บนภูเขาไม่มีเรื่องใด ใต้หล้าสงบสุข เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มเอ่ย “หาได้ยาก”
ใบหน้าของฟ่านจวิ้นเม่าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด “เรื่องของการต้อนรับขับสู้ผู้คน คำพูดในวงการขุนนาง คำพูดไร้แก่นสารยาวเหยียด ไม่ได้อยู่สงบสุขสักนาที ทางฝั่งของกองระเบียบพิธีการก็มีแต่พวกไร้ประโยชน์ ไม่ว่าคนแบบใดก็ล้วนกล้าพาขึ้นมาบนภูเขา อะไรที่บอกว่าติดขัดเพราะมารยาททางสังคม มารดามันเถอะ หน้าตาของชุ่ยเวยเสินจวินผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้าไม่ถือเป็นหน้าตาหรือ? ทุกวันต้องพบคนโน้นพบคนนี้ พรุ่งนี้วันมะรืนต้องเจอใครก็ล้วนจัดการไว้เรียบร้อยหมดแล้ว แล้วยังจะต้องให้ข้ามาตรวจสอบ ตรวจสอบกับท่านปู่เจ้าน่ะสิ มีแต่พวกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกัน เจอหน้าพวกเจ้า ถึงอย่างไรก็ดีกว่าเจอหน้าพวกเขา”
ฟ่านจวิ้นเม่าอัดอั้นอยู่มากจริงๆ ทุกวันนี้ขุนนางหลักของกองงานต่างๆ และผู้ดูแลของมหาบรรพตทักษิณต่างก็เป็นพวกที่ติดตามนางต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย นิสัยใจคอนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่ความสามารถในด้านการจัดการกิจธุระต่างๆ กลับทำให้คนร้อนใจจริงๆ
เติ้งเจี้ยนผิงได้ยินแล้วก็ถึงกับอ้าปากค้าง ชุ่ยเวยเสินจวินที่มีชื่อเสียงเลื่องลือผู้นี้ช่างมีนิสัยที่… โดดเด่นจริงๆ
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “เจรจากับทางฝั่งของกองระเบียบพิธีการให้เรียบร้อยก่อนว่าจะยุ่งวุ่นวายอยู่อย่างนี้แค่เจ็ดแปดปี วันหน้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นฮ่องเต้ เป็นรัชทายาทของแคว้นใดหรือเป็นเจ้าประมุข ผู้คุมกฏของพรรคใด จะไม่พบหน้าใครทั้งนั้น”
“คนดีไม่แน่เสมอไปว่าเป็นขุนนางที่ดีได้ แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าเก้าอี้ตำแหน่งขุนนางจะต้องให้คนชั่วไปครอบครอง แล้วนับประสาอะไรกับที่ขุนนางละโมบที่กุมอำนาจอยู่ในมือหลายคน แรกเริ่มก็ล้วนหวังอยากเป็นขุนนางน้ำใสที่สร้างความผาสุกให้กับในพื้นที่ อยากทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์กันทั้งนั้น แค่ขอแค่อยู่ในวงการขุนนางทำงานอยู่ในที่ว่าการ ไม่ว่าจะบนภูเขาหรือล่างภูเขาก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไร น่าจะถือว่ามีความคล้ายคลึงกับการที่ลัทธิขงจื้อพูดอะไรไปมากมายก็ยังหนีไม่พ้นวนเวียนอยู่ที่สองคำว่า “ชื่อเสียงและเนื้อแท้” กระมัง ก็หนีไม่พ้นว่าต้องลงแรงกับนิสัยและจิตใจของผู้คน”
“ในฐานะผู้ครองมหาบรรพตลูกหนึ่ง ปกครองพันภูเขาหมื่นสายน้ำ ด้วยภาระหน้าที่ช่วงแรกๆ ย่อมหนีไม่พ้นพิธีการที่ยิบย่อยพวกนี้ จะไม่สนมารยาททางสังคมมากเกินไปก็ไม่ได้ ทางฝั่งของกองระเบียบพิธีการก็ต้องลำบากใจ
เพียงแต่ว่ารอกระทั่งคนอื่นเคยชินกับการพูดง่ายของเจ้าแล้ว ก็จะกลายเป็นว่าคนอื่นจะพูดไม่ง่ายอีก ถึงอย่างไรกองระเบียบพิธีการก็เป็นแค่หนึ่งในที่ว่าการยี่สิบกว่าแห่งของมหาบรรพตทักษิณ สามารถเตือนพวกเขาได้ว่าอย่าได้แยกแยะไม่ออกว่าใครใหญ่ใครเล็ก ใครมาก่อนใครมาหลัง”
ก็ไม่รู้ว่าฟ่านจวิ้นเม่าฟังเข้าหูหรือไม่ แต่สีหน้าของนางก็ไม่ค่อยเต็มใจนัก “ทุกวันนี้ตำแหน่งขุนนางของเจ้าใหญ่ จะยอมฟังเจ้าแล้วกัน”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หากเจ้าอยากจะประหยัดแรงกายประหยัดแรงใจ ประหยัดเรื่องประหยัดเวลาจริงๆ ข้าก็มีวิธีที่สะดวกสบายอยู่อย่างหนึ่ง อยากจะฟังหรือไม่?”
