แสงกระบี่สามเส้นลากเส้นแสงยาวเหยียด ทุกที่ที่ผ่าน ในทะเลเมฆจะต้องมีเสียงครืนครั่นเหมือนเสียงฟ้าร้องอื้ออึง
วิชาการโคจรลมปราณของปราณกระบี่สิบแปดหยุด เติ้งเจี้ยนผิงเรียนได้ไม่ช้าและไม่เร็ว ไม่เร็ว เพราะเปรียบเทียบกับผู้มีพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ที่โดดเด่นกว่าใครของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ไม่ช้าก็น่าจะเป็นเพราะมีเฉินผิงอันในอดีตเป็นตัวรั้งท้าย
เฉินผิงอันไม่ได้เห็นเซี่ยโก่วเป็นคนนอก อีกทั้งนางยังเป็นคนที่แค่ฟังก็เป็น แค่เป็นก็เชี่ยวชาญตามแบบฉบับ ลองฝึกแค่ไม่กี่รอบ การโคจรปราณกระบี่ก็ไหลลื่นไม่มีติดขัด
หากจะพูดถึงพรสวรรค์ในการฝึกกระบี่ หนิงเหยากับเซี่ยโก่วต่างก็ถือว่ามีเอกลักษณ์เป็นหนึ่งเดียวในกลุ่มของผู้มีพรสวรรค์
เซี่ยโก่วเรียนวิชาบทนี้เป็นแล้วก็พูดชมรากฐานของกำแพงเมืองปราณกระบี่ไปหลายประโยค นี่ทำให้เติ้งเจี้ยนผิงที่คิดว่าตัวเองยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของวิชานี้อย่างแท้จริงรู้สึกกดดัน ใช้เสียงในใจถามเฉินผิงอันว่าคุณสมบัติของตนไม่ดีพอใช่หรือไม่
เฉินผิงอันพูดไม่ออก เจ้าเทียบเรื่องคุณสมบัติกับใครไม่เทียบ ดันมาเทียบเรื่องนี้กับเซี่ยอันดับรอง จึงปลอบใจลูกศิษย์ที่เพิ่งรับมาใหม่ไปสองสามประโยค พูดแค่ว่าไม่ต้องรีบร้อน ทำไปตามลำดับขั้นตอน เหมือนการจัดวางกำลังทัพ ปักหลักอย่างรอบคอบมั่นคง
ระหว่างที่ทะยานลม เซี่ยโก่วรู้สึกอยากได้ไม้เท้าไผ่เขียวอันนั้นจึงเอ่ยว่า “เจ้าขุนเขามอบไม้เท้าเดินเขาให้ข้าสักอันสิ? พวกเราคือคนที่ต้องเขียนบันทึกขุนเขาสายน้ำกันทุกวันแล้วนะ”
เฉินผิงอันปฏิเสธไปอย่างละมุนละม่อม “ไม่จำเป็น เจ้าไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น”
เซี่ยโก่วยังคงไม่ถอดใจ พูดจาหนักแน่นน่าเชื่อถือ “วันหน้าข้าสามารถยุ่งให้มากขึ้นได้”
เฉินผิงอันเอ่ยไปตามตรงว่า “มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าเจอกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง เข้าไปยุ่งก็เหมือนไม่ได้ยุ่ง?”
เซี่ยโก่วอัดอั้นอยู่บ้าง ปากหัวเราะหึหึฮ่าฮ่า ปล่อยหมัดปล่อยฝ่ามือออกไป ต่อยให้ทะเลเมฆบ้างก็เป็นรู บ้างก็เป็นเส้นตรงจำนวนนับไม่ถ้วน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ถ้าอยากได้จริงๆ คราใดที่เจ้าออกเดินทางเพียงลำพัง รู้สึกว่าตัวเองยุ่งเรื่องของคนอื่นเรื่องสองเรื่องได้ดีแล้ว กลับภูเขามาค่อยมาขอจากข้า”
แต่เฉินผิงอันก็ไม่คิดว่าเซี่ยโก่วจะใส่ใจของชิ้นนี้ เพราะถึงอย่างไรผู้คนและเรื่องราวที่วันนี้คิดถึงคำนึงหา พรุ่งนี้นอนหลับก็ลืมไป มีน้อยเสียเมื่อไหร่
เฉินผิงอันหันหน้าไปพูดกับเติ้งเจี้ยนผิง “ไปถึงที่ภูเขาชิงจิ้งแล้วก็หยุดพักสักครู่ หลังจากนั้นพวกเราค่อยออกเดินทางกันต่อ ทั้งไม่ขี่กระบี่ข้ามทะเลแล้วก็ไม่นั่งเรือโดยสาร ข้าจะสอนยันต์สามภูเขาที่เป็นวิชาลับยุคโบราณให้เจ้า สามารถหดย่อพื้นที่ ข้ามทวีปเดินทางไกลได้ในชั่วพริบตา
