เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1140

บทที่ 1140.3 แมลงเม่าเห็นฟ้ าคราม
บุรุษยิ้มตาหยี ถามว่า “เฉินผิงอัน เจ้าคิดว่าเกี่ยวกับข้าหรือไม่ล่ะ?”

เฉินผิงอันกล่าว “ลองเอาตัวไปอยู่ในสถานการณ์ หากข้าเป็ นผู้อาวุโส บางทีอาจตอบกลับไปหนึ่งประโยคว่า ใช่ๆๆ สหายมีความเห็นยอดเยี่ยม พูดถูกหมดทุกอย่าง”

บุรุษหัวเราะดังลั่น ใช้ฝ่ ามือถูกับที่เท้าแขนเก้าอี้ “สหายปี้เชียวพูดไม่ผิด เจ้าหนูช่างฉลาดเจ้าเล่ห์เหลือเกิน มีประสบการณ์โชกโชน คือวัตถุดิบที่ดีในการเรียนวรยุทธ”

เฉินผิงอันกล่าว “หากผู้อาวุโสมีเวลาว่างก็ลองไปพบเฉาสือได้ เชื่อว่าจะไม่มีทางผิดหวังแน่นอน”

บุรุษพยักหน้า “เจอกันแล้ว ถูกชะตากว่าเจ้าเยอะเลย”

เฉินผิงอันสะอึกอึ้งทันใด

บุรุษเอ่ย “ก่อนหน้านี้ได้ตกลงราคากันเรียบร้อยแล้ว ข้าขึ้นเรือมาครั้งนี้ก็เพื่อดูของตรวจสอบของและเอาของไป”

เฉินผิงอันถอนหายใจโล่งอก “ตามหลักแล้วก็ควรเป็ นเช่นนี้”

……

ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง

ใบไม้ร่วงหล่นจากต้นไม้ในต่างแดน

ช่องทางกุยซวีสี่แห่งที่เชื่อมโยงกับสองใต้หล้าแบ่งออกเป็ นฉิงจี้ที่อยู่ทะเลตะวันออก เสินเซียงทะเลใต้ รื่อจุ้ยทะเลตะวันตก เทียนมู่ทะเลเหนือ

กุยซวีสี่แห่งที่ตั้งอยู่ในเปลี่ยวร้าง ระหว่างพวกมันมีระยะห่างที่ไกลกันมาก เป็ นเหตุให้ศาลบุ๋นต้องจัดหากองกำลังการสู้รบสูงสุดจำนวนมากให้มาเฝ้าพิทักษ์อยู่ในสถานที่สี่แห่งที่ถูกเรียกว่า “ดินแดนแห่งความตาย” นี้

ขณะเดียวกันทางทิศเหนือของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ไพศาลก็ได้ไปบุกเบิกท่าเรือขนาดใหญ่ยักษ์ไว้สามแห่ง ตั้งชื่อแบ่งออกเป็ นปิ่ งจู๋ โจ่วหม่าและตี้ม่าย

สำนักการทหารเคยมีการประมาณการณ์อย่างคร่าวๆ ว่า เก้าทวีปของไพศาลเคยใช้พลังสามส่วนมาป้องกันการรุกรานของเผ่าปีศาจจากเปลี่ยวร้าง ทุกวันนี้กลับต้องใช้กำลังถึงเจ็ดส่วนในการโจมตีเปลี่ยวร้าง

ทางฝั่งของสำนักศึกษาลัทธิขงจื๊อนี้ วิญญูชนจำนวนมากที่ได้รับยศ ผู้เที่ยงตรง และวิญญูชนทั่วไป ต่างก็มาอยู่กันที่ทางออกของกุยซวีซึ่งเป็ นแนวเส้นแรกของสนามรบกันแล้ว

นอกจากนี้วิญญูชนบางส่วนและนักปราชญ์ของสำนักศึกษาจำนวนมากต่างก็กำลัง“เดินท่อง” หาประสบการณ์อยู่ที่ท่าเรือสองแห่ง

