เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1134

บทที่ 1134.2 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จากลมวสันต์
หญิงชราปรี่มาที่นี่ ตวาดดุดันสีหน้าเขียวคล้ำ “ป๋ายจิ่งเจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้นะ!”

เซี่ยโก่วยกสองมือเท้าเอวฉับ แล้วเริ่มวางมาด “บังอาจ ผู้ถวายงานทั่วไปของสำนักเบื้องล่างเจอกับผู้ถวายงานอันดับรองของสำนักเบื้องบน แต่กลับไม่รู้มารยาทถึงเพียงนี้? อยู่บนภูเขาลั่วพั่ว ข้ามีความสัมพันธ์กับผู้คนดีเยี่ยม วันหน้าพวกเจ้าสองคนไปถึงที่นั่นก็ระวังตัวไว้เถอะ อย่ามาหาข้าว่าไม่เตือนไว้ก่อน!”

เดิมทีสิงอวิ๋นกับหลิ่วสุ่ยต่างก็มีไฟโทสะลุกโชน รอกระทั่งได้มาคุมเชิงกับเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว ได้ยินถ้อยคำที่เป็นทางการของนาง พวกเขาก็รู้สึกพิกลยิ่งนัก ประเด็นสำคัญคืออีกฝ่ายยังเป็นป๋ายจิ่งแห่งเปลี่ยวร้างที่เล่าลือกันว่าพูดไม่เข้าหูคำเดียวก็ปล่อยกระบี่ใส่ด้วย

เซี่ยโก่วเดินถอยหลังเข้าไปในระเบียง พูดเตือนเหมือนคนแข็งนอกอ่อนใน “วิญญูชนขยับปากไม่ขยับมือ ประลองบุ๋นไม่ประลองบู๊ ข้ากลัวพวกเจ้าจะมารีดไถเอาเงินจากข้า”

หญิงชราใช้เสียงในใจหัวเราะหยัน “เจ้าก็ถามกระบี่กับนางสิ! ตอนที่ยังหนุ่มๆ ใครกันทีโหวกเหวกอยู่ทุกวันว่าสักวันหนึ่งจะต้องประมือกับปีศาจใหญ่ขอบเขตบินทะยานให้ได้?”

สิงอวิ๋นเอ่ยอย่างอัดอั้น “ทะเลาะกับนางยังจะดีเสียกว่า” เพราะถึงอย่างไรฉายาเป็นกองที่เก็บเอาไว้ไม่ได้เอาออกมาใช้ของป๋ายจิ่งก็ไม่ใช่ว่าคนอื่นหวังดีมอบให้นาง ได้ยินมาว่าเฟยเฟยเจอกับป๋ายจิ่ง ตามลำดับอาวุโสแล้วก็ยังต้องเรียกว่าบรรพจารย์กระมัง?

แต่การที่ไม่ได้ตีกัน อันที่จริงก็เพราะพวกเขาต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่า เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ปากร้ายเหมือนกินสารหนูมาผู้นี้ ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อพวกเขา

เซี่ยโก่วจากมาแล้วก็เอาสองมือไพล่หลัง จมูกชี้หน้าเชิด ยักไหล่ข้างหนึ่งสูงข้างหนึ่งต่ำ ผิวปากหวือ

คนหนึ่งรอให้อีกฝ่ายบอกความในใจ ส่วนอีกคนหนึ่งก็คิดว่าอีกฝ่ายรู้ความในใจของตนแล้ว ไม่ยอมพูดมันออกมา เก็บไว้กินแทนข้าว จะรอให้มันเป็นข้าวบูดก่อนถึงจะรู้สึกว่าอร่อยหรือ? เฮ้อ ยังคงต้องให้นางที่เป็นคนนอกมาทำตัวเป็นตัวเลวช่วยพวกเขาสักครั้ง ต้องช่วยเจาะกระดาษหน้าต่างให้ทะลุเป็นรูถึงจะได้

