เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1135

บทที่ 1135.2 ฟ้าครามเหนือมรรคา

ซิ่วเหนียงฟังด้วยอาการปากอ้าตาค้าง ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตโอสถทองคนนั้นคงไม่น่าจะขวัญกล้าเทียมฟ้าขนาดนี้หรอกกระมัง ต้องเป็นคนที่ขาดไหวพริบขนาดไหนถึงได้ไม่สนโลกขนาดนี้? มีชีวิตสักกี่ชีวิตกัน ถึงได้กล้าด่าคนเช่นนี้

หวงซีใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “ซิ่วเหนียง มองออกว่าเซี่ยอันดับรองมีความรู้สึกที่ไม่เลวต่อเจ้า นี่ก็น่าจะเรียกว่าเป็นความถูกชะตากระมัง”

สตรีคิดต่อไปว่าต่อให้เซี่ยอันดับรองใช้คำพูดที่เกินจริง แต่ต่อให้เจี้ยนผิงของพวกเราจะไม่เข้าใจเรื่องราวทางโลกมากแค่ไหน แต่เมื่อเทียบกับเซียนกระบี่เถาผู้นั้นแล้วก็น่าจะรู้จักวางตัวมากกว่ากระมัง?

ชิงถงกระแอมหนึ่งที เตือนว่าอิ่นกวานผู้นี้กำลังรับลูกศิษย์อยู่นะ ในบางความหมายแล้ว คำพูดทุกประโยคของเขาล้วนเป็นการถ่ายทอดวิชาความรู้ เจ้าป๋ายจิ่งเป็นคนนอกอย่าได้สอดปาก ไม่ถูกกาลเทศะ

เซี่ยโก่วกลอกตามองบน อัปมงคลจริงๆ เลย แต่กลับไม่รู้เลยว่าชิงถงต่างหากที่รู้สึกว่าการได้เจอกับพวกเขาสองคนก็ราวกับเจอเคราะห์ร้ายในชะตากรรม เขาต่างหากที่เจอเรื่องอัปมงคล

เฉินผิงอันพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เติ้งเจี้ยนผิง ก่อนที่เจ้าจะกราบอาจารย์อย่างเป็นทางการ ขอบอกไว้ก่อนว่า แค่สำหรับตัวข้าเอง ไม่เพียงแต่อาจารย์ที่เลือกลูกศิษย์เท่านั้น ลูกศิษย์ก็เลือกอาจารย์ได้เหมือนกัน กฎระเบียบที่บอกว่าเป็นอาจารย์หนึ่งวันเหมือนเป็นบิดาไปชั่วชีวิตไม่ได้สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดินขนาดนั้น หากมีวันใดที่เจ้ารู้สึกว่ามรรคาของสองฝ่ายไม่สอดคล้องกันก็สามารถพบเจอกันด้วยดีและจากลากันด้วยดีได้ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสถานะของอาจารย์และศิษย์ ไม่จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของผู้คนและเรื่องราวนอกเหนือจากการฝึกตนฝึกกระบี่มากเกินไป แน่นอนว่ายังต้องมีขั้นตอนในศาลบรรพจารย์ที่ต้องทำ จำไว้ว่าอย่าได้นึกจะไปก็ไปโดยไม่บอกไม่กล่าวกัน”

อันที่จริงอายุของอาจารย์และศิษย์ใกล้เคียงกัน ทว่าทุกคนที่นั่งอยู่ไม่มีใครคิดว่าเฉินผิงอันกำลังวางมาด เติ้งเจี้ยนผิงเองก็ยิ่งกลั้นหายใจสมาธิแน่วแน่ ตั้งใจฟังอย่างถ่อมตัว

จนถึงตอนนี้อันที่จริงในสมองของเติ้งเจี้ยนผิงก็ยังเหมือนเต็มไปด้วยแป้งเปียก พอได้ยินประโยคนี้ก็ยิ่งอกสั่นขวัญผวา เอ่ยเสียงเบาว่า “เว้นเสียจากว่าเซียนกระบี่เฉินและภูเขาลั่วพั่วจะไล่ข้าไป หาไม่แล้วข้าก็ไม่มีทางออกจากทำเนียบด้วยตัวเอง ถอยไปพูดหนึ่งก้าว ต่อให้ไล่ข้าไป ข้าก็จะหอบเสื่อไปรออยู่ที่ตีนเขา รอให้เซียนกระบี่เฉินเปลี่ยนใจ”