ทุกวันนี้ขอบเขตของเจ้าคือโอสถทอง บางทีอาจยังรู้สึกกินแรงอยู่บ้าง แต่มีข้ากับเซี่ยโก่วอยู่ด้วยจึงไม่เป็นปัญหามากนัก ถึงเวลานั้นตอนไปถึงขุนเขาใต้ของแจกันสมบัติทวีป เมื่อจิตวิญญาณกระเพื่อมไหวก็สามารถตรวจสอบจิตวิญญาณและจิตหยินจิตหยางของเจ้าอย่างละเอียดได้พอดี ดูสิว่ามีตรงจุดไหนที่ต้องชดเชยช่องโหว่หรือไม่”
หลังจากที่สอนวิชายันต์และคาถาไปแล้ว เฉินผิงอันก็อธิบายให้เติ้งเจี้ยนผิงฟังถึงกฎและข้อห้ามของการใช้ยันต์สามภูเขาอย่างละเอียด สุดท้ายกำชับเขาอีกประโยคว่าปราณกระบี่สิบแปดหยุดและยันต์สามภูเขาล้วนเป็นวิชาลับของภูเขาลั่วพั่ว อย่าได้แพร่งพรายให้คนนอกรู้ง่ายๆ เติ้งเจี้ยนผิงย่อมจดจำไว้ขึ้นใจ ดูเหมือนว่าก่อนที่จะมาเยือนภูเขาก็รู้สึกเพียงว่าภูเขาสูงตระหง่านโอฬาร แต่พอเข้ามาในภูเขาแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าบนยอดเขานั้นมีองค์เทพอยู่
เซี่ยโก่วใช้เสียงในใจพูดคุย “เจ้าขุนเขาเก็บตกของดีได้จริงๆ คุณสมบัติของเติ้งเจี้ยนผิงธรรมดา แต่กลับเหมือนนักพรตของยุคบรรพกาลอย่างมาก จิตที่แสวงหามรรคาเด็ดเดี่ยว จิตแห่งการบรรลุมรรคาบริสุทธิ์ ขอแค่วันใดสติปัญญาเปิดออก การฝึกกระบี่ก็จะเร็วมาก”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “วันหน้าเจ้าก็ชี้แนะให้มากหน่อย ถึงอย่างไรก็จะหลอกเอาไฉอู๋มาเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดอยู่แล้ว มีโอกาสก็ให้เจี้ยนผิงอยู่ฟังด้วย เนื้อหาแบบเดียวกัน สอนทีหนึ่งได้ถึงสองคน ได้กำไรแล้ว”
เซี่ยโก่วรู้เรื่องน่าอายของเจ้าขุนเขาตอนอยู่กับลูกศิษย์ผู้สืบทอดของตนจึงหัวเราะร่า “เจ้าขุนเขาสอนคนมีพรสวรรค์ไม่ได้ ข้าสอนคนไร้พรสวรรค์ไม่ได้ นี่ก็ถือว่าชดเชยข้อเสียกันได้ดี ภูเขาลั่วพั่วนี่สุดยอดจริงๆ”
เฉินผิงอันหัวเราะร่วน “เคยเห็นคนพูดประจบมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นใครดึงดันจะพูดประจบเอาใจอย่างเจ้ามาก่อนเลยจริงๆ”
แม้ว่าเติ้งเจี้ยนผิงจะไม่ได้ยินเสียงในใจของพวกเขา แต่หางตากลับสังเกตเห็นสีหน้าอันละเอียดอ่อนของพวกเขา คาดว่าอาจารย์พ่อกับเซี่ยอันดับรองน่าจะกำลังคุยเรื่องใหญ่อะไรกันอยู่กระมัง เติ้งเจี้ยนผิงถอนหายใจอย่างปลงอนิจจังอีกครั้ง ขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วช่างดีจริงๆ
อยู่ดีๆ เซี่ยโก่วก็ถามขึ้นมาว่า “เจ้าขุนเขาอายุยังน้อยแค่นี้ก็มีจ้าวซู่เซี่ยเป็นลูกศิษย์ปิดสำนักของวิชาหมัดแล้ว เติ้งเจี้ยนผิงคงไม่ได้เป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนสุดท้ายในวิถีกระบี่ของท่านหรอกกระมัง?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ทุกวันนี้มีลูกศิษย์ผู้สืบทอดเจ็ดคน พยายามให้มีลูกศิษย์ผู้สืบทอดสิบกว่าคนก็แล้วกัน หากจำนวนมากกว่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรแล้ว”
ชุยตงซาน เผยเฉียน เฉาฉิงหล่าง จ้าวซู่เซี่ย กวอจู๋จิ่ว หนิงจี๋ เติ้งเจี้ยนผิง ลูกศิษย์เจ็ดคน คนที่เรียนหมัดกับเฉินผิงอัน อันที่จริงมีแค่เผยเฉียนกับจ้าวซู่เซี่ยเท่านั้น