ตนเป็นผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่วได้อย่างมีความรับผิดชอบยิ่งนัก ต้องเลื่อนขั้นขุนนางแล้ว

การที่ป๋ายจิ่งออกจากเปลี่ยวร้าง ยอมเสี่ยงที่จะทำผิดขัดต่อหลักของฟ้าดิน ก็เพราะต้องการจะทำสามเรื่อง ไปหาเสี่ยวโม่ที่ภูเขาลั่วพั่ว เก็บจินอูที่อยู่ในแจกันสมบัติทวีปกลับมาถือโอกาสมาพบเผยเฉียน ครั้งนี้เซี่ยโก่วออกมาจากภูเขาลั่วพั่วก็มีธุระสำคัญสองเรื่อง เรื่องแรกแน่นอนว่าเสี่ยวโม่ไม่อยู่ นางต้องรับหน้าที่ปกป้องมรรคาให้กับเจ้าขุนเขา เรื่องที่สองก็คือเซี่ยโก่วสัมผัสได้ว่าที่ไป่ถงทวีปมีกลิ่นอายเก่าแก่โบราณที่คุ้นเคยขุมหนึ่งโผล่มา แต่ตอนนี้เซี่ยโก่วยังไม่คิดที่จะไปรำลึกความหลังกับนาง

ยังมีเรื่องแปลกใหม่อีกเรื่องหนึ่ง เซี่ยโก่วลังเลว่าควรจะบอกเจ้าขุนเขาดีหรือไม่ เฒ่าตาบอดที่ไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากโลกมนุษย์ สหายจือสือผู้นั้น คิดจะขึ้นไปบนฟ้า

เซี่ยโก่วจำได้ว่าก่อนหน้านี้นางถามว่า “เจ้าขุนเขา ท่านจำชื่อสถานที่พวกนั้นได้จริงๆ หรือว่าแต่งขึ้นมาสดๆ ตอนจรดพู่กัน?” เฉินผิงอันตอบ “นับแต่เด็กมาข้าก็มีความจำที่ไม่เลว ชื่อของสถานที่พวกนั้นล้วนเป็นเส้นทางที่ข้าเคยเดินทางผ่านมาก่อน”

…….

กลุ่มเทือกเขาทอดยาว เข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ยอดเขาหลักกลับยังมีหิมะใหญ่ปกคลุม มันคือภูเขาอู๋ถงซึ่งเป็นที่ตั้งศาลบรรพจารย์มองมาจากที่ไกลๆ ภูเขาลูกนี้ก็เหมือนดินแดนแก้วใสสีเงินแห่งหนึ่ง

เซี่ยโก่วยิ้มเอ่ย “สวยเหลือเกิน มองปราดๆ เหมือนสถานที่ที่เผ่าปีศาจฝึกตนเสียที่ไหน”

เฉินผิงอันกำลังนั่งตกปลาอยู่บนก้อนหินริมลำธารสายหนึ่งที่แยกมาจากแม่น้ำใหญ่ คันเบ็ดตกปลาก็หาเอาจากบริเวณใกล้เคียง

เดินทางครั้งนี้เซี่ยโก่วยังคงติดตามมา อีกทั้งเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวให้ความสนใจทัศนียภาพและขนบธรรมเนียมประจำท้องถิ่นที่ไม่สะดุดตามากขึ้น เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอกไปประโยคหนึ่งว่า ทุกวันนี้เจ้าเกือบจะเป็นเพื่อนร่วมอาชีพของเพื่อนรักคนหนึ่งของข้าแล้ว เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ รู้จักสิ พี่ใหญ่สวีจอมยุทธเคราดกที่เปิดศูนย์ฝึกวรยุทธที่อำเภอเซียนโหยวผู้นั้นอย่างไรล่ะ เฉินผิงอันอ่อนใจอย่างมาก เวลาที่ใช้ร่วมกับหมี่ลี่น้อยไม่ได้เสียเปล่าเลยจริงๆ

เซี่ยโก่วนั่งยองอยู่ด้านข้าง ใช้สองมือเท้าคาง ถามชวนคุยว่า “ดินห้าสีที่นักพรตฉุนหยางมอบให้เจ้า คิดจะเอามาหลอมเมื่อไหร่?”

