เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1137

บทที่ 1137.1 ได้เจอกับเฉินผิงอันอีกครั้ง
กินอาหารปกติทั่วไปหนึ่งมื้อ เหล้าคือเหล้าที่ต้มเอง

ระหว่างนั้นสวีหย่วนเสียใช้ไม้ไผ่ยาวสอยเนื้อเค็มตากแห้งที่ตากไว้บนคานกลางลานบ้านเส้นหนึ่งลงมา แล้วไปเด็ดพริกเขียวจากในสวนผักมา เพื่อทำพริกหยวกผัดเนื้อรมควันจานหนึ่งให้เฉินผิงอันโดยเฉพาะ เฉินผิงอันคีบขึ้นมากินหนึ่งคำ บอกว่าเค็มไปสักหน่อย สวีหย่วนเสียจึงบอกให้เขาไสหัวไปนั่งยองกินที่หน้าประตู

บนโต๊ะอาหาร เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวก้มหน้าหุ้ยข้าว พูดเสียงอู้อี้ฟังไม่ชัดว่า “เจ้าขุนเขา เสี่ยวโม่ ข้าอาจต้องกลับไปที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างรอบหนึ่ง ไปทำธุระเล็กน้อย จะพยายามกลับให้เร็วที่สุด”

เฉินผิงอันเหลือบมองเสี่ยวโม่อย่างไม่ให้เป็นที่กระโตกกระตาก เสี่ยวโม่ยังคงเล่นทายหมัดอยู่กับสวีหย่วนเสีย ม้วนชายแขนเสื้อ ขานคำว่าสองพี่น้องรักใคร่ ใครเป็นห้าผู้นำ (คำขานในวงสุรา/เกมดื่มเหล้า)

นี่ทำให้เฉินผิงอันไม่รู้ว่าโทสะผุดมาจากไหน นอกจากดื่มเหล้ากับฝึกกระบี่แล้ว เจ้ายังจะทำอะไรเป็นอีก อะไรที่ควรเป็น เจ้าก็ไม่เป็นเลยสักอย่างเดียว

เซี่ยโก่วเงยหน้าขึ้น แก้มพอง รอยยิ้มยังคงเดิม “วางใจเถอะ ก็แค่เรื่องส่วนตัวเล็กน้อย กฎเดิม ไม่เกี่ยวข้องกับบุญคุณความแค้นของสองใต้หล้า จะไม่ทำให้เจ้าขุนเขาและนายท่านป่ายต้องลำบากใจเด็ดขาด”

เฉินผิงอันสีหน้าไร้อารมณ์ แต่กลับเตะเท้าเสี่ยวโม่อยู่ใต้โต๊ะ

เสี่ยวโม่ได้รับคำเตือนจากคุณชายบ้านตนก็เปิดปากถามว่า “จะออกเดินทางเมื่อไหร่?”

เฉินผิงอันสูดลมหายใจเข้าลึก เกือบจะขว้างถ้วยเหล้าออกไปแล้ว ไปใต้หล้ามืดสลัวมารอบหนึ่งก็เก่งกาจแล้วหรือ

เซี่ยโก่วเกาแก้ม “กินข้าวอิ่ม ช่วยเก็บจานชามเสร็จก็จะไปแล้ว”

สวีหย่วนเสียยิ้มตาหยี น่าสนใจ ล้วนเป็นผู้หลอมลมปราณบนภูเขาที่อายุไม่น้อยกันแล้ว ไฉนถึงยังมีความรักความรู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มเด็กสาวกันอยู่เลยเล่า

สุดท้ายเซี่ยโก่วก็เก็บจานชามบนโต๊ะจริงๆ ง่วนอยู่ในห้องครัวพักหนึ่งถึงได้บอกลา เดินไปทางประตูใหญ่เพียงลำพัง เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวหันหน้ามา คลี่ยิ้มสดใส เอ่ยเตือนว่า “เจ้าขุนเขา เตรียมไม้เท้าเดินป่าไว้ด้วยนะ”

