พลิกค้นความทรงจำเหมือนเปิ ดหนังสือตรวจสอบตำราประวัติศาสตร์ เฉินผิงอันเปิดความทรงจาที่เกี่ยวกับคฤหาสน์หลบร้อน เพียงแต่ไม่นานก็ปิดตำราลงอีกครั้ง หลุบตาลงมองนครหลิงซีที่กลิ่นอายแห่งมรรคาใสสะอาด
แม้ว่านครหลิงซีจะเป็ นหนึ่งในสี่นครกลาง ทว่าพื้นที่ที่ได้ครอบครองกลับเล็ก แต่หอเรือนและตำหนัก ศาลาหอเก๋ง ตรอกถนน สวนดอกไม้ที่อยู่ในนครล้วนงามประณีติไปทุกหนทุกแห่ง เจ้านครคนก่อนมีข้อห้ามต่ออาณาเขตของบ้านตนเองน้อยมาก แค่ต้องทำตามกฎระเบียบที่เป็ นบรรทัดฐานของเรือราตรีไม่กี่ข้อก็พอ “ชาวบ้านในท้องถิ่น” ของนครหลิงซีก็ไม่มีกฎระเบียบอย่างอื่นเพิ่มเติมที่ต้องทำตามอีกแล้ว นครหลิงซีกับนครเถียนมู่ต่างก็แซ่หลีเหมือนกัน ทว่าขนบธรรมเนียมความเคยชินในนครกลับต่างกันอย่างสุดขั้ว เจ้านครหญิงคนก่อนลงจากเรือไป ข้างกายพาแค่เด็กหนุ่มดวงตาสีเงินที่มีเขากวางไปด้วยเท่านั้น
ก่อนหน้านี้โดยสารเรือไปยังฝูเหยาทวีป เฉินผิงอันก็เคยได้เจอกับผู้ดูแลในนามของนครบางส่วนแล้ว เพราะถึงอย่างไรก็เป็ นผู้ดูแลนครหลิงซีแทน การกระทำเช่นนี้ถือว่ามีความสำคัญ จะเอาแต่หลบเลี่ยงไม่พบเจอกันไม่ได้
เจอหน้ากันแล้ว เฉินผิงอันก็รู้สึกว่าปัญญาชนที่อ่านตำราบทกวีมาจนเต็มอิ่ม คำพูดที่ออกจากปากล้วนเป็ นถ้อยคำร้อยเรียงงดงามพวกนี้ สูงส่งกันมากเกินไป ส่วนพวกเขากลับรู้สึกว่าลูกศิษย์สายเหวินเซิ่งที่สวมยศอิ่นกวานผู้นี้ ธรรมดาสามัญมากเกินไป
แม้จะบอกว่ายังไม่ถึงขั้นที่ต่างฝ่ ายต่างรังเกียจกัน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ถือว่าบรรยากาศกลมเกลียวนัก แล้วก็ยิ่งไม่มีทางเป็ นอย่างที่กล่าวถึงในบทละครที่บอกว่าฝ่ ายหนึ่งก้มหัวกราบทันที อีกฝ่ ายหนึ่งถือรองเท้ารอต้อนรับอย่างแน่นอน
ตอนนั้นเฉินผิงอันค่อนข้างพูดน้อย กลับเป็ นเสี่ยวโม่ที่ตอนอยู่ภูเขาลั่วพั่วก็อ่านตำราอริยะปราชญ์มาโดยตลอดที่พูดคุยเรื่องของการช่วงชิงมรรคาและอำนาจกับบุคคลผู้สูงส่งที่พอพูดคุยเรื่องวิชาความรู้และบทกวีก็สามารถพูดจ้อได้ไม่หยุดปากพวกนั้น พวกเขาคุยกันถึงแนวทางของใต้หล้าและความไม่แน่นอนของการปกครองของราชวงศ์ต่างๆ พูดถึงคำว่า “อาจารย์และสหาย” ที่หย่าเซิ่งเน้นย้ำตลอดมา ลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อที่แท้จริงควรจะอยู่ร่วมกับกษัตริย์ผู้มีคุณธรรมอย่างไร ลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อปฏิบัติต่ออีกฝ่ ายเหมือนสหายทว่ากษัตริย์กลับต้องเคารพเขาเหมือนอาจารย์ เสี่ยวโม่ยังขอความรู้จากพวกเขาในเรื่องหนึ่ง ทำไมในเมื่ออาจารย์ต่งเจ้าลัทธิของศาลบ๋นยกย่องขงจื๊อเป็ นหลัก ยืนยันจะกำจัดร้อยสำนัก แต่กลับยกคำว่าสวรรค์ออกมากดข่มฮ่องเต้จักรพรรดิ? ทำไมอาจารย์หันรองเจ้าลัทธิศาลบ๋นถึงต้องเอ่ยว่าผู้ครองของแคว้นแห่งหนึ่งแค่วางมืออย่างสงบก็ปกครองบ้านเมืองได้แล้ว? สุดท้ายเสี่ยวโม่ถามพวกเขาอีกว่า ประโยค “เต๋าจะทำให้ใต้หล้าแตกแยก ซึ่งเหมือนคำทำนายประโยคนั้นของเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิง พูดถึงอะไร ความนัยนอกเหนือจากประโยคนั้นคืออะไร?
