี หรือเป็นคำประชดประชันที่มีความหมายตรงข้ามกับที่พูด ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

ชุยตงซานเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ฟ้าดินเป็นพยาน อย่าได้ใส่ร้ายคนดีสิ!”

เซี่ยโก่วโบกมือเป็นวงกว้าง “ไม่เป็นไร จะถือว่าเป็นคำพูดดีๆ ก็แล้วกัน!”

ชุยตงซานเอาสองมือไพล่หลัง เดินก้าวเป็นวงกลมอยู่ที่เดิม ยักคิ้วหลิ่วตาเอ่ยว่า “ไป่ถงทวีปคงไม่ใช่ว่าทั้งบนและล่างภูเขาต่างก็หวังให้สักวันหนึ่งเจ้าสำนักเจียงแห่งสำนักกุยหยกสามารถผสานมรรคาได้หรอกกระมัง? แจกันสมบัติทวีป ไม่ใช่ว่าทุกคนล้วนติดค้างขอบเขตสิบสี่กับข้าหรอกหรือ? ตลอดทั้งใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ไม่ควรที่ผู้ฝึกลมปราณเผ่าปีศาจทุกคนต่างก็ไม่คาดหวังให้อาจารย์ของข้าเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่หรือ? หึ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ พวกเจ้าว่าประหลาดหรือไม่เล่า?”

เซี่ยโก่วคิดแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น “พูดอะไรของเจ้า เกี่ยวผายลมอะไรกับข้าด้วย”

ชุยตงซานรีบร้องว้าว ว้าว ว้าวเลียนแบบหมี่ลี่น้อยทันใด

เผยเฉียนกลอกตามองบน ผีปัญญาอ่อนสองตัว

เซี่ยโก่วเดินอาดๆ จากไป เผยเฉียนก็อยากจะกลับไปฝึกหมัดที่ห้องของตัวเอง ชุยตงซานเรียกศิษย์พี่หญิงใหญ่แล้วก็ทำท่าจะพูดไม่พูด

เผยเฉียนหยุดเดิน ถามอย่างประหลาดใจ “มีอะไรหรือ?”

ชุยตงซานยิ้มเอ่ย “เจ้าชอบถ่านดำน้อยในอดีตมากกว่าหรือว่าชอบเผยเฉียนในตอนนี้มากกว่า?”

เผยเฉียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ข้าไม่ชอบตัวเองในอดีตที่ไม่รู้ความอย่างมาก”

ชุยตงซานเอ่ยเสียงเบา “เอาเป็นว่าทั้งข้าและอาจารย์ต่างก็มักจะคิดถึงถ่านดำน้อยในอดีตบ่อยๆ ก็แล้วกัน”

เผยเฉียนยิ้มกล่าว “อาจารย์พ่อพูดกับเจ้าเองหรือ?”

ชุยตงซานส่ายหน้า “ไม่จำเป็นต้องพูด”

เกี่ยวกับการเติบโตของเผยเฉียน ดูเหมือนว่าอาจารย์จะปลาบปลื้มยินดีอย่างมาก แต่ก็เสียใจมากด้วยเหมือนกัน คงเป็นเพราะอาจารย์ที่ชอบแล้วก็ถนัดในการใช้เหตุผลพบว่าความรู้สึกนี้ไม่มีเหตุผลให้อธิบายได้เลยจริงๆ จึงได้แต่เงียบงันเท่านั้น ก็เหมือนเด็กน้อยที่กระโดดโลดเต้นคนหนึ่ง เพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็นสาวแล้ว

ชุยตงซานถาม “เอาเป็นว่าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ก็ต่อกันอีกสักรอบดีไหม?”

เฉินผิงอันกล่าว “ข้ายังไงก็ได้ ถึงอย่างไรความสามารถในการดื่มก็วางอยู่ตรงนั้น เผยเฉียนว่าอย่างไร?”

เผยเฉียนกล่าว “ข้าดื่มไม่เก่ง สู้อาจารย์พ่อไม่ได้ พฤติกรรมยามดื่มเหล้าก็อยู่อันดับสองเหมือนกัน”

ชุยตงซานเบิกตากว้าง “ถ่านดำน้อยเจ้าหมายความว่าอย่างไร จะบอกว่าข้าอยู่รั้งท้ายทั้งสองด้านเลยหรือ?”

พวกเขาหวนกลับมาที่โต๊ะเหล้า เฉินผิงอันเข้าครัวด้วยตัวเอง ยังบอกด้วยว่าฝีมือทำอาหารของเฝิงเซวี่ยเทาธรรมดา ไม่อยากจะพูดถึงด้วยซ้ำ

เผยเฉียนนั่งรอ หลับตาทำสมาธิ สีหน้าคิ้วตาอ่อนโยน ชุยตงซานฟุบตัวลงบนโต๊ะ อ้าปากหาว โหวกเหวกว่าอยากดื่มเหล้าอยากกินเนื้อ

หลังจากนั้นเหล้ามื้อดึกของคืนนี้ คนที่เป็นลูกศิษย์ถึงกับไม่มีใครเข้าข้างอาจารย์สักคน กลายเป็นว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่กับศิษย์พี่เล็ก รวมหัวกัน กรอกเหล้าให้คนที่ทั้งคอแข็งและพฤติกรรมยามดื่มเหล้าดีเยี่ยมเป็นอันดับหนึ่งเมามายได้

ดูเหมือนว่าเฉินผิงอันจะเล่าเรื่องน่าสนใจตอนที่เป็นลูกศิษย์อยู่ในเตาเผา ห่านขาวใหญ่ก็เล่าเรื่องน่าอายที่ตอนเด็กตนถูกจับขังไว้ในห้องถูกบังคับให้อ่านตำรา ถ่านดำน้อยเล่าถึงเรื่องสนุกตอนที่วิ่งไปทั่วเมืองหลวงแคว้นหนันเยวี่ยนตอนยังเล็ก