ทางฝั่งกุยซวีรือจุ้ยของเปลี่ยวร้าง พลังการต่อสู้สูงสุดนอกจากซูจื่อแล้วก็ยังมีหลิ่วชีผู้ฝึกตนที่เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ใหม่ ซ่งจ่างจิ้งแม่ทัพหลักของกองทัพม้าเหล็กต้าหลี จางเถียวเสียที่เป็นชั้นเทพมาเยือนของขอบเขตปลายทางมานานแล้ว ทว่ากลับมีฉายาว่าหลงป๋ อ รวมไปถึงเจ้าสำนักกุยหยกแห่งใบถงทวีปอย่างเซียนกระบี่เหวยอิ๋งและพวกผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางอู๋ซู ฯลฯ

แม้ว่าซูจื่อจะยังคงเป็ นขอบเขตบินทะยาน หลิ่วชีเป็ นขอบเขตสิบสี่แล้ว แต่กระนั้นก็ยังให้ซูจื่อเป็ นผู้ควบคุมหลักของสถานที่แห่งนี้

วันนี้มีแขกมาเยือน คือนักพรตสองคนที่จับมือกันเดินทางมาถึงที่นี่ นักพรตวัยกลางคนสวมชุดเต๋าสีเหลือง เครายาวพลิ้วไสว นักพรตเฒ่าสวมชุดเต๋าสีเขียวห่มทับด้วยเสื้อคลุมขนนกกระเรียน ทั้งสองมองดูเหมือนอายุห่างกันมาก

บอกสาเหตุการมาเยือนอยู่ตรงจุดผ่านด่าน เพียงไม่นานก็มีเสียงหัวเราะดังกังวานของซูจื่อดังมา เขาออกมาจากที่ทำการชั่วคราว เดินเร็วๆ มาหานักพรตที่มีกลิ่นอายแห่งเซียนผู้นั้น กอดคอพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างเบิกบานใจ “พี่จื่อจิง! จากลากันนานหลายปี ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งท่ามกลางเมฆาสายน้า”

นักพรตวัยกลางคนยิ้มบางๆ “ดีใจมาก”

นักพรตเครายาวมีชื่อว่าหยางซื่อชาง นามจื่อจิง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมอยู่ที่ภูเขาคงตั้ง ใบหน้าของนักพรตงดงามราวกับหยก ตรงเอวเหน็บเชียวไม้ไผ่สีม่

ในฤดูใบไม้ร่วงของปีหนึ่ง ระหว่างที่ซูจื่อใช้ชีวิตเป็ นขุนนางที่ต้องไปว่าราชการต่างแดน เคยล่องเรือยามราตรีไปกับสหาย บันทึกบทประพันธ์กลายเป็นวรรณกรรมที่ติดปากผู้คน

ซูจื่อที่อยู่ในเรือเคาะกราบเรือร้องเพลงเสียงดัง ผู้มาเยือนเป่ าขลุ่ยไม้ไผ่ ร้องเพลงประสานตาม สนทนาธรรมลึกซึ้งกับมิตรแท้ ล้างถ้วยรินเหล้าใหม่ ถ้วยจานกระจัดกระจายเต็มโต๊ะ เอนกายพักผ่อนซบไหล่กัน รู้ตัวอีกที ทางทิศตะวันออกก็ฟ้าสางแล้ว…

ซูจื่อยิ้มพูดเหมือนมีนัยยะแอบแฝง “พี่จื่อจิง ทุกวันนี้เป็ นคอขวดขอบเขตเซียนเหรินในเมื่อตัวอยู่ในด่านสำคัญของการฝึกตน ไยต้องมาลุยน้ำขุ่น พาตัวมาเสี่ยงอันตรายด้วยเล่า”

หยางซื่อชางยิ้มบางๆ “พี่ชูก็รู้ดีอยู่แก่ใจไยต้องเอ่ยถาม อีกอย่างพูดแบบบ้านๆ เข้าใจง่ายหน่อย คอขวดขอบเขตเซียนเหรินดูเหมือนว่าจะเทียบกับคอขวดขอบเขตบินทะยานไม่ได้กระมัง?”

