บทที่ 1135.1 ฟ้าครามเหนือมรรคา
เมฆขาวเกาะกลุ่มดั่งขบวนทัพ ภูเขาลึกเหมือนมหาสมุทร เมื่อมีแขกมาเยือน ดื่มสุราสองสามจอกไม่รีบร้อน
ดอกไม้บานก็ดี นกบินก็ช่าง ลมและควันล้วนสะอาด ผู้คนล้วนอยู่ท่ามกลางแสงหิมะ
เฉินผิงอันมาหยุดอยู่ข้างหวงซีและซิ่วเหนียง จุดที่สูงยิ่งกว่าด้านหลังยังมีเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวกับผู้ฝึกตนแปลกหน้าหน้าตางดงาม สวมชุดคลุมสีเขียวมรกตเดินลงตามขั้นบันไดของเส้นทางเทพมาช้าๆ
เดินก้าวเร็วๆ ขึ้นภูเขามาอยู่ข้างกายเฉินผิงอัน เติ้งเจี้ยนผิงตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด หวงซีรู้สึกว่าน่าสนใจ เวลาปกติพูดกับพี่สาวพี่เขย เจ้าหนูเจ้าไม่ใช่ว่าไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ คำพูดคำจาลื่นไหลขบขันมากหรอกหรือ? ตอนนี้เป็นคนใบ้แล้ว เก่งแต่ในโปงผ้าห่มสินะ?
เฉินผิงอันไม่ได้พูดอะไร เติ้งเจี้ยนผิงก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก หวงซีเห็นว่าบรรยากาศกระอักกระอ่วน และเขาก็ไม่ควรเข้าข้างคนนอกจึงเอ่ยสัพยอกว่า “ภาษากลางของอุตรกุรุทวีปพวกเรา เซียนกระบี่เฉินพูดได้คล่องเกินไปแล้ว ฟังสำเนียงของภาษาทางการต้าหลีเก่าและภาษากลางของแจกันสมบัติทวีปไม่ออกเลยสักนิด”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “พบเจอกันแล้วถูกชะตา ไม่ว่าที่ใดก็ล้วนเป็นด่านของบ้านเกิด แต่จะว่าไปแล้ว ข้าก็ยังไม่จริงใจต่อคนอื่นได้เท่าพี่หวง ดังนั้นตอนที่จ่ายเงิน ข้าถึงได้ยอมบอกชื่อเป็นการมอบผลหลีตอบแทนผลท้อ”
ซิ่วเหนียงรีบพูดทันใด “ต้องทำอย่างเซียนกระบี่เฉินถึงจะถูก ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอก ต้องระมัดระวังถึงจะขับเรือได้นานหมื่นปี เจอใครก็ควรพูดคุยแค่พอเป็นพิธี ไม่ควรควักใจทั้งดวงออกมาให้ใครง่ายๆ”
เติ้งเจี้ยนผิงพยักหน้ารับ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าของหวงซีอัดอั้นกลัดกลุ้ม ภรรยาคนดีหนอ ไร้คุณธรรมเหลือเกินนะ อย่างเจ้านี่เรียกว่าข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพาน ขอถามหน่อยเถิดว่าข้าคือคนนอกที่สมองเลอะเลือนหรือไร?
เซี่ยโก่วกับชิงถงมารวมตัวด้วยที่นี่ ซิ่วเหนียงถามเสียงเบา “เซียนกระบี่เฉิน แม่นางท่านนี้คือ?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ปรมาจารย์เติ้งเรียกแค่ชื่อข้าก็พอ ส่วนนางชื่อว่าเซี่ยโก่ว คือผู้ฝึกตนทำเนียบของภูเขาลั่วพั่ว แน่นอนว่าพวกเราต้องไม่ใช่พ่อลูกกัน”
เซี่ยโก่วลูบหมวกขนเตียว ยิ้มกว้างแนะนำตัวเองว่า “ข้าชื่อเซี่ยโก่ว ส่วนฉายาคงไม่พูดถึงแล้ว ชื่อเสียงเลื่อนลอยล้วนเป็นของนอกกาย วันหน้าพวกเจ้าก็เรียกข้าตรงๆ ว่าโก่วจื่อได้เลย ตอนนี้ข้าเป็นผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่ว เป็นผู้ฝึกกระบี่เหมือนกับเจ้าขุนเขาและเติ้งเจี้ยนผิง แต่ข้าขึ้นเขามาค่อนข้างช้าๆ ดูเหมือนว่าในบรรดาผู้ฝึกตนทำเนียบก็ขึ้นเขามาเร็วกว่าน้องชายเจ้าแค่เล็กน้อย”