เฉินผิงอันกล่าว “กลับไปที่เนินฝูเหยาก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่รีบร้อน ถึงอย่างไรดินห้าสีของในทวีปที่ราชสำนักส่งมาให้ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ได้เอามาหลอมเหมือนกัน”

เซี่ยโก่วยิ้มเอ่ย “ได้ยินมาว่าถงซานจวินให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ด้วย?”

เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “แม้กระทั่งเรื่องนี้หมี่ลี่น้อยก็รู้ด้วยหรือ?”

เซี่ยโก่วกล่าว “เป็นข้อมูลที่ข้าได้ยินมาจากเว่ยเย่โหยว” ที่ว่าการของกองงานต่างๆ ของภูเขาพีอวิ่นมีข่าวลือเล็กๆ อย่างหนึ่งแพร่มา บอกว่าทางฝั่งของมหาบรรพตประจิมปั่นราคาสินค้าให้สูงเกินจริง ไร้คุณธรรม ไม่เคยบอกกล่าวเสินจวินท่านอื่นๆ ไว้ก่อนล่วงหน้า เดือดร้อนให้กองลมและดินที่ดูแลเรื่องดินห้าสีของอีกสี่มหาบรรพตที่เหลือต้องรีบเร่งทำงานเพื่อให้ทันกำหนด ที่ร้ายยิ่งกว่าก็คือบอกว่าไปถึงบนภูเขาแล้ว เป็นเทพเป็นเซียนแล้วยังจะสูบยาสูบไม่เลิก สูบจนใจดำไปหมดแล้ว

เฉินผิงอันหัวเราะ ไม่ได้พูดอะไร

เซี่ยโก่วกล่าว “ข้ามักจะแอบไปเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ที่นั่นบ่อยๆ ตามมารยาทแล้วไม่เหมาะสม ไม่ค่อยดีสักเท่าไร เจ้าขุนเขาไม่บ่นสักหน่อยหรือ?”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “แสร้งทำเป็นไม่รู้ก็พอแล้ว ถือเสียว่าเจ้าไม่เคยพูด ข้าเองก็ไม่เคยได้ยิน”

เซี่ยโก่วถาม “นอกจากดินห้าสีถุงใหญ่หลายถุงนั้นแล้ว นักพรตฉุนหยางยังมอบสมบัติอะไรให้อีก?”

เฉินผิงอันกล่าว “สรุปก็คือเป็นของที่สามารถช่วยให้เส้นทางของวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุของข้าเดินไปได้ถึงคอขวดที่ฝ่าออกไปไม่ได้ เป็นขอบเขตเซียนเหรินแต่กลับทำเรื่องของขอบเขตบินทะยานเสร็จแล้ว”

เซี่ยโก่วเอ่ยชื่นชม “เป็นฝีมือที่ยิ่งใหญ่ มีการปูพื้นมาก่อนล่วงหน้า จากนั้นค่อยเพิ่มอิฐเติมกระเบื้อง เหนื่อยเพียงครึ่งแต่ได้ผลสำเร็จเป็นเท่าตัว”

เฉินผิงอันกล่าว “ฮว่อหลงเจินเหรินเตือนข้าว่าอย่าได้เอาแต่คิดว่าจะแสวงหาพลังพิฆาตอย่างเดียว ฝึกตนก็คือฝึกตน หากมีความปรารถนาสูงส่งไกลตัวเกินไป ใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนก็ง่ายที่จะร้อนลวกปาก”