ซูจื่อกล่าว “ข้ามุ่งหาพุทธศรัทธาเต๋าก็จริง แต่ถึงอย่างไรพื้นฐานก็เป็ นลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อ เรื่องบางอย่างก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เกี่ยงงอน”

หยางซื่อชางกล่าว “ซูจื่อคือบัณฑิต แล้วผินเต้าไม่ใช่บัณฑิตหรือ?”

ซูจื่อหัวเราะฮ่าๆ “สามารถยกเว้นให้พี่จื่อจิงเป็ นกรณีพิเศษได้ ไปดื่มเหล้าให้สาแก่ใจกันเถอะ!”

คราวก่อนใต้หล้าเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ นักพรตที่พอเกิดกลียุคก็ลงมาจากภูเขาพอสงครามยุติลงโลกกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้งก็ถอยกลับไปอย่างเฉาหรงเทียนจวินแห่งอารามหลิงเฟยแจกันสมบัติทวีปก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย

ในอดีตแนวเส้นการสู้รบถูกกองทัพใหญ่ของเปลี่ยวร้างผลักดันไปจนถึงเกราะทองทวีปที่อยู่ทางทิศเหนือ ก็มีนักพรตเจ็ดแปดคนที่พลังตบะน่าตะลึง ร่องรอยที่อยู่ทางทิศใต้ไม่เป็ นที่เป็ นทาง บุกสังหารไปสี่ทิศ เจอปีศาจฆ่าปีศาจ สร้างความกดดันไม่น้อยให้กับกองทัพเบื้องหลังของเปลี่ยวร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกสุดท้ายที่นักพรตห้าคนถึงกับบุกโจมตีค่ายทัพแห่งหนึ่งโดยตรง ทำลายเทือกเขาใหญ่เส้นหนึ่งจนย่อยยับ สุดท้ายบีบให้กระโจมทัพ ที่ได้รับความเสียหายทางการสู้รบไม่น้อยจำต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น

และนักพรตกลุ่มนี้ก็เหลือกันอยู่แค่สองคน

ในการประชุมศาลบุ๋นแผ่นดินกลางคราวก่อน มีการส่งเทียบเชิญไปให้ ทว่านักพรตสองคนนี้กลับปฏิเสธคำเชิญ

นักพรตชุดเขียวที่เงียบขรึมพูดน้อยเอ่ยว่า “ซูจื่อ ค่ายกลซับซ้อนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

ซูจื่อหุบยิ้ม พยักหน้าเอ่ย “ศาลบุ๋นมีข้อเรียกร้องมาตั้งแต่แรกแล้วว่าค่ายกลใหญ่ของท่าเรือใหญ่แต่ละแห่ง ต้องสามารถต้านทานการโจมตีอย่างสุดกำลังของปีศาจใหญ่ขอบเขตสิบสี่ของเปลี่ยวร้างได้”

เหตุผลก็เรียบง่ายอย่างยิ่ง ขอแค่สกัดขวางการโจมตีนี้ของปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างได้ ต่อจากนั้นก็ย่อมมีขอบเขตสิบสี่ของไพศาลลงมือ

นักพรตชุดเขียวพยักหน้า “แม้ผินเต้าจะไม่เชี่ยวชาญการจับคู่เข่นฆ่า แต่กลับสามารถใช้ความสามารถอันน้อยนิดที่มีอยู่ช่วยเสริมค่ายกลนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นได้”

ซูจื่อประสานมือคารวะ ยิ้มเอ่ย “ขอขอบคุณไว้ก่อนเลย ซาบซึ้งใจเป็ นอย่างยิ่ง แต่เรื่องนี้ยังต้องให้คนอีกสามสี่คนของศาลบุ่นพยักหน้าตอบตกลงก่อนถึงจะได้”