เฉินผิงอันคลี่ยิ้ม ไม่ได้เอ่ยอะไร เซี่ยโก่วอารมณ์ดีอย่างมาก “เจ้าเด็กนี่รู้จักคว้าข้อได้เปรียบ รู้จักหาทางหนีทีไล่จากที่ตีนเขา คนเฝ้าประตูของภูเขาลั่วพั่วพวกเราคือนักพรตเซียนเว่ยเชียวนะ”

ชิงถงรู้สึกสงสัยในตัวผู้ฝึกกระบี่หนุ่มคนนี้ยิ่งนัก จนถึงตอนนี้ก็ยังเรียกอีกฝ่ายว่าเซียนกระบี่เฉินอย่างห่างเหินอยู่เลย

เฉินผิงอันกล่าว “ก่อนจะยกน้ำชากราบอาจารย์ เจี้ยนผิง เจ้าไปรอที่นอกประตูก่อน ข้ามีเรื่องอยากจะพูดกับพี่สาวและพี่เขยของเจ้า” เติ้งเจี้ยนผิงรีบลุกขึ้นยืน เดินไปนอกประตูแล้วก็ปิดประตูลงเบาๆ ยืนอยู่ในระเบียงคล้ายคนหันหน้าเข้าหาผนังทบทวนความผิด เขาเม้มปาก ผ่านไปนานมากถึงคืนสติ รีบเช็ดเหงื่อที่แตกเต็มหน้าผาก

เซี่ยโก่วผงกปลายคาง บอกเป็นนัยว่าชิงถงเจ้าเป็นคนนอกที่ไม่ใช่แม้แต่ผายลมสุนัข จงรีบออกไปจากห้องซะเถิด ชิงถงที่เป็นเจ้าของสถานที่ได้แต่ลุกขึ้นยืน มอบสถานที่ให้กับคนนอกกลุ่มนี้

เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ไม่เป็นไร สหายชิงถงไม่ต้องหลบเลี่ยงไปไหน เดิมทีเจ้าก็เป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของสำนักกระบี่ชิงผิงอยู่แล้ว เวลานี้ทุกคนในห้องล้วนเป็นคนกันเอง”

แล้วชิงถงก็นั่งลงใหม่จริงๆ ทั้งยังสะบัดชายแขนเสื้ออย่างสง่างาม เซี่ยโก่วจ้องเขม็งไปที่เจ้าหมอนี่ หมี่ลี่น้อยบอกแล้วว่าปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่มีกำลังภายในหนึ่งถึงสองเจี่ยจื่อซึ่งกล่าวถึงในตำรา มีพลังยุทธเลิศล้ำ ได้ยินมาว่าสามารถใช้สายตาฆ่าคนได้ด้วย

แท้จริงแล้วในใจชิงถงรู้สึกขมขื่นอย่างมาก รำคาญเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ทุกวันนี้ใช้นามแฝงว่าเซี่ยโก่วผู้นี้เหลือเกิน ไม่ชัดเจนตรงไปตรงมาเหมือนผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งของเมื่อหมื่นปีก่อนด้วยซ้ำ

เฉินผิงอันเปิดปากเอ่ย “สหายหวง ปรมาจารย์เติ้ง อันดับแรกข้าต้องขอบคุณที่พวกเจ้าวางใจมอบเจี้ยนผิงให้ข้าถ่ายทอดเวทกระบี่ ถ้าอย่างนั้นข้าเองก็อยากให้พวกเจ้าวางใจ วันหน้าเรื่องของการถ่ายทอดมรรคา ตามเหตุตามผลแล้ว ข้าจะต้องระมัดระวังรอบคอบ