เซี่ยโก่วถาม “ดังนั้นหลวี่เหยียนให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำใจและความสัมพันธ์เช่นนี้ก็เพราะคุณความชอบจากการพูดบอกอย่างอ้อมๆ ของเจินเหรินผู้เฒ่า? เจินเหรินผู้เฒ่าอยากให้เจ้าช่วยปกป้องมรรคาให้กับหลวี่เหยียนเพื่อฝึกปรือฝีมือ ในอนาคตจะได้มอบน้ำใจไมตรีตอบแทนกลับคืน ช่วยปกป้องมรรคาให้ลูกศิษย์ที่เป็นที่ภาคภูมิใจของเขาคนนั้น?”

เฉินผิงอันหัวเราะก๊าก “ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้เช่นนี้อยู่จริงๆ”

เซี่ยโก่วกล่าว “ได้ยินหมี่ลี่น้อยเล่าว่าเจ้าขุนเขากับสวีหย่วนเสีย มือดาบที่มีกลิ่นอายของจอมยุทธองอาจ และยังมีนักพรตจางซานเฟิงที่ชายแขนเสื้อสองข้างมีแต่ลมเย็น รู้จักกันมานานแล้ว?”

เฉินผิงอันพยักหน้า “พบเจอกันตอนที่ยังไร้ชื่อเสียง พวกเราสามคนเคยท่องยุทธภพด้วยกันมาก่อน แต่การท่องยุทธภพในตอนนั้นค่อนข้างจะสมชื่ออย่างแท้จริง พยายามหาความสุขท่ามกลางความยากลำบาก ทุกครั้งก่อนจะดื่มเหล้าต้องชั่งน้ำหนักของถุงเงินให้ดี มักจะรู้สึกว่าเดินทางไปได้ไกลมากๆ ไกลมากๆ ไม่เหมือนวันนี้ที่สุขสบาย ขอแค่อยากเดินทางให้เร็วหน่อย เพียงชั่วพริบตาก็ข้ามผ่านทัศนียภาพของภูเขาสายน้ำพันลี้ได้แล้ว ดื่มเหล้าก็ไม่ต้องคอยดูราคาอีกต่อไป”

เซี่ยโก่วปลงอนิจจัง “ตอนที่อายุยังน้อยได้รู้จักคนรู้ใจที่สามารถเป็นสหายกันไปได้ชั่วชีวิตก็ช่างดีจริงๆ อิจฉา อิจฉา”

มีผู้ฝึกตนหลายคนเดินผ่านทางมา เห็นหนึ่งชายหนึ่งหญิงนั่งตกปลาอยู่ริมน้าก็พูดพล่อยปากเปราะ แม้เสียงจะไม่ดัง แต่เนื้อหาที่พูดกลับไม่ค่อยน่าฟัง อะไรที่บอกว่าตัวบางผอมแห้งจะมีความแน่นเด้งอะไร ไอ้หมอนั่นที่อยู่ข้างกายก็ต้องเป็นพวกที่ชอบเคี้ยวหญ้าอ่อนแน่นอน

เซี่ยโก่วพูดเสียงเบา “เจ้าขุนเขา ทุกวันนี้ข้านิสัยดีแล้วใช่ไหม? หากเป็นในอดีต เหอะ แค่ดีดนิ้วก็กลายเป็นผุยผง”

เฉินผิงอันพยักหน้า “ตอนนี้นิสัยไม่เลว ความสามารถในอดีตก็สูงมากเช่นกัน”

เซี่ยโก่วกุมหมัดเขย่าเอาอย่างห่านขาวใหญ่ “ชมเกินไปแล้ว ชมเกินไปแล้ว”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เอาแต่เรียนรู้เรื่องไร้สาระจากเจ้าสำนักชุยมานะ”

หากไม่เป็นเพราะมีเฉินผิงอันขวางไว้ เซี่ยโก่วออกจากบ้านมาครั้งนี้ก็คงจะสวมชุดคลุมอาคมตัวใหญ่ นางรู้สึกว่าเวลาเดินค่อนข้างมีบารมี