ฟ่านจวิ้นเม่าเอ่ย “ก็พูดแต่แรกสิ”
เฉินผิงอันกล่าว “ไม่เป็นเสินจวิน ไร้ตำแหน่งขุนนางก็ตัวเบา”
ฟ่านจวิ้นเม่าถลึงตาใส่ “เฉินผิงอัน เจ้ากินข้าวบูดเยอะไปก็เลยออกความเห็นเน่าๆ ใช่ไหม?!” มหาบรรพตทักษิณเพิ่งจะได้ฉายาเทพมาก็ลาออกจากตำแหน่ง ต่อให้ฟ่านจวิ้นเม่าจะไม่เห็นเรื่องกฎระเบียบสำคัญแค่ไหนก็ไม่กล้างัดข้อกับศาลบุ๋นแผ่นดินกลางเช่นนี้
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ถอยมาเลือกระดับรอง หาผู้ช่วยที่สามารถชนะใจคนได้ทั้งในและนอก เจ้าก็สามารถเป็นเถ้าแก่สะบัดมือทิ้งร้านได้อย่างสบายใจแล้ว”
ฟ่านจวิ้นเม่าเอ่ยอย่างอ่อนใจ “จะไปหาคนแบบนี้มาจากที่ไหนล่ะ เดิมทีข้าก็เป็นซานจวิน จะให้จุดธูปภาวนาขอเอาจากใคร?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “นี่ก็คือคำตอบไม่ใช่หรือ?”
ฟ่านจวิ้นเม่าเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าลงจากภูเขามาครั้งนี้ก็แค่เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ไม่ได้มาทายปริศนาธรรมกับเจ้า”
เฉินผิงอันไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ เซี่ยโก่วพลันพูดตีสนิทว่า “จวิ้นเม่าอ่า อันที่จริงเจ้าไม่ต้องร่ายเวทอำพรางตา เดินอาดๆ อยู่บนถนนใหญ่ รับรองว่าไม่มีใครจำเจ้าได้แน่นอน อย่างมากก็แค่รู้สึกว่าแม่นางบ้านใดกัน แม้จะไม่สวยงามแต่ก็หน้าตาเหมือนคนมีวาสนาจริงๆ มีความคล้ายคลึงกับซานจวินเหนียงเหนียงอยู่หลายส่วน”
ไม่รู้ว่าถูกคำเรียกขานว่าจวิ้นเม่าทำให้มึนงงไป หรือว่าถูกคำพูดในช่วงหลังทำให้โมโห สรุปคือฟ่านจวิ้นเม่าไม่ได้สนใจ เซี่ยโก่วไม่ถือสา คนที่ตนถูกชะตา หากไม่มีความเจ้าอารมณ์บ้างเลยก็ไม่เท่ากับพิสูจน์ว่าแววตาของตนมีปัญหาหรอกหรือ?
