เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1134

บทที่ 1134.2 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จากลมวสันต์
หญิงชราปรี่มาที่นี่ ตวาดดุดันสีหน้าเขียวคล้ำ “ป๋ายจิ่งเจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้นะ!”

เซี่ยโก่วยกสองมือเท้าเอวฉับ แล้วเริ่มวางมาด “บังอาจ ผู้ถวายงานทั่วไปของสำนักเบื้องล่างเจอกับผู้ถวายงานอันดับรองของสำนักเบื้องบน แต่กลับไม่รู้มารยาทถึงเพียงนี้? อยู่บนภูเขาลั่วพั่ว ข้ามีความสัมพันธ์กับผู้คนดีเยี่ยม วันหน้าพวกเจ้าสองคนไปถึงที่นั่นก็ระวังตัวไว้เถอะ อย่ามาหาข้าว่าไม่เตือนไว้ก่อน!”

เดิมทีสิงอวิ๋นกับหลิ่วสุ่ยต่างก็มีไฟโทสะลุกโชน รอกระทั่งได้มาคุมเชิงกับเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว ได้ยินถ้อยคำที่เป็นทางการของนาง พวกเขาก็รู้สึกพิกลยิ่งนัก ประเด็นสำคัญคืออีกฝ่ายยังเป็นป๋ายจิ่งแห่งเปลี่ยวร้างที่เล่าลือกันว่าพูดไม่เข้าหูคำเดียวก็ปล่อยกระบี่ใส่ด้วย

เซี่ยโก่วเดินถอยหลังเข้าไปในระเบียง พูดเตือนเหมือนคนแข็งนอกอ่อนใน “วิญญูชนขยับปากไม่ขยับมือ ประลองบุ๋นไม่ประลองบู๊ ข้ากลัวพวกเจ้าจะมารีดไถเอาเงินจากข้า”

หญิงชราใช้เสียงในใจหัวเราะหยัน “เจ้าก็ถามกระบี่กับนางสิ! ตอนที่ยังหนุ่มๆ ใครกันทีโหวกเหวกอยู่ทุกวันว่าสักวันหนึ่งจะต้องประมือกับปีศาจใหญ่ขอบเขตบินทะยานให้ได้?”

สิงอวิ๋นเอ่ยอย่างอัดอั้น “ทะเลาะกับนางยังจะดีเสียกว่า” เพราะถึงอย่างไรฉายาเป็นกองที่เก็บเอาไว้ไม่ได้เอาออกมาใช้ของป๋ายจิ่งก็ไม่ใช่ว่าคนอื่นหวังดีมอบให้นาง ได้ยินมาว่าเฟยเฟยเจอกับป๋ายจิ่ง ตามลำดับอาวุโสแล้วก็ยังต้องเรียกว่าบรรพจารย์กระมัง?

แต่การที่ไม่ได้ตีกัน อันที่จริงก็เพราะพวกเขาต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่า เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ปากร้ายเหมือนกินสารหนูมาผู้นี้ ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อพวกเขา

เซี่ยโก่วจากมาแล้วก็เอาสองมือไพล่หลัง จมูกชี้หน้าเชิด ยักไหล่ข้างหนึ่งสูงข้างหนึ่งต่ำ ผิวปากหวือ

คนหนึ่งรอให้อีกฝ่ายบอกความในใจ ส่วนอีกคนหนึ่งก็คิดว่าอีกฝ่ายรู้ความในใจของตนแล้ว ไม่ยอมพูดมันออกมา เก็บไว้กินแทนข้าว จะรอให้มันเป็นข้าวบูดก่อนถึงจะรู้สึกว่าอร่อยหรือ? เฮ้อ ยังคงต้องให้นางที่เป็นคนนอกมาทำตัวเป็นตัวเลวช่วยพวกเขาสักครั้ง ต้องช่วยเจาะกระดาษหน้าต่างให้ทะลุเป็นรูถึงจะได้

ตนเป็นผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่วได้อย่างมีความรับผิดชอบยิ่งนัก ต้องเลื่อนขั้นขุนนางแล้ว

การที่ป๋ายจิ่งออกจากเปลี่ยวร้าง ยอมเสี่ยงที่จะทำผิดขัดต่อหลักของฟ้าดิน ก็เพราะต้องการจะทำสามเรื่อง ไปหาเสี่ยวโม่ที่ภูเขาลั่วพั่ว เก็บจินอูที่อยู่ในแจกันสมบัติทวีปกลับมาถือโอกาสมาพบเผยเฉียน ครั้งนี้เซี่ยโก่วออกมาจากภูเขาลั่วพั่วก็มีธุระสำคัญสองเรื่อง เรื่องแรกแน่นอนว่าเสี่ยวโม่ไม่อยู่ นางต้องรับหน้าที่ปกป้องมรรคาให้กับเจ้าขุนเขา เรื่องที่สองก็คือเซี่ยโก่วสัมผัสได้ว่าที่ไป่ถงทวีปมีกลิ่นอายเก่าแก่โบราณที่คุ้นเคยขุมหนึ่งโผล่มา แต่ตอนนี้เซี่ยโก่วยังไม่คิดที่จะไปรำลึกความหลังกับนาง

ยังมีเรื่องแปลกใหม่อีกเรื่องหนึ่ง เซี่ยโก่วลังเลว่าควรจะบอกเจ้าขุนเขาดีหรือไม่ เฒ่าตาบอดที่ไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากโลกมนุษย์ สหายจือสือผู้นั้น คิดจะขึ้นไปบนฟ้า

เซี่ยโก่วจำได้ว่าก่อนหน้านี้นางถามว่า “เจ้าขุนเขา ท่านจำชื่อสถานที่พวกนั้นได้จริงๆ หรือว่าแต่งขึ้นมาสดๆ ตอนจรดพู่กัน?” เฉินผิงอันตอบ “นับแต่เด็กมาข้าก็มีความจำที่ไม่เลว ชื่อของสถานที่พวกนั้นล้วนเป็นเส้นทางที่ข้าเคยเดินทางผ่านมาก่อน”

…….

กลุ่มเทือกเขาทอดยาว เข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ยอดเขาหลักกลับยังมีหิมะใหญ่ปกคลุม มันคือภูเขาอู๋ถงซึ่งเป็นที่ตั้งศาลบรรพจารย์มองมาจากที่ไกลๆ ภูเขาลูกนี้ก็เหมือนดินแดนแก้วใสสีเงินแห่งหนึ่ง

เซี่ยโก่วยิ้มเอ่ย “สวยเหลือเกิน มองปราดๆ เหมือนสถานที่ที่เผ่าปีศาจฝึกตนเสียที่ไหน”

เฉินผิงอันกำลังนั่งตกปลาอยู่บนก้อนหินริมลำธารสายหนึ่งที่แยกมาจากแม่น้ำใหญ่ คันเบ็ดตกปลาก็หาเอาจากบริเวณใกล้เคียง

เดินทางครั้งนี้เซี่ยโก่วยังคงติดตามมา อีกทั้งเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวให้ความสนใจทัศนียภาพและขนบธรรมเนียมประจำท้องถิ่นที่ไม่สะดุดตามากขึ้น เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอกไปประโยคหนึ่งว่า ทุกวันนี้เจ้าเกือบจะเป็นเพื่อนร่วมอาชีพของเพื่อนรักคนหนึ่งของข้าแล้ว เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ รู้จักสิ พี่ใหญ่สวีจอมยุทธเคราดกที่เปิดศูนย์ฝึกวรยุทธที่อำเภอเซียนโหยวผู้นั้นอย่างไรล่ะ เฉินผิงอันอ่อนใจอย่างมาก เวลาที่ใช้ร่วมกับหมี่ลี่น้อยไม่ได้เสียเปล่าเลยจริงๆ

เซี่ยโก่วนั่งยองอยู่ด้านข้าง ใช้สองมือเท้าคาง ถามชวนคุยว่า “ดินห้าสีที่นักพรตฉุนหยางมอบให้เจ้า คิดจะเอามาหลอมเมื่อไหร่?”

