จ้าวจูตบมวยผมของเด็กน้อยเบาๆ หนึ่งที ทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด เจินเหรินผู้เฒ่าลูบหนวดครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก็ยิ้มเอ่ยว่า “เวลานี้เจ้าเด็กน้อยอยู่กับผินเต้าพอดี และอิ่นกวานก็อยู่บนภูเขาในเวลานี้พอดี นี่น่าจะเป็นวาสนาของเด็กคนนี้ เจ้าและข้าไม่จำเป็นต้องคิดมาก”
จ้าวจูได้ยินแล้วก็พยักหน้า ความกลัดกลุ้มที่อยู่หว่างคิ้วเจือจางลงได้หลายส่วน ลู่ยงพานักพรตผู้ดูแลหลายคนออกไปรับรองแขกด้วยกัน
เฉินผิงอันคารวะตามขนบลัทธิเต๋า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “เจินเหรินโปรดวางใจ ข้าแค่ผ่านทางมาเฉยๆ จะมาขอเหล้าสักจอกดื่ม ไม่ได้มาขอยา ไม่ได้มาปล้น”
เจินเหรินผู้เฒ่าหัวเราะเสียงดัง ยื่นมือไปคว้าแขนของเฉินผิงอัน “แขกชั่วมาเยือน แขกชั่วมาเยือน แค่พบหน้าก็ถึงกับด่าเจ้าบ้านว่าขี้เหนียวทางอ้อมแล้ว”
เติ้งเจี้ยนผิงเห็นภาพเหตุการณ์นี้อยู่ในสายตา นี่แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างภูเขาลั่วพั่วกับภูเขาชิงจิ้งไม่ธรรมดา ก่อนหน้านี้เดินทางผ่านอาณาเขตของภูเขาชิงจิ้ง แต่พวกเขาไม่ได้ขึ้นเขามา พี่เขยแค่พูดถึงว่ากลิ่นอายแห่งมรรคาของที่แห่งนี้เข้มข้น ได้รับเงื่อนไขพิเศษจากฟ้าดิน คือสถานที่สร้างมังกรที่หาได้ยาก
เฉินผิงอันแนะนำเติ้งเจี้ยนผิงว่าเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอด นักพรตกลุ่มของลู่ยงย่อมต้องเอ่ยแสดงความยินดีอย่างจริงใจ คนหนุ่มสามารถกราบอิ่นกวานเป็นอาจารย์ร่ำเรียนวิชาช่างมีวาสนาดีเหลือเกิน
จ้าวจูที่เป็นเค่อชิงของภูเขาลั่วพั่วก็เล่าถึงสถานการณ์ของลูกศิษย์ตัวเอง บอกว่าชื่อกานซิ่ง ตอนนี้ยังไม่มีฉายา นักพรตน้อยไม่กลัวคนแปลกหน้า อธิบายกับเซียนกระบี่เฉินว่าคำว่าซิ่งนี้มาจากคำว่าเซิ่งวั้งที่แปลว่าเจริญเฟื่องฟู ไม่ใช่คำว่าซินจากซินฉิงที่แปลว่าอารมณ์
เซี่ยโก่วโพล่งขึ้นมาว่า “เจ้าขุนเขา ประหลาดนัก ฐานกระดูกในการฝึกตนของเด็กน้อยข้างกายจ้าวจูเค่อชิงใช้ได้เลยนะ แต่ทำไมกลิ่นอายความตายบนร่างถึงได้เข้มข้นขนาดนี้ วนเวียนอยู่ไม่ยอมจางหาย ดูเหมือนว่าจะแผ่ซึมไปค่อนข้างลึก ถึงกับพัวพันไปถึงชะตาชีวิตของเขาแล้ว
หากคิดจะจัดการก็ค่อนข้างจะยุ่งยาก แน่นอนว่าข้าสามารถใช้กระบี่ฟันกลิ่นอายแห่งความตายขุมนี้ให้ขาดสะบั้นได้ง่ายๆ แต่จะต้องทำร้ายรากฐานมหามรรคาของเด็กคนนี้ หากสหายฉุนหยางอยู่ด้วยก็ดีน่ะสิ”
อันที่จริงเฉินผิงอันก็มองออกถึงกลิ่นอายประหลาดบนร่างของนักพรตน้อยแล้วเช่นกัน ร่างกายมนุษย์เหมือนวัดวาอาราม เทพไม่มาครอบครองก็ต้องมีผีเร่ร่อนมายึดพื้นที่เอาไว้นานวันเข้าก็จะกลายเป็นเหมือนศาลเถื่อน ต้องเดินเข้าประตูข้าง หากไม่ใช่ผู้ฝึกตนบนภูเขาก็ยังพอทำเนา เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาก็ไม่แน่ว่าอาจจะพอมีโชคเข้าข้างอยู่บ้าง
