เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1135

บทที่ 1135.3 ฟ้าครามเหนือมรรคา

นางเกือบจะลืมไปแล้วว่าเฉินผิงอันคือผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ไม่นานหลังจากถามหมัดกับหวงอีอวิ๋นแห่งภูเขาผูซานไปแล้ว ในทางส่วนตัวพวกนางถูกชะตากันค่อนข้างมาก

เย่อวิ๋นอวิ๋นพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าการที่ตนสามารถเป็นชั้นคืนความจริงของขอบเขตปลายทางได้ก็ต้องยกคุณความชอบให้กับการสอนหมัดครั้งนั้นของเฉินผิงอัน เย่อวิ๋นอวิ๋นบอกว่าสอนหมัดไม่ใช่ถามหมัด เติ้งเจี้ยนเฉียวรู้ดีว่าน้ำหนักของเรื่องนี้ว่ามีมากเพียงใด

หวงซีกล่าว “เดิมทีพวกเราคิดจะพาเจี้ยนผิงมาส่งที่ภูเขาอู๋ถง แล้วเดินทางลงใต้ไปเยือนไป่ถงทวีป เดินทางไปจนถึงท่าเรือชวีซานที่อยู่ติดทะเล แล้วค่อยนั่งเรือข้ามทวีปไปยังทักษิณาทวีปเพื่อไปเยือนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทั้งหลายที่มีความสัมพันธ์กันมาหลายรุ่นคน”

เฉินผิงอันพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็เดินทางตามกำหนดการเดิม ถึงอย่างไรภูเขาลั่วพั่วก็ไม่มีเท้าหนีไปไหน รอคอยต้อนรับทั้งสองท่านไปเป็นแขกอยู่ตลอดเวลา” ซิ่วเหนียงย่อมอยากจะเดินทางไปร่วมกับเจี้ยนผิงอีกสักระยะหนึ่ง ทางที่ดีที่สุดคือส่งน้องชายให้ถึงภูเขาลั่วพั่ว แต่เรื่องใหญ่แบบนี้นางยังต้องฟังหวงซี ควรจะอยู่ร่วมกับเซียนซือและสำนักบนภูเขาอย่างไร หวงซีมีความเชี่ยวชาญมากกว่านางจริงๆ

เฉินผิงอันกล่าว “ถ้าอย่างนั้นข้าขอพูดคุยเรื่องส่วนตัวกับสหายชิงถงสักหน่อย พวกเจ้าต้องจากลากันชั่วคราวก็พูดคุยกันให้มากหน่อยได้ อีกครึ่งชั่วยาวให้หลังไปเจอกันที่ตีนเขาดีไหม?” หวงซีอย่างไรก็ได้ เมื่อครู่นี้ตอนที่เติ้งเจี้ยนผิงอยู่กับเฉินผิงอันลำพังในห้อง ผู้อาวุโสชิงถงก็ได้บอกสถานที่ที่เหมาะแก่การพูดคุยความในใจระหว่างพวกเขาสองพี่น้องไว้ให้ก่อนแล้ว คือศาลาเล็กติดหน้าผาที่เหมาะกับการชมทัศนียภาพมากที่สุด กรอบป้ายหน้าศาลาคือคำว่า ‘อวิ๋นกั้ว (เมฆลอยผ่าน)’

หลังจากพวกหวงซีจากไป เฉินผิงอันก็ยื่นส่งกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ ชิงถงรับกระดาษที่เขียนตัวอักษรเล็กเท่าหัวแมลงวันไว้จนเต็มแผ่นนั้นมา เอ่ยอย่างกังขา “ให้จริงหรือ?”

เฉินผิงอันถลึงตาใส่ “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ยากสำหรับข้าหรือไร? พรสวรรค์และความสามารถดุจน้ำพุพรั่งพรู ขนาดตัวข้าเองยังกลัว ใครเล่าจะขวางไว้ได้อยู่?” เซี่ยโก่วหัวเราะชอบใจ นางอารมณ์ดีมาก จึงไม่ถือสาแล้วว่าชิงถงเป็นขอบเขตสิบสี่จริงหรือปลอมกันแน่

เฉินผิงอันเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “เดิมทีถึงขั้นมีความคิดที่จะรับลูกศิษย์แทนอาจารย์ ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่บนขั้นบันไดเส้นทางภูเขา ข้าเกือบจะหลุดปากพูดออกไปแล้ว” คราวนี้เซี่ยโก่วตะลึงงันไปจริงๆ ชิงถงก็ยิ่งอึ้งจนอึ้งไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

