เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1143

บทที่ 1143.3 สถานที่ที่สำนักการทหารต้องช่วงชิง
อีกคนหนึ่งก็คือปัญญาชนทางทิศเหนือที่ออกเดินทางไกลมาขอศึกษาต่อที่สำนักศึกษากวานหูในภาคกลางของแจกันสมบัติทวีป คือบัณฑิตจากต้าหลีที่มีปณิธานยิ่งใหญ่ยาวไกล คิดอยากจะอาศัยความรู้ที่แท้จริงมาช่วงชิงยศวิญญูชนจากสำนักศึกษา และภายหลังบัณฑิตคนนี้ก็ไปเกิดใหม่ เคยใช้สถานะของขุนนางต้าหลีถือโคมไว้ในมือ ไปพบเจอกับผีสาวสวมชุดแต่งงานที่เรียกตัวเองว่า “ฉู่ฮูหยิน” ผู้นั้น

ทางฝั่งของใบถงทวีป ลู่ฝางผู้ฝึกกระบี่ที่เคยไปหาประสบการณ์ในพื้นที่มงคลดอกบัว

ฝูเหยาทวีป จักรพรรดิในโลกมนุษย์คนหนึ่งที่สวมเสื้อเกราะต้าซวง ทุกวันนี้ตัวอยู่ในใต้หล้าห้าสี แต่ชาติก่อนของคนผู้นี้กลับเป็นผู้หลอมลมปราณที่มาจากพื้นที่มงคลของเกาะทองทวีป

ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางก็คือจางเถียวเสียอดีตบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธ์

ร่างแยกร่างสุดท้ายที่อยู่ในใต้หล้าไพศาลก็คือสิงกวานหาวซู่ ส่วนใต้หล้ามืดสลัวนั้นมีผู้บรรลุมรรคาที่มีชื่อจริงว่าจูต้าจ้วง คนผู้นี้มีฉายาเยอะมากยกตัวอย่างเช่น “ลวี่ผิง” ตอนนี้คือบุคคลอันดับหนึ่งบนภูเขาของหรูโจว

เจิ้งจวีจงหยุดเดิน ยิ้มเอ่ยว่า

“หวงเจิ้นกำลังเฝ้าตอรอกระต่าย เขามีความทะเยอทะยานสูงมาก แผนการที่แท้จริงของเขาไม่ใช่เพื่อสร้างความสะอิดสะเอียนให้กับเฉินผิงอันเท่านั้น เขายังอยากจะลองฆ่าเจ้าลัทธิลู่ดูด้วย”

คนบางคนบนโลกใบนี้ เคยต้องกลืนกินความขมขื่นยากลำบากมาก่อนก็เลยคิดอยากจะกินคนดูบ้าง น่าเสียดายที่หวงเจิ้นยังขี้ขลาดไปสักหน่อย โอกาสมาส่งให้ถึงหน้าบ้านแล้วกลับไม่กล้าคว้าเอาไว้ จิตแห่งมรรคายังคงหวาดระแวงกลัวว่าเจิ้งจวีจงจะเป็นนกขมิ้นที่รออยู่เบื้องหลัง นี่ก็ไม่แปลก หากหวงเจิ้นใจกล้ามาโดยตลอด เกรงว่าคงไม่ได้เจอเขากับลู่เฉินแล้ว

สีหน้าลู่เฉินไม่ยี่หระ หยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ ฉีกกระดาษหน้าหนึ่งออกมาและเพียงไม่นานก็พับเป็นโคมกระดาษรูปดอกบัว มือถือประคองโคมดอกบัว ลู่เฉินพลันถามว่า

“จากแผนการของชุยฉาน หากสังหารเจียงเซ่อแล้ว วันหน้าใครจะเป็นผู้นำของสำนักการทหาร?”

เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ

“ในเมื่อลู่เฉินเกียจคร้าน ไฉนต้องซักถามให้รู้ถึงที่สุดด้วยเล่า”

ลู่เฉินเป่าลมใส่โคมดอกไม้เบาๆ หนึ่งที คำว่าเจวี๋ย อ่านได้สองแบบ แตกต่างกันราวฟ้ากับดินหรือ? ออกเสียงต่างแต่ความหมายเหมือนกันหรือ? สายตาของลู่เฉินที่อยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาเลื่อนลอยไปครู่หนึ่ง ผลักออกไปเบาๆ หนึ่งที เหมือนปล่อยโคมลงไปในแม่น้ำ ชีวิตคนเราคล้ายตะเกียงดวงหนึ่ง……

เจียงเซ่อถูกบังคับกระชากเข้ามาในสถานที่แห่งหนึ่ง คือซากปรักสนามรบโบราณที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตสิ้นสุด ท้องฟ้าเป็นสีเขียวมรกตจนราวกับว่าจะคั้นเป็นน้ำหยดลงมาบนพื้นดินได้ สามารถมองเห็นหอบินทะยานที่เชื่อมโยงถึงแผ่นฟ้าแห่งหนึ่งซึ่งเคยทำให้เซียนดินกลายเป็นเทพได้