เฉินผิงอันกล่าว “กลับไปที่เนินฝูเหยาก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่รีบร้อน ถึงอย่างไรดินห้าสีของในทวีปที่ราชสำนักส่งมาให้ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ได้เอามาหลอมเหมือนกัน”

เซี่ยโก่วยิ้มเอ่ย “ได้ยินมาว่าถงซานจวินให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ด้วย?”

เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “แม้กระทั่งเรื่องนี้หมี่ลี่น้อยก็รู้ด้วยหรือ?”

เซี่ยโก่วกล่าว “เป็นข้อมูลที่ข้าได้ยินมาจากเว่ยเย่โหยว” ที่ว่าการของกองงานต่างๆ ของภูเขาพีอวิ่นมีข่าวลือเล็กๆ อย่างหนึ่งแพร่มา บอกว่าทางฝั่งของมหาบรรพตประจิมปั่นราคาสินค้าให้สูงเกินจริง ไร้คุณธรรม ไม่เคยบอกกล่าวเสินจวินท่านอื่นๆ ไว้ก่อนล่วงหน้า เดือดร้อนให้กองลมและดินที่ดูแลเรื่องดินห้าสีของอีกสี่มหาบรรพตที่เหลือต้องรีบเร่งทำงานเพื่อให้ทันกำหนด ที่ร้ายยิ่งกว่าก็คือบอกว่าไปถึงบนภูเขาแล้ว เป็นเทพเป็นเซียนแล้วยังจะสูบยาสูบไม่เลิก สูบจนใจดำไปหมดแล้ว

เฉินผิงอันหัวเราะ ไม่ได้พูดอะไร

เซี่ยโก่วกล่าว “ข้ามักจะแอบไปเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ที่นั่นบ่อยๆ ตามมารยาทแล้วไม่เหมาะสม ไม่ค่อยดีสักเท่าไร เจ้าขุนเขาไม่บ่นสักหน่อยหรือ?”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “แสร้งทำเป็นไม่รู้ก็พอแล้ว ถือเสียว่าเจ้าไม่เคยพูด ข้าเองก็ไม่เคยได้ยิน”

เซี่ยโก่วถาม “นอกจากดินห้าสีถุงใหญ่หลายถุงนั้นแล้ว นักพรตฉุนหยางยังมอบสมบัติอะไรให้อีก?”

เฉินผิงอันกล่าว “สรุปก็คือเป็นของที่สามารถช่วยให้เส้นทางของวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุของข้าเดินไปได้ถึงคอขวดที่ฝ่าออกไปไม่ได้ เป็นขอบเขตเซียนเหรินแต่กลับทำเรื่องของขอบเขตบินทะยานเสร็จแล้ว”

เซี่ยโก่วเอ่ยชื่นชม “เป็นฝีมือที่ยิ่งใหญ่ มีการปูพื้นมาก่อนล่วงหน้า จากนั้นค่อยเพิ่มอิฐเติมกระเบื้อง เหนื่อยเพียงครึ่งแต่ได้ผลสำเร็จเป็นเท่าตัว”

เฉินผิงอันกล่าว “ฮว่อหลงเจินเหรินเตือนข้าว่าอย่าได้เอาแต่คิดว่าจะแสวงหาพลังพิฆาตอย่างเดียว ฝึกตนก็คือฝึกตน หากมีความปรารถนาสูงส่งไกลตัวเกินไป ใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนก็ง่ายที่จะร้อนลวกปาก”

เซี่ยโก่วถาม “ดังนั้นหลวี่เหยียนให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำใจและความสัมพันธ์เช่นนี้ก็เพราะคุณความชอบจากการพูดบอกอย่างอ้อมๆ ของเจินเหรินผู้เฒ่า? เจินเหรินผู้เฒ่าอยากให้เจ้าช่วยปกป้องมรรคาให้กับหลวี่เหยียนเพื่อฝึกปรือฝีมือ ในอนาคตจะได้มอบน้ำใจไมตรีตอบแทนกลับคืน ช่วยปกป้องมรรคาให้ลูกศิษย์ที่เป็นที่ภาคภูมิใจของเขาคนนั้น?”

เฉินผิงอันหัวเราะก๊าก “ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้เช่นนี้อยู่จริงๆ”

เซี่ยโก่วกล่าว “ได้ยินหมี่ลี่น้อยเล่าว่าเจ้าขุนเขากับสวีหย่วนเสีย มือดาบที่มีกลิ่นอายของจอมยุทธองอาจ และยังมีนักพรตจางซานเฟิงที่ชายแขนเสื้อสองข้างมีแต่ลมเย็น รู้จักกันมานานแล้ว?”

เฉินผิงอันพยักหน้า “พบเจอกันตอนที่ยังไร้ชื่อเสียง พวกเราสามคนเคยท่องยุทธภพด้วยกันมาก่อน แต่การท่องยุทธภพในตอนนั้นค่อนข้างจะสมชื่ออย่างแท้จริง พยายามหาความสุขท่ามกลางความยากลำบาก ทุกครั้งก่อนจะดื่มเหล้าต้องชั่งน้ำหนักของถุงเงินให้ดี มักจะรู้สึกว่าเดินทางไปได้ไกลมากๆ ไกลมากๆ ไม่เหมือนวันนี้ที่สุขสบาย ขอแค่อยากเดินทางให้เร็วหน่อย เพียงชั่วพริบตาก็ข้ามผ่านทัศนียภาพของภูเขาสายน้ำพันลี้ได้แล้ว ดื่มเหล้าก็ไม่ต้องคอยดูราคาอีกต่อไป”

เซี่ยโก่วปลงอนิจจัง “ตอนที่อายุยังน้อยได้รู้จักคนรู้ใจที่สามารถเป็นสหายกันไปได้ชั่วชีวิตก็ช่างดีจริงๆ อิจฉา อิจฉา”

มีผู้ฝึกตนหลายคนเดินผ่านทางมา เห็นหนึ่งชายหนึ่งหญิงนั่งตกปลาอยู่ริมน้าก็พูดพล่อยปากเปราะ แม้เสียงจะไม่ดัง แต่เนื้อหาที่พูดกลับไม่ค่อยน่าฟัง อะไรที่บอกว่าตัวบางผอมแห้งจะมีความแน่นเด้งอะไร ไอ้หมอนั่นที่อยู่ข้างกายก็ต้องเป็นพวกที่ชอบเคี้ยวหญ้าอ่อนแน่นอน