ระหว่างเส้นทางภูเขาที่มุ่งหน้าไปยังศาลาเล็กหลังนั้น เติ้งเจี้ยนผิงเปิดปากยิ้มพูดก่อนว่า “อาจารย์พ่อพูดเรื่องมากมายกับข้า แล้วยังสอนหลักการเหตุผลข้อหนึ่งให้กับข้า บอกให้ข้าจดจำไว้ให้ขึ้นใจ”

หวงซีเอ่ยสัพยอก “หลักการเหตุผลล้ำค่าอะไร ขอข้าฟังให้เป็นบุญหูหน่อยได้ไหม?” ซิ่วเหนียงถองไปอีกหนึ่งที ครั้งนี้กลับถูกหวงซีที่ฝึกบ่อยจนเกิดเป็นความชำนาญเอาฝ่ามือมากั้น ซิ่วเหนียงถองซ้ำอีกรอบ หึ ข้ากั้นอีก คล่องแคล่วจนทำให้เติ้งเจี้ยนผิงที่เป็นน้องภรรยารู้สึก…สงสารเหลือเกิน

เติ้งเจี้ยนผิงกล่าว “หลักการเหตุผลข้อนั้นเรียบง่ายมาก แค่ประโยคเดียว “การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่ง วิญญูชนไม่ช่วยเหลือคนชั่ว” หวงซีพยักหน้า แสดงออกว่าเห็นด้วย เจ้าเด็กเติ้งเจี้ยนผิงผู้นี้ชอบยึดติดกับเรื่องเล็กจนเกินพอดี “เซียนกระบี่เฉินโน้มน้าวให้เจ้ารู้จักทะนุถนอมเห็นค่าชีวิต อย่าพาตัวไปตายง่ายๆ?”

เติ้งเจี้ยนผิงไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ อันที่จริงสุดท้ายอาจารย์พ่อยังเอ่ยอีกสองประโยค “พอดีเลย ปีนั้นข้ายังไม่ได้ออกจากเมืองเล็ก ทุกวันนี้เจ้าเองก็ยังไม่เคยไปเมืองเล็ก ยังไม่ได้ขึ้นเขา ยังอยู่นอกภูเขา” ซิ่วเหนียงถามหยั่งเชิง “เจี้ยนผิง ข้าจะพูดความในใจบางอย่างกับเจ้า อยากฟังหรือไม่?”

เติ้งเจี้ยนผิงสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าเด็ดเดี่ยว พยักหน้าเอ่ย “ท่านพี่ ข้ารอประโยคนี้อยู่นี่แหละ ข้ารอมานานมากแล้ว”

หวงซีหัวเราะคิกคัก “โอ้โห ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็คือตำหนิว่าพี่สาวเจ้าไม่ยอมเป็นฝ่ายมาคุยกับเจ้าก่อนสินะ? พลิกสถานการณ์ให้ฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้ได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก” เติ้งเจี้ยนผิงหน้าแดงก่ำ เดิมก็ไม่ถนัดพูดคุยอยู่แล้ว เขาอัดอั้นอย่างมาก ศอกนี้ของซิ่วเหนียงแรงไม่น้อยเลยจริงๆ แต่กลับถูกเติ้งเจี้ยนผิงรั้งแขนของนางไว้ พานางเดินไปข้างหน้าด้วยกัน

หวงซีสอดสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย ชะลอฝีเท้าให้ช้าลง เดินอยู่ด้านหลังสองพี่น้องกวาดตามองไปรอบด้าน ลมและดินงดงาม พอเงยหน้ามองท้องฟ้า ว้าว อากาศดีนัก เขาไม่ได้เดินเข้าไปในศาลา แต่ไปนั่งยองอยู่ริมหน้าผาห่างไปไกล บางครั้งก็ใช้หางตาเหลือบมองไปในศาลาบ้าง ไม่รู้ว่าพวกเขาพี่น้องคุยอะไรกัน เห็นเพียงว่าในที่สุดซิ่วเหนียงก็ร้องไห้ออกมาจริงๆ เป็นครั้งแรก ความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บนใบหน้า ไม่ได้อยู่ในใจอีกต่อไป

หวงซีหลุบสายตาลงต่ำ เห็นว่าบนเส้นทางภูเขา บุรุษสวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียวถือไม้เท้าเดินป่าไว้ในมือ หวงซียิ้มอย่างเข้าใจ มีโอกาสจะต้องไปพบเฉาสือสักหน่อย ไอ้หมอนี่ต้องแข็งแกร่งแค่ไหนถึงได้ทำให้เฉินผิงอันแพ้ในการถามหมัดหลายครั้งติดต่อกัน ไม่มีโอกาสชนะเลย?

