เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1140

บทที่ 1140.2 แมลงเม่าเห็นฟ้ าคราม
เซี่ยโก่วส่ายหน้า “หลวงจีนน้ำแกงไก่ใช่เจ้าของเสื้อเกราะจิงเจี่ยหรือไม่ ไม่เคยเจอกันจึงบอกได้ยาก แต่ข้าสามารถยืนยันในข้อหนึ่งได้ว่าอย่างน้อยหลวงจีนน้ำแกงไก่ก็ไม่ควรสวมเสื้อเกราะจิงเจี่ย เขาไม่ต้องการ เพราะจะกลายมาเป็ นซี่โครงไก่ ในศึกเดินขึ้นฟ้า บนเส้นทางโจมตีหลักเส้นหนึ่ง สรวงสวรรค์ยุคบรรพกาลเคยมีการเปิดใช้ค่ายกลกระบี่ในการโจมตี กระบี่บินจำนวนหลายหลายล้านมากมายจนนับไม่ถ้วนกลายเป็นสายฝนเทกระหน่ำดวงดาวกี่มากน้อยที่ถูกแทงทะลุจนกลายมาเป็ นเหมือนตะแกรงร่อน ถึงขั้นที่ว่าถูกบดขยี้ให้แหลกเป็ นผุยผงไปโดยตรง หลิวเสี้ยนหยาง เจ้าเดาดูสิว่าผู้หลอมลมปราณกลุ่มของพวกเรารับมือกับหายนะที่ท่วมทับเหนือศีรษะนี้กันอย่างไร?”

“นักพรตคนแรกของโลกมนุษย์เห็นภาพนี้ก็ไม่เพียงแต่ถอยร่นกลับกันยังบุกรุดหน้าเพิ่มความเร็วในการก้าวเดิน ขึ้นไปยังจุดสูงอย่างว่องไว จงใจทิ้งระยะห่างกับทุกคน ปล่อยจิตหยาง ปล่อยจิตหยิน มรรคกถาไร้ที่สิ้นสุด จักรวาลในชายแขนเสื้อ รวบเอากระบี่บินจำนวนนับไม่ถ้วนเข้ามา พลิกกลับหยินหยาง เอามาให้ตนใช้งาน สะบัดชายแขนเสื้อขว้างกระบี่บินออกมาเป็ นระลอก สร้างธารดวงดาวพร่างพราวเส้นแล้วเส้นเล่า ใช้ความแข็งแกร่งโจมตีความแข็งแกร่ง”

“นักพรตท่องคาถาเหมือนร้องเพลง และยังคงไม่ลืมที่จะถ่ายทอดมรรคา”

“แล้วก็มีภิกษุที่พิสูจน์มหามรรคาอยู่ใต้ต้นโพธิ์ที่ตามหลังเขาไปติดๆ ถอดชุดตัวเก่าที่ผ่านการปะชุนมาหลายครั้งบนร่างลง โยนมันทิ้งไปง่ายๆ แต่กลับสามารถปิดฟ้าบังดิน กระบี่ทะลุภูษา เสียงดังราวรัวกลอง”

“ร่างทองมิพ่ายของภิกษุเสินชิงนับบรรพบุรุษกลับเข้าวงศ์ตระกูลสืบทอดไปถึงต้นกำเนิดได้มากที่สุด ดังนั้นหลวงจีนเฒ่าที่บอกว่าเข้าใจในเจตนาที่พระบูรพาจารย์นำธรรมะจากตะวันตกมาเผยแผ่มากที่สุดผู้นี้จึงไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อเกราะจิงเจี่ยเลย”

เซี่ยโก่วกระโดดขึ้นไปบนราวรั้วแล้วนั่งแปะลงไป เรือนกายโน้มเอนไปด้านหน้าเล็กน้อย สองหมัดวางทับกันไว้บนหัวเข่า “เหอะ ผู้นำแห่งวิถีกระบี่ที่เป็ นหนึ่งในสิบผู้กล้ายุคบรรพกาลผู้นั้น ไม่ว่าจะเป็ นการป้องกันหรือการโจมตี กลิ่นอายแห่งมรรคาก็เข้มข้นลึกล้ำแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกกระบี่อย่างพวกเราทุกคนมากนัก เขาแทบไม่เคยเปิดปากพูด รากฐานระบบสืบทอดก็ลึกลับ ไม่มีใครล่วงรู้ พกกระบี่เดินขึ้นสู่ที่สูง ทำลายหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดค่ายกลที่กองงานต่างๆ ของสรวงสวรรค์สร้างขึ้นให้พังภินท์ กายธรรมร่างจริงหนึ่งซ้ายหนึ่งขวา แล้วก็เป็ นคนผู้นี้ที่รับผิดชอบปัดกวาดสิ่งกีดขวางทั้งหมดที่อยู่สองข้างทาง”