ฟ่านจวิ้นเม่าใช้เสียงในใจถาม “หากไม่พูดถึงสถานะของเจ้ากับข้า ไม่รู้สึกว่าราชสำนักต้าหลียื่นมือออกมายาวเกินไปบ้างเลยหรือ? ปฏิทินเหลืองเก่าแก่ที่หนึ่งแคว้นก็คือหนึ่งทวีป ถึงอย่างไรก็ผ่านมาแล้ว
หากข้าจำไม่ผิด ลัทธิขงจื๊อทำอะไรชอบพิถีพิถันในเรื่องความมีเหตุผลชอบธรรมมากที่สุดไม่ใช่หรือ? สกุลซ่งต้าหลีไม่ใช่แคว้นเหนือหัวของหนึ่งทวีปอีกแล้ว นี่ก็ต้องโทษซุ่ยหูที่ทิ้งเรื่องเละเทะนี้เอาไว้ให้เจ้า รับปากว่าหลังจากจบสงครามอนุญาตให้กอบกู้แคว้น หากแรกเริ่มไม่พูดถึงเรื่องนี้ ปีนั้นใครจะกล้ามีความเห็นต่าง
ตอนนั้นทั่วทั้งแจกันสมบัติทวีป คนที่ยังพอจะมีคุณสมบัติสวมชุดคลุมมังกรก็เหลือแค่ซ่งเหอคนเดียวแล้ว ต่อให้ถอยไปหนึ่งก้าว ตกลงกันว่าเมื่อสงครามใหญ่ปิดฉากลง แคว้นทั้งหลายทางทิศใต้ในทุกวันนี้จะต้องยอมรับราชสำนักต้าหลีเป็นแคว้นเหนือหัวตลอดไป ก็ยังดีกว่าตอนนี้ที่ใจคนกระสับกระส่ายกระมัง? ในเมื่อทำเรื่องที่เผด็จการไปแล้ว ซุ่ยหูกับต้าหลีก็ควรจะทำให้ถึงที่สุด ผลคือเปลี่ยนไปใช้วิถีแห่งราชาผู้ทรงคุณธรรมกลางคัน ตอนนั้นซุ่ยหูคิดอย่างไรกันแน่ เขาไม่ใช่บัณฑิตที่แสวงหาชื่อเสียงที่ทิ้งไว้เบื้องหลังเสียหน่อย ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำเรื่องเกินความจำเป็นแบบนี้เลยนี่นา?”
เฉินผิงอันอิ่มรับหนึ่งที แสดงให้รู้ว่าเห็นด้วย จากนั้นก็ตอบอย่างเนิบช้าว่า “ตอนนั้นเจ้ากำลังโมโห บางทีอาจมองข้ามบางประโยคที่ข้าพูดไป แจกันสมบัติทวีปต้องเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการมีสงครามใหญ่ครั้งที่สองภายในสามสิบห้าสิบปี คาดว่าทุกคนที่นั่งอยู่คงมีคนไม่น้อยที่รู้สึกว่าข้ากำลังยุยงปลุกปั่น แต่เจ้าต้องเป็นข้อยกเว้นอย่างแน่นอน”
ฟ่านจวิ้นเม่าพยักหน้า ผู้คนที่เคยชินกับวิถีทางโลกที่สงบสุขแล้วต่างก็รู้สึกว่าความสงบสุขคือเรื่องที่สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดินอย่างมาก
เฉินผิงอันกล่าวต่อไปว่า “ซ่งเหอเคยมาหาข้าเป็นการส่วนตัวครั้งหนึ่งบนทางสายเล็กของชนบท พวกเราสองฝ่ายพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ข้าเคยถามเขาตรงๆ ว่าอยากจะเอาอาณาเขตในช่วงเวลาที่ราชสำนักต้าหลีรุ่งเรืองที่สุดกลับคืนมาหรือไม่ เขาน่าจะรู้ว่าคำถามนี้ต้องตอบอย่างระมัดระวังจึงลังเลอยู่นานมาก
สุดท้ายก็ยังตอบว่าอยากมาก แต่บางทีเขาและกองทัพม้าเหล็กต้าหลีน่าจะทำไม่ได้แล้ว ตอนที่พูดคำพูดจากใจจริงประโยคนี้อันที่จริงซ่งเหอยังใช้ศาสตร์แห่งการพูดเล็กน้อย อีกทั้งยังมองตาข้า อยากเห็นความคิดในใจที่เป็นความจริงที่สุดของข้า นี่เป็นเรื่องปกติอย่างมาก ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่เป็นฮ่องเต้มาจนเคยชินแล้ว
