แล้วก็จริงดังคาด มือกระบี่ชุดเขียวกลับมาที่เส้นทางภูเขาด้วยสีหน้าหม่นหมอง นั่งลงข้างกายพี่สาว เติ้งเจี้ยนผิงด่าตัวเองคำหนึ่งว่าโง่เง่า เห็นไม้เท้าเดินป่าสีเขียวนั่นก็ควรใส่ใจได้แล้ว
หวงซีเอ่ยสัพยอก “เวลาปกติก็เป็นคนฉลาดดีอยู่หรอกนะ” ซิ่วเหนียงถองใส่เขาหนึ่งที นี่มันเวลาอะไรแล้ว ยังจะมาพูดเยาะเย้ยกันอีก เติ้งเจี้ยนผิงไม่ถือสา เพียงแต่ว่าสีหน้ากลัดกลุ้ม
หวงซีถาม “คราวก่อนเดินทางผ่าน ทำไมถึงไม่แวะไปดูที่ภูเขาลั่วพั่วล่ะ เพราะได้ยินมาว่าที่นั่นปิดภูเขา รู้สึกว่าจะต้องกินน้ำแกงปิดประตู? ก็เลยไม่ไปหาเรื่องใส่ตัวหรือ?” เติ้งเจี้ยนผิงกล่าว “ตอนนั้นข้าละอายใจที่ตัวเองไม่ได้เรื่อง รู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีคุณสมบัติที่จะขึ้นเขาไปพบเขา” หวงซีเงียบเสียงไป ซิ่วเหนียงถองเขาอีกรอบ บอกเป็นนัยว่าถามต่อสิ นางก็อยากรู้เหมือนกัน
หวงซีจึงได้แต่ถามต่อว่า “เพียงแค่เพราะเจ้าเป็นผู้ฝึกกระบี่ ส่วนเขาก็มียศอิ่นกวาน? เพราะเขาสร้างคุณความชอบไว้ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ เจ้าก็เลยมองเขาสูงมากเป็นพิเศษหรือ?” เติ้งเจี้ยนผิงส่ายหน้า “ไม่ใช่เหตุผลพวกนี้”
หวงซีพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เจี้ยนผิง ถ้าอย่างนั้นข้าก็ยิ่งอยากรู้แล้ว เจ้าไม่ใช่คนที่จะนับถือใครเพราะอีกฝ่ายขอบเขตสูง ไฉนถึงอยากแต่จะกราบเขาเป็นอาจารย์แค่คนเดียว? หากจำไม่ผิด ป้ายฉางมีความคิดจะรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ แต่กลับถูกเจ้าปฏิเสธ” เติ้งเจี้ยนผิงเงียบงันไม่เอ่ยอะไร
เรื่องบางอย่างที่กลายเป็นความเคยชินไปแล้ว ฟ้าไม่สน ดินไม่สน เทพเซียนก็ไม่สน หลังจากที่ข้าเติ้งเจี้ยนผิงเรียนกระบี่ประสบความสำเร็จได้เล็กน้อย กลับต้องการจะยุ่งเรื่องของคนอื่น ยินดีเดินตามรอยเท้าของคนที่อยู่เบื้องหน้า เดินตรงไปบนมรรคา ไม่เสียดายชีวิต
หวงซีถาม “ในเมื่ออยู่แจกันสมบัติทวีปแต่ไม่ยอมไปที่ภูเขาลั่วพั่ว ทำไมวันนี้เจอเขาแล้วถึงได้เปลี่ยนใจกะทันหันล่ะ?” เติ้งเจี้ยนผิงอารมณ์เสียแล้ว ก่นด่าทันใด “ข้าผู้อาวุโสเป็นคนดื้อ แต่ไม่ใช่คนโง่ที่ตาไร้แววสักหน่อย หากเจอหน้าเขาได้ทำไมจะไม่ยอมไปพบหน้าเล่า? สามารถกราบอาจารย์ต่อหน้า ทำไมต้องปล่อยผ่านไปด้วย?!”