เฉินผิงอันถามอย่างประหลาดใจ “ดูเหมือนว่าไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงบุญคุณความแค้นยามที่ฝึกตนในอดีตเลย บางครั้งที่คุยเล่นกับเสี่ยวโม่ เขาก็พูดอย่างคลุมเครือ”

เซี่ยโก่วหัวเราะร่วน “เดิมทีก็ไม่มีอะไรให้พูดคุยอยู่แล้ว ข้าฝึกตนล้วนอาศัยการทำความเข้าใจของตัวเอง ไปไหนมาไหนเพียงลำพัง ดังนั้นในอดีตจึงไม่มีนักพรตที่มีบุญคุณต่อข้า ข้าไม่ชอบบ่น ไม่ชอบแสดงความไม่พอใจ บางครั้งที่ต้องเสียเปรียบก็แค่ต่อยให้ฟันร่วงกับกลืนเลือด ส่วนคนที่มีเหตุผลให้เกลียดข้าแค้นข้าล้วนบ่นไม่ได้แล้ว เจ้าขุนเขาท่านเองก็รู้ดีว่าเจ้าของเก่าของฉายาที่ข้าปล่อยไว้ให้กินฝุ่นพวกนั้นต่างก็ตายกันไปหมดแล้ว ในบรรดาเซียนดินที่มีชีวิตอยู่ก็เอาชนะข้าไม่ได้ ไม่กล้าตำหนิกล่าวโทษข้าเลยสักนิด กลัวก็แต่ว่าข้าจะไปแย่งฉายาของพวกเขา นักพรตที่ข้าสู้ไม่ได้ แน่นอนว่ายิ่งไม่จำเป็นต้องไม่พอใจข้า ส่วนศัตรูน่ะหรือ ฮ่า ข้าไม่เคยมีศัตรู”

สตรีในโลกยุคหลัง ออกจากบ้านเปลี่ยนเครื่องแต่งกายประทินโฉม แต่ป๋ายจิ่งกลับดีนัก ทุกครั้งที่นางออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ท่องไปในโลกมนุษย์เพียงลำพัง ล้วนเปลี่ยนฉายาโดยตรง บุญคุณความรักความแค้น เซี่ยโก่วเอ่ยแค่สามคำ จงใจไม่พูดถึงคำว่า “ความรัก” แน่นอนว่าคำนี้ล้วนมอบให้เสี่ยวโม่ไปหมดแล้ว ก็เหมือนจดหมายรักฉบับหนึ่งที่มีอายุยาวนานมาก แต่กลับมีตัวอักษรอยู่ไม่เยอะ

อยู่ดีๆ เซี่ยโก่วก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ชิงถงจัดขบวนใหญ่โตขนาดนี้ ผลกลับรับพวกคนสกปรกโสมมที่เอาออกหน้าออกตาไม่ได้มาน่ะหรือ? เจ้าขุนเขา อย่าให้ภูเขาลั่วพั่วของพวกเราต้องเดือดร้อนไปด้วยเด็ดขาดเลยนะ เพราะถึงอย่างไรการที่ภูเขาอู๋ถงกลายเป็นสำนักได้ก็คือผลลัพธ์จากการที่ท่านช่วยพูดกับศาลบุ๋นให้ ถึงเวลานั้นข้าคงจะต้องอธิบายเหตุผลกับชิงถงให้ดีๆ ท่านอย่าได้ห้ามข้าเชียว”

เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้าว่า “สั่งสอนได้ ต่อให้ชิงถงจะมีนิสัยเกียจคร้านแค่ไหน แต่ก็เป็นคนที่หวงแหนเกียรติยศของตน ขอแค่เขายอมสอน มีความอดทนมากหน่อย ควบคุมให้เข้มงวดหน่อย ก็จะเป็นทัศนียภาพอีกอย่างหนึ่ง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเถอะ”

เซี่ยโก่วซักถาม “หากชิงถงสอนไม่ดีล่ะ?”