เฉินผิงอันอืมรับหนึ่งที “ข้ากลับไปถึงภูเขาลั่วพั่วแล้วจะไปฟันต้นไผ่ที่ภูเขาข้างๆ มาให้”

เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวพยักหน้ารับแรงๆ หมุนตัวเดินไปที่ประตูใหญ่ ชูแขนยกนิ้วโป้งขึ้นโบก “ไม่ส่งนะ”

เซี่ยโก่วจากไปแล้ว เฉินผิงอันก็นั่งสูบยาอยู่บนขั้นบันได เสี่ยวโม่นั่งยองอยู่ด้านข้างอย่างโง่งม เฉินผิงอันคร้านจะพูดกับเขา

สวีหย่วนเสียเอนกายนอนบนเก้าอี้หวาย โบกพัดใบลานตบหน้าท้องของตัวเองเบาๆ

เฉินผิงอันทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน ถามว่า “เป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”

เสี่ยวโม่กล่าว “ยังต้องปล่อยกระบี่ไปอีกครั้งหนึ่งเหมือนการป่าวประกาศแก่ใต้หล้า”

แสงกระบี่เส้นนั้นจะพลิกวนไปตามใต้หล้าห้าแห่ง จะผ่านภูเขาใหญ่และสายน้ำใหญ่ที่มีชื่อเสียง เดิมทีการส่งกระบี่ก็คือการผสานมรรคา ตอนที่กระบี่สอดกลับเข้าฝักก็คือการบรรลุมรรคา เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่อย่างเป็นทางการ

เฉินผิงอันคลางแคลงไม่เข้าใจ

เสี่ยวโม่อธิบาย “ไม่ใช่ว่าจะโอ้อวดฝีมือ แต่ต้องส่งกระบี่นี้ออกไปถึงจะพิสูจน์ว่าผู้ฝึกกระบี่โม่เชิงประสบความสำเร็จบนวิถีแห่งกระบี่ที่ทั้งสูงทั้งไกลแล้ว”

เฉินผิงอันคว้าจับคำพูดที่เป็นกุญแจสำคัญได้ในทันที “แสงกระบี่พุ่งผ่านใต้หล้าห้าแห่ง จะต้องมียอดฝีมือที่พลังตบะไม่อ่อนด้อยพยายามขัดขวางแน่นอน”

เสี่ยวโม่พยักหน้า “การกระทำเช่นนี้ง่ายที่จะถูกเจ้าแห่งวิถีของเส้นทางต่างๆ มองเป็นการท้าทายอย่างหนึ่ง สหายปี้เชียวช่วยคำนวณให้คร่าวๆ แล้ว ใต้หล้าห้าแห่ง บนเส้นทางของโลกมืดและโลกสว่างจะต้องมียอดฝีมือขัดขวาง จำนวนคนมีประมาณเจ็ดแปดคน”

เฉินผิงอันขมวดคิ้วถาม “คงไม่ใช่ว่าการเก็บกระบี่ล้มเหลวก็เท่ากับว่าการผสานมรรคาล้มเหลวหรอกกระมัง?”

เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “ไม่ถึงขนาดนั้น ตามคำกล่าวของสหายปี้เชียว สองเท้าของข้าข้ามผ่านธรณีประตูอันนั้นไปแล้ว เพียงแต่เพราะเป็นผู้ฝึกกระบี่ ดังนั้นจึงเหมือนคนพกกระบี่ที่ต้องถูกขวางไว้ให้อยู่แค่นอกประตู”

เฉินผิงอันหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามชวนคุยว่า “เซี่ยโก่วรู้เรื่องพวกนี้กระมัง?”