เฉินผิงอันพาเซี่ยโก่วลงจากภูเขาไปก่อน ต่อให้ชิงถงจะมาดใหญ่แค่ไหนก็ต้องไปส่งพวกเขาถึงหน้าประตูภูเขาถึงจะถือว่ามีมารยาท ระหว่างที่ลงจากภูเขาก็ได้เจอกับผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจหลายกลุ่มที่ขึ้นเขามา ตรงกึ่งกลางภูเขามีเทพหญิงกองระเบียบพิธีการของภูเขาอู๋ถงหน้าที่รับรองแขก แล้วจึงมีผู้ฝึกตนกองลาดตระเวนมารับหน้าที่ไล่คน

เห็นผู้เฒ่าที่มากไปด้วยประสบการณ์คนนั้น เฉินผิงอันก็เป็นฝ่ายกุมหมัดให้ ฝ่ายหลังกุมหมัดคารวะกลับคืน ทั้งสองฝ่ายผงกศีรษะให้กัน ต่างฝ่ายต่างคลี่ยิ้มอำลา คนเรามีชีวิตอยู่บนโลกไม่จำเป็นต้องพูดมาก ออกตกเหนือใต้ ต่างคนต่างมุ่งไปยังเส้นทางเบื้องหน้า ชิงถงจดจำภาพนี้ไว้ในใจ

ภูตจิ้งจอกที่ถูกห้อมล้อมเหมือนดวงเดือนถูกโอบล้อมด้วยดวงดาวคนนั้นเห็นคนชุดเขียว นางก็คลี่ยิ้มราวกับกิ่งบุปผาผลิบาน ยื่นมือมาโบกทักทาย “พี่ชายคนหล่อ ได้เจอกันอีกแล้วนะ โชควาสนาของพวกเราไม่ตื้นเขินเลยใช่ไหม?” เพียงแต่นางก็อดบ่นพึมพำไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำไมข้างกายเด็กสาวสวมหมวกขนเดียวถึงยังมีผู้ฝึกตนชุดสีเขียวมรกตที่ยากจะแยกว่าเป็นชายหรือหญิงเพิ่มมาด้วยอีกคน คนงาม คือคนงามจริงๆ

เฉินผิงอันแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นยิ่งพูดก็ยิ่งฮึกเหิม “จะออกไปจากภูเขาแล้วหรือ ทำไมไม่ผ่านด่านกองระเบียบพิธีการของภูเขาอู๋ถง หรือว่าต้องกินน้ำแกงประตูปิดโดยตรง? ต้องการให้พี่สาวช่วยพูดให้เจ้าหรือไม่?”

เฉินผิงอันยิ้มย้อนถาม “ข้างกายข้าผู้นี้ก็คือบรรพจารย์ชิงอวี้ของภูเขาอู๋ถง ข้าลงจากภูเขา เขามาส่งแขก เจ้าคิดว่าใครต้องช่วยพูดให้ใครกันแน่?”

ผู้ฝึกตนหญิงกับพรรคพวกหัวเราะครืน นางถึงกับเอามือกุมหัวใจ คิ้วตาเย้ายวนอ่อนหวาน พูดออดอ้อนว่า “พี่ชายคนหล่อหน้าตาไม่ธรรมดา พูดจาก็ยิ่งตลกขบขัน มาเล่นเป็นเพื่อนพี่สาวหน่อยไหม?” เฉินผิงอันเพียงยิ้มรับ

ผู้เฒ่าที่อยู่ดีๆ ก็ถูกกองระเบียบพิธีการให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เหม่อลอยอยู่พักใหญ่หลังจากที่บรรพจารย์ชิงอวี้ซึ่งเอื้อนเอ่ยถ้อยคำสำคัญจากไปแล้ว เขากลับไม่ได้เอ่ยขอบคุณบรรพจารย์เปิดภูเขาท่านนี้ แต่พลันวิ่งออกไประยะทางหนึ่ง มองไกลๆ ไปยังตีนเขา น่าเสียดายที่มองไม่เห็นเงาร่างชุดเขียวที่ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่ารู้สึกว่าเป็นคนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว

เพียงแต่ว่าผู้เฒ่าตาแหลมทั้งยังมีจิตใจละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง จำได้ว่าก่อนหน้านี้บรรพจารย์ชิงอวี้ส่งแขกลงจากภูเขา ในฐานะเจ้าบ้านและเจ้าสำนัก เขาถึงกับไม่ได้เดินอยู่ตรงกลาง แต่เดินอยู่ฝั่งซ้ายขวาเหมือนกับเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวคนนั้น! สรุปแล้วว่าเป็นใครกันแน่นะ? คงไม่ใช่เขาหรอกกระมัง? จะเป็นไปได้อย่างไร!