เซี่ยโก่วพูดเสียงเบา “เจ้าขุนเขา ทุกวันนี้ข้านิสัยดีแล้วใช่ไหม? หากเป็นในอดีต เหอะ แค่ดีดนิ้วก็กลายเป็นผุยผง”

เฉินผิงอันพยักหน้า “ตอนนี้นิสัยไม่เลว ความสามารถในอดีตก็สูงมากเช่นกัน”

เซี่ยโก่วกุมหมัดเขย่าเอาอย่างห่านขาวใหญ่ “ชมเกินไปแล้ว ชมเกินไปแล้ว”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เอาแต่เรียนรู้เรื่องไร้สาระจากเจ้าสำนักชุยมานะ”

หากไม่เป็นเพราะมีเฉินผิงอันขวางไว้ เซี่ยโก่วออกจากบ้านมาครั้งนี้ก็คงจะสวมชุดคลุมอาคมตัวใหญ่ นางรู้สึกว่าเวลาเดินค่อนข้างมีบารมี

เฉินผิงอันถามอย่างประหลาดใจ “ดูเหมือนว่าไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงบุญคุณความแค้นยามที่ฝึกตนในอดีตเลย บางครั้งที่คุยเล่นกับเสี่ยวโม่ เขาก็พูดอย่างคลุมเครือ”

เซี่ยโก่วหัวเราะร่วน “เดิมทีก็ไม่มีอะไรให้พูดคุยอยู่แล้ว ข้าฝึกตนล้วนอาศัยการทำความเข้าใจของตัวเอง ไปไหนมาไหนเพียงลำพัง ดังนั้นในอดีตจึงไม่มีนักพรตที่มีบุญคุณต่อข้า ข้าไม่ชอบบ่น ไม่ชอบแสดงความไม่พอใจ บางครั้งที่ต้องเสียเปรียบก็แค่ต่อยให้ฟันร่วงกับกลืนเลือด ส่วนคนที่มีเหตุผลให้เกลียดข้าแค้นข้าล้วนบ่นไม่ได้แล้ว เจ้าขุนเขาท่านเองก็รู้ดีว่าเจ้าของเก่าของฉายาที่ข้าปล่อยไว้ให้กินฝุ่นพวกนั้นต่างก็ตายกันไปหมดแล้ว ในบรรดาเซียนดินที่มีชีวิตอยู่ก็เอาชนะข้าไม่ได้ ไม่กล้าตำหนิกล่าวโทษข้าเลยสักนิด กลัวก็แต่ว่าข้าจะไปแย่งฉายาของพวกเขา นักพรตที่ข้าสู้ไม่ได้ แน่นอนว่ายิ่งไม่จำเป็นต้องไม่พอใจข้า ส่วนศัตรูน่ะหรือ ฮ่า ข้าไม่เคยมีศัตรู”

สตรีในโลกยุคหลัง ออกจากบ้านเปลี่ยนเครื่องแต่งกายประทินโฉม แต่ป๋ายจิ่งกลับดีนัก ทุกครั้งที่นางออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ท่องไปในโลกมนุษย์เพียงลำพัง ล้วนเปลี่ยนฉายาโดยตรง บุญคุณความรักความแค้น เซี่ยโก่วเอ่ยแค่สามคำ จงใจไม่พูดถึงคำว่า “ความรัก” แน่นอนว่าคำนี้ล้วนมอบให้เสี่ยวโม่ไปหมดแล้ว ก็เหมือนจดหมายรักฉบับหนึ่งที่มีอายุยาวนานมาก แต่กลับมีตัวอักษรอยู่ไม่เยอะ

อยู่ดีๆ เซี่ยโก่วก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ชิงถงจัดขบวนใหญ่โตขนาดนี้ ผลกลับรับพวกคนสกปรกโสมมที่เอาออกหน้าออกตาไม่ได้มาน่ะหรือ? เจ้าขุนเขา อย่าให้ภูเขาลั่วพั่วของพวกเราต้องเดือดร้อนไปด้วยเด็ดขาดเลยนะ เพราะถึงอย่างไรการที่ภูเขาอู๋ถงกลายเป็นสำนักได้ก็คือผลลัพธ์จากการที่ท่านช่วยพูดกับศาลบุ๋นให้ ถึงเวลานั้นข้าคงจะต้องอธิบายเหตุผลกับชิงถงให้ดีๆ ท่านอย่าได้ห้ามข้าเชียว”

เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้าว่า “สั่งสอนได้ ต่อให้ชิงถงจะมีนิสัยเกียจคร้านแค่ไหน แต่ก็เป็นคนที่หวงแหนเกียรติยศของตน ขอแค่เขายอมสอน มีความอดทนมากหน่อย ควบคุมให้เข้มงวดหน่อย ก็จะเป็นทัศนียภาพอีกอย่างหนึ่ง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเถอะ”

เซี่ยโก่วซักถาม “หากชิงถงสอนไม่ดีล่ะ?”

เฉินผิงอันกล่าว “ก็ยังมีสำนักศึกษาต้าสู่คอยจับตามองอยู่ไม่ใช่หรือ?”

เซี่ยโก่วร้องอ้อ

แม้ไม่ใช่เส้นทางที่ต้องผ่านในการไปเยือนภูเขาบรรพบุรุษ แต่เพียงไม่นานก็มีผู้ฝึกตนอีกกลุ่มหนึ่งผ่านทางมาทางนี้ คนหนึ่งในนั้นคือภูตจิ้งจอกที่ถามเสียงอ่อนเสียงหวานว่าภูเขาสีขาวข้างหน้าก็คือภูเขาอู๋ถงหรือ

เซี่ยโก่วกลอกตามองบน โคลงศีรษะ คนเจ้าชู้แสร้งถามทั้งที่รู้ดี หน้าอกใหญ่แล้วร้ายกาจนักหรือ

เฉินผิงอันเพียงแค่จ้องมองผิวน้ำ ตอบกลับว่า “ไม่ใช่”

เซี่ยโก่วหลุดขำอย่างอดไม่อยู่

ผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นหัวเราะราวกิ่งบุปผาสั่นไหว ตวัดตามองค้อนใส่เงาร่างของคนชุดเขียว ก่อนจะยอบกายคารวะอย่างแช่มช้อย “พี่ชายคนหล่อที่พูดจาตลกขบขัน วันหน้าไม่แน่ว่าอาจเป็นเพื่อนร่วมสำนักของพวกเราก็ได้ ถึงเวลานั้นก็ช่วยดูแลกันให้มากหน่อยนะ”

คำตอบของเฉินผิงอันเรียกได้ว่ากระชับเรียบง่ายยิ่ง “ไม่ล่ะ”

เซี่ยโก่วกุมท้องหัวเราะก๊าก

ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่จะมาลองเสี่ยงดวงสวามิภักดิ์ต่อภูเขาอู๋ถงกลุ่มนั้นกลับรู้สึกว่าการพูดคุยเช่นนี้ค่อนข้างน่าสนใจ จึงพากันจากไปพร้อมเสียงหัวเราะก้องดัง