เดิมคิดว่าถามคำถามที่เกินความจำเป็น คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวโม่จะส่ายหน้า “นางไม่ได้ถามเรื่องนี้ ข้าเองก็ไม่ได้พูดอะไร”

เฉินผิงอันถูกคำตอบนี้ทำให้โมโหจนปวดตับ พูดคำว่าดีติดๆ กันหลายที

เสี่ยวโม่เอ่ยอย่างน้อยใจ “คุณชาย หากข้าเป็นตอไม้ที่ทื่อจริงๆ ก่อนหน้านี้ก็คงปล่อยกระบี่ไปตั้งแต่ตอนอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเฮ่าไฉ่ของสหายปี้เชียวแล้ว”

สีหน้าของเฉินผิงอันผ่อนคลายลงได้หลายส่วน “ยังพอจะเยียวยาได้อยู่บ้าง”

เสี่ยวโม่เอ่ยเสียงเบา “อยู่บนภูเขา ได้รับคำเตือนจากอาจารย์จู ข้าจึงรู้แล้วว่าผู้ฝึกกระบี่ป่ายจิ่งหยิ่งทระนงอย่างมาก ดังนั้นไม่ว่าทุกวันนี้นางจะเป็นป่ายจิ่งหรือเป็นเซี่ยโก่ว จึงไม่รู้ว่าควรจะเผชิญหน้ากับเสี่ยวโม่ที่จู่ๆ ขอบเขตก็สูงกว่านางเล็กน้อยอย่างไร บอกตามตรงนางไม่รู้ว่าวันหน้าจะพูดคุยกับข้าอย่างไร แล้วข้าล่ะรู้หรือว่าควรจะอยู่ร่วมกับนางอย่างไร? ดังนั้นจึงอยากรีบกลับมาที่ภูเขาลั่วพั่วเพื่อขอแผนการอันแยบยลสักแผนสองแผนจากคุณชาย”

เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เจ้าควรไปถามพ่อครัวเฒ่า”

เสี่ยวโม่อ่อนใจยิ่งกว่า “ถามแล้ว อาจารย์จูบอกว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีความรัก ไหนเลยจะมีคุณสมบัติมาสอนหลักการเหตุผลให้กับคนที่มีความรักลึกซึ้ง ถามเรื่องความรักชายหญิงจากเขาก็เหมือนถามทางจากคนตาบอด”

เฉินผิงอันเอากระบอกยาสูบเคาะขั้นบันได หยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อยื่นส่งให้เสี่ยวโม่

เสี่ยวโม่เปิดอ่านอย่างละเอียด ก่อนเอ่ยว่า “บันทึกตัวอักษรที่เขียนเกี่ยวกับภูเขาสายน้ำพวกนี้ไม่เหมือนนางเขียนเองเลยนะ แค่มองก็รู้ว่าคุณชายช่วยเขียนเพิ่มเติมสีสันให้กับนาง”

เฉินผิงอันจึงยื่นต้นฉบับส่งให้เสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่อ่านแล้วก็ยิ้มเอ่ยว่า “นี่ต่างหากถึงจะเป็นนาง”

ผลคือสังเกตเห็นว่าคุณชายกำลังจ้องมองตนด้วยท่าทางดุดัน เสี่ยวโม่ก็มึนงงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่รู้เลยว่าตัวเองพูดผิดตรงไหนกันแน่

ห่างไปไม่ไกล สวีหย่วนเสียที่โบกพัดใบลานเบาๆ พูดกลั้วหัวเราะเสียงเบาว่า “หนังสือสองเล่มเดิมทีก็มีความคิดแบบเดียวกัน เหมือนไม่เหมือนอะไรเล่า ดังนั้นถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่าเสี่ยวโม่ เจ้าผิดแล้ว ผิดมหันต์เลยทีเดียว ไม่ใช่ว่าจูเหลี่ยนไม่เข้าใจความรักชายหญิงแต่บังเอิญที่ว่าเขาเข้าใจมากเกินไปจึงกลับกลายเป็นว่ามิอาจให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุดบางอย่างกับเจ้าได้ คนที่มองความรักได้ชัดเจนปรุโปร่งมากเกินไป ส่วนใหญ่ก็มักจะสูญเสียความสามารถในการรักคนอื่น แม้ข้าจะไม่รู้ว่าแม่นางเซี่ยมีอายุขัยการฝึกตนมากแค่ไหนขอบเขตอะไร แต่ในเรื่องของการชอบใครสักคนนี้ นางก็เป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่งที่สอดคล้องกับรูปลักษณ์และอายุในตอนนี้เท่านั้น