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ รู้สึกว่าต้องเอ่ยเตือนเติ้งเจี้ยนผิงสักคำ “เจ้ามีศิษย์พี่เล็กคนหนึ่งชื่อว่าชุยตงซาน ก็คือเจ้าสำนักคนแรกของสำนักกระบี่ชิงผิง วันหน้าหากเขาพูดเรื่องทำนองว่าต้องการปกป้องมรรคาให้กับเจ้า หรืออยากจะพูดคุยความในใจ พูดคุยเรื่องปณิธานในชีวิตอะไรกับเจ้า เจ้าก็ไม่ต้องไปสนใจเขา ให้อ้างอาจารย์พ่อออกไปได้เลย หรือเจ้าจะไปฟ้องศิษย์พี่หญิงเผยกับศิษย์พี่เฉาก็ได้”
แม้เติ้งเจี้ยนผิงจะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ยังตอบตกลงอย่างว่าง่าย ระหว่างนั้นเฉินผิงอันได้รับกระบี่บินส่งข่าวฉบับหนึ่ง
เซี่ยโก่วยื่นหน้ามามอง กวาดตาอ่านเนื้อหาสองสามที เป็นจดหมายลับที่เว่ยเย่โหยวเสินจวินผู้เป็นเพื่อนบ้านส่งมาให้ บอกให้เฉินผิงอันพยายามกำหนดวันเวลาที่แน่ชัดบางอย่างมา
ตัวอักษรที่อยู่ช่วงท้ายของจดหมาย เซี่ยโก่วรู้สึกได้เลยว่าความไม่พอใจขุมหนึ่งพุ่งมาปะทะใบหน้า ที่แท้เว่ยเย่โหยวก็เตือนว่าหากยังถ่วงเวลาไปอีก หากตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่าจะชะลอไปก่อนก็ไม่เป็นไร รบกวนเจ้าขุนเขาเฉินไปแจ้งกับฮ่องเต้ด้วยตัวเองสักคำ อย่าได้ให้เขาเว่ยป้อต้องวางตัวลำบากเช่นนี้
พูดง่ายๆ ก็คือขอแค่เฉินผิงอันกำหนดวันเวลาไว้ได้แล้ว ทางราชสำนักต้าหลีก็จะกำหนดกำหนดการอย่างเป็นรูปธรรมทันที ตำแหน่งราชครูที่ว่างเว้นมานานหลายปี เก้าอี้ตัวเก่าที่อยู่ในห้องประชุมเล็กห้องทรงพระอักษรของเมืองหลวงตัวนั้นก็จะมีเจ้าของคนใหม่ที่ถูกต้องชอบธรรมได้แล้ว
เฉินผิงอันเก็บจดหมายลับสอดไว้ในชายแขนเสื้อเงียบๆ เซี่ยโก่วถามหยั่งเชิงว่า “เจ้าขุนเขาไม่ตอบกลับหรือ? เขียนสองสามประโยคตอบรับอย่างขอไปทีก็ยังดีนะ เว่ยเย่โหยวเองก็ไม่ง่ายเลย”
อาจารย์ผู้เฒ่าจูเอ่ยประโยคที่เป็นธรรม บอกว่าเว่ยเสินจวินเหมือนทำงานระยะยาวให้กับภูเขาลั่วพั่ว ประเด็นสำคัญคือนายท่านเจ้าของที่ดินยังไม่เคยให้เงินเดือนด้วย
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “พอกลับไปถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เนินฝูเหยาจะกำหนดวันเวลาที่แน่นอนทันที หึ เป็นถึงเย่โหยวเสินจวินแล้ว จะต้องรีบร้อนทำไม”
ต้องเป็นก่อนหน้าวันที่ห้าเดือนห้าแน่นอน ถึงอย่างไรต่อให้ช้าแค่ไหนก็ช้าไม่เกินวันนี้
เซี่ยโก่วกระจ่างแจ้งในฉับพลัน ดูเหมือนว่าตอนนั้นเจ้าขุนเขาต้องพูดอยู่นาน ไม่ว่าอย่างไรก็โน้มน้าวให้เว่ยป้อรายงานฉายาเทพเย่โหยวไปให้ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางไม่สำเร็จผลลัพธ์ล่ะ?
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าก็รู้ว่าทางราชสำนักต้าหลีมีข้อเรียกร้อง หวังว่าทางฝั่งของข้าจะจัดขบวนให้ใหญ่โตสักหน่อย พาคนที่ต่อสู้เก่งไปด้วยสักสี่ห้าคน แต่ตอนนี้ข้ายังลังเลอยู่ว่าควรจะพาพวกเจี้ยนผิงไปด้วยกันดีหรือไม่”

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!