แรกเริ่มผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจในท้องถิ่นของไป่ถงทวีปได้ยินว่ามีเรื่องหนึ่ง ต่างก็รู้สึกว่าคือคนที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าบางคนวางแผนขุดกับดักอย่างตั้งใจหมายจะหลอกล่อพวกเขาให้ไปที่นั่น ภายหลังสำนักกุยหยกและผูซานต่างก็อาศัยรายงานขุนเขาสายน้ำมาพิสูจน์ว่าภูเขาอู๋ถงแห่งนี้ก็คือจวนเซียนอักษรจงที่ศาลบุ๋นเป็นผู้แต่งตั้ง ทว่าเผ่าปีศาจที่หลายปีมานี้มีชีวิตอย่างอกสั่นขวัญผวากันมาจนเคยชินก็ยังคงมีความระมัดระวังรอบคอบ เลือกที่จะสังเกตการณ์ไปก่อน ไม่กล้าขยับเข้าใกล้ต้นอู๋ถงต้นนั้นง่ายๆ

รอกระทั่งรู้ว่าเฉิงหลงโจวรองเจ้าขุนเขาต้าผู้ที่มีชาติกำเนิดเป็นเจียวเฒ่าก็ยังมาร่วมแสดงความยินดีถึงที่ พวกเขาก็เริ่มเชื่อใจในภูเขาอู๋ถงหลายส่วน สำนักศึกษายังตั้งกฎไว้ข้อหนึ่ง อนุญาตให้ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจในท้องถิ่นไปยังจวนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากราชสำนักแคว้นต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ไปรับเอกสารผ่านด่านพิเศษที่สำนักศึกษาแจกจ่ายให้ชั่วคราว อีกทั้งยังสั่งห้ามผู้ฝึกตนของแคว้นต่างๆ ที่อยู่ระหว่างทางว่าไม่ให้ขัดขวางการไปเยือนภูเขาอู๋ถงของพวกเขา หากเกิดความขัดแย้ง สำนักศึกษาจะมาจัดการด้วยตัวเอง นี่ถึงทำให้พวกเขาวางใจกันได้อย่างสิ้นเชิง พากันเฮโลไปที่นั่น กลัวว่าจะไปถึงช้าเกิน ไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่มีเก้าอี้นั่งอยู่ในศาลบรรพจารย์ของภูเขาอู๋ถง

ช่วงนี้คนที่เดินทางมาที่นี่ต่างก็พกพาเอากลิ่นอายป่าเถื่อนที่มีเฉพาะของเผ่าปีศาจมาด้วยไม่มากก็น้อย คนที่ขอบเขตต่ำหน่อยก็ยิ่งมีกลิ่นคาวเลือดอบอวล ถึงขั้นที่ว่ายังมีคนที่ยังหล่อหลอมเรือนกายได้ไม่สำเร็จสมบูรณ์ โชคดีที่อยู่ในอาณาเขตแห่งนี้ พอมาเจอกันบนเส้นทาง ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้สึกประหลาดใจ กลับกันยังรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมอีกด้วย

เซี่ยโก่วถามอย่างประหลาดใจ “ชิงถงคิดอย่างไรถึงได้เปลี่ยนฉายาเป็นชิงอวี้ แล้วยังป่าวประกาศแก่ภายนอกว่าตัวเองเป็นแค่ขอบเขตหยกดิบ ในเมื่อเขาเลือกที่จะเปิดสำนักก่อตั้งพรรคอย่างเปิดเผยแล้ว ทำไมถึงลดสถานะของตัวเองลง แสร้งทำเป็นหยกดิบ? นี่ไม่ใช่ถอดกางเกงผายลมหรอกหรือ?”

เฉินผิงอันอธิบาย “ชิงถงมีความสนใจในการก่อตั้งสำนักอย่างมาก แต่ควรจะจัดการกิจธุระในสำนักอย่างไร อันที่จริงไม่ได้มีความมั่นใจขนาดนั้น ค่อนข้างกังวลว่าหากจำนวนของผู้ฝึกตนทำเนียบมากเข้า เวลานานเข้าก็จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของสำนักที่มีผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานเป็นเจ้าสำนักได้ กลัวว่าใจคนจะดีไม่พอ และเขาก็ค่อนข้างเอนเอียงไปทางความคิดที่ว่า ‘จิตใจจักรพรรดิยากจะคาดเดา” จึงคิดหาวิธีทำไปตามลำดับขั้นตอนอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม

อันดับแรก หยกดิบอายุน้อยที่จู่ๆ ก็โผล่มาบนโลก เดิมทีน้ำหนักก็ไม่เบา เป็นผู้หลอมลมปราณเผ่าปีศาจ แล้วยังได้รับการยอมรับจากศาลบุ๋นให้เปิดสำนักก่อตั้งพรรค ในสายตาของคนนอก ในนี้ต้องมีความเป็นมาที่ชวนให้คนค้นหาอย่างแน่นอน อันดับต่อมา ชิงถงแค่ต้องรอให้เวลาผ่านไปร้อยสองร้อยปี แล้วค่อยป่าวประกาศแก่ภายนอกว่าจะปิดด่าน ออกจากด่านมาได้อย่างราบรื่น กลายเป็นเซียนเหริน ก็มากพอจะพิสูจน์ว่าเขาคือ “เจ้าสำนักหนุ่ม” ที่มีความหวังบนมหามรรคา หลังจากนั้น….”

บทที่ 1134.3 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จากลมวสันต์
เซี่ยโก่วแย่งพูด “หลังจากนั้นก็คือผ่านไปอีกสามร้อยห้าร้อยปี ชิงถงแสร้งทำเป็นว่าเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยาน? ไม่ถูกสิ นี่ก็ไม่ถือว่าแสร้งทำนี่นา” นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เซี่ยโก่วก็ถามว่า “นี่ใช่หลักการเหตุผลที่จวินเชี่ยนบอกว่าการวางตัวการลงมือทำเรื่องอะไรไม่ควรจะเริ่มต้นให้สูงเกินไป ใช่หรือไม่?”

เฉินผิงอันหันหน้ามามองเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว ในใจคิดว่าเจ้าเริ่มศึกษาหลักการเหตุผลในการวางตัวอยู่ร่วมสังคมจากเฉินหลิงจวินแล้วหรือ?

เซี่ยโก่วถามอย่างสงสัย “ทำไมหรือ?” เฉินผิงอันหันกลับไปมองผิวน้ำอีกครั้ง ปล่อยนางไปเถอะ

เซี่ยโก่วพูดหัวข้อสนทนาก่อนหน้านั้นต่ออีกครั้ง “แต่หากอิงตามลำดับขั้นตอนเช่นนี้ห้าหกร้อยปีให้หลัง ชิงถงจะไม่เผยพิรุธหรือ? ก็ยังต้องเป็นเจ้าสำนักขอบเขตบินทะยานอยู่ดี”

เฉินผิงอันกล่าว “ใครบอกว่าปิดด่านครั้งเดียวก็สามารถพิสูจน์มรรคาบินทะยานได้เลยล่ะ ล้มเหลวครั้งสองครั้งก็เป็นเรื่องที่ปกติมาก”