ภายหลังเสี่ยวโม่ยังรู้สึกเป็ นกังวลอยู่บ้างว่าตัวเองจะพูดเปิดเผยเต็มที่เกินไปหรือไม่ จะเดือดร้อนให้ภาพลักษณ์ของคุณชายในใจพวกเขาไม่ดี เพราะถึงอย่างไรโจวอันดับหนึ่งก็เคยบอกว่าวิถีทางโลกในทุกวันนี้ หากพูดคุยกับบัณฑิตที่ไม่มีตำแหน่งขุนนางติดตัวก็ต้องระวังแล้วระวังอีก ร่างคำพูดแล้วร่างคำพูดอีก หาไม่แล้วหากพูดผิดแค่ประโยคสองประโยคก็ง่ายที่จะถูกอาฆาตแค้น แต่เฉินผิงอันยิ้มเอ่ยว่าไม่เป็ นไร เดิมทีก็ไม่คิดจะอยู่ที่นครหลิงซีนานอยู่แล้ว ทั่วร่างของพวกเรามีแต่กลิ่นเหม็นสาบเหรียญทองแดง อยู่ที่นี่ก็ไม่กล้าทำการค้าใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง ในเมื่อเป็ นซี่โครงไก่ แค่แสดงมารยาทที่พึงมีต่อเหล่าปัญญาชนที่เชี่ยวชาญการพูดคุยเรื่องสูงส่ง แค่เคารพคนพวกนี้อยู่ไกลๆ ก็พอ
พวกหลิวเสี้ยนหยางกลับมาที่ระเบียงสะพานหงเฉียวที่ลอยอยู่กลางอากาศแล้วก็ยิ้มเอ่ยว่า “ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ เป็ นครั้งแรกที่ได้เห็นเทพเชียนมีชื่อที่ถูกชื่อเสียงพันธนาการนอกตำรามากมายขนาดนี้ โก่วจื่อมีความรู้กว้างขวาง อีกทั้งความรู้ยังแน่นหนา นางมองแค่ปราดเดียวก็มองออกว่าพวกเขาคือพวกมือสมัครเล่นที่คิดว่าตัวเองเก่งกาจซึ่งถูกกระชากกลับมาในตำรา ถูกขังอยู่ในตัวอักษร ว่ากันว่าวิชาอภินิหารบทนี้ แรกเริ่มสุดเป็ นอาจารย์ซานซานจิ่วโหวที่เป็ นคนสร้างขึ้น”
“โก่วจื่อยังบอกด้วยว่าในยุคบรรพกาล ไม่ว่าจะเป็ นนักพรตหรือบัณฑิต การศึกษาวิชาความรู้ล้วนมีพลังใจที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก ทุกคำพูด ทุกบรรทัดล้วนสง่างามกลมกลืน ไม่เหมือนตอนนี้ที่เหมือนกับมะเขือโดนน้ำค้างแข็งเกาะ เหมือนเสียงแมลงฤดูใบไม้ร่วง แผ่กลิ่นอายของคนใจแคบที่เหม็นเปรี้ยวน่ารังเกียจ เมื่อหมื่นปีก่อน หลี่เซิ่งมีความรู้เลิศล้ำค้าฟ้ารังสรรค์ตัวอักษรขึ้นมา อาจารย์ซานซานจิ่วโหวสังเกตทุกภาพด้วยใจที่บริสุทธิ์ดูเหมือนว่ายังมีปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างอีกตนหนึ่งที่ศึกษาเรื่องกฎเกณฑ์ของจังหวะและดนตรีทุกตัวที่อยู่ในฟ้าดินโดยเฉพาะ ดูเหมือนว่าจะเป็ นปีศาจใหญ่ขอบเขตสิบสี่ที่ใช้นามแฝงว่าลู่ฝ่ าเหยียนของใต้หล้าเปลี่ยวร้างในภายหลัง น่าเสียดายที่ถูกกินไปแล้ว?”