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งสัมผัสได้ถึงความผิดปกติก็วิ่งเหยาะๆ มาหา ดึงชายแขนเสื้อของผู้เฒ่า ถามเสียงเบา “ท่านปู่ เป็นอะไรไปหรือ?” ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ไม่มีอะไร ต้องเป็นข้าที่คิดมากไปเองแน่นอน” เด็กหญิงยิ้มอ้อน “คิดมากไปถึงไหนล่ะ?” ผู้เฒ่าใช้เสียงในใจเอ่ย “ไปถึงชื่อชื่อหนึ่งน่ะสิ”

ใบหน้าของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความฉงนฉงาย “ชื่อไหนหรือ?” ผู้เฒ่าลูบหัวของเด็กน้อย กลัวว่าหากพูดออกมาจะทำให้เด็กน้อยตกใจ เพียงเอ่ยเสียงเบาว่า “สรุปก็คือชื่อของคนคนหนึ่งที่มีสถานะมากมาย”

บนเส้นทางนอกภูเขา ลูกศิษย์เอ่ยถาม “อาจารย์พ่อ ข้ายังคงสงสัยใคร่รู้ในหลักการเหตุผลข้อนั้น ท่านพูดให้ฟังหน่อยได้ไหม?” อาจารย์ตอบ “ในนครสุยเจี้ยอาจจะมีคนอย่างหลิวเสี้ยนหยางและเฉินผิงอัน”

เติ้งเจี้ยนผิงกำไม้เท้าไผ่เขียวไว้แน่น พยักหน้ารับแรงๆ “ต้องมีแน่นอน ในนครสุยเจี้ยมี ที่อื่นก็ต้องมี” เซี่ยโก่วเอ่ยเสียงเบา “เจ้าขุนเขา เหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาอย่างนี้ ยากที่จะควบคุมอารมณ์ไว้ได้ ข้าอยากจะแต่งกลอนต่าโหยวสักบท”

เฉินผิงอันกล่าว “หยุดเลย ขอเซี่ยอันดับรองโปรดเก็บวิชาอภินิหารบทนี้ลงไป” เซี่ยโก่วพึมพำ “ห้ามไม่ได้หรอก แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังคิดออกแค่ครึ่งเดียว…” เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เอาเถอะๆ ตามใจเจ้าแล้วกัน”

เซี่ยโก่วร้องวะฮ่ะฮ่า ปากพูดว่าขอแสดงฝีมืออันน่าอายแล้ว ทว่าใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความลำพองใจ ตะเบ็งเสียงเอ่ยประโยคหนึ่ง “ภูเขาสายน้ำเปลี่ยนได้ทุกที่ นักเดินทางไม่ทราบนาม” เฉินผิงอันร้องเอ๊ะ พูดได้ไม่เลวนี่นา เซี่ยโก่วมิอาจรับคำชมได้เลย จมูกเชิดชี้ฟ้าทันใด

เติ้งเจี้ยนผิงอารมณ์ผ่อนคลายมากกว่าเดิม เจ้าขุนเขากับผู้ถวายงานอันดับรอง มีความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวกันจริงๆ เดินเท้ากันไปถึงมุมที่เงียบสงบในป่า เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ขี่กระบี่เดินทางกันเถอะ เจี้ยนผิง ตามมานะ ระหว่างทางจะสอนวิชาปราณกระบี่สิบแปดหยุดให้เจ้า”

เซี่ยโก่วถูมือ เติ้งเจี้ยนผิงรู้สึกขลาดๆ แสงกระบี่สามเส้นพุ่งวาบขึ้นมาจากพื้นที่ราบ เงาร่างเส้นหนึ่งเป็นสีเดียวกับฟ้าคราม ด้านล่างฝ่าเท้าก็คือพื้นดินยิ่งใหญ่กับภูเขาสายน้ำที่ราวกับภาพวาด

มหามรรคาดุจฟ้าคราม ทุกท่านถามแซ่และนาม ข้าคือบุรุษแห่งภูเขาสายน้ำใสสะอาดบริสุทธิ์ มือกระบี่แห่งไพศาล เฉินผิงอัน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!