ทุกวันนี้เจี้ยนผิงคือขอบเขตโอสถทอง ด้วยคุณสมบัติและรากฐานของเขา ภายในหกสิบปี คิดจะฝ่าทะลุคอขวดเลื่อนเป็นขอบเขตก่อกำเนิดได้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากไม่ผิดไปจากที่คาด ด่านยากที่แท้จริงของเขานั้นอยู่ที่ตอนจะพยายามฝ่าทะลุขอบเขตก่อกำเนิด จิตมารจะมีสองอย่าง อย่างหนึ่งในนั้นก็คือนครสุยเจี้ยและ “เฉินผิงอัน” ในเวลานั้น ข้าย่อมมีการเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้า ช่วยให้เขาสามารถผ่านด่านได้โดยไม่ต้องเดินทางลัด

แต่จิตมารของด่านก่อนหน้านั้น คนที่เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอาเอง ก่อนที่ปรมาจารย์เติ้งจะบอกลากับเจี้ยนผิงก็ควรพูดคุยเปิดใจกันระหว่างพี่น้อง จำไว้ว่าปรมาจารย์เติ้งไม่ต้องสนใจความรู้สึกของเติ้งเจี้ยนผิง อย่าเอาแต่คิดถึงความคิดของเติ้งเจี้ยนผิง ต้องใช้ความเร็วที่ฟ้าผ่าไม่ทันป้องกันหู พูดอย่างชัดเจนว่าเติ้งเจี้ยนเฉียวที่อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากคับขันในปีนั้นรู้สึกอย่างไร ทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น

ต้องรู้ว่าหากปมในใจนี้ของเจี้ยนผิงคลายออกไม่ได้ก็คือหายนะ เจอหายนะแต่หลบหนี หนีแล้วหนีอีก จิตแห่งมรรคาจะถอยร่นลงไประดับใหญ่ ก็เหมือนน้ำท่วมทะลักทำนบ ผลสำเร็จในชีวิตนี้ของเติ้งเจี้ยนผิงก็จะไม่ใช่แค่หยุดอยู่แค่ขอบเขตก่อกำเนิดเท่านั้น แต่จะเหมือนเรือที่พายทวนกระแสน้ำ ถอยแล้วถอยอีก ดังนั้นปรมาจารย์เติ้งต้องคลี่คลายภัยแฝงในเรื่องนี้ก่อน หาไม่แล้วหลังจากนี้ยิ่งข้าถ่ายทอดมรรคาไปให้มากแค่ไหน สำหรับมหามรรคาในอนาคตของเติ้งเจี้ยนผิงก็จะยิ่งผิดพลาดมากเท่านั้น”

เติ้งเจี้ยนเฉียวเอ่ยเสียงหนักจริงจัง “ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังต่อภาระที่มอบหมาย จะไปพูดคุยเปิดใจกับเจี้ยนผิงที่ข้างนอกเดี๋ยวนี้…”

หวงซีทำท่าจะพูดแล้วก็หยุดไป

เฉินผิงอันเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “เติ้งเจี้ยนเฉียว เจ้าคิดดีแล้วหรือ? รู้จักตัวเองไหมถึงได้กล้าพูดกับคนอื่นไปเรื่อยว่าตัวเองคือใคร? ความหมายอยู่ตรงไหน?”

เติ้งเจี้ยนเฉียวอึ้งตะลึงงันไปทันใด หวงซีพยักหน้ารับเบาๆ คนในสถานการณ์เห็นได้ไม่ชัดเจน คนนอกสถานการณ์กลับเห็นได้อย่างแน่ชัด

เฉินผิงอันถามต่อไปอีกว่า “เมื่อความยากลำบากมาถึง กล้าโมโหกล้าพูด ฮึดสู้สุดกำลัง อยากฆ่าก็ฆ่า สรุปแล้วเพื่อตัวเองหรือเพื่อคนใกล้ชิดกันแน่? หากจะบอกว่ามีทั้งสองอย่าง ก่อนหลังเป็นอย่างไร หนักเบาเป็นอย่างไร?