นอกจากนี้มองไกลๆ ไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็ยังเห็นเสาสวรรค์เอนเอียงที่เชื่อมต่อก้อนเมฆและก้อนดินเข้าด้วยกัน ไม่มีความรู้สึกโรยราอ่อนแรงใดๆ กลับกันพลังอำนาจยังคงกร้าวแกร่ง บนทะเลเมฆแต่ละชั้นเหมือนถูกแกะสลักไว้ด้วยตัวอักษรหลากสี เสียงฟ้าคำรณอื้ออึงดังก้องเป็นระลอก ในยุคบรรพกาลอันห่างไกล ทวยเทพแห่งฟ้าดินมีการจัดขบวนเรียงรายแน่นขนัด มรรคกถาไหลรินต่อเนื่องไม่ขาดสาย มนุษย์อยู่อาศัยท่ามกลางเหล่าเทพ

มีการสร้างกระแสน้ำวนรุนแรงไม่หยุดนิ่งในแม่น้ำแห่งกาลเวลาให้กับเจียงเซ่อกับเรือราตรีลำที่ยังคงท่องอยู่ในทะเลของไพศาลลำนั้น มองดูคล้ายระยะห่างเล็กบางเหมือนแผ่นกระดาษกั้นขวาง แต่แท้จริงแล้วกลับห่างไกลเกินกว่าจะจินตนาการได้ถึง สองสถานที่นี้เมื่ออยู่บนมรรคาก็ไม่อาจใช้ระยะห่างหนึ่งพันล้านลี้มาคำนวณได้แล้ว สนามรบที่เป็นจุดเริ่มต้นศึกของน้ำและไฟ

เจียงเซ่อเอา “โพ่เจิ้น” หอกยาวในมือทิ่มลงไปบนพื้นแรงๆ อาศัยสิ่งนี้มาทดสอบว่าฟ้าดินแห่งนี้เป็นของจริงหรือของปลอม ผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจนอย่างมาก จริงจนจริงไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ดี! ดีเหลือเกิน ตรงกับความต้องการของข้าพอดี!

เจียงเซ่อถูกบีบให้ต้องมาอยู่ที่นี่ กลิ่นอายความโบราณอันหนาแน่นที่คุ้นเคยอย่างถึงที่สุดขุมหนึ่งแผ่ปกคลุมจิตใจ นี่ก็ยิ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ของปลอมหรือเวทอำพรางตาอะไร แม้ว่าจะไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับกันยังฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิม แต่กระนั้นเส้นเอ็นหัวใจของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารที่เคยผ่านมาร้อยสมรภูมิรบผู้นี้ก็ยังอดขึงตึงไม่ได้ ไม่กล้าดูแคลนแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็จัดขบวนทัพใหญ่โตขนาดนี้แล้ว ชักนำให้เกิดภาพเหตุการณ์ผิดปกติระหว่างฟ้าดิน ในที่สุดส่วนลึกในใจของเจียงเซ่อก็มองเจ้าเด็กแซ่เฉินเป็นศัตรูที่สามารถแบ่งแพ้ชนะกันได้เป็นครั้งแรก

เพียงแต่ไม่นานเจียงเซ่อก็อดนึกไปถึงเรื่องราวและคนรู้จักเก่ามากมายไม่ได้ เห็นว่าเจ้าบ้านยังคงเดินเนิบช้าลงมาจากขั้นบันได ราวกับว่ายังไม่มีความคิดที่จะลงมือ เจียงเซ่อไม่คิดจะกักเก็บความคิดที่เหมือนม้าพยศแล่นเตลิดไม่ออกควบคุม ปล่อยให้ตัวเองใจลอยไปครู่หนึ่ง ทว่าหลังจากที่คืนสติกลับมา เจียงเซ่อก็ทรุดตัวลงนั่งยอง สองนิ้วขยุ้มดินขึ้นมาเล็กน้อย ก้อนเมฆล่องลอยกลับคืนสู่ดินแดนแห่งสวรรค์ มหาสมุทรกว้างใหญ่กลายเป็นฝุ่นผงเวลายาวนานหมื่นปี เหมือนผ่านไปเพียงชั่วพริบตา

เจียงเซ่อขยับสายตามองไปด้านบน มองไปยังบุรุษที่กำลังจะเดินมาถึงบันไดขั้นล่างสุดของเส้นทางเทพ ช่างเป็นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด เป็นร่างทองที่ไร้มลทิน เป็นตำแหน่งเทพที่เหนือกว่าผู้ใด…ในที่สุดก็กินดื่มอิ่มหนาแล้ว? ยิ่งนานวันก็ยิ่งเป็นครึ่งของหนึ่งนั้นแล้วหรือ ดวงตาสีทองบริสุทธิ์คู่นั้น เรือนกายเพรียวยาว สวมชุดสีเขียว สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ ลมปราณแห่งมรรคายิ่งใหญ่ไพศาล จิตสมบูรณ์พลังลมปราณเต็มเปี่ยมเขาเงียบงัน จ้องมองเจียงเซ่ออยู่เนิ่นนาน