ค่ายกลร้อยเรียงต่อเนื่องกัน กระตุกผมเส้นเดียวจะสะเทือนไปทั้งร่าง เกี่ยวพันกับความปลอดภัยของผู้คนนับล้านที่อยู่โดยรอบท่าเรือ ต้องระวังแล้วระวังอีก ดังนั้นการลดการเพิ่มหรือการเปลี่ยนตำแหน่งของจุดเชื่อมต่อทุกจุดของทุกค่ายกล ผู้ดูแลหลักของท่าเรือทั้งหลายซึ่งมีซูจื่อเป็ นหนึ่งในนั้นต่างก็ต้องรายงานให้ทางศาลบุ๋นทราบอย่างละเอียด หลิ่วชีเคยยิ้มเอ่ยว่า คำว่าคนสามสี่คนที่ว่านี้ ก็คือการแสดงท่าทีของคนสองสามคน กับการยอมรับและปฏิเสธจากคนสำคัญอย่างแท้จริงที่อยู่เบื้องหลังเพียงคนเดียวเท่านั้น

นักพรตชุดเขียวไม่ถือสา ยังคงก้มหัวคารวะ เอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “ตามหลักแล้วควรต้องเป็ นเช่นนี้”

ในอดีตผินเต้าเคยไปเยือนเมฆหลากสีของนครจักรพรรดิขาว เคยโชคดีได้พูดคุยเรื่องรากฐานค่ายกลกับอาจารย์เจิ้ง

ก่อนหน้านี้ไม่นานมีลูกศิษย์สำนักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินทางมาหาประสบการณ์ที่นี่ ก่อนหน้านั้นพวกเขาเดินทางไปตามท่าเรือต่างๆ เพื่อช่วยจัดการกิจธุระในกองทัพ

ในขบวนมีลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊ออายุน้อยคนหนึ่งชื่อว่าหลี่ไหว มาจากสำนักศึกษาซานหยาของแจกันสมบัติทวีปหนึ่งในเจ็ดสิบสองสำนักศึกษาของศาลบุ๋น มียศเป็ นนักปราชญ์

ข้างกายของเขาก็มีแต่นักปราชญ์และวิญญูชน ตัวเขาเองจึงไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร ระหว่างเดินทางไกลลูกศิษย์ของสำนักศึกษามักจะประลองวิชาความรู้ ใคร่ครวญและศึกษาหลักธรรมเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตและชะตาด้วยกันอยู่เป็ นประจำ หลี่ไหวไม่เคยเป็ นฝ่ายเสนอตัวพูดก่อน แค่ฟังอยู่ข้างๆ อย่างตั้งใจ บางครั้งมีคนอยากให้เขาแสดงความคิดเห็นหลี่ไหวก็จะพูดแค่ว่าตัวเองไม่เข้าใจ

แรกเริ่มยังมีคนเข้าใจผิดคิดว่าหลี่ไหวเป็ นคนซื่อ นิสัยเก็บตัว ไม่ชอบพูดคุย ถึงได้แค่ฟังไม่ยอมพูด แต่พออยู่ด้วยกันนานวันเข้าถึงได้รู้ว่าหลี่ไหว…ไม่เข้าใจจริงๆ

แต่หลี่ไหวก็ถ่อมตัวทั้งยังรักการเรียนรู้อย่างมากจริงๆ เป็ นเหตุให้พวกวิญญูชนและนักปราชญ์ที่เดินทางร่วมกันมาไม่ดูแคลนหลี่ไหว พอเริ่มสนิทกันแล้ว แต่ละคนต่างก็ถามถึงอาจารย์ของอีกฝ่าย

หลี่ไหวพูดแค่ว่าคือรองผู้อำนวยการเหมาของสถานศึกษาหลี่จี้ที่ในอดีตเคยเป็ นเจ้าขุนเขาของสำนักศึกษา

เหมาเสี่ยวตงรองผู้อำนวยการสถานศึกษาหลี่จี้ ทุกวันนี้ถือว่าเป็ น…คนดังของศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง เป็ นที่ยอมรับว่าศึกษาเล่าเรียนอย่างเข้มงวด ไร้ความเห็นแก่ตัว ใช้หลักการเหตุผลสยบผู้คน….