แต่เข้ามาอยู่ในตำหนักพยัคฆ์เขียวแล้วก็เหมือนเกิดความขัดแย้งกับกลิ่นอายแห่งมรรคาที่เข้มข้นซึ่งมองไม่เห็นของที่แห่งนี้ โชคดีที่เมฆและน้ำของภูเขาชิงจิ้งเบาใส กลิ่นอายแห่งดินก็หนาข้น ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ถือว่าตีกัน แต่ก็เหมือนคนที่โต้เถียงกันอยู่ตลอดเวลา นานวันเข้าเด็กน้อยก็จะเหน็ดเหนื่อยไร้เรี่ยวแรง ยิ่งนานวันพลังจิตก็จะยิ่งอ่อนแรง
ดูเหมือนว่าเจินเหรินผู้เฒ่าจะลองช่วยเหลือเขาแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการรักษาที่ปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ เกรงว่าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปก็คงต้องส่งเด็กน้อยลงจากภูเขาไปแล้ว”
เซี่ยโก่วถาม “ไม่ใช่ว่าตำหนักพยัคฆ์เขียวเชี่ยวชาญการหลอมยาจำแลงขนนกหรอกหรือ นี่ก็ไม่ถือว่าให้ยาถูกโรคหรือไร?”
เฉินผิงอันกล่าว “กลัวก็แต่ว่าก็เพราะเคยกินไปแล้ว นักพรตน้อยถึงได้รักษาสภาพการณ์อย่างในตอนนี้ไว้ได้”
เซี่ยโก่วถาม “เจ้าขุนเขาอยากจะลงมือหรือ? มีความมั่นใจหรือไม่?”
เฉินผิงอันกล่าว “ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ ข้าต้องมีการเตรียมการไว้ก่อน”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง ในเมื่อเจ้าขุนเขาเฉินพูดมาในแง่ดีขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมั่นคงมากแล้ว
เซี่ยโก่วหันหน้าไปพูดกับเติ้งเจี้ยนผิงด้วยความหวังดีว่า “เจี้ยนผิงอ่า เจ้าขุนเขาของพวกเราเข้าใจอะไรมากมาย เจ้าค่อยๆ เรียนรู้ไปเถอะนะ ผู้ที่ศึกษามรรคาอย่างพากเพียรอย่างเราๆ อย่าได้เข้ามาในภูเขาสมบัติแล้วกลับไปมือเปล่าเด็ดขาด”
เพิ่มคำว่าอ่าท้ายชื่อ ขนบธรรมเนียมนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นใครที่พาขึ้นมาบนภูเขา เอาเป็นว่าเซี่ยโก่วรู้สึกว่าเข้าปากอย่างมาก
เติ้งเจี้ยนผิงพยักหน้ารับแรงๆ ตลอดทางที่ขี่กระบี่เดินทางไกลมานี้ ยิ่งนานเขาก็ยิ่งรู้สึกเคารพเลื่อมใสผู้ถวายงานอันดับรองที่มีรูปโฉมเป็นเด็กสาวคนนี้ พรสวรรค์สูง นิสัยดี ใจกว้าง
เฉินผิงอันถามแปดอักษรยามเกิดของเด็กน้อยจากจ้าวจูก่อน ครั้นจึงก้มเอวลง ยิ้มเอ่ยกับนักพรตน้อยที่ชื่อว่ากานซิ่งคนนั้น “ยื่นมือมา”
นักพรตน้อยที่มึนๆ งงๆ ยื่นมือออกไป เฉินผิงอันกุมมือของเด็กน้อยเอาไว้ คลำกระดูกชั่งน้ำหนักอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอาสองนิ้วประกบกัน เขียนตัวอักษรหนึ่งลงไปบนฝ่ามือของเด็กน้อย เป็นคำว่า “รับคำสั่ง”
ตัวอักษรที่อยู่ใจกลางฝ่ามือเปล่งแสงสีทองแวววาว เปล่งวูบทีหนึ่งก็หายวับไป เสียงกังวานดุจทองหยกดังสะท้อนกึกก้อง ขณะเดียวกันเฉินผิงอันก็พึมพำประโยคหนึ่งในใจ “ถอยไป”
เฉินผิงอันดึงมือกลับมา ลูบศีรษะของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน เหมือนผู้อาวุโสที่เมตตาคนหนึ่ง จากนั้นยิ้มเอ่ยว่า “อยู่ในภูเขาที่เงียบสงบ ผู้ที่ร่ำเรียนมรรคาอย่างพวกเรา ปลุกเร้าจิตใจให้ฮึกเหิม มานะฝึกตน”
นักพรตน้อยพยักหน้ารับอย่างเหลอหรา ในใจเด็กน้อยอดสงสัยไม่ได้ เงยหน้ามองบุรุษที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนคนนั้น นิสัยดีขนาดนี้ คือเซียนกระบี่ที่เปิดฉากเข่นฆ่าไปสี่ทิศจริงๆ หรือ?