เซี่ยโก่วรู้สึกว่าทุกวันนี้ตนเป็นคนที่มีตำแหน่งขุนนางใหญ่โตแล้ว ใจกว้างมากพอแล้วก็เลยอยากจะผูกสัมพันธ์กับผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่สองคนนั้นเสียหน่อย ผลคือต้องกินน้ำแกงประตูปิด นางกลับไปอย่างขุ่นเคือง แต่ก็ไม่ย่อท้อ ไปใหม่อีกรอบพูดโน้มน้าวเซียนกระบี่ทั้งสองดีๆ ว่าทุกวันนี้พวกเราถือว่าเป็นคนครอบครัวเดียวกันครึ่งตัวแล้ว เมื่อก่อนก็ไม่เคยมีความแค้นใดๆ ต่อกัน ไม่มีเหตุผลให้ความสัมพันธ์ต้องตึงเครียดถึงจะถูก… หญิงชราได้ยินคำบ่นพึมพานอกประตูก็เริ่มเปิดปากไล่คน เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวทำหน้าผีใส่ เคาะประตูแรงๆ ไปรอบหนึ่งก็เดินอาดๆ จากไป เดินอยู่ในระเบียงนางร้อง เพ้ย พึมพำเบาๆ ว่าเซียนกระบี่หยกดิบเรอะ เพ้ยๆๆ

ผู้เฒ่าในห้องที่จงใจตีหน้าเคร่งเกือบจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา แต่หญิงชราที่สีหน้ามืดทะมึนกลับผุดลุกขึ้นทันใด เดินไปเปิดประตูตวาดอย่างดุดันว่าหากเจ้ากล้าพูดอีกรอบ… ผลคือเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเผ่นหนีไปไม่เหลือเงานานแล้ว เดิมผู้เฒ่าคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับ “เด็กสาว” คนนั้นคงจะจบเห่อย่างสิ้นเชิงแล้ว คิดไม่ถึงว่าหญิงชราปิดประตูลงเบาๆ ย้อนกลับมานั่งอีกครั้ง สีหน้าอ่อนโยน กระตุกมุมปากคลี่ยิ้ม ผู้เฒ่าจ้องมองหญิงชรา แต่จู่ๆ นางก็พลันมีสีหน้าเดือดดาล ตบโต๊ะ ตวาดว่ามองอะไรของเจ้า เจ้าแก่บ้ากาม ควบคุมดวงตาสุนัขของเจ้าให้ดี! ผู้เฒ่าจนคำพูด ได้แต่นินทาในใจว่าอายุก็ไม่น้อยแล้วยังไม่รู้จักสารรูปตัวเองอีกหรือ น่าจะซื้อกระจกมาไว้สักบานนะ… ผลคือไม่รู้ว่าอย่างไร หญิงชราคล้ายได้ยินเสียงในใจของผู้เฒ่า เจ้าแก่ชกมก ไม่มีปัญญาซื้อกระจกหรือไร?

ผู้เฒ่าเดินแยกเขี้ยวออกมาจากในห้อง พอไปถึงหัวเลี้ยวของระเบียงก็เจอเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่หัวเราะคิกคัก “เซียนกระบี่สิงอวิ๋น นางนิสัยแย่แบบนี้จะไปชอบสตรีแบบนี้ ทำไมกันนะ?”

ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าเต็มใจ”

เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ “สมควรแล้ว”

สิงอวิ๋นอัดอั้นอยู่บ้าง อดไม่ไหวถามว่า “ใต้หล้าสองแห่งเริ่มตีกันแล้ว แต่เจ้ากลับไม่ไปช่วยเปลี่ยวร้าง ก็เพื่อวิ่งมามีความรักอยู่ที่นี่น่ะหรือ?”

เซี่ยโก่วย้อนถาม “ร่างจริงมีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่ม แต่กลับแต่งกายให้เป็นคนแก่ แสงตะวันยามอัสดงงดงามหาสิ้นสุดไม่ได้หรือ สนุกนักหรือ?”

สิงอวิ๋นอับอายจนพานเป็นความโกรธ กำลังจะเปิดปากด่ากลับไป เซี่ยโก่วกลับเริ่มพูดทิ่มแทงใจเขา “เจ้าเฒ่าน้อยปากเหม็นแบบนี้ กินขี้มาแล้วไม่ได้บ้วนปากหรือ มิน่าเล่าหลิ่วสุ่ยถึงได้ไม่ชอบคุยกับเจ้า ระวังไว้หน่อยเถอะ เซียนกระบี่หมี่หล่อเหลากว่าเจ้าเยอะ หรือว่าอนุญาตให้แค่บุรุษอย่างพวกเจ้าชื่นชมในความงาม แต่สตรีไม่อาจชอบบุรุษรูปงามได้ เซียนกระบี่หมี่มองแล้วสบายตาถึงเพียงใด? แล้วนับประสาอะไรกับที่เขายังเป็นเซียนกระบี่ตัวจริงด้วย ไม่ค่อยเหมือนเซียนกระบี่ขอบเขตหยกดิบอย่างเจ้าสักเท่าไรนะ…”

สิงอวิ๋นโมโหจนไฟโทสะลุกโชนสามจั้ง เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวยืนแนบติดผนัง ยื่นมือมาแคะจมูก “ผู้ฝึกกระบี่อะไรกัน ทั้งขี้ขลาดทั้งไม่ได้เรื่อง เวทกระบี่เละเทะ แล้วก็ยิ่งใจเสาะ”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!