“โก่วจื่อชื่นชมยอดฝี มือที่อยู่เบื้องหลังของเรือลำนี้ว่ามีวิชาความรู้ไม่ตื้นเขิน เป็ นผู้มีพรสวรรค์เหนือคนทั่วไป อีกทั้งยังรู้จักนำข้อดีของผู้อื่นมาประยุกต์ใช้ เป็ นผู้มีพรสวรรค์เหนือคนทั่วไป เอาตรงนี้มาเป็ นบทเรียนเล็กน้อย ขโมยเรียนรู้จากตรงนั้นอีกนิดหน่อย จึงทำให้มีรูปลักษณ์ของเรือราตรีอย่างในทุกวันนี้ คล้ายกับเป็ นคลังเก็บเอกสารแห่งหนึ่ง”
กล่าวมาถึงตรงนี้ หลิวเสี้ยนหยางก็กุมหมัดเขย่า “โก่วจื่อ ใช้ได้ ใช้ได้”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวยิ้มกว้าง กุมหมัดคารวะกลับคืน “พี่ใหญ่หลิว ที่ไหนกันที่ไหนกัน”
หลิวเสี้ยนหยางยังคงเขย่าหมัดต่อไป “ที่นี่แหละ ที่นี่แหละ”
ไม่เสียแรงที่เป็ นนครหลิงซี (ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องเอ่ยคำ) สองฝ่ ายสบตากันหนึ่งที เซี่ยโก่ว ฮ่าๆๆ หลิวเสี้ยนหยาง ฮ่าๆๆ
เฉินผิงอันมองเสี่ยวโม่ที่ใบหน้ามีรอยยิ้ม ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอก คนรักของตัวเองทำตัวเหมือนคนโง่ เจ้าไม่ควบคุมหน่อยหรือ?
เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวโม่ไม่อยากจะควบคุม นิสัยของเซี่ยโก่วกับเซียนกระบี่หลิวคล้ายคลึงกัน ต่างก็มีจิตใจที่กว้างขวางเหมือนแผ่นฟ้า แน่นอนว่าต้องถูกชะตากันตั้งแต่แรกเห็นระหว่างที่เดินทางมาพวกเขานัดหมายกันไว้เรียบร้อยแล้ว ขอแค่เจ้าขุนเขาและฮูหยินไม่รังเกียจว่าจะเสียเกียรติ เซี่ยโก่วก็จะเป็ นเพื่อนเจ้าสาวพร้อมกับเซอเยว่
เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ “นี่เจ้าขุนเขาหล่นลงมาในรังสาวงามหรือ”
หลิวเสี้ยนหยางลูบปากพยักหน้า “ไม่ได้มาเสียเที่ยว ไม่ได้มาเสียเที่ยว”
สะพานหงเฉียวแห่งนี้สร้างอยู่ในตำหนักแห่งหนึ่ง มีขุนนางหญิงคอยตรวจตราลาดตระเวนอยู่หลายจุด มีทั้งคนที่คิ้วโก่งโค้งแก้มอวบอิ่ม เรือนกายอรชรอ้อนแอ้น กระโปรงและชายแขนเสื้อยาวพลิ้วไสว สวมใส่ชุดสีชมพู ขาว เขียวเข้ม ในมือของพวกนางถือโคมวังหลวงที่ทำจากโครงไม้ไผ่กระดาษขาว บนกระดาษใช้หมึกสีชาดเขียนกลอนที่มีชื่อ พร้อมกับคำอธิบายที่ตัวอักษรเป็ นระเบียบเล็กเท่าหัวแมลงวันและงดงาม
ชาวบ้านที่อยู่ในนคร ในประวัติศาสตร์พวกเขาเองก็ไม่ใช่คนที่ดำรงตำแหน่งสูงอยู่ในราชสำนัก หรือเป็ นบุคคลผู้โดดเด่นที่ได้เข้าออกอยู่ในวงการขุนนาง ล้วนเป็ นคนที่อัดอั้นไม่อาจทำตามปณิธานเพราะความสามารถสูงแต่โชคชะตาไม่เอื้ออำนวย ทุกวันนี้ก็ยิ่งกลายมาเป็ นผู้ตั้งตนยึดมั่นในความดีที่อยู่อย่างแร้นแค้นตามชานเมืองห่างไกลจากยุทธภพ
เฉินผิงอันอยากจะปิดประตูอ่านเอกสารคดีลับสักหน่อย เสี่ยวโม่ก็ติดตามมาด้วย หลิวเสี้ยนหยางบอกว่าจะคุยเรื่องบางอย่างกับโก่วจื่อสักหน่อย เซี่ยโก่วเอียงศีรษะที่สวมหมวกขนเตียว หา?
ก่อนหน้านี้กงย่วนคือที่พักของผู้เป็ นเจ้านคร แน่นอนว่าเฉินผิงอันไม่คิดจะเป็ นนกพิราบที่ไปยึดรังนกกางเขน เรื่องแบบนี้ต้องหลีกเลี่ยงการตกเป็ นที่ครหาสักหน่อย

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!