รองผู้อำนวยการเหมาที่เปลี่ยนมาอยู่ในสายของหลี่เพิ่งอยู่ที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางหลักๆ แล้วคอยช่วยเหวินเซิ่งอาจารย์ผู้มีพระคุณในอดีตจัดการธุระน้อยใหญ่ นี่มันบังเอิญเกินไปหน่อยหรือไม่?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งในและนอกศาลบุ๋น บนภูเขาของไพศาล ในทางส่วนตัวก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีคำวิพากษ์วิจารณ์มาก่อน

ได้ยินมาว่าเป็ นความคิดของลูกศิษย์ปิดสำนักคนนั้น?

เป็ นไปไม่ได้หรอกกระมัง?

รู้สึกว่าเป็ นไปไม่ได้? นั่นก็เพราะเจ้าไม่เคยไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่น่ะสิ

ในนี้มีเส้นสนกลในอะไรซ่อนอยู่หรือไม่?

เส้นสนกลในหรือ? หึ มีเยอะจะตายไป!

……

ผู้เฒ่าร่างเล็กเตี้ยหลังค่อมคนหนึ่งมาโดยไม่ได้บอกกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้างกายผู้เฒ่ายังพาบุคคลคนหนึ่งที่ไม่ควรปรากฏตัวที่นี่มาด้วย

ภายใต้สายตาของคนมากมายที่จับจ้องมองมา พวกเขาพากันปรากฏกายทั้งอย่างนี้เข้ามาในนครยักษ์โอฬารที่มีการป้องกันเข้มงวด

ซูจื่อและผู้ฝึกตนใหญ่ทั้งหลายต่างก็บอกว่าไม่ต้องสนใจ

เดินเล่นอยู่ในนคร ขอบเขตของชายฉกรรจ์สูงมากพอ แค่คอยสังเกตดูก็สามารถมองเห็นลำแสงไหลกระเพื่อมเป็ นระลอกได้ทุกหนทุกแห่ง บุรุษจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ “การป้องกันของที่แห่งนี้ออกจะเกินกว่าเหตุไปสักหน่อย สถานที่อื่นๆ ที่เหลือก็มีมาตรฐานเดียวกันนี่หรือ?”

ค่ายกลทับซ้อนซ้ำทับค่ายกลทับซ้อน มิดชิดไร้ช่องโหว่ ไม่มีมีความกังวลที่ว่าระหว่างค่ายกลจะเกิดการปะทะขัดแย้งกันเลยแม้แต่น้อย พูดถึงแค่ค่ายกลหนึ่งในนั้นก็เป็ นค่ายกลใหญ่ห้าธาตุห้าแห่งที่ทับซ้อนกันเป็ นหนึ่งค่ายกล ประณีติลึกล้าและเปี่ยมไปด้วยปัญญา

ผู้เฒ่าพยักหน้า “สถานที่ทั้งหลาย ความแตกต่างมีขีดจำกัด อีกทั้งทุกวันยังจะต้องเพิ่มแต่ละชั้นให้หนาขึ้น ผู้ฝึกตนยอดเขาพวกนั้นต่างก็ต้องการหน้าตา จิตใจทะเยอทะยานชอบเปรียบเทียบแข่งขันกับผู้อื่นมีสูง ไม่ยอมขายหน้า ทางฝั่งของใต้หล้าไพศาลไม่เคยขาดบุคคลมหัศจรรย์ ทุกวันนี้ก็ไม่ขาดเงินเทพเซียนเหมือนกัน”

ชายฉกรรจ์ถามอย่างเป็ นกังวล “สหายจือสือ บอกมาให้แน่ชัดสักคำเถอะว่า หากข้าถูกรุมซ้อม เจ้าจะรับผิดชอบหรือไม่?”

ผู้เฒ่าย้อนถาม “คำพูดของข้าแต่ไหนแต่ไรมาก็เชื่อถือไม่ได้ เจ้ายังต้องการคำยืนยันอีกหรือไม่ล่ะ?”

ชายฉกรรจ์ถอนหายใจยาวเหยียด “นับเจ้าเป็ นสหาย ตาบอดยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก”

ผู้เฒ่ากล่าว “ปากเหม็นขนาดนี้ ทำไม ก่อนจะมาเคยมุดเข้าใต้กระโปรงของหย่างจื่อหรือไม่ก็กวนอิ่มาก่อนหรือ?”