เฉินผิงอันกล่าว “ก็ยังมีสำนักศึกษาต้าสู่คอยจับตามองอยู่ไม่ใช่หรือ?”

เซี่ยโก่วร้องอ้อ

แม้ไม่ใช่เส้นทางที่ต้องผ่านในการไปเยือนภูเขาบรรพบุรุษ แต่เพียงไม่นานก็มีผู้ฝึกตนอีกกลุ่มหนึ่งผ่านทางมาทางนี้ คนหนึ่งในนั้นคือภูตจิ้งจอกที่ถามเสียงอ่อนเสียงหวานว่าภูเขาสีขาวข้างหน้าก็คือภูเขาอู๋ถงหรือ

เซี่ยโก่วกลอกตามองบน โคลงศีรษะ คนเจ้าชู้แสร้งถามทั้งที่รู้ดี หน้าอกใหญ่แล้วร้ายกาจนักหรือ

เฉินผิงอันเพียงแค่จ้องมองผิวน้ำ ตอบกลับว่า “ไม่ใช่”

เซี่ยโก่วหลุดขำอย่างอดไม่อยู่

ผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นหัวเราะราวกิ่งบุปผาสั่นไหว ตวัดตามองค้อนใส่เงาร่างของคนชุดเขียว ก่อนจะยอบกายคารวะอย่างแช่มช้อย “พี่ชายคนหล่อที่พูดจาตลกขบขัน วันหน้าไม่แน่ว่าอาจเป็นเพื่อนร่วมสำนักของพวกเราก็ได้ ถึงเวลานั้นก็ช่วยดูแลกันให้มากหน่อยนะ”

คำตอบของเฉินผิงอันเรียกได้ว่ากระชับเรียบง่ายยิ่ง “ไม่ล่ะ”

เซี่ยโก่วกุมท้องหัวเราะก๊าก

ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่จะมาลองเสี่ยงดวงสวามิภักดิ์ต่อภูเขาอู๋ถงกลุ่มนั้นกลับรู้สึกว่าการพูดคุยเช่นนี้ค่อนข้างน่าสนใจ จึงพากันจากไปพร้อมเสียงหัวเราะก้องดัง

แรกเริ่มผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจในท้องถิ่นของไป่ถงทวีปได้ยินว่ามีเรื่องหนึ่ง ต่างก็รู้สึกว่าคือคนที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าบางคนวางแผนขุดกับดักอย่างตั้งใจหมายจะหลอกล่อพวกเขาให้ไปที่นั่น ภายหลังสำนักกุยหยกและผูซานต่างก็อาศัยรายงานขุนเขาสายน้ำมาพิสูจน์ว่าภูเขาอู๋ถงแห่งนี้ก็คือจวนเซียนอักษรจงที่ศาลบุ๋นเป็นผู้แต่งตั้ง ทว่าเผ่าปีศาจที่หลายปีมานี้มีชีวิตอย่างอกสั่นขวัญผวากันมาจนเคยชินก็ยังคงมีความระมัดระวังรอบคอบ เลือกที่จะสังเกตการณ์ไปก่อน ไม่กล้าขยับเข้าใกล้ต้นอู๋ถงต้นนั้นง่ายๆ