แม้หวงซีที่อยู่ในอุตรกุรุทวีปจะถูกมองเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่เป็นดั่งจอกแหนล่องลอยมาโดยตลอด แต่แท้ที่จริงแล้วเขามีภูมิหลังและความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ หาไม่แล้วเขาก็คงไม่มีทางแนะนำน้องภรรยาอย่างเติ้งเจี้ยนผิงให้ข้ามทวีปมาฝึกตนอยู่ที่ภูเขาอู๋ถงแห่งนี้ นี่ก็เพราะหวงซีรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของ “บรรพจารย์ชิงอวี้” ว่ามีความเกี่ยวข้องกับหอสยบปีศาจ
หวงซีใช้เสียงในใจกล่าว “หวงซีผู้ฝึกตนแห่งอุตรกุรุทวีปจับมือกับเติ้งเจี้ยนเฉียวผู้เป็นคนรักมาพบผู้อาวุโสชิงถง ความตั้งใจเดิมของพวกเราก็คืออยากให้เติ้งเจี้ยนผิงมาขอเก้าอี้ตัวหนึ่งนั่งอยู่ในศาลบรรพจารย์ของที่นี่”
ชิงถงเพียงแค่ผงกศีรษะตอบรับ สีหน้าเย็นชาห่างเหิน เอ่ยประโยคที่มีสองความหมายว่า “วัดเล็ก อาหารเจรสชาติจืดชืด ไม่แน่เสมอไปว่าจะอร่อย”
อย่าเห็นว่าชิงถงอยู่กับเสี่ยวโม่และป๋ายจิ่งล้วนไม่มีพลังอำนาจใดๆ ให้กล่าวถึง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นขอบเขตบินทะยานเก่าแก่ที่มีอายุขัยการฝึกตนมานานนับหมื่นปี แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังเป็นเจ้าของหนึ่งในหอพิทักษ์เมืองเก้าแห่ง และยิ่งเป็นเพื่อนบ้านกับเจ้าอารามผู้เฒ่ามานานจนนับปีไม่ได้ ในสายตาของชิงถงแล้ว คนอย่างหวงซีและสองพี่น้องสกุลเติ้ง ยังต้องให้ตนลดเกียรติไปปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมีมารยาทด้วยหรือ?
เซี่ยโก่วพูดอย่างครอบคลุมว่า “กราบอาจารย์แล้วก็จงตั้งใจฝึกกระบี่ให้ดี บนเส้นทางของการฝึกตนเจอกับปัญยากยากอะไร หากเจ้าขุนเขาไม่อยู่ข้างกายก็มาถามข้าได้ แล้วเจ้าก็สามารถไปที่หอบูชากระบี่หนึ่งในภูเขาใต้อาณัติของภูเขาลั่วพั่วบ่อยๆ ได้ ไปหากานธรรมดาอ้อ ก็คือผู้ถวายงานกานถัง ไปถึงภูเขาลั่วพั่วแล้วเจ้าก็จะรู้เองว่าเขาเป็นใคร ถึงอย่างไรเจ้าเฒ่าน้อยนั่นก็เป็นผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่ง ขอบเขตพอใช้ได้ ตบะธรรมดา แต่ความสามารถในการถ่ายทอดวิชาความรู้กลับไม่เลว มีความอดทน นี่ก็คือข้อดีที่หาได้ยากของเขาแล้ว”
เฉินผิงอันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หาได้ยากนักที่เซี่ยโก่วจะใส่ใจคนอื่นเช่นนี้ เพื่อได้เรียนรู้เวทกระบี่สองสามบทมาจากนาง เฒ่าหูหนวกก็ต้องน้อยเนื้อต่ำใจไปไม่น้อย
จำได้ว่าแรกเริ่มตอนที่ไปถึงภูเขาลั่วพั่ว เฒ่าหูหนวกมีแต่ความไม่ยินยอมพร้อมใจ กลัวก็แต่ว่าอิ่นกวานหนุ่มจะให้เขาแบกรับภาระหน้าที่ มีกิจธุระเพิ่มมากขึ้น ถ่วงรั้งการฝึกตน ทุกวันนี้กลับดีนัก ได้ยินมาว่าผู้ถวายงานกานย้ายไปสร้างกระท่อมเพื่อคอยถ่ายทอดวิชาคาถาอยู่ที่ยอดเขาฮวาอิ่งแล้ว กลับกลายเป็นเริ่มกังวลว่าตัวอ่อนผู้ฝึกตนกลุ่มนั้นจะไม่มีใจแสวงหาความรู้ การฝ่าทะลุขอบเขตในการฝึกตนไม่รุดหน้าอย่างดุดัน
เพียงแค่เพราะการขึ้นเขามุ่งสู่มรรคา หวังกราบอาจารย์ขอเล่าเรียนวิชาของเติ้งเจี้ยนผิงครั้งนี้ทำให้เซี่ยโก่วไพล่นึกไปถึงพื้นดินบนโลกมนุษย์เมื่อหมื่นปีก่อน เผ่าปีศาจมากมายที่เริ่มมีสติปัญญา สามารถหล่อหลอมเรือนกายได้ด้วยตัวเองแทบจะมีจิตแห่งมรรคาที่บริสุทธิ์แข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวเหมือนกันทั้งหมด ต้องการกราบอาจารย์ขอศึกษาเล่าเรียนกับผู้บรรลุมรรคาทั้งหลาย