สีหน้าของหลิวเสี้ยนหยางปั้นยาก

เซี่ยโก่วมีสีหน้าซับซ้อน พึมพำว่า “เจ้าจินตนาการได้หรือไม่ว่าตลอดทั้งผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของโลกมนุษย์ สรรพชีวิตทั้งหมดเกิดการขานรับในใจ ราวกับว่าทุกหนทุกแห่งมีการ…จุดธูป เพียงแต่ว่าไม่ได้วิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่โอบอุ้มความหวังที่มีร่วมกันเอาไว้”

ระทางเส้นทางการเดินขึ้นสวรรค์ กลุ่มของบัณฑิตจัดขบวนยิ่งใหญ่เกรียงไกร จากตำแหน่งที่อยู่ตรงกลางในช่วงแรกเริ่มสุดกลายมาเป็ นแนวหน้าของการสู้รบอย่างรวดเร็ว คนข้างหน้าบุกรุดหน้า คนข้างหลังตามไปติดๆ กระโจนเข้าหาความตายอย่างกล้าหาญ

เงียบไปนาน หลิวเสี้ยนหยางอดไม่ไหวถามว่า “ขอถามหน่อยว่าในศึกนี้ มรรคาจารย์เต๋าอยู่ที่ใด?”

เซี่ยโก๋วยิ้มเอ่ย “ก็ทำเหมือนเดิมนั่นแหละ ยังจะเป็นอย่างไรได้อีก เขามักจะอยู่ห่างไกลจากกลุ่มคนเสมอ เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียอีก การถ่ายทอดมรรคา ถามมรรคา ฟังมรรคา พิสูจน์มรรคาครั้งหนึ่งในอดีตที่ไม่มีความอคติระหว่างกัน ขบวนนักพรตบรรพกาลกลุ่มนั้นเหมือนมังกรตัวยาวที่เลื้อยคดเคี้ยวอยู่บนแผ่นดิน เขามักจะตามมาท้ายขบวนอยู่ห่างๆ เสมอ รอกระทั่งฉีกหน้าแตกหักกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างสิ้นเชิง เปิดศึกกันแล้ว มรรคาจารย์เต๋าก็ยังอยู่ด้านหลังสุด แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะมรรคาจารย์เต๋าขลาดกลัวไม่กล้าสู้รบ ยิ่งไม่ใช่เพราะมรรคาจารย์เต๋าพละกำลังไม่เอื้ออำนวย เพียงแค่เพราะผู้หลอมลมปราณอย่างพวกเราทุกคนต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่า จำเป็ น แล้วก็มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่จะเป็ น….ตัวตัดสินแพ้ชนะในท้ายที่สุด!”

เซี่ยโก่วดวงตาเป็ นประกายเจิดจ้า “หากพูดกันถึงชาติกำเนิด ในร่างของคนรุ่นหลังที่เป็ นคนอ่อนแอที่สุด เห็นแก่ตัวที่สุด ไร้ประโยชน์ที่สุด มีหนึ่งคนก็นับหนึ่งคน ล้วนมีสายเลือดของวีรบุรุษผู้กล้าของยุคบรรพกาลไหลเวียนอยู่”

เซี่ยโก่วแยกเขี้ยว “ผลกลับกลายเป็ นว่าทุกวันนี้ แต่ละคนกลับแข่งกันว่าพ่อข้าอาจารย์ของข้าคือใคร ในบ้านมีเงินมากแค่ไหน ช่างชวนให้คนโมโหเหลือเกิน”

หลิวเสี้ยนหยางยิ้มรับ

สีหน้าของเซี่ยโก่วเปลี่ยนมาเป็ นเย็นชา “ก็เพราะข้าเคยเห็นการยอมสละชีวิตอย่างไม่กลัวตายท่ามกลางคลื่นมรสุมลูกยักษ์ครั้งนั้นกับตาตัวเองมาก่อน”

“ดังนั้นข้าถึงได้รู้สึกว่าวิถีทางโลกของใต้หล้าในทุกวันนี้ช่างทำให้คนผิดหวังยิ่งนัก”