รอกระทั่งรู้ว่าเฉิงหลงโจวรองเจ้าขุนเขาต้าผู้ที่มีชาติกำเนิดเป็นเจียวเฒ่าก็ยังมาร่วมแสดงความยินดีถึงที่ พวกเขาก็เริ่มเชื่อใจในภูเขาอู๋ถงหลายส่วน สำนักศึกษายังตั้งกฎไว้ข้อหนึ่ง อนุญาตให้ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจในท้องถิ่นไปยังจวนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากราชสำนักแคว้นต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ไปรับเอกสารผ่านด่านพิเศษที่สำนักศึกษาแจกจ่ายให้ชั่วคราว อีกทั้งยังสั่งห้ามผู้ฝึกตนของแคว้นต่างๆ ที่อยู่ระหว่างทางว่าไม่ให้ขัดขวางการไปเยือนภูเขาอู๋ถงของพวกเขา หากเกิดความขัดแย้ง สำนักศึกษาจะมาจัดการด้วยตัวเอง นี่ถึงทำให้พวกเขาวางใจกันได้อย่างสิ้นเชิง พากันเฮโลไปที่นั่น กลัวว่าจะไปถึงช้าเกิน ไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่มีเก้าอี้นั่งอยู่ในศาลบรรพจารย์ของภูเขาอู๋ถง

ช่วงนี้คนที่เดินทางมาที่นี่ต่างก็พกพาเอากลิ่นอายป่าเถื่อนที่มีเฉพาะของเผ่าปีศาจมาด้วยไม่มากก็น้อย คนที่ขอบเขตต่ำหน่อยก็ยิ่งมีกลิ่นคาวเลือดอบอวล ถึงขั้นที่ว่ายังมีคนที่ยังหล่อหลอมเรือนกายได้ไม่สำเร็จสมบูรณ์ โชคดีที่อยู่ในอาณาเขตแห่งนี้ พอมาเจอกันบนเส้นทาง ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้สึกประหลาดใจ กลับกันยังรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมอีกด้วย

เซี่ยโก่วถามอย่างประหลาดใจ “ชิงถงคิดอย่างไรถึงได้เปลี่ยนฉายาเป็นชิงอวี้ แล้วยังป่าวประกาศแก่ภายนอกว่าตัวเองเป็นแค่ขอบเขตหยกดิบ ในเมื่อเขาเลือกที่จะเปิดสำนักก่อตั้งพรรคอย่างเปิดเผยแล้ว ทำไมถึงลดสถานะของตัวเองลง แสร้งทำเป็นหยกดิบ? นี่ไม่ใช่ถอดกางเกงผายลมหรอกหรือ?”

เฉินผิงอันอธิบาย “ชิงถงมีความสนใจในการก่อตั้งสำนักอย่างมาก แต่ควรจะจัดการกิจธุระในสำนักอย่างไร อันที่จริงไม่ได้มีความมั่นใจขนาดนั้น ค่อนข้างกังวลว่าหากจำนวนของผู้ฝึกตนทำเนียบมากเข้า เวลานานเข้าก็จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของสำนักที่มีผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานเป็นเจ้าสำนักได้ กลัวว่าใจคนจะดีไม่พอ และเขาก็ค่อนข้างเอนเอียงไปทางความคิดที่ว่า ‘จิตใจจักรพรรดิยากจะคาดเดา” จึงคิดหาวิธีทำไปตามลำดับขั้นตอนอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม

อันดับแรก หยกดิบอายุน้อยที่จู่ๆ ก็โผล่มาบนโลก เดิมทีน้ำหนักก็ไม่เบา เป็นผู้หลอมลมปราณเผ่าปีศาจ แล้วยังได้รับการยอมรับจากศาลบุ๋นให้เปิดสำนักก่อตั้งพรรค ในสายตาของคนนอก ในนี้ต้องมีความเป็นมาที่ชวนให้คนค้นหาอย่างแน่นอน อันดับต่อมา ชิงถงแค่ต้องรอให้เวลาผ่านไปร้อยสองร้อยปี แล้วค่อยป่าวประกาศแก่ภายนอกว่าจะปิดด่าน ออกจากด่านมาได้อย่างราบรื่น กลายเป็นเซียนเหริน ก็มากพอจะพิสูจน์ว่าเขาคือ “เจ้าสำนักหนุ่ม” ที่มีความหวังบนมหามรรคา หลังจากนั้น….”