ปีนั้นเติ้งเจี้ยนเฉียวตัดใจไม่ยอมเป็นเทพเซียน หันไปเรียนหมัดแทน ตกอยู่ในสภาวะจำยอม เรื่องมาถึงขั้นนี้ สรุปแล้วชีวิตนี้มีชีวิตอยู่เพื่อใคร ควรมีชีวิตอยู่เพื่อใครกันแน่? นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เติ้งเจี้ยนเฉียวควรจะรับผิดชอบต่อชื่อ “เติ้งเจี้ยนผิง” นี้อย่างไร ควรจะรับผิดชอบแบบไหน?”

ชิงถงครุ่นคิด ในที่สุดก็จำได้ว่าเมื่อหลายพันปีก่อนเคยได้เจอกับนักพรตเฒ่าขากะเผลกเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งจริงๆ อีกฝ่ายมีตบะล้ำลึก ถ้อยคำเฉียบคมทรงปัญญา แต่สำหรับชิงถงที่มีอายุขัยการฝึกตนยาวนานแล้ว การพบเจอประเภทนี้ก็เหมือนจอกแหนใบหนึ่งที่หมุนวนไปตามผิวน้ำ ผ่านมาเพียงชั่วครู่ก็หายวับไป ไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจ

ดังนั้นชิงถงจึงแค่เอ่ยอย่างปลงอนิจจังไปประโยคหนึ่งว่า “ควันธูปสืบทอดของตระกูลเจ้าดำรงอยู่มาได้นานหลายปีขนาดนี้ก็ไม่ง่ายเลย พยายามเข้าอีกหน่อย อย่าทำให้บรรพจารย์ต้องผิดหวัง” บนภูเขามีคำพูดโบราณบอกไว้ว่ายินดีหาเรื่องสำนักใหม่ที่เป็นดั่งตะวันกลางนภา แต่อย่าไปมีเรื่องกับภูเขาเก่าแก่ที่ระบบสืบทอดไม่ขาดสาย เพราะไม่รู้ว่าในภูเขาของฝ่ายหลัง หรือไม่ก็ในภาพแขวนได้ซุกซ่อนบรรพจารย์ที่หลีกเร้นไม่ปรากฏตัวในโลกภายนอกอยู่กี่คนกันแน่

หวงซีคารวะตามขนบลัทธิเต๋า เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “ผู้เยาว์ย่อมต้องจดจำคำสอนของบรรพบุรุษและคำสอนของผู้อาวุโสให้ขึ้นใจ” หวงซีเห็นว่าบรรยากาศไม่เลวจึงเอ่ยว่า “บรรพจารย์ของข้ายังเขียนคำประเมินประโยคหนึ่งไว้ในบันทึกด้วย บอกว่าปีนั้นไป่ถงทวีปแห่งนี้ คนเหนือสามัญที่กล้าพูดว่าได้บรรลุมรรคาอย่างกระจ่างแล้ว มีแค่สองคนเท่านั้น นั่นก็คืออยู่ในอารามกวานเต๋าตงไห่ อีกหนึ่งคืออยู่ใต้ต้นอู๋ถงของภาคกลาง”

ชิงถงกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง “คำพูดลำเอียงเช่นนี้ ในเมื่อเขียนไว้ในบันทึก ปิดประตูแล้วเก็บไว้ชื่นชมกันเองก็พอ ส่วนพวกลูกหลานรุ่นหลังที่มีคุณสมบัติจะเปิดอ่านตำราเล่มนี้ พูดมากไปอาจทำให้เกิดความผิดพลาด ก็อย่าได้เอามาแพร่งพรายข้างนอกเลย” คำพูดระยำประเภทนี้หากไม่ทันระวังถูกเจ้าอารามผู้เฒ่าได้ยินเข้า คนที่พูดและคนที่ฟัง ต้องได้รับผลที่ตามมาแน่นอน พวกเราสองคนใครก็อย่าคิดหนี สหายหวงได้โปรดอย่าทำร้ายข้า