“นักพรตหลวี่เหยียนเคยพูดว่ามีเหล้าอยู่ชนิดหนึ่ง ในสถานที่ที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์จะไม่มีทางมีคนไปแตะต้องเด็ดขาด ทว่าในสถานที่ยากจนแร้นแค้นกลับขายมัน บนพื้นผิวของเหล้าที่หมักใหม่เป็ นสีเขียวมรกตน่ามอง มีกากเหล้าเหมือนมดลอยแผ่ ฮ่า แค่ฟังก็แน้ำลายไหลแล้ว มีโอกาสจะต้องไปลองชิมดูสักหน่อย”

พูดมาถึงตรงนี้ เซี่ยโก่วก็ถอนม้วนภาพพวกนั้นกลับคืน “กลับมาที่หัวข้อหลัก”

มีเสื้อเกราะจิงเจี่ยอยู่กับตัว ก็เหมือนได้ครอบครองพื้นที่ประกอบพิธีกรรมซึ่งเป็ นโลกอันกว้างใหญ่หาที่สิ้นสุดไม่ได้ ต่อให้เรือนกายของทั้งสองอยู่ใกล้กันในระยะประชิด แต่ก็จะต้องอยู่ในสภาพการณ์ที่เหมือนอยู่ห่างไกลสุดขอบฟ้า เวทคาถาการโจมตีคิดอยากจะทะลุมาถึงร่างเจ้าของเสื้อเกราะจิงเจี่ยก็ไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทร เป็ นเหตุให้การสวมเสื้อเกราะจิงเจี่ย สำหรับผู้หลอมลมปราณแล้ว แม้ว่าพลังสังหารจะไม่เพิ่มขึ้น แต่กลับเท่ากับว่าอยู่ในสถานะมิพ่าย สามารถรักษาชีวิตได้ดีที่สุด

เล่าลือกันว่าผู้หลอมลมปราณสวมเสื้อเกราะตัวนี้ ขอแค่ไม่ได้เป็ นฝ่ายไปท้าทายสี่สถานที่อย่างสวนกงเต๋อศาลบ๋น ป๋ ายอวี้จิง ภูเขาหลิงซานทางทิศตะวันตกและกำแพงเมืองปราณกระบี่ นอกจากนี้ต่อให้ขอบเขตสิบสี่คนสองคนเกิดใจคิดสังหาร อยากจะร่วมมือกันฆ่าคน เกรงว่าก็ต้องปวดหัวมากเหมือนกันว่าใครจะหาเม็ดทรายเม็ดหนึ่งที่อยู่ในแม่น้ำกว้างใหญ่ไพศาลให้เจออย่างแม่นยำได้อย่างไร?

ส่วนเสื้อเกราะเหว่ยเจี่ย เล่าลือกันว่าความมหัศจรรย์สูงสุดของมันก็คือสามารถทำให้เจ้าของดูดซับเอาปราณวิญญาณฟ้าดินมาได้ตลอดเวลา ปริมาณนั้นไม่มีคอขวดใดๆ ไม่มีความกังวลว่าจะเต็มจนล้น

เซี่ยโก่วอธิบายว่า “ผู้ฝึกกระบี่ป๋ ายจิ่งสามารถสวมมันไว้บนร่างตลอดทั้งปีได้ เสี่ยวโม่สามารถยืมไปใช้สี่ห้าวัน เจ้าหลิวเสี้ยนหยางเจอกับการเข่นฆ่าเอาชีวิตที่โอกาสชนะมีไม่สูงก็สามารถสวมได้ครั้งหนึ่ง มีเพียงเฉินผิงอันที่ไม่เหมาะสม การชักคะเย่อที่เดิมทีถือว่าฝีมือสูสีกันกลับจะแพ้ได้อย่างง่ายดาย ต่อให้ข้ากล้าให้ยืม เฉินผิงอันจะกล้าสวมหรือ? เจ้าขุนเขาไม่กล้าหรอก”

หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า “หากพูดเช่นนี้ ข้าก็เข้าใจได้แล้ว”

สายตาเซี่ยโก่วฉายแววไม่พอใจ “พี่ใหญ่หลิว เจ้าสามารถถามคำถามเช่นนี้ออกมาได้นั่นหมายความว่าเห็นข้าเป็ นสหายจริงๆ แล้ว วางใจร้อยดวงได้เลย ข้าไม่รู้สึกน้อยใจเลยสักนิด…”

หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “ข้าคนนี้แม้จะมีชาติกำเนิดยากจน ทว่านับแต่เล็กมาก็เชื่อมั่นอย่างตามืดบอดว่าตัวเองคือคนที่มีชะตาชีวิตร่ำรวยสูงศักดิ์มาตั้งแต่เกิด ในอนาคตจะต้องได้ดิบได้ดีอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ยอมทนกับความอยุติธรรมแม้เพียงเล็กน้อยเด็ดขาด ในกระเป๋าไม่มีเงินก็ต้องรักษาหน้าตาและศักดิ์ศรีเอาไว้ก่อน ก่อนและหลังที่จะไปทำงานที่เตาเผา มองดูเหมือนว่าไม่ว่ากับใครก็เข้ากันได้ดี แต่กลับมีสหายที่แท้จริงอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น ทว่าขอแค่เป็ นสหายที่ข้ายอมรับแล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะพูดง่ายมาก ระหว่างสหายมีเรื่องไม่ลงรอยกันเล็กน้อย ไม่อาจนับเป็ นอะไรได้ ความเข้าใจผิดก็คือเหล้าปลอม ความน้อยเนื้อต่ำใจก็คือข้าวบูด เก็บอะไรเหลือค้างไว้ได้ แต่ต้องไม่เก็บของพวกนี้เหลือค้างไว้ พูดถึงแค่ตอนที่อายุยังน้อยก็เคยขัดแย้งกับเฉินผิงอันอยู่หลายครั้ง ด้วยนิสัยดื้อรั้นดึงดันของเขา ยอมที่จะอ่อนข้อให้ข้า ยอมที่จะเป็ นฝ่ายขอโทษหรือ? ทุกครั้งก็ไม่ใช่ว่าข้าต้องทำหน้าหน้าหัวเราะร่าให้เขาเห็น กู้คืนความสัมพันธ์กลับคืนมาใหม่? อยู่กับเจ้า ก่อนหน้านี้ขอให้เจ้ามาเป็ นเพื่อนเจ้าสาวให้เซอเยว่ แล้วค่อยมาถามคำถามข้อนี้กับเจ้า ก็เตรียมใจพร้อมว่าจะต้องเกิดความขัดใจกันแล้ว”

เซี่ยโก่วร้องว้าว “หากพูดเช่นนี้ ข้าก็เข้าใจได้แล้ว!”

หลิวเสี้ยนหยางยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “โก่วจื่อ ใครรู้สึกว่าพวกเราเป็ นคนโง่ นั่นก็คือคนโง่อย่างแท้จริง!”

เซี่ยโก่วตีหน้าเคร่งพยักหน้ารับแรงๆ “นั่นมันแน่อยู่แล้ว วิถีทางโลกทุกวันนี้ซับซ้อน ไม่ฉลาดก็ทำอะไรไม่ได้ ฉลาดเกินไปก็จะทำให้เสียเรื่อง เหมือนอย่างพวกเราคือกำลังดี ฮ่าๆ มีสติปัญญา”

บุรุษร่างกายาผลักประตูเดินเข้ามา พลังอำนาจหนาขันน่าครั่นคร้าม ประหนึ่งมีขุนเขาลูกใหญ่ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาในห้อง

สองประโยคที่เขาเอ่ยแสกหน้าเป็ นประโยคที่ทำให้เฉินผิงอันหนังตำกระตุกริกๆ

“โจวมี่ใจร้อนเกินไป”

“ควรจะรอให้ข้าออกมาจากภูเขาก่อน”

ปีศาจใหญ่ที่หลับสนิทมานานหมื่นปีกลุ่มนั้น ป๋ ายจิ่ง อู๋หมิงชื่อ หลีโก้ว ฯลฯ ปีนั้นต่างก็ติดตามบรรพจารย์ของสำนักการทหารท่านนี้เปิดฉากสงครามที่ดุเดือดรุนแรงเป็ นครั้งที่สอง

ศึกครั้งแรกของยุคบรรพกาลมีชื่อว่าเดินขึ้นสวรรค์ ใจคนรวมเป็ นหนึ่งแข็งแกร่งดุจกำแพงเมือง ศึกครั้งที่สอง อันที่จริงเป็ นความขัดแย้งภายใน ตอนนั้นเผ่าปีศาจแทบทั้งหมดล้วนเลือกจะลงเดิมพันกับคนคนหนึ่ง

จากคำกล่าวที่เป็ นไปในทางดูหมิ่นของหยางเหล่าโถว บอกว่าเป็ นความขัดแย้งภายในที่แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว

ยึดครอง “บนฟ้า” มาได้แล้วก็ควรมอบรางวัลตามคุณความชอบ นั่งเรียงกันกินผลไม้ ผลคือมีคนที่พอใจอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น