ได้ยินมาว่าในอาณาเขตของภูเขาชิงจิ้งบ้านตนมีผู้ถวายงานแห่งภูเขาสายน้ำที่คุณูปการสูงมากอยู่คนหนึ่ง มานะหมั่นเพียรพิทักษ์ภูเขามานานหลายร้อยปีแล้ว ลำดับอาวุโสสูงมาก หลายปีมานี้แม้กระทั่งการประชุมศาลบรรพจารย์ก็ยังไม่มาเข้าร่วม แล้วยังบอกกับพวกอาจารย์ปู่ด้วยว่าทุกครั้งที่มีใครขึ้นมาบนภูเขาจะต้องแจ้งเขาให้ทราบก่อนล่วงหน้า นั่นก็เพื่อหลบเลี่ยง “อิ่นกวาน” ท่านนี้ อาจารย์ปู่โน้มน้าวอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ผล
เฉินผิงอันใช้เสียงในใจพูดคุยกับเจินเหรินผู้เฒ่าและจ้าวจู “ตอนนี้ข้าเพียงแค่ใช้ยันต์ทำให้ดวงจิตของกานซิ่งมั่นคง ยันต์อักษรรับคำสั่งมีหลักสามประการ ภูเขา สายน้ำ สายฟ้า พยายามที่จะใช้วิธีที่อ่อนโยนให้มากที่สุด ไม่กล้าทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในฟ้าดินเล็ก ร่างกายมนุษย์ของเด็กน้อยรุนแรงเกินไป ดังนั้นคราวหน้าคงต้องให้จ้าวจูพากานซิ่งไปเยือนแจกันสมบัติทวีปสักรอบ ถึงเวลานั้นก็ให้ไปหาข้าที่เนินฝูเหยา ทุกวันนี้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมชั่วคราวของข้าอยู่ที่นั่น”
เจินเหรินผู้เฒ่าก้มหัวขอบคุณ “รบกวนเจ้าขุนเขาเฉินแล้ว”
จ้าวจูบอกให้เด็กน้อยเอ่ยขอบคุณเจ้าขุนเขาเฉินพร้อมกับตน พอได้ยินว่าอีกไม่นานก็จะได้ลงจากภูเขาไปเที่ยวเล่น จะได้ออกเดินทางไกลครั้งหนึ่งเด็กน้อยก็มีความสุขอย่างมาก
อยู่ในตำหนักพยัคฆ์เขียว เฉินผิงอันไม่ได้ดื่มเหล้า พูดคุยแค่ไม่กี่ประโยคก็ลุกขึ้นขอตัวลา คำว่าคุยเล่นก็ไม่ใช่เรื่องหยุมหยิมและคำโอภาปราศรัยไปทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้วเป็นผลมาจากสภาพจิตใจและฐานะของเขาในทุกวันนี้
ยกตัวอย่างเช่นเฉินผิงอันถามเจินเหรินผู้เฒ่าว่าหลังจากที่ได้สัมผัสกับผู้ฝึกตนเฒ่าและพรรคเก่าๆ ทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีปแล้วมีความรู้สึกอย่างไร ลู่ยงเองก็ยากจะให้ลูกศิษย์รุ่นของจ้าวจูพาพวกเด็กรุ่นเยาว์ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นการเดินทางเลียบลำน้ำใหญ่ของภาคกลางก็คือทางเลือกที่ไม่เลวเหมือนกัน นอกจากนี้สำนักกระบี่ชิงผิง ภูเขาไท่ผิง ราชวงศ์ต้าเฉวียน สำนักกุยหยก สถานที่เหล่านี้ล้วนต้องไปเยือน
นักพรตน้อยหน้าแดงก่ำ ทำท่าอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด เฉินผิงอันยิ้มถาม “กานซิ่ง มีเรื่องอะไรหรือ?”