เซี่ยโก่วเบิกตากว้าง “ชิงถงทำอย่างนี้เกินกว่าเหตุยิ่งกว่าถอดกางเกงผายลมเสียอีก นี่คืออึโดยไม่ถอดกางเกงเลยนะ เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว เจ้าชิงถงผู้นี้จิตใจสกปรกถึงได้คิดวิธีการชั่วร้ายแบบนี้ออกมาได้ มารดามันเถอะ เมื่อก่อนข้ายังนึกว่าเขาเป็นคนโง่ไร้สติปัญญาดีนักนะ ที่แท้แม้แต่ข้าก็ยังหลอกได้ ไม่แน่ว่าการที่เขาไม่อาจเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ก็อาจเป็นการกระทำอย่างจงใจก็เป็นได้? ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว?! ไม่ได้ ข้าต้องถามเขาต่อหน้าสักคำ หากยังไม่ยอมบอกมาตามตรง กล้าไม่ยอมรับว่าเป็นขอบเขตสิบสี่ ข้าก็จะถามกระบี่จนเขาเผยรูปลักษณ์เดิม…”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “เจ้าอาจจะเข้าใจชิงถงผิดไปหรือเปล่า? ไม่แน่ ว่าอาจมียอดฝีมือคอยชี้แนะเขา? แน่นอนว่าข้าก็เดาเอาเหมือนกัน”

เซี่ยโก่วไม่ได้อยู่บนภูเขาลั่วพั่วมาอย่างเสียเปล่า รีบเปลี่ยนคำพูดทันใด “แผนการแยบยลยิ่งนัก ต้องมียอดฝีมือคอยชี้แนะให้อยู่เบื้องหลังแน่นอน!”

เฉินผิงอันจนคำพูดไปทันใด เจ้าตัวดี ข้อดีของทุกคนบนภูเขาลั่วพั่วล้วนถูกเจ้าเรียนรู้มาจนเกือบหมดแล้ว

หวงซีหัวเราะเสียงดัง ไม่ได้เห็นคำพูดเกรงใจตามมารยาทนี้เป็นจริงเป็นจัง แต่กระนั้นก็ยังรินเหล้าเต็มชามแล้วกระดกดื่มจนหมด ซิ่วเหนียงที่เงียบขรึมพูดน้อยเพียงแค่ยกชามเหล้าขึ้นจิบเหล้าหนึ่งคำเท่านั้น วางชามเหล้าลง หวงซีก็ส่งเสียงเรอ ถามว่า “พี่ชายมาท่องเที่ยวที่ภูเขาอู๋ถงหรือว่ามาสวามิภักดิ์ต่อเจ้าสำนักชิงอวี้ล่ะ?”

เฉินผิงอันกล่าว “ดูสถานการณ์ของที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน”

หวงซีพยักหน้า “ต้องเป็นเช่นนี้ จดบันทึกชื่อลงในทำเนียบหยกทอง ไม่ใช่การหาโรงเตี๊ยมพักค้างแรมง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ต้องระมัดระวังรอบคอบ”

บทที่ 1134.4 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จากลมวสันต์
เฉินผิงอันพยักหน้า “มีเหตุผล”

ครั้งนี้เปลี่ยนมาเป็นหวงซีที่ยกชามเหล้าขึ้นบ้าง “ถูกชะตา ชนกันหน่อย” เฉินผิงอันคลี่ยิ้ม ยกชามเหล้าขึ้นชนกับอีกฝ่าย “ได้พบเจอกันคือโชควาสนา ก็หนีไม่พ้นเช่นนี้เอง”

หวงซีดื่มเหล้าเร็วและดุดัน เพียงไม่นานก็หน้าแดงก่ำ ซิ่วเหนียงคิดจะโน้มน้าว บุรุษของตนกลับเริ่มควักความในใจมาพูดกับคนอื่นไปทั่วแล้ว “บอกตามตรง ข้าพอจะมีความเกี่ยวข้องกับภูเขาอู๋ถงแห่งนี้อยู่บ้าง มีเพื่อนรักอยู่คนหนึ่ง ขอบเขตของเขาไม่ถือว่าสูง แต่ผลสำเร็จบนวิถีกระบี่กลับสูงมาก ทุกวันนี้ภูเขาอู๋ถงกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องการใช้คน เชื่อว่าเขาจะต้องกลายเป็นสมาชิกที่มีเก้าอี้อยู่ด้านหน้าของศาลบรรพจารย์ได้แน่นอน หากพวกเจ้าตัดสินใจที่จะลงหลักปักฐานที่นี่แล้วเจอกับเรื่องยากลำบากอะไรก็ไปขอให้เขาช่วยได้ แน่นอนว่าทางที่ดีที่สุดคือไม่มีเรื่องไม่คาดฝันนี้”

ซิ่วเหนียงถอนหายใจเบาๆ เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ เจอใครก็ชอบมอบใจให้เขา แล้วยังพูดจามีเหตุผล บอกว่าลางสังหรณ์ของเขามีความแม่นยำมาก ควรค่าแก่การผูกมิตรหรือไม่ แค่มองปราดเดียวก็รู้ได้แล้ว

แต่ซิ่วเหนียงก็ไม่ได้ห้ามปราม ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะเชื่อมั่นในตบะของสามีและพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธของตัวเอง คนหนึ่งคือผู้ฝึกตนขอบเขตหยกดิบ คนหนึ่งคือผู้ฝึกยุทธขอบเขตยอดเขา มาหาประสบการณ์อยู่ในไป่ถงทวีปแห่งนี้ อีกทั้งยังไม่ได้เป็นฝ่ายไปหาเรื่องใครก่อน แค่นี้ก็พอให้ใช้แล้ว เหตุผลอีกครึ่งหนึ่งก็คือนางรู้สึกว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินเนื้อพะโล้ผู้นั้น บางครั้งที่นางเงยหน้าขึ้นมา สายตาของนางใสซื่อ สองแก้มแดงเป็นปั้น ค่อนข้างน่ารัก

พูดคุยเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดของอุตรกุรุทวีป หวงซีนั่งขัดสมาธิบนม้านั่งยาว “จากบ้านเกิดมาถึงที่นี่ แจกันสมบัติทวีปที่อยู่ตรงกลางนั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแล้ว ทุกวันนี้ที่นั่นล้วนพูดคุยถึงเรื่องของเซียนกระบี่เฉิน ข้าฟังมาจนหูแฉะ ไอ้หมอนี่ร้ายกาจแน่นอนว่าต้องร้ายกาจอย่างมาก แต่หากจะเทียบกันขึ้นมาจริงๆ ถึงอย่างไรก็เป็นบุคคลที่เหมือนเป้ายิงธนู”

บุรุษชุดเขียวได้ยินคำพูดนี้ก็คล้ายจะเห็นด้วย พยักหน้าเอ่ย “คนเราอยู่ในยุทธภพ ของอย่างชื่อเสียงนั้นจะไม่มีไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรมีมากเกินไป คุณธรรมไม่สมกับตำแหน่ง ตัวจริงไม่สมกับชื่อเสียง ยิ่งชื่อเสียงจอมปลอมมีมากเท่าไรก็ยิ่งเหมือนตุ๊กตาหิมะที่พบเจอแสงตะวันไม่ได้มากเท่านั้น” ซิ่วเหนียงฟังมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่าต่อให้คนผู้นี้แค่พูดไปตามมารยาทก็ยังพูดได้ไม่เลว