หวงซีมองสบตากับซิ่วเหนียงแล้วยิ้มให้กัน
เฉินผิงอันอยู่บนภูเขาอู๋ถงได้พบกับบรรพจารย์ชิงอวี้ในหอหนังสือที่ราวกับว่าซ่อนอยู่ในถ้ำแห่งเมฆา เซี่ยโก่วจุ๊ปาก ไม่เคยคิดเลยว่าสหายชิงถงจะเป็นบัณฑิตที่เที่ยงแท้เช่นนี้ ในภูเขา เฉินผิงอันคอยดึงตำราเล่มหนึ่งออกมาพลิกอ่านอยู่ตลอด ชิงถงที่อยู่ด้านข้างมองมาด้วยสายตาป้องกันโจรอย่างไรอย่างนั้น นี่ทำให้เฉินผิงอันรับไม่ไหวอยู่บ้าง “ก็แค่อ่านเฉยๆ เท่านั้น ไม่คิดจะเป็นโจรที่ไม่กลับไปมือเปล่าหรอกน่า”
ชิงถงกล่าว “ถ้าอย่างนั้นแขกก็ตามใจเจ้าบ้าน เปลี่ยนสถานที่พูดคุยกันเถอะ” เซี่ยโก่วเริ่มโคลงศีรษะ ผิวปากหวือ หากยังทำตัวกำเริบเสิบสานแบบนี้ จะขนไปให้เกลี้ยงเลย ทุกวันนี้ข้าไม่เพียงแต่ชอบอ่านหนังสือเท่านั้น เจ้าขุนเขายังชมด้วยว่าบันทึกขุนเขาสายน้ำของข้าเล่มนั้นเขียนได้เรียบง่ายไร้การปรุงแต่ง ฟังจากน้ำเสียงก็คือมีโอกาสจะจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “มีหลักการเหตุผลที่เจ้าบ้านบอกให้แขกตามใจเจ้าบ้านที่ไหนกัน” แม้จะพูดเช่นนี้ แต่ก็ยังเอาหนังสือที่อยู่บนมือวางกลับไปที่เดิม เดินไปยังระเบียงด้านนอกด้วยกัน เฉินผิงอันพูดถึงความรู้สึกและสิ่งที่ตนได้พบเจอมา บอกว่าสหายชิงถงเปิดสำนักก่อตั้งพรรคอยู่ที่นี่ก็ดีมากจริงๆ ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจเหล่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะคุยกันเรื่องอะไร ในถ้อยคำที่พูดและยังมีสีหน้าแววตาก็ราวกับว่าท่ามกลางวิถีทางโลกที่เดิมทีเป็นสีเทาขมุกขมัวของพวกเขา ทุกวันนี้ได้มีประกายแสงสว่างปรากฏขึ้นมาแล้ว อย่างน้อยก็กล้าที่จะคาดหวังต่อวันพรุ่งนี้ ยังไม่ต้องไปสนว่าวันพรุ่งนี้จะผิดหวังหรือไม่
หอเก็บตำราย่อมต้องถูกชิงถงร่ายตราผนึกขุนเขาสายน้ำเอาไว้ พวกเดินกันไปถึงราวรั้ว เฉินผิงอันถามหยั่งเชิงว่า “จะแนะนำเค่อชิงที่ขอมาอยู่ด้วยไปวันๆ ให้เจ้ารู้จักสองคน?” ชิงถงจุ๊ปาก “คงไม่ใช่สองคนที่ข้าเจอก่อนหน้านี้หรอกนะ?” เฉินผิงอันหน้าไม่บางเลยจริงๆ พูดกลั้วหัวเราะเสียงดังกังวาน “บังเอิญมากเลยใช่ไหมล่ะ” ชิงถงไม่คิดมาก “ได้สิ ก็แค่เรื่องเล็กน้อยที่ต้องเพิ่มชามกับตะเกียบสองชุดเข้ามาในที่ว่าการแห่งหนึ่งของบนภูเขาเท่านั้น” ชิงถงถาม “จัดการกับพวกเขาเช่นนี้ ใต้เท้าอิ่นกวานคงไม่รู้สึกว่าหน้าตาของตัวเองไม่ใหญ่มากพอหรอกกระมัง?” เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “สามารถพูดคุยเรื่องเล็กน้อยกับบุคคลยิ่งใหญ่ได้ ข้าก็รู้สึกว่าหน้าตาของตัวเองใหญ่พอแล้ว”
ชิงถงกับเซี่ยโก่วพูดขึ้นมาพร้อมกันว่า “ประชด?” เซี่ยโก่วโมโห ไฉนตนถึงคิดเหมือนชิงถงได้นะ นึกอยากจะเอาสองคำที่พูดออกไปกลืนกลับลงท้องมายิ่งนัก