แม้ว่าเสี่ยวโม่จะชอบถามกระบี่กับคนอื่นมาโดยตลอด แต่กลับไม่เคยเข้าร่วมการช่วงชิงผลประโยชน์ที่ไร้ความหมายพวกนี้

เฉินผิงอันพูดเบี่ยงประเด็น “ตอนอยู่ที่ภูเขาเฉวียนเจียวแห่งนั้น ได้ยินเสี่ยวโม่เล่าว่าผู้อาวุโสเพิ่งจะไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวมารอบหนึ่ง”

บุรุษเลือกเก้าอี้นั่งด้วยตัวเอง “ไปเอาของที่เดิมที่ควรเป็ นของข้ากลับคืนมา จากนั้นก็ถือโอกาสไปรำลึกความหลังกับสหาย เดิมคิดว่าดื่มเหล้าแล้วก็จะไปพบ “หลินชื่อ” ที่ถูกเรียกขานว่าเป็ นบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธของหลายใต้หล้าที่ยาซานสักหน่อย คิดไม่ถึงว่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของสหายเก่ายังคงอยู่ดังเดิม ทว่าคนกลับเปลี่ยนไปแล้ว สหายของข้าคนนั้นทำอะไรสุขุมเชี่ยวชาญมาโดยตลอด คาดการณ์ได้ล่วงหน้าถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นภายหลังได้นานแล้ว ผ่านการปูพื้นอันยาวนานเป็ นเวลาพันปีแล้วพันปีเล่า กว่าจะมีผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ที่ยึดครองความได้เปรียบทั้งหมดไปคนหนึ่งโผล่มาได้อย่างไม่ง่าย ตบะเท่าเทียมกับบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขา เดิมที่เห็นแก่มิตรภาพของบรรพจารย์บ้านเขา คิดอยากจะชี้แนะเขาสักสองสามประโยค ทว่าธรรมเนียมภูเขาแห่งนั้นช่างเละเทะจริงๆ ตั้งแต่บนลงล่าง ตั้งแต่ในยันนอก มีคนดีอยู่แค่ไม่กี่คน หากสหายเก่าที่อยู่ในปรโลกรู้เข้า เกรงว่าฝาโลงคงปิดไม่อยู่แล้ว ข้าก็เลยฝืนนิสัยพูดคุยกับเขาไปหลายคำ คิดไม่ถึงว่าไอ้หมอนั่นจะไม่รู้จักดีชั่ว กลับยังมาพูดเยาะเย้ย พูดเหน็บแนมไม่เลิก ด้วยนิสัยนี้ของข้าจะปล่อยให้เขาทำตามใจได้หรือ? ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะทำสัญญาเป็ นตายปากเปล่า แล้วก็ตีกันไปรอบหนึ่ง ไหนเลยจะคิดได้ว่าจะดีจะชั่วก็เป็ นขอบเขตสิบสี่ ต่อให้จะเพิ่งออกจากเตามาใหม่ๆ ต่อให้จะเป็ นเหมือนเหล้าที่ผสมน้ำเปล่า ร่างกายกลับอ่อนปวกเปียกมิอาจต้านทานการโจมตีได้ถึงเพียงนี้”

เฉินผิงอันไม่ได้เอ่ยอะไร

บุรุษหัวเราะเสียงดัง “พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนั้นของเขา ดูเหมือนว่าจะไม่ถูกกับผู้ฝึกยุทธ พอพูดถึงผู้ฝึกยุทธเต็มตัวก็จะต้องเอ่ยประโยคหนึ่งว่าผู้ฝึกยุทธล้วนปากแข็งกันทั้งนั้น ทำเอาปรมาจารย์วิถีวรยุทธในอาณาเขตของหนึ่งทวีปเพิ่งจะได้ยินว่าเขาเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ก็เผ่นหนีไปยังทวีปอื่นกันหมด แต่นี่ก็แสดงให้เห็นว่าผู้ฝึกยุทธในทวีปน่าอับอายขายหน้าจริงๆ ก็ไม่แปลกที่เต้ากวานเซียนซืออย่างพวกเขาจะดูแคลนผู้ฝึกยุทธ เพียงแต่ว่าพันไม่ควรหมื่นไม่ควร ไม่ควรลงนามสัญญาเป็ นตาย แล้วยังถามข้าด้วยน้ำเสียงเหน็บแหนมว่า “ตัวข้าวิจารณ์ผู้ฝึกยุทธแค่ไม่กี่คำ เกี่ยวอะไรกับสหายด้วย?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!