ชายฉกรรจ์ยอมแพ้ ได้แต่ปิดปากเงียบแต่โดยดี

ขยับเข้าใกล้สถานที่แห่งหนึ่ง ผู้เฒ่าก็กระตุกคอเสื้อเบาๆ จัดชายแขนเสื้อให้เรียบร้อย

ชายฉกรรจ์รู้สึกเหมือนได้เปิดโลกกว้าง ไม่เสียแรงที่เดินทางมาในครั้งนี้

หยวนไหว้หลางของกรมกลาโหมคนหนึ่งของต้าหลีกำลังสอนหนังสือให้กับคนเกือบร้อยคน ในมือถือไม้ชี้ภาพวาด อธิบายและวิเคราะห์ย้อนหลังเกี่ยวกับผลได้ผลเสียของทั้งสองฝ่ายจากสนามรบบางแห่งเมื่อไม่นานมานี้

คนที่นั่งกันอยู่มีทั้งนักปราชญ์และวิญญูชนของสำนักศึกษา ผู้หลอมลมปราณของร้อยสำนัก และยิ่งมีแม่ทัพบู๊ของทวีปต่างๆ ที่ปกครองกองทัพ

ใน “ห้องเรียน” ไม่มีที่นั่งว่างเหลืออยู่แล้ว

หลี่ไหวนั่งอยู่ในมุมติดกับหน้าต่าง ฟังถึงตอนที่สำคัญก็จะยกพู่กันขึ้นจดบันทึกไว้เสมอ

สำหรับเรื่องของการจัดวางกองกำลัง แม้หลี่ไหวจะไม่เชี่ยวชาญแต่กลับชอบมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจึงตั้งใจฟังคาบเรียนนี้มากเป็ นพิเศษ

ผู้เฒ่าร่างผอมแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก กรอบตาลึกโบ๋เอาสองมือไพล่หลัง เขย่งปลายเท้าอยู่นอกหน้าต่าง “มองดู” หลี่ไหวที่ก้มหน้าก้มตาเขียนตัวอักษรอยู่ที่โต๊ะ

ข้างกายผู้เฒ่า หรือควรจะพูดให้ถูกต้องคือข้างเท้า ยังมีบุรุษวัยกลางคนร่างแข็งแกร่งกายาอีกคนนั่งเอาหลังพิงมุมกำแพง มือหนึ่งคว้าดินกำหนึ่งมาไว้ในฝ่ามือแล้วถูมันช้าๆ

ตาเฒ่าเอ่ยอย่างลำพองใจ “เหมยหมิงจื่อ (ไม่มีชื่อ) ลูกศิษย์คนนี้ของข้าเป็ นอย่างไรบ้าง?”

บุรุษวัยกลางคนที่ถูกเรียกสัพยอกว่า “เหมยหมิงจื่อ” รู้สึกสงสัยเหลือเกิน เขาคลายมือออก ลุกขึ้นยืนถามว่า “อะไร “เป็ นอย่างไร?” คุณสมบัติในการฝึกตน? ฐานกระดูกแต่กำเนิด? จิตวิญญาณที่กลมกลืนอยู่กับกลิ่นอายแห่งมรรคา? คนหนุ่มผู้นี้ล้วนไม่อย่างไรในทุกๆ ข้อ

ผู้เฒ่าคร้านจะพูดอะไรอีก

หลี่ไหวสังเกตเห็นเงาบนโต๊ะก็เงยหน้าขึ้น แล้วก็พลันเห็นศีรษะสองหัวตรงหน้าต่าง เขาตกใจสะดุ้งโหยง พอเห็นชัดแล้วว่าเป็ นเฒ่าหูหนวกก็วางพู่กันลง นวดคลึงข้อมือ

บทที่ 1140.4 แมลงเม่าเห็นฟ้ าคราม
ชายฉกรรจ์ยิ้มเอ่ย “หลีโก้วยังรออยู่ที่พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเจ้าอยู่นะ”

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!