เผ่าปีศาจหลายตนแค่เคยได้ยินชื่อของภูเขาใหญ่บางแห่งหรือไม่ก็พื้นที่ประกอบพิธีกรรมบางแห่งมาเท่านั้น รู้แค่ทิศทางคร่าวๆ ก็เกิดความปรารถนามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวที่จะไปเยือนที่แห่งนั้น ภูเขาสายน้ำยาวไกลก็ต้องไปให้ถึงที่ตั้งแห่งมรรคา ไม่เคยพร่ำบ่นถึงความยากลำบาก ตลอดเส้นทางนี้ส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี ระหว่างทางก็มักจะเจอกับความทุกข์ยากหลากหลาย อันตรายรายล้อม สุดท้ายถึงจะมีโอกาสได้พบเจอกับนักพรตที่คิดถึงคำนึงหาอยากจะขอให้อีกฝ่ายช่วยไขข้อข้องใจ
ทั้งเป็นความลำบากตรากตรำที่ต้องสิ้นเปลืองกำลังเท้าอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ และยิ่งเป็นเส้นทางทางใจเส้นหนึ่ง ต่อให้โชคดีไม่ถูกขับไล่ออกมา ถูกผู้ฝึกตนรั้งตัวไว้ที่ภูเขา ทว่าเรื่องของการฝึกตนก็เพิ่งจะได้เริ่มต้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อจะถูกรับเข้าไปในประตูหรือไม่ก็ยังต้องดูกันอีกนาน ภายหลังก็ต้องปกป้องภูเขาหลายสิบปี หรือถึงขั้นเป็นร้อยปี บางทีสิ่งที่ได้รับมาอาจมีเพียงคาถาประโยคสองประโยคที่ผู้บรรลุมรรคาถ่ายทอดให้เท่านั้น
ดังนั้นความประทับใจแรกที่เซี่ยโก่วมีต่อเติ้งเจี้ยนผิงจึงไม่เลว รู้สึกว่าเขารู้จักเลือกอาจารย์ รู้จักเลือกอาจารย์ ทั้งต้องอาศัยแววตา แล้วก็ต้องอาศัยดวง นี่ก็คือความสามารถที่จริงแท้แน่นอน ต้องรู้ว่าในยุคบรรพกาลอันห่างไกล มีผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่ใจมุ่งเข้าหามรรคาอย่างศรัทธากี่มากน้อยที่ต้องมีจุดจบน่าอเนจอนาถ ประหนึ่งใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำ กลายไปเป็น “เสบียงบนเส้นทาง” ในการเดินขึ้นเขาให้กับผู้หลอมลมปราณบางส่วนที่มีเจตนาชั่วร้าย?
เซี่ยโก่วแยกเขี้ยว พึมพำว่า “อัปมงคล สถานที่แห่งนี้ข้าจะไม่มาเยือนอีกแล้ว” ชิงถงเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ทางที่ดีที่สุดขอพวกเจ้าสองคู่รักคู่นี้อย่าได้มาอีกเลย
เฉินผิงอันยิ้มพูดเบี่ยงประเด็น “รบกวนสหายชิงถงหาสถานที่ให้พวกเรานั่งลงคุยกันสักหน่อยเถอะ แล้วค่อยให้เติ้งเจี้ยนผิงทำพิธีกราบอาจารย์อย่างเรียบง่าย แล้วก็จะไมู่อยู่รบกวนการฝึกตนอย่างสงบของสหายแล้ว”
ชิงถงจึงเปิดตราผนึกขุนเขาสายน้ำ หาสถานที่เงียบสงบงดงามให้จากในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัว ชิงถงที่เป็นเจ้าบ้านกับเฉินผิงอันที่เป็นแขกหลักนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานเหมือนกัน เซี่ยโก่วนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ ฝั่งตรงข้ามก็คือพวกเติ้งเจี้ยนผิงสองคน
เฉินผิงอันนั่งตัวตรงอย่างสำรวม แค่ต้องดื่มชากราบอาจารย์ถ้วยหนึ่งจากเติ้งเจี้ยนผิงเท่านั้นก็ถือว่ามีนามเป็นอาจารย์และศิษย์กันแล้ว หลังจากนั้นยังต้องทำตามขั้นตอนการบันทึกชื่อบนทำเนียบหยกทองที่ศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่ออีกครั้งหนึ่ง