เจ้าคิดว่าสมุดจริงเล่มนั้นก็คือพื้นฐานของแม่นางเซี่ยเหมือนเด็กสาวชนบทที่ไม่แต่งหน้าคนหนึ่งที่มีความน่ารักใสซื่อตามธรรมชาติ คล้องตะกร้าไม้ไผ่เปลือยเท้าไปเก็บผักป่า ทิ้งรอยเท้าตื้นจางทอดยาวอยู่บนคันนา ส่วนสมุดเล่มที่นางคิดว่านางไม่ได้เขียนด้วยตัวเองเล่มนั้นก็เหมือนเด็กสาวที่ตรงไปตรงมา ซื้อเครื่องประทินโฉมมานั่งแต่งหน้าอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งท่าทางเก้กัง เดินออกจากบ้านไปอย่างเขินอายเพื่อไปพบเด็กหนุ่มคนนั้น”

“หากเด็กหนุ่มแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นก็ยังถือว่าดี อย่างมากสุดเด็กสาวก็แค่รู้สึกผิดหวัง”

“แต่หากเด็กหนุ่มกลับดึงดันจะพูดประโยคที่ไม่เข้าท่า นั่นก็สมควรแล้วที่ต้องเป็นโสด”

เสี่ยวโม่กระจ่างแจ้งในฉับพลัน รีบถามทันใดว่า “พี่ใหญ่สวี ถ้าอย่างนั้นข้าต้องทำอย่างไร?”

สวีหย่วนเสียใช้พัดใบลานชี้ไปที่เสี่ยวโม่ หัวเราะร่าเอ่ยว่า “หากข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไรวันนี้คนที่เข้าครัวก็ต้องเป็นพี่สะใภ้ของเจ้าแล้ว”

เฉินผิงอันหัวเราะหึหึ สวีหย่วนเสียโยนพัดออกไป “ปีนั้นเจ้าเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไรหรอก เข้าใจกะผายลมอะไร ก็แค่อาศัยความหน้าหนาถึงสามารถหลอกหนิงเหยามาไว้ในมือได้”

เฉินผิงอันรับพัดใบลานมา เก็บกระบอกยาสูบ เอนกายนอนลงบนพื้น ยกขาไขว่ห้างโบกพัดใบลานเบาๆ ลมเย็นพัดโชยมาปะทะใบหน้าเป็นระลอก ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “หลอกกะผีน่ะสิ”

เสี่ยวโม่ถาม “คุณชาย?”

เฉินผิงอันพูดอย่างสุขุมเยือกเย็น “รีบไล่ตามไปสิ บอกกับนางว่าจะไปที่เปลี่ยวร้างด้วยธุระก็คือธุระ แต่เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกันก็คือเดินทางท่องเที่ยว แล้วก็พูดกับนางอย่างจริงใจว่าหลังจากที่เจ้าส่งกระบี่ออกไปแล้วจะขอให้นางช่วยปกป้องมรรคาให้”

เสี่ยวโม่พยักหน้า เรือนกายกลายร่างเป็นสายรุ้งพุ่งจากไปในเสี้ยววินาที

สวีหย่วนเสียถามอย่างประหลาดใจ “จะตามทันหรือ?”

เซี่ยโก่วโบกมือเป็นวงกว้าง “นั่นก็ง่ายเลย จับมัดเขาพาไปที่ภูเขาลั่วพั่วด้วยกันเลยสิ!”

เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย “ไม่ดีกระมัง?”