ข้าจึงถามเขาว่าหนึ่งแคว้นครึ่งทวีป ซ่งเหอสามารถทำอะไรได้ หนึ่งแคว้นหนึ่งทวีป ต้าหลีจะทำอะไรได้ เห็นได้ชัดว่าเขามีการเตรียมคำพูดมาก่อนแล้ว คำตอบจึงรัดกุมรอบคอบ ดังนั้นข้าจึงถามเขาอีกว่าแจกันสมบัติทวีปมีเรื่องใดที่พวกเราทุกคนเห็นเป็นความเคยชินแล้ว แต่แท้จริงกลับไม่ถูกต้อง ในเมื่อรู้ดีว่าไม่อาจตอบอย่างขอไปที เขาจึงตอบไม่ได้แล้วบอกว่าต้องคิดอีกหน่อย
ข้าถามเขาอีกว่าทำไมกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่ปกป้องมาได้หนึ่งหมื่นปีถึงรักษาเอาไว้ไม่อยู่ แจกันสมบัติทวีปที่มีขนาดเล็กที่สุดในเก้าทวีปของไพศาลทำไมถึงต้านทานเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างไว้ได้ มีความคิดเห็นเฉพาะตัวอะไรหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าเขาค่อนข้างตื่นเต้น ข้าก็เลยบอกไปว่านี่เป็นแค่คำถามเสริมเท่านั้น สามารถคิดดูก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ”
ฟ่านจวิ้นเม่าเงียบงัน เซี่ยโก่วใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “เจี้ยนผิงอ่า ได้ยินหรือยัง ฟ่านซานจวินถูกพาอ้อมวนไปแล้ว ลืมคำถามแรกเริ่มสุดที่นางถามไปแล้ว เจ้าขุนเขาของพวกเรา อาจารย์พ่อคนใหม่ของเจ้า ร้ายกาจไหมล่ะ?”
เติ้งเจี้ยนผิงถึงได้คืนสติ ตั้งใจขบคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง “อาจารย์พ่อได้ให้คำตอบไปแล้ว ไม่ได้ใช้… ศิลปะในการพูด”
บนถนนที่ผู้คนสัญจรแออัด รถม้ารถเทียมวัวแล่นสวนกันขวักไขว่ เฉินผิงอันคอยเบี่ยงตัวหลีกทางให้คนอื่นอยู่ตลอดเวลา หรือไม่คนอื่นก็หลีกทางให้เขาเฉินผิงอัน
แต่กลับมีผู้เฒ่าคนหนึ่ง น่าจะเป็นเจ้าของศูนย์ฝึกยุทธขนาดเล็กแห่งนี้นอนอยู่บนเก้าอี้หวาย ในมือถือพัดใบลาน ถึงกับนอนหลับไปแล้ว เสียงกรนดังสนั่นเหมือนเสียงฟ้าร้อง พลังอำนาจไม่น้อยเลย คนที่ควักเงินมาเรียนวิชาในศูนย์ฝึกยุทธแห่งนี้คล้ายจะชินกับเหตุการณ์นี้แล้ว ถึงอย่างไรก็มีศิษย์พี่คอยชี้แนะ ขาดประโยคที่พูดซ้ำไปซ้ำมาอย่างจำเจของอาจารย์เจ้าของศูนย์ฝึกยุทธแค่ไม่กี่คำนั้นก็ไม่เห็นจะเป็นไร
มีหนุ่มฉกรรจ์จำนวนไม่น้อยของศูนย์ฝึกยุทธที่จำคนชุดเขียวผู้นี้ได้ ก่อนหน้านี้เคยมาแล้ว มีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับอาจารย์ บางครั้งที่อาจารย์ดื่มเหล้าคุยโวก็มักจะพูดว่าพวกเขาสามคนเคยท่องยุทธภพด้วยกันมาก่อน เคยเดินทางผ่านภูเขาสายน้ำนับไม่ถ้วน ระหว่างทางก็ร่วมมือกันกำจัดปีศาจปราบมาร เคยเห็นสิ่งแปลกพิสดารมามากมาย ปีนั้นล้วนเป็นเขาที่คอยปกป้องเจ้าทิ่มสองคนที่เพิ่งได้ออกเผชิญโลกกว้าง ทุกวันนี้ฟังพวกเขาเรียกว่าพี่ใหญ่สวีก็ไม่… ละอายใจ