บทที่ 1134.3 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จากลมวสันต์
เซี่ยโก่วแย่งพูด “หลังจากนั้นก็คือผ่านไปอีกสามร้อยห้าร้อยปี ชิงถงแสร้งทำเป็นว่าเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยาน? ไม่ถูกสิ นี่ก็ไม่ถือว่าแสร้งทำนี่นา” นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เซี่ยโก่วก็ถามว่า “นี่ใช่หลักการเหตุผลที่จวินเชี่ยนบอกว่าการวางตัวการลงมือทำเรื่องอะไรไม่ควรจะเริ่มต้นให้สูงเกินไป ใช่หรือไม่?”

เฉินผิงอันหันหน้ามามองเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว ในใจคิดว่าเจ้าเริ่มศึกษาหลักการเหตุผลในการวางตัวอยู่ร่วมสังคมจากเฉินหลิงจวินแล้วหรือ?

เซี่ยโก่วถามอย่างสงสัย “ทำไมหรือ?” เฉินผิงอันหันกลับไปมองผิวน้ำอีกครั้ง ปล่อยนางไปเถอะ

เซี่ยโก่วพูดหัวข้อสนทนาก่อนหน้านั้นต่ออีกครั้ง “แต่หากอิงตามลำดับขั้นตอนเช่นนี้ห้าหกร้อยปีให้หลัง ชิงถงจะไม่เผยพิรุธหรือ? ก็ยังต้องเป็นเจ้าสำนักขอบเขตบินทะยานอยู่ดี”

เฉินผิงอันกล่าว “ใครบอกว่าปิดด่านครั้งเดียวก็สามารถพิสูจน์มรรคาบินทะยานได้เลยล่ะ ล้มเหลวครั้งสองครั้งก็เป็นเรื่องที่ปกติมาก”

เซี่ยโก่วเบิกตากว้าง “ชิงถงทำอย่างนี้เกินกว่าเหตุยิ่งกว่าถอดกางเกงผายลมเสียอีก นี่คืออึโดยไม่ถอดกางเกงเลยนะ เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว เจ้าชิงถงผู้นี้จิตใจสกปรกถึงได้คิดวิธีการชั่วร้ายแบบนี้ออกมาได้ มารดามันเถอะ เมื่อก่อนข้ายังนึกว่าเขาเป็นคนโง่ไร้สติปัญญาดีนักนะ ที่แท้แม้แต่ข้าก็ยังหลอกได้ ไม่แน่ว่าการที่เขาไม่อาจเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ก็อาจเป็นการกระทำอย่างจงใจก็เป็นได้? ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว?! ไม่ได้ ข้าต้องถามเขาต่อหน้าสักคำ หากยังไม่ยอมบอกมาตามตรง กล้าไม่ยอมรับว่าเป็นขอบเขตสิบสี่ ข้าก็จะถามกระบี่จนเขาเผยรูปลักษณ์เดิม…”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “เจ้าอาจจะเข้าใจชิงถงผิดไปหรือเปล่า? ไม่แน่ ว่าอาจมียอดฝีมือคอยชี้แนะเขา? แน่นอนว่าข้าก็เดาเอาเหมือนกัน”

เซี่ยโก่วไม่ได้อยู่บนภูเขาลั่วพั่วมาอย่างเสียเปล่า รีบเปลี่ยนคำพูดทันใด “แผนการแยบยลยิ่งนัก ต้องมียอดฝีมือคอยชี้แนะให้อยู่เบื้องหลังแน่นอน!”

เฉินผิงอันจนคำพูดไปทันใด เจ้าตัวดี ข้อดีของทุกคนบนภูเขาลั่วพั่วล้วนถูกเจ้าเรียนรู้มาจนเกือบหมดแล้ว

บทที่ 1134.2 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จากลมวสันต์ 1

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!