เซี่ยโก่วกล่าวอย่างห้าวเหิม “ให้เสี่ยวโม่ทำเรื่องนี้ก็แล้วกัน นี่ไม่ต่างจากชิงตัวสตรีไปเป็นฮูหยินในรังโจร ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นี่ก็คือหลักการเดียวกันนั่นแหละ จับพี่ใหญ่สวีไปถึงที่ภูเขา ถึงเวลานั้นข้าจะข่มกลั้นความเจ็บปวดช่วยเจ้าขุนเขาด่าเสี่ยวโม่สักสองสามประโยคก็แล้วกัน”

เฉินผิงอันไม่ได้เอ่ยอะไร

เสี่ยวโม่ใช้เสียงในใจพูด “อย่าออกความคิดแย่ๆ สิ”

เซี่ยโก่วกลอกตามองบน “เสี่ยวโม่หนอ ขนาดนี้แล้วยังมองไม่ออกอีกหรือ เห็นได้ชัดว่าเจ้าขุนเขาเห็นด้วยแล้ว”

หลังจากนั้นเซี่ยโก่วก็ให้เหตุผลที่สมกับเป็นเซี่ยโก่วอย่างมาก บอกว่าเห็นว่าทัศนียภาพของภูเขาใต้ฝ่าเท้างดงาม นางต้องการพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับเสี่ยวโม่ เจ้าขุนเขาเดินทางไปก่อนได้เลย อีกเดี๋ยวพวกเขาจะตามไป เจ้าขุนเขาเฉินบอกว่าแบบนี้เองหรือเซี่ยอันดับรองก็ตอบว่าใช่สิ ใช่สิ จากลากันชั่วคราวคิดถึงกันยิ่งกว่าตอนแต่งงานใหม่ๆ ฮ่าๆ ๆ

เสี่ยวโม่ได้ยิน “ภาษาลับในยุทธภพ” ของพวกเขาสองคนแล้วก็รู้สึกว่าตนกลับมาที่ภูเขาลั่วพั่วเร็วหน่อยคือความคิดที่ฉลาดมาก หลังจากนั้นเสี่ยวโม่ก็ติดตามเซี่ยโก่วย้อนกลับไปยังศูนย์ฝึกยุทธของอำเภอเซียนโหยวตอนกลางคืน ไปหาสวีหย่วนเสียที่กำลังหลับตาทำสมาธิ

คนหนึ่งคือว่าที่ขอบเขตสิบสี่ อีกคนคือบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ จับมือกันมาพาตัวผู้ฝึกยุทธเต็มตัวออกเดินทางไกลข้ามภูเขาสายน้ำไปด้วยกันก็ย่อมเป็นเรื่องง่ายสบายๆ ไม่มีปัญหาใดๆ

เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ยืนอยู่ตรงหน้าประตูภูเขาของยอดเขาจี๋หลิงซึ่งเป็นภูเขาหลัก กำลังชะเง้อคอมอง

ขณะที่เจ้าขุนเขาปรากฏตัว นักพรตเซียนเว่ยกำลังจะเลิกงาน ก่อนหน้านี้หมี่ลี่น้อยก็มาที่ตีนเขา ช่วยนำความของปรมาจารย์จงมาบอก บอกว่าที่เรือนพ่อครัวเฒ่าวันนี้มีอาหารมื้อดึกให้กิน ต่อให้เซียนเว่ยจะไม่หิวก็ยังวิ่งตุปัดตุเป๋ตามขึ้นเขาไปขอข้าวกิน กินดื่มอิ่มท้องค่อนข้างตึง เดินเล่นลงมาจากภูเขาก็กำลังดี

ดังนั้นจึงมานั่งที่หน้าประตูภูเขาอยู่ครู่หนึ่งทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจังอยู่กับตัวเองว่าเมื่อระลึกถึงความลำบาก ก็ยิ่งรู้คุณค่าของความสุขในปัจจุบัน ทุกวันนี้ได้มีชีวิตของเทพเซียนจริงๆ แล้ว นึกถึงตำราบางเล่มที่พับมุมไว้ค่อนข้างเยอะ เซียนเว่ยก็จะย้อนกลับห้องหนังสือไปทบทวนสิ่งเก่าเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่