เฉินผิงอันยื่นมือบอกเป็นนัยว่าไม่ต้องปลุกอาจารย์ของพวกเขา เขาไปยกเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวหนึ่งมาอย่างคุ้นชิน นั่งลงข้างเก้าอี้หวาย เอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายสบายอารมณ์ ยกขานั่งไขว่ห้าง เริ่มสูบยา พ่นควันโขมงจนใบหน้าพร่าเลือน
มีหลายครั้งที่หันหน้าไปหมายจะยิ้มบอกจอมยุทธพเนจรเคราดกในอดีตว่าเลิกนอนได้แล้ว รีบลุกขึ้นมาดื่มเหล้าแล้วก็บอกกับเขาว่าบันทึกขุนเขาสายน้ำที่แก้ไขไปมาแต่ไม่ยอมจัดพิมพ์เสียทีของท่านเล่มนั้น ข้าได้บทนำจากซูจื่อมาให้แล้ว และยังมีบทกวีของป่ายเหย่กับซินจี้อัน ข้าร้ายกาจหรือไม่เล่า ท่านไม่ควรต้องดื่มหมดชามสักหลายๆ ชามหรอกหรือ…
เก็บกระบอกยาสูบแล้ว เฉินผิงอันเอาสองมือสอดรองไว้ใต้ท้ายทอย ขาสองข้างเหยียดตรง เอนกายพิงเก้าอี้ไม้ไผ่อย่างเกียจคร้านเช่นนั้น หลับตาลง อยากจะจีบสักพัก แอบอู้สักหน่อย
เติ้งเจี้ยนผิงถาม เซี่ยอันดับรอง ทำอย่างไรดี? เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง เรื่องใหญ่แค่ไหนกันเชียว จัดการได้ง่าย ข้าจะส่งเจ้าไปที่ภูเขาลั่วพั่วก่อน แค่เอาไปโยนให้กานธรรมดาก็ได้แล้ว
รอกระทั่งเฉินผิงอันลืมตาขึ้นก็ค้นพบด้วยความตื่นตะลึงว่าม่านราตรีหนาหนักทาบทับลงมาแล้ว บนร่างของตนก็มีเสื้อชุดหนึ่งคลุมไว้
เติ้งเจี้ยนผิงต้องอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วแล้วแน่นอน แต่เซี่ยโก่วเอนกายนอนอยู่บนเก้าอี้หวายตัวข้างๆ โบกพัดใบลาน ทำท่าเหมือนคนแก่ที่กำลังสบายอารมณ์
เฉินผิงอันถาม “นอนหลับไปนานแค่ไหน?” เซี่ยโก่วพูดด้วยสีหน้าสดใส “ครู่เดียว ไม่ถ่วงรั้งเรื่องใด”
เฉินผิงอันร้องเอ๊ะ เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ “เสี่ยวโม่กลับบ้านแล้ว กำลังทำกับข้าวอยู่ในห้องครัวกับจอมยุทธใหญ่สวี สภาพที่นายท่านใหญ่สองคนผูกผ้ากันเปื้อนไว้ที่เอวช่างน่ามองเหลือเกิน”
เฉินผิงอันยิ้มตาหยี เอนกายกลับไปที่เก้าอี้ไม้ไผ่อีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็รอกินข้าวแล้วกัน”
เซี่ยโก่วใช้พัดมาป้องข้างปาก กดเสียงต่ำเอ่ยว่า “เจ้าขุนเขา ไม่ใช่ว่าข้ายุยงหรอกนะ จอมยุทธใหญ่สวีเห็นท่านนอนหลับสนิทก็เรียกท่านคำแล้วคำเล่าว่าเจ้าเด็กหน้าเหม็น ด่าท่านเบาๆ ไปตั้งหลายรอบ”
เฉินผิงอันพูดกลั้วหัวเราะน้ำเสียงอ่อนโยน “กลัวว่าข้าตื่นแล้วจะด่ากลับน่ะสิ”
เซี่ยโก่วพยักหน้าแรงๆ “ก็นั่นน่ะสิ”
เส้นทางในโลกมนุษย์คดเคี้ยวก้าวเดินได้ยากลำบาก เมื่อมีสหายรู้ใจก็จงอยู่ร่วมกันอย่างสบายใจ วัยกลางคนคือวัยกลางคน คนแก่คือคนแก่ ต่างก็เคยเป็นเด็กหนุ่มที่ท่องเที่ยวพเนจรดื่มเหล้าดอกกุ้ย เมามายลูบเครายาว ทำชายแขนเสื้อเปียกชุ่ม หิ้วรองเท้าสานออกย่ำเดิน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!