นักพรตน้อยแอบเหลือบมองอาจารย์และอาจารย์ปู่ของตน เจินเหรินผู้เฒ่าลูบหนวด ยิ้ม พูดให้กำลังใจว่า “พูดได้เลย เจ้าขุนเขาเฉินมาเยือนตำหนักพยัคฆ์เขียวของพวกเราก็เหมือนญาติที่แวะมาเยี่ยมเยือนกันนั่นแหละ”
นักพรตน้อยเอ่ย “เซียนกระบี่เฉิน ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะเล่าเรื่องหนึ่งให้ท่านฟัง พวกเรามีผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาอยู่คนหนึ่ง คือเผ่าปีศาจในท้องถิ่น ดูเหมือนเขาจะกลัวท่านมาก พอได้ยินว่าท่านขึ้นเขามาก็ออกจากบ้านไปผ่อนคลายอารมณ์อีกแล้ว”
เฉินผิงอันไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ถามอย่างประหลาดใจว่า “เหล่าลู่ สหายเซียนซิ่ว พวกท่านไม่ได้เล่าถึงสถานการณ์ของภูเขาลั่วพั่วให้ผู้ถวายงานท่านนี้ฟังหรือ?”
จ้าวจูเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เล่าแล้ว ไม่มีประโยชน์ ผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของพวกเราคนนี้จิตใจบริสุทธิ์ ชอบยึดติดในความคิดไม่ฟังใคร ไม่เพียงแต่ไม่ฟังคำโน้มน้าว กลับกันยังพูดด้วยว่าพวกเราแค่สนิทกับเฉินผิงอัน กับเจ้าขุนเขาเฉินเท่านั้น
เซี่ยโก่วกล่าว “พื้นฐานอ่อนด้อยกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย”
ภูเขาชิงจิ้งอยู่ทางเหนือสุดของไป่ถงทวีป ภูเขาจื่อถงขุนเขาใต้ อยู่ทางใต้สุดของแจกันสมบัติทวีป บวกกับที่ท่ามกลางขั้นตอนนี้ยังมีเซี่ยโก่วช่วยสร้างความมั่นคงให้กับกลิ่นอายแห่งมรรคาของเติ้งเจี้ยนผิง ดังนั้นการเดินทางไกลข้ามทวีปโดยถือยันต์สามภูเขาไว้ในมือครั้งนี้จึงมีน้ำมากกว่าเนื้อ
เฉินผิงอันกล่าว “ก่อนที่เจี้ยนผิงจะอายุยี่สิบ ส่วนใหญ่ต้องซัดเซพเนจรอยู่ไม่เป็นที่ทาง สามารถมีรากฐานร่างกายอย่างในทุกวันนี้ได้ก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว”
พวกเขามีเวลาหนึ่งก้านธูปที่สามารถอยู่ที่นี่ได้ คราวก่อนการประชุมในห้องทรงพระอักษรของเมืองหลวงต้าหลี ฟ่านจวิ้นเม่าทำหน้าที่เป็นคนกลางให้กับแคว้นต่างๆ ทางทิศใต้ ทำหน้าที่ได้ไม่ค่อยดีนัก ไม่พูดถึงตบะ พูดถึงแค่ฝีมือในวงการขุนนาง ฟ่านจวิ้นเม่าหรือจะสู้จิ้งจอกเฒ่าอย่างพวกเสิ่นเฉินเจ้ากรมกลาโหม จ้าวตวนจิ่นจากกรมพิธีการได้?