รอกระทั่งเจ้าขุนเขามาถึง เซียนเว่ยก็ได้แต่วางเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเล็ก ลงต่อให้เฉินผิงอันจะบอกว่าคนกันเอง ไม่ต้องให้เซียนเว่ยมารออยู่ที่นี่ นักพรตเซียนเว่ยเป็นคนเฝ้าประตูมานานขนาดนี้แล้ว แล้วยังไม่ใช่คนขาดไหวพริบ บอกว่าถึงอย่างไรอยู่ว่างๆ ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เขาก็จะรอรับแขกผู้สูงศักดิ์อยู่กับเจ้าขุนเขาก็แล้วกัน

นักพรตเซียนเว่ยค่อนข้างใคร่รู้ว่าเจ้าขุนเขากำลังรอใครอยู่กันแน่ หากจะบอกว่าแขกที่เจ้าขุนเขาออกมาต้อนรับด้วยตัวเองนั้นมีอยู่ไม่มาก แต่ก็ยังพอมีอยู่บ้าง ทว่าภาพเหตุการณ์อย่างในคืนนี้กลับไม่เคยเห็นมาก่อน ราวกับว่ากำลังรอคอยบุคคลยิ่งใหญ่ที่ร้ายกาจคนหนึ่งอยู่

ครู่หนึ่งต่อมาก็เป็นอาจารย์เสี่ยวโม่กับเซี่ยอันดับรองที่พาคนคนหนึ่งพลิ้วกายมาถึงที่ตีนเขา

เซียนเว่ยมึนงงอยู่บ้าง ทำไมมองดูคล้ายเป็นการลักพาตัวมาเลยล่ะ?

ในดวงตาของเฉินผิงอันเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ปากกลับบ่นว่า “เสี่ยวโม่อ่า อะไรของเจ้า ไม่เข้าท่าเลยนะ…”

สวีหย่วนเสียเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่เข้าท่า ถ้าอย่างนั้นก็ให้เสี่ยวโม่พาข้ากลับไปส่งที่เซียนโหยวสิ? เจ้าหนู เจ้าทำแค่พอสมควรก็พอแล้วนะ”

เฉินผิงอันก้าวเร็วๆ เดินไปข้างหน้า สวีหย่วนเสียเงยหน้ามองซุ้มป้ายหน้าประตู

เฉินผิงอันรีบแนะนำให้ฟัง “สวีหย่วนเสีย พี่ใหญ่สวี เหนียนจึง ฉายาเซียนเว่ย เจ้าขุนเขาคนปัจจุบันของภูเขาเซียงฮว่อของพวกเรา”

นักพรตเซียนเว่ยรีบก้มหัวคารวะแขกผู้สูงศักดิ์คนนี้

สวีหย่วนเสียกุมหมัดคารวะกลับคืนทันใด ยิ้มเอ่ยว่า “คารวะนักพรตเซียนเว่ย”

เซียนเว่ยยิ้มเอ่ย “ได้ยินชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของท่านมานานแล้ว ก่อนหน้านี้เจ้าขุนเขาเคยให้ข้าอ่านบันทึกขุนเขาสายน้ำเล่มหนึ่ง วรรณศิลป์งดงาม พรรณนาภูเขาหลายยอดสูงสง่าให้เป็น “บนยอดคือดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิ ปานประหนึ่งมวยผม” มีชีวิตชีวาสมจริง เขียนได้งดงามยิ่งนัก! เขียนได้ตื่นตาตื่นใจ ให้ความรู้สึกถึงพลังธรรมชาติ ใช้คำว่า “หรือ” ติดต่อกันเก้าคำ เขียนในสิ่งที่คนปกติทั่วไปไม่กล้าคิดไม่กล้าใช้เขียนบรรยายลำน้ำที่เลื้อยลดคดเคี้ยวพรรณนาถึงยามที่ขึ้นสู่ยอดเขาไว้ว่า “ทุกสิ่งเงียบสงบไม่ไหวติง ราวกับเดินเคียงฟ้าและจักรวาล” ช่างมีพลังยิ่งใหญ่เหลือเกิน!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!