เฉินผิงอันพูดเนิบช้าด้วยสีหน้าอ่อนโยน “เจี้ยนผิง อีกเดี๋ยวพอกราบอาจารย์ พวกเราก็จะมีศักดิ์เป็นอาจารย์และศิษย์บนภูเขากันแล้ว ในฐานะผู้ถ่ายทอดมรรคา ข้อเรียกร้องที่ข้ามีต่อเจ้า ไม่ได้พูดว่าในอนาคตเจ้าต้องมีขอบเขตอะไร ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกดดันในเรื่องนี้ ข้ามีแค่ประโยคเดียวที่เจ้าต้องจดจำให้แม่น หลังจากติดตามข้าขึ้นเขาไปฝึกตนแล้ว ต้องมีจิตมุ่งหามรรคาอย่างจริงใจ ต้องตั้งใจฝึกกระบี่
นอกจากนี้หากรู้สึกว่าตัวเองไม่ถนัดการคบค้าสมาคมกับผู้อื่น ก็สามารถตั้งใจฝึกกระบี่อยู่ในภูเขาเงียบๆ ได้ บางครั้งจะออกไปผ่อนคลายอารมณ์นอกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่บนยอดเขาทั้งหลาย หรืออยู่ในอำเภอไหวหวงแล้วเจอกับใครบนถนน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร มีสถานะแบบใด แค่รักษามารยาทคร่าวๆ พอเป็นพิธีก็พอ ส่วนพวกศิษย์พี่ชายหญิงรวมสำนักของเจ้าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนพบหน้ากัน เจอหน้ากันแล้วก็ไม่ต้องจงใจคาดเดาความคิดจิตใจของพวกเขา เรื่องของการปฏิบัติต่อผู้อื่นก็แค่ทำตามที่เจ้าถนัดก็พอ”
หวงซีมองซิ่วเหนียง คล้ายกำลังพูดประโยคหนึ่งว่า ดูสิ สิ่งที่เจ้าเป็นกังวล เซียนกระบี่เฉินคิดได้ตั้งนานแล้ว ซิ่วเหนียงที่กำกระโปรงไว้แน่นตามจิตใต้สำนึกอยู่ตลอดคล้ายได้กินยาสงบใจเม็ดหนึ่งเข้าไป นางรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป เจี้ยนผิงได้คลายปมในใจ แล้วยังได้รับอาจารย์อีกด้วย?
เซี่ยโก่วรีบช่วยพูดทันใด “นี่ไม่ใช่ถ้อยคำตามมารยาทอะไร คือคำพูดจากใจจริงของเจ้าขุนเขาพวกเรา ยกตัวอย่างเช่นในสำนักกระบี่ชิงผิงก็มีเซียนกระบี่เถาขอบเขตโอสถทองอยู่คนหนึ่ง ขอบเขตเดียวกันกับเจี้ยนผิง เป็นผู้ฝึกตนอิสระ ไม่มีที่พึ่งและภูมิหลังใดๆ ก็แค่นิสัยแย่ไปสักหน่อย ชอบด่าคนที่สุด
เจียงซ่างเจิน หมี่อวี้ และยังมีเสี่ยวโม่ของข้า หรือแม้กระทั่งเจ้าขุนเขาเองต่างก็เคยถูกเขาสั่งสอนต่อหน้ามาหลายประโยคแล้ว ทุกวันนี้เซียนกระบี่เถาก็ยังมีชีวิตกระโดดโลดเต้นได้ดีอยู่ทุกวัน หึ ตอนนี้พวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะเล่าวีรกรรมของเซียนกระบี่เถาให้พวกเจ้าฟังอีกเรื่องแล้วกัน
คราวก่อนสำนักกระบี่ชิงผิงจัดงานพิธีเปิดภูเขา เซียนกระบี่เถาเป็นคนที่ตื่นสายที่สุด เจอกับเจ้าขุนเขาของพวกเราระหว่างทางขึ้นเขาก็พูดอย่างตรงไปตรงมา โน้มน้าวว่างานพิธีเช่นนี้ควรตัดขั้นตอนยิบย่อยออกสักหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาจะนั่งงีบอยู่ในศาลบรรพจารย์ นอนหลับไปสักตื่น เจ้าขุนเขาทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่พยักหน้าบอกว่าได้ๆๆ แต่โดยดี”
เฉินผิงอันยิ้มอธิบายว่า “เซี่ยโก่วแต่งเสริมเรื่องราวให้มีสีสัน พูดเกินจริงไปสักหน่อย ก็ไม่ใช่ว่าเถาเหวินจ้องจะด่าคนอื่นอยู่ตลอด ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องที่มีเหตุผล”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!