รอกระทั่งสองกรมอย่างพิธีการและกลาโหมของต้าหลีร่วมกันออกหนังสือแห่งแคว้นมา มีราชสำนักแคว้นใดหรือจวนเซียนแห่งใดกล้าไปที่เมืองหลวงต้าหลีทางทิศเหนือ ให้ศาลหงหลูช่วยจัดหาที่พักให้บ้างเล่า?
เซี่ยโก่วถาม “ไปรำลึกความหลังกับฟ่านจวิ้นเม่าหรือ?”
เฉินผิงอันฟังความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดประโยคนี้ออก ถามว่า “เคยคบค้ากับฟ่านจวิ้นเม่าในอดีตที่อยู่บนวิถีแห่งเทพมาหรือ?”
เซี่ยโก่วหัวเราะหึหึ “ปีนั้นนางค่อนข้างต่อสู้ได้เก่ง ข้าเองก็ไม่ด้อย นี่ก็เลยกลายเป็นเหมือนตะพาบเห็นถั่วเขียวแล้วถูกใจอย่างไรล่ะ”
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “ถ้าอย่างนั้นทำไมคราวก่อนอยู่ในเมืองหลวงต้าหลี ฟ่านจวิ้นเม่าถึงจำเจ้าไม่ได้?” ตอนนั้นเซี่ยโก่วก็รออยู่ในระเบียงนอกห้องกับเสี่ยวโม่
เซี่ยโก่วเชิดหน้าอย่างลำพองใจ พูดกลั้วหัวเราะว่า “ทุกวันนี้แม้แต่ตัวข้าก็ยังเกือบจำตัวเองไม่ได้แล้ว แล้วนางจะจำคนที่ผ่านทางมาซึ่งเคยตีกันแค่ครั้งเดียวได้อย่างไร อีกอย่างหากไม่ใช่เทพชั้นสูงที่จุติกลับมาเกิดใหม่ ส่วนใหญ่ก็มักจะสูญเสียความทรงจำบางส่วนไป และความทรงจำที่ว่านี้ก็คือกุญแจสำคัญของตำแหน่งเทพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาล ใครคนนั้นที่เป็นสหายของเสี่ยวโม่ เจ้าลู่เหล่าซานอะไรนั่นถึงได้เดาว่าแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่เป็นมายาล่องลอย แต่กลับมีอยู่ทั่วทุกหนแห่งนั้น มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นการรวมตัวและการจัดวางความทรงจำกระจัดกระจายที่มีนับล้านนับไม่ถ้วน….”
เฉินผิงอันโบกมือเบาๆ บอกเป็นนัยแก่เซี่ยโก่วว่าให้หยุดพูดเรื่องนี้ เจ้าลัทธิลู่ของพวกเราท่านนี้ยินดีจะมอบใจให้สหายเสียจริง
เซี่ยโก่วถาม “พวกเราจะยืนเฉยกันอยู่ที่ตีนเขานี่น่ะหรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว “ในการประชุมห้องทรงพระอักษรคราวก่อน ทำให้นางหาทางลงไม่ถูก คาดว่าต่อให้พวกเราให้คนไปแจ้งก็ยังต้องกินน้ำแกงประตูปิดอยู่ดี ไม่แน่ว่าอาจจะยังทำให้ขุนนางหญิงกองระเบียบพิธีการต้องลำบากใจมาบอกพวกเราว่า “ฟ่านเสินจวินเพิ่งจะพูดว่านางไมู่อยู่บนภูเขาพอดี”
เซี่ยโก่วยิ้มเอ่ย “นี่ก็คือนิสัยเก่าของนางแล้ว ไม่ประหลาดใจเลยสักนิด”
เฉินผิงอันเอ่ยหยอกล้อ “ท่าทีที่เซี่ยอันดับรองมีต่อฟ่านซานจวินกับชิงถงแตกต่างกันมากเลยนะ”
เซี่ยโก่วเบ้ปาก “ข้ายอมรับกับไม่ยอมรับใคร ล้วนไม่เคยสนใจภูมิหลังชาติกำเนิดของอีกฝ่าย”
ผิดไปจากที่คาด ในขณะที่เฉินผิงอันคิดจะพาเซี่ยโก่วและเติ้งเจี้ยนผิงไปเดินเล่นที่ตลาดใกล้กับตีนเขา ฟ่านจวิ้นเม่ากลับร่ายเวทอำพรางตา ยินดีออกมารับรองแขกด้วยตัวเอง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!