หวงซีลังเลเล็กน้อย กำลังจะบอกเรื่องวงในอย่างหนึ่งกับสหายดื่มสุราที่เพิ่งรู้จักกัน แนะนำเขาว่าหากเป็นไปได้ก็ให้ไปสวามิภักดิ์ต่อ “บรรพจารย์ชิงอวี้ขอบเขตหยกดิบ” ไม่ต้องย้ายไปไหนแล้ว เพราะผู้เปิดสำนักที่มีฉายาว่าชิงอวี้ผู้นี้มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับหอสยบปีศาจของไป่ถงทวีป… เพียงแต่ว่าครั้งนี้ซิ่วเหนียงไม่ปล่อยตามใจบุรุษของตน ยกเท้า เหยียบหลังเท้าของหวงซีอยู่ใต้โต๊ะ แล้วซิ่วเหนียงก็ออกแรงขยี้ปลายเท้า เตือนเขาว่าอย่าเหลวไหล ดื่มเหล้าไปเล็กน้อยก็ไม่รู้ว่าสูงแผ่นดินกว้างแล้ว อยู่ที่ตีนเขาซึ่งเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบ้านคนอื่นเขา แต่กลับแพร่งพรายรากฐานมหามรรคาของผู้ฝึกตนบนยอดเขาคนหนึ่ง เจ้าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กที่แค่ดื่มสุราลงทัณฑ์ไม่กี่ชามก็ถือว่าผ่านไปได้แล้วหรือ?! แล้วนับประสาอะไรกับที่สหายคนนั้นของเจ้ายังต้องฝึกตนอยู่ที่นี่อีกนาน ไม่คิดเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง แต่จะไม่คิดเพื่อสหายเจ้าบ้างหรือ?

โชคดีที่หลังจากหวงซีสองจิตสองใจอยู่พักหนึ่งก็รู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะ จึงกลืนคำพูดพร้อมสุราที่มารอตรงปากกลับลงท้องไป หวงซีใช้เสียงในใจโอดครวญกับภรรยา บอกว่าเขาไม่ได้ดื่มจนเมาเสียหน่อย รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ซิ่วเหนียงไม่ได้พูดอะไร หวงซีกลับมีท่าทางเชื่องซึม ดื่มเหล้า ดื่มเหล้า ซิ่วเหนียงเคยชินกับท่าทีแบบนี้ของเขาเสียแล้ว บุรุษข้างกายเวลามีความขัดแย้งกับใครก็จะต้องฆ่าอย่างเด็ดขาด ตัดรากถอนโคนศัตรู แต่เวลาปกติกลับเป็นคนใจอ่อน… บุรุษที่เป็นเช่นนี้ นิสัยเสียๆ มีมากมายเป็นกอง ซิ่วเหนียงก็ยังชอบ พอนึกถึงตรงนี้ สตรีที่ไม่ถนัดพูดจาก็มีสีหน้าอ่อนโยนลง

ซิ่วเหนียงสังเกตเห็นว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มกว้างมาให้ตน ซิ่วเหนียงอึ้งตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ กลับคืนไปให้กับแม่นางน้อยใสซื่อคนนั้น นางคาดเดาอยู่ในใจ คงไม่ใช่ว่าเป็นบุตรสาวของบุรุษชุดเขียวหรอกนะ? พ่อลูกสองคนหน้าตาไม่เหมือนกันเลย

หวงซีลุกขึ้นบอกลา บุรุษชุดเขียวก็ลุกขึ้นตาม ยิ้มเอ่ยว่า “เหล้ามื้อนี้ต้องให้ข้าเป็นคนเลี้ยงเอง”

หวงซีเป็นคนตรงไปตรงมา จึงทำตัวตามสบายอย่างผึ่งผาย อีกอย่างหวงซีที่อยู่ในอุตรกุรุทวีป ผู้ฝึกลมปราณที่เลื่อมใสเขาและสตรีที่ชื่นชมเขาก็มีจำนวนไม่น้อย หลายปีมานี้ซิ่วเหนียงต้องไล่หมู่ภมรที่มาดอมดมบุปผากับมือตัวเองไปไม่น้อย หวงซียิ้มถาม “ยังคงอดไม่ไหว สุดท้ายขอให้ข้าได้ถามคำถามที่ทำลายบรรยากาศเสียหน่อย ตอนที่ยังไม่ได้ดื่มเหล้า ประโยคแรกๆ ที่บอกว่าได้ผลประโยชน์ไม่น้อย ทบทวนซ้ำไปซ้ำมาอะไรนั่น พูดจริงหรือไม่?”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “อยู่บนโต๊ะพูดจาตามมารยาทให้มาก อยู่นอกโต๊ะพูดจาผิดมโนธรรมในใจให้น้อย” แม้จะบอกว่าพูดไปแล้วก็เหมือนไม่ได้พูด อีกทั้งคำตอบนี้ก็ค่อนข้างจะคลุมเครือ แต่หวงซีก็ยังรู้สึกว่าไม่เลว “พวกเราสองคนล้วนเป็นคนที่เข้าใจดื่มเหล้า”

ซิ่วเหนียงสังเกตเห็นว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวกะพริบตาปริบๆ คล้ายอดมานานแต่สุดท้ายก็อดไม่ไหว จึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านพ่อข้าไม่เพียงแต่ดื่มเหล้า แต่ยังขายเหล้าด้วย” หวงซีมีสีหน้าเหยเกทันใด “มิน่าเล่าถึงยอมจ่ายให้”

ซิ่วเหนียงคลี่ยิ้มหวาน แม่นางน้อยใสซื่อบริสุทธิ์เช่นนี้ คิดดูแล้วบิดาของนางก็ไม่น่าจะเป็นคนที่มีกลอุบายลึกล้ำอะไร

สามีภรรยาเดินไปถึงหน้าประตูร้าน คิดไม่ถึงว่ามือกระบี่หนุ่มที่ครอบครองโต๊ะไปคนเดียวจะลุกขึ้นยืนตาม วางเงินค่าเหล้าไว้บนโต๊ะ มือกระบี่ชุดเขียวหัวเราะหยัน “สหายของหวงเซียนซือเยอะเหลือเกินนะ ออกจากบ้านดื่มเหล้าก็ไม่ต้องควักเงินจ่าย” หวงซีเอ่ยอย่างลำพองใจ “เพิ่งจะรู้จักกันแล้วยังเป็นคนบ้านเดียวกันด้วย เคารพเลื่อมใสข้ามาก ไม่เกี่ยวข้องกับว่าขอบเขตสูงหรือต่ำ หรือว่าชื่อเสียงมากหรือน้อย ก็แค่รู้สึกว่าข้าเป็นคนมีคุณธรรม”

ซิ่วเหนียงเองก็ไม่ขัดคอการคุยโวของบุรุษตัวเอง เพียงแค่เอ่ยเตือนว่า “เจ้าลืมเรื่องหนึ่งไปหรือไม่ คนเขาเลี้ยงเหล้าเจ้า เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ?” หวงซีตบหัวตัวเอง เพิ่งจะนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ หันหน้าไปใช้เสียงในใจถาม “ใช่แล้ว พี่ชาย เอาแต่ยุ่งอยู่กับการดื่มเหล้า ลืมถามชื่อของเจ้าไป ขอโทษที ขอโทษที”