เฉินผิงอันหยิบกระบอกยาสูบออกมาแล้วก็เริ่มพ่นควันโขมง ชิงถงกล่าว “ได้ยินมาว่าเจ้าขุนเขาเชี่ยวชาญการตั้งชื่อ มีเรื่องหนึ่งอยากจะขอร้อง” เซี่ยโก่วกระตุกมุมปาก “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็มาเจอกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงแล้ว” เฉินผิงอันหัวเราะ “ได้สิ” ชิงถงเอ่ย “ในอาณาเขตของภูเขาอู๋ถง มียอดเขาอยู่ทั้งหมดเก้าสิบหกยอด ตำหนักและหอเรือนขนาดใหญ่มีสองร้อยกว่าหลัง ระหว่างกลุ่มยอดเขายังมีสันเขาที่ค่อนข้างใหญ่อีกสามสิบเก้าแห่ง ถ้ำหินที่เหมาะแก่การฝึกตนอีกสิบแปดแห่ง ป่าไผ่ป่าท้อสิบสองจุด ลำคลองใหญ่สามเส้น ในภูเขามีลำธารสิบหกสาย ทะเลสาบและน้ำตกก็ยิ่งมีเยอะ และยังมีตัวอักษรที่แกะสลักบนหน้าผา ศิลาหิน…”
เฉินผิงอันสำลักยาสูบ ไอไม่หยุด รีบพูดว่า “คราวหน้าค่อยว่ากัน บังเอิญที่ตอนนี้มีธุระต้องทำพอดี ต้องรีบไปเยือนตำหนักพยัคฆ์เขียว นัดหมายเวลาไว้แล้ว” ชิงถงหัวเราะร่วน “บังเอิญมากเลยนะ” เฉินผิงอันถอนหายใจ “ก็นั่นน่ะสิ”
ชิงถงเห็นว่าตรงเส้นทางเทพซึ่งเป็นเส้นทางหลักของภูเขาบรรพบุรุษมีคนสามคนเดินขึ้นภูเขามาพร้อมกัน ทว่าผู้ฝึกกระบี่หนุ่มกลับรีบร้อนลงจากภูเขาไป อยู่ในอาณาเขตของบ้านตน ชิงถงเป็นขอบเขตบินทะยาน อย่าว่าแต่เนื้อหาที่พูดคุยกันเลย ต่อให้เป็นเสียงในใจของผู้ฝึกตน เขาก็ยังได้ยิน แต่คร้านที่จะไปสนใจก็เท่านั้น ประตูใหญ่ของภูเขาอู๋ถงเปิดอยู่ ไม่สนหรอกว่าพวกเจ้าเป็นใคร มีสถานะและภูมิหลังเช่นไร มีคุณสมบัติในการฝึกตนแบบไหน อยากมาก็มา อยากไปก็ไป
เซี่ยโก่วบ่น “สหายชิงถง เจ้าคือเจ้าบ้าน ในฐานะแขก ข้ามีคำแนะนำแค่อย่างเดียวเท่านั้น เจ้าอย่าเอาแต่พูดจาเสียดสีเหน็บแนม มันทำร้ายความรู้สึกกันนะ คราวหน้าจะไม่มาแล้ว” ชิงถงประหลาดใจอยู่บ้าง ผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งเปลี่ยนเป็นคนพูดง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ก้อนเมฆนอกหอเรือนเดี๋ยวรวมตัวเดี๋ยวคลายออก เหมือนกับชีวิตคนที่มีพบมีจากลา เดิมชิงถงอยากจะเอ่ยประโยคว่าไม่ไปส่งแล้ว คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะไม่ขยับเท้า เซี่ยโก่วก็นอนฟุบตัวอยู่บนราวรั้ว รอคอยอย่างอดทน
บนเส้นทางภูเขา ซิ่วเหนียงเอ่ยเสียงเบาว่า “เจี้ยนผิง เมื่อครู่ตอนที่เจ้าลงจากภูเขาไป พี่เขยก็บอกแล้วว่าเกินครึ่งคนผู้นั้นน่าจะอยู่ในภูเขา พวกเรามาลองดูกันว่าจะช่วยแนะนำเจ้าให้เขารู้จักได้ไหม” หวงซีบอกกล่าว “เพื่ออนาคตบนมหามรรคาของน้องภรรยา คนที่เป็นพี่เขยย่อมต้องยอมทุ่มหนังหน้านี้ออกไป เอ่ยคำพูดดีๆ ขอให้สหายใหม่ที่เพิ่งรู้จักช่วยเหลือ”



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!