ชิงถงเอ่ยอีกประโยคว่า “ถึงกับสามารถทำให้ใต้เท้าอิ่นกวานควักเงินเลี้ยงเหล้าได้ สหายหวงมีหน้ามีตาไม่เล็กเลยนะ” หวงซีพูดกลั้วหัวเราะเสียงดังลั่น “นั่นก็เพราะเซียนกระบี่เฉินเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน้าตาของข้าเลยแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว”

ครั้งนี้ถือว่าไม่ได้มาเยือนภูเขาอู๋ถงเสียเที่ยว ยังได้เป็น “สหาย” ของผู้อาวุโสชิงถงผู้นี้ด้วย นี่ไม่เท่ากับว่าได้รับการปฏิบัติเหมือนบรรพจารย์บ้านตนเลยหรอกหรือ คราวหน้าตอนที่ไปจุดธูปคารวะภาพแขวนในศาลบรรพชนของที่บ้านควรต้องเล่าให้ฟังหน่อยไหม?

ชิงถงร้องเอ๊ะ “ทำไมสหายหวงถึงไม่ไปเป็นเค่อชิงที่ภูเขาลั่วพั่วล่ะ?” หวงซีถามอย่างสงสัย “ทำไมหรือ?” เซี่ยโก่วหัวเราะร่วน “เหลี่ยมมุมชัดเจน พูดจาตรงไปตรงมา” หวงซีถาม “ข้าไปได้จริงหรือ? ภูเขาลั่วพั่วไม่ได้ปิดภูเขาหรือ ยังรับเค่อชิงด้วย?”

เซี่ยโก่วกล่าว “ปิดภูเขาหรือไม่ รับเค่อชิงหรือไม่ ก็ไม่ใช่แค่คำพูดประโยคเดียวของเจ้าขุนเขาพวกเราหรอกหรือ?” หวงซีเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “มีใจและคุณธรรมเดียวกัน พูดหนึ่งไม่มีสอง เซียนกระบี่เฉินมีบารมีอย่างมากเลยนะ”

ไม่ใช่ว่าหวงซีจงใจพูดจาให้น่าฟัง แต่เป็นเพราะหวงซีรู้ดีถึงความซับซ้อนของใจคนที่อยู่ในตระกูลใหญ่หรือไม่ก็พรรคใหญ่ ความเข้าใจผิดและความอยุติธรรมของแต่ละคนเหมือนวัชพืชที่ขึ้นรกชัฏ

ในห้อง เฉินผิงอันเอ่ยประโยคหนึ่งว่า “ทุกคนเข้ามากันได้แล้ว” เซี่ยโก่วรีบพูดเสริมทันใดว่า “ภูเขาลั่วพั่วไม่ได้มีระบบเผด็จการอะไรนะ!”

เข้ามาในห้องแล้ว เฉินผิงอันนั่งตัวตรง รับน้ำชากราบอาจารย์ที่เติ้งเจี้ยนผิงยื่นส่งมาให้ เติ้งเจี้ยนผิงไม่ฟังคำ ยืนกรานจะคุกเข่าโขกหัวคำนับให้ได้ เฉินผิงอันดื่มชาแล้ว พวกเขาก็กลายมาเป็นอาจารย์และศิษย์กันแล้ว

เซี่ยโก่วกำลังนับนิ้ว คำนวณอยู่ในใจเงียบๆ ว่าทุกวันนี้เจ้าขุนเขามีลูกศิษย์อยู่กี่คนแล้ว เติ้งเจี้ยนเฉียวยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา สตรีไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อน เฉินผิงอันวางถ้วยชาลง ยิ้มเอ่ยว่า “ต่อจากนี้เติ้งเจี้ยนผิงจะติดตามข้ากลับไปยังแจกันสมบัติทวีป ปรมาจารย์เติ้ง สหายหวงจะว่าอย่างไร? จะไปนั่งเล่นที่ภูเขาลั่วพั่วด้วยกันหน่อยไหม?”

เติ้งเจี้ยนเฉียวเอ่ยอย่างเขินอาย “เซียนกระบี่เฉินอย่าได้เรียกข้าว่าปรมาจารย์เติ้งเลย เรียกข้าว่าซิ่วเหนียงก็พอ”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!