ชายชุดเขียวที่ยืนจ่ายเงินอยู่ข้างโต๊ะคิดเงินได้ยินแล้วก็หันหน้ามา ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ท่องอยู่ในยุทธภพใช้นามแฝงว่าเฉาโม่ ชื่อจริงคือเฉินผิงอัน หากไม่ผิดไปจากที่คาด ก็คือบุคคลที่เป็นดั่งเป้าธนูอย่างที่เจ้าบอก”

หวงซีอึ้งตะลึง แต่ก็หัวเราะได้อย่างรวดเร็ว ยื่นนิ้วมาชี้เขา “พอดื่มเหล้าเข้าไปแล้ว ฟ้าดินกว้างใหญ่ข้าใหญ่ที่สุดจริงเสียด้วย ถูกแล้ว พวกเราสองคนเหมือนกันเปี๊ยบเลย! มีโอกาสจะต้องมาดื่มเหล้าด้วยกันอีกสักมื้อ”

เฉินผิงอันพยักหน้า พูดด้วยสีหน้าเบิกบานแจ่มใส “ไม่มีปัญหา”

เซี่ยโก่วหันหลังให้ประตู สองมือกดไว้ข้างแก้มแรงๆ ด้วยกลัวว่าตัวเองจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา

เดินออกมาจากร้านเหล้า เริ่มเดินขึ้นเขา หวงซีเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถามอย่างใคร่รู้ว่า “ทำไมพวกเจ้าสองคนถึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยล่ะ?” ซิ่วเหนียงถามอย่างสงสัย “ไม่อย่างนั้น?” ก็แค่การพบเจอกันโดยบังเอิญเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นก่อนหน้านี้อยู่ที่อุตรกุรุทวีป พวกเขายังเคยเจอกับนักพรตเฒ่าที่บอกว่าตัวเองคือฮว่อหลงเจินเหรินซึ่งมาจากยอดเขาพาตี้ ประเด็นสำคัญคือไม่ใช่แค่ครั้งเดียว มือกระบี่ชุดเขียวเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ก่อนหน้านี้อยู่ที่ผูซาน บุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำครั้งนั้นก็ยังมีคนมากมายเข้าใจผิดว่าข้าคือเฉินผิงอันไม่ใช่หรือ”

หวงซีเหงื่อเปียกเต็มหลังนานแล้ว ขยับคอเสื้อ ยิ้มเงื่อนเอ่ยว่า “ปัญหาคือพวกเจ้าไม่คิดเป็นจริงเป็นจัง แต่เขาคือเขาจริงๆ นี่นา” ซิ่วเหนียงเพียงแค่ส่ายหน้าไม่เอ่ยอะไร หวงซีได้แต่อธิบายว่า “นับแต่เด็กมาข้าก็เป็นวิชาอภินิหารที่แปลกประหลาดบทหนึ่ง สามารถมองเห็นภาพบรรยากาศบนมรรคาบางอย่างของคนอื่นได้ ยิ่งตบะสูง ยิ่งพลังจิตเปี่ยมล้น ภาพบรรยากาศนั้นก็ยิ่งเหมือนร่างจริงของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กายธรรมของผู้ฝึกตนจะยิ่งสูงพวกเจ้าต่างก็รู้ดี ขณะเดียวกันยังสามารถวิเคราะห์ความใสความขุ่นมัวของพลังอำนาจคนอื่นได้คร่าวๆ ด้วย”

ซิ่วเหนียงถามอย่างสงสัย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็น่าจะจำได้ว่าเขาคือเฉินผิงอันตั้งแต่แรกถึงจะถูก ไฉนออกจากร้านมาแล้วถึงเพิ่งรู้สึกตื่นเต้น”

มือกระบี่ชุดเขียวยิ้มเอ่ย “ท่านพี่ นี่เรียกว่าดื่มเหล้าเมาก็พูดจาเหมือนคนเมา ดูท่าก่อนหน้านี้น่าจะคุยกันถูกคอจริงๆ นั่นแหละ” ที่แท้เขาก็น้องชายแท้ๆ ของซิ่วเหนียง หากใช้คำพูดของหวงซีก็คือเจ้าเด็กนี่ตาไปงอกอยู่บนหน้าผาก มีพี่เขยที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งทวีปอย่างตนก็ยังไม่รู้สึกอะไร ยังพูดอีกว่าเซียนกระบี่ขอบเขตหยกดิบไม่มีคุณสมบัติจะเป็นผู้ถ่ายทอดมรรคาของเขาเลย โอสถทองเล็กๆ กลับพูดจาใหญ่โตยิ่งกว่าแผ่นฟ้า

หวงซีอ่อนใจ ไม่เสียเวลาคุยกับน้องเมียที่หยิ่งทระนงมาโดยตลอดผู้นี้อีกแล้ว “แรกเริ่มเขามีภาพบรรยากาศที่ต่ำมากเบาบางมากจริงๆ แทบจะเท่ากับผู้หลอมลมปราณขอบเขตถ้ำสถิตหรือไม่ก็ขอบเขตชมมหาสมุทร แต่ตอนที่เขายืนตอบคำถามอยู่ที่โต๊ะคิดเงินของร้าน พริบตาเดียวก็มีภาพมหัศจรรย์อย่างอื่นปรากฏขึ้นมา” ซิ่วเหนียงขมวดคิ้ว “กายธรรมของผู้ฝึกตนกลายเป็นว่าสูงยิ่งกว่าภูเขาอู๋ถงหรือ?” หวงซีส่ายหน้า “หากมีเพียงเท่านี้ ข้าก็คงไม่เสียกิริยาขนาดนี้ ความจริงคือไม่มีแล้วไม่มีเลยแม้สักเศษสักเสี้ยว หน้าสุดท้ายของตำราโบราณที่สืบทอดมาจากตระกูลข้าได้บันทึกถึงเหตุการณ์ที่ลี้ลับมหัศจรรย์เช่นนี้เอาไว้ มีชื่อว่า “คนจริงอยู่ตรงข้ามไม่รู้จัก มรรคาจำแลงเป็นฟ้าดินได้ในระยะประชิด”

หวงซีไม่เคยคบค้าสมาคมกับคนผู้นั้น ดังนั้นด้วยนิสัยของหวงซีแล้ว ต่อให้เจอหน้ากันรู้ว่าอีกฝ่ายคือเฉินผิงอันก็ไม่มีอะไร แต่เรื่องที่ทำให้หวงซีตึงเครียดอย่างแท้จริงก็คือกลิ่นอายมรรคาที่อยู่บนร่างของอีกฝ่าย หวงซีนั่งแปะลงบนขั้นบันได

มือกระบี่หนุ่มไม่พูดไม่จาก็หมุนตัวลงจากภูเขาไปแล้ว ซิ่วเหนียงถามอย่างเป็นกังวล “จะทำอะไรน่ะ?” มือกระบี่ชุดเขียวเอ่ยเสียงหนัก “กราบอาจารย์!”

หวงซีทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด ซิ่วเหนียงครุ่นคิด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ห้ามน้องชายไม่ให้… ไปหาภูเขา หวงซีถาม “ซิ่วเหนียง เจ้าเติ้งเจี้ยนผิงผู้นี้มีความคิดอยากจะกราบเฉินผิงอันเป็นอาจารย์มาโดยตลอด ทำไมข้าถึงไม่เคยรู้เลย? คราวก่อนที่พวกเราเดินทางผ่านแจกันสมบัติทวีปด้วยกัน ทำไมเขาถึงไม่ไปที่ภูเขาลั่วพั่ว?” ซิ่วเหนียงเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เจี้ยนผิงไม่เคยพูดความในใจกับข้า” หวงซียิ้มกล่าว “ก็จริง ขอแค่เจ้าเด็กหน้าเหม็นพูดกับเจ้าสองสามประโยค เจ้าก็ดีใจเหมือนได้ฉลองปีใหม่อย่างไรอย่างนั้น”

ช่วยไม่ได้ ภรรยาคนดีที่ตนหามา ทุกวันนี้ในบรรดาพวกเขาสามคนก็เป็นเขาหวงซีที่ตำแหน่งอยู่รั้งท้ายสุด อันที่จริงชื่อเดิมของซิ่วเหนียงคือเติ้งเจี้ยนเฉียว พี่สาวน้องชายสองคนนี้เป็นกำพร้ามาตั้งแต่เล็ก มีชีวิตพึ่งพากันและกัน อันที่จริงตอนแรกเติ้งเจี้ยนเฉียวก็มีคุณสมบัติด้านการฝึกตนเหมือนกัน แต่สุดท้ายกลายมาเป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัวก็เพราะตอนแรกที่ขึ้นเขาได้ละทิ้งเรื่องการฝึกตนไปกลางคัน นางฝืนใช้ลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์เฮือกหนึ่งมาสลายปราณวิญญาณฟ้าดินทิ้งไป ทำลายช่องโพรงมากมายจนแหลกเละ ในหลายๆ ครั้งเมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็ไม่อาจทำให้สมบูรณ์พร้อมได้ทั้งสองทาง ตอนที่อายุยังน้อยพี่น้องสองคนเคยมีช่วงเวลาอันน่าเวทนาที่เรียกฟ้าฟ้าไม่ขาน เรียกดินดินไม่ตอบ ทว่าเรื่องวงในที่เป็นรายละเอียดของอดีตพวกนี้ ซิ่วเหนียงไม่พูดถึง เติ้งเจี้ยนผิงก็ยิ่งทำตัวเป็นคนใบ้

ซิ่วเหนียงกล่าว “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ปีนั้นเขาออกไปฝึกประสบการณ์ข้างนอก ตอนกลับภูเขามาก็เริ่มปิดด่าน ถามเขา เขาก็ไม่พูด บอกแค่ว่าลงจากเขาไปครั้งนี้ก็เพื่อไปหาภูเขา” หลังจากฝึกประสบการณ์ครั้งนั้น เติ้งเจี้ยนผิงก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ก่อนหน้านี้พี่สาวน้องชายกว่าจะมีกิจการทางบ้านที่มั่นคงและภูเขาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าเติ้งเจี้ยนผิงกลับเฉยเมยกับการฝึกตนและฝึกกระบี่อย่างมาก ใช้เวลาผ่านไปอย่างเสียเปล่า เติ้งเจี้ยนเฉียวสงสารน้องชายมาตั้งแต่เด็กแล้ว แน่นอนว่านางไม่มีทางพูดมาก โชคดีที่หลังจากการฝึกประสบการณ์ครั้งนั้น เติ้งเจี้ยนผิงก็ได้เริ่มฝึกตนอย่างตั้งใจ บวกกับที่มีพี่สาวที่ดีที่ไม่ว่าเขาต้องการอะไรนางก็หามาให้หมด เป็นเหตุให้หลอมกระบี่ได้อย่างว่องไวขอบเขตไต่ทะยานรวดเร็ว ภายหลังหวงซีจึงเอ่ยสัพยอกซิ่วเหนียงว่า โชคดีที่พื้นฐานของเติ้งเจี้ยนผิงดี ไม่อย่างนั้นหากดูตามวิธีตามใจเขาของเจ้าแล้ว คนเป็นพี่สาวไม่สนกฎระเบียบเลยสักนิด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามใจเขาไปหมด ป่านนี้เขาคงกลายเป็นลูกหลานคนเสเพลไร้ชื่อไร้แปรที่สร้างแต่ปัญหาไปแล้ว ซิ่วเหนียงจึงยิ้มหวานราวดอกไม้ ตอบกลับไปประโยคหนึ่งว่าก็ไม่ดูเสียบ้างว่าเขาเป็นน้องชายของใคร

แต่หลังจากการฝึกประสบการณ์ครั้งนั้น เติ้งเจี้ยนผิงยังพาเด็กสองคนที่มือเต็มไปด้วยแผลพุพองกลับมาด้วย รับเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอด เรื่องนี้หลังจากที่หวงซีผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับซิ่วเหนียงแล้ว แน่นอนว่าต้องรู้ ยังรู้ด้วยว่าเด็กสองคนมาจากตระกูลยากจนคนรุ่นพ่อขายถ่านหาเลี้ยงชีพ ส่วนบ้านเกิดอยู่ที่ไหน พวกเขาเคยเล่าแต่หวงซีลืมชื่อไปแล้ว เหมือนจะเป็นแคว้นเล็กแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอุตรกุรุทวีป เป็นหมู่บ้านที่อยู่นอกเมืองอะไรสักอย่าง ตอนที่พวกเขาได้เจอกับหวงซีก็ฝึกตนอยู่บนภูเขามาหลายปีแล้ว ต่างก็เติบใหญ่กลายเป็นเด็กหนุ่มหน้าตางดงามดุจหยกและเด็กสาวที่เรือนร่างสะโอดสะองแล้ว ทว่าต่อให้กลายเป็นผู้ฝึกตนบนภูเขาแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาก็ยังชอบคุยเรื่องตอนที่ยังเป็นเด็ก อย่างเช่นว่ามักจะได้นั่งรถเทียมวัวไปในเมืองกับบิดาบ่อยๆ ไปตามตลาดนัดหรือไม่ก็ไปช่วงใกล้สิ้นปีเพื่อขายถ่านแลกเงินมา เอามาซื้อเสื้อผ้าใหม่รองเท้าใหม่ แม้ว่าพวกเขาจะมีคุณสมบัติที่ธรรมดาอย่างมาก แต่เติ้งเจี้ยนผิงที่เป็นอาจารย์กลับให้ความสำคัญพวกเขามาก ยอมทุ่มสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินมากมายอย่างไม่เสียดาย เติ้งเจี้ยนผิงถึงขั้นที่ว่าไม่มีความคิดจะรับลูกศิษย์เพิ่มอีก บอกว่าลูกศิษย์เปิดภูเขาคนหนึ่งกับลูกศิษย์ปิดประตูคนหนึ่งก็เพียงพอแล้ว หวงซีไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องนี้ ยิ่งไม่ถามมาก เพียงแค่คิดว่าน้องเมียที่หน้าตาเย็นชาแต่จิตใจอุ่นร้อนผู้นี้ ปีนั้นระหว่างที่เดินทางไกลได้เห็นเด็กสองคนก็เกิดสงสารเห็นใจเพราะมีสภาพชีวิตคล้ายคลึงกัน จึงพาพวกเขากลับมาอยู่ในภูเขาด้วย

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!