เจียงเซ่อสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ลุกขึ้นยืน ปัดฝ่ามือ กวาดตามองไปรอบด้าน เพียงแค่การกระทำง่ายๆ อย่างการปัดมือ พื้นดินรอบด้านเจียงเซ่อก็มีพายุมังกรหมุนหลายลูกผุดขึ้นมา พลังอำนาจม้วนหอบไปข้างนอกอย่างดุดัน ฝุ่นบนพื้นปลิวคลุ้ง มังกรหมุนจากพื้นดินสูงหลายพันจิ้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับอาณาเขตของพื้นที่แห่งนี้แล้ว พวกมันก็ยังคงเล็กจ้อยเหมือนต้นหญ้า มากพอจะแสดงให้เห็นถึงฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ของที่แห่งนี้ สนามรบแห่งนี้กว้างไพศาลเพียงใด ใจของเจียงเซ่อก็กว้างตามไปด้วยเท่านั้น เขายิ้มเอ่ยว่า

“เจ้าบ้านรับรองแขกอย่างเหมาะสม เป็นสถานที่ที่ดีในการปล่อยหมัดยืดขาจริงๆ”

ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ได้รีบร้อนลงมือ เหตุผลก็เรียบง่ายมาก แน่นอนว่าแต่ละคนต่างก็มีสิ่งที่ตัวเองต้องการ การเข่นฆ่าที่เกิดขึ้นกะทันหันครั้งนี้ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้องส่งผลกระทบลึกล้ำยาวไกล การมาพบเจอกันบนทางแคบ การช่วงชิงกันบนมรรคา ไม่ว่าฝ่ายใดก็ไม่ยินดีจะให้เกิดช่องโหว่ ฟ้าดินพลันขยายกว้าง แสงสีทองที่พลังอำนาจน่านครั่นคร้ามเส้นหนึ่งพุ่งลงมาจากท้องฟ้า ทำลายตราผนึกกั้นขวาง พริบตาเดียวก็หล่นลงบนขั้นบันไดของเส้นทางเทพ ฟ้าดินทั้งแห่งโยกคลอนไม่หยุด

เห็นเพียงว่าสตรีชุดขาวที่เรือนกายสูงใหญ่ ภูษาพลิ้วสะบัดคนหนึ่งมาเผยกายอยู่ข้างกายเฉินผิงอัน เพียงแต่ว่าตำแหน่งที่นางยืนอยู่ต่ำกว่าหนึ่งขั้นบันได ทว่าส่วนสูงของสองฝ่ายกลับใกล้เคียงกัน นางปรายตามองเจียงเซ่อที่ตัวเล็กเท่าเมล็ดงา ยิ้มบางๆ เอ่ยกับเฉินผิงอันว่า

“นายท่าน”

เฉินผิงอันสีหน้าไร้อารมณ์ เดินลงขั้นบันไดมาขั้นหนึ่ง พยักหน้าเอ่ย

“สัญญาร้อยปีจำต้องมาถึงก่อนล่วงหน้า”

การมาเยือนของผู้ครองกระบี่ชักนำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือนรุนแรงมากขึ้นทุกที ประหนึ่งมีภูเขาลูกใหญ่ยักษ์กระแทกลงไปในทะเลสาบ กระแสปราณแห่งกาลเวลาถูกกระแทกจนแหลกสลายไป เจียงเซ่อยืนนิ่งไม่ขยับอยู่ที่เดิม ปล่อยให้ปราณแห่งมรรคาชักกวาดเข้ามา พายุมังกรหมุนสองตัวที่บังเอิญขวางอยู่บนเส้นทางพลันถูกกระแสน้ำของแม่น้ำยาวเส้นนั้นกระแทกชนจนแตก เจียงเซ่อหรี่ตาลง ปณิธานกระบี่หาที่สิ้นสุดไม่ได้พุ่งกระโจนมาใส่หน้า เจียงเซ่อถึงขั้นไม่ได้ชักหอกยาวที่ปักตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดินด้านหน้าตัวเองขึ้นมา

ปล่อยให้ปราณกระบี่พัดกระแทกผ่านไป ชายแขนเสื้อสองข้างสะบัดพึ่บพับ มีเสียงผ้าขาดเบาๆ ดังมาแว่วๆ ทว่าเรือนกายของเจียงเซ่อกลับยังคงนิ่งตระหง่านไม่ไหวติง ประดุจเสาหินกลางแม่น้ำที่แยกแม่น้ำยาวไหลบ่าเส้นหนึ่งออกจากกัน ครู่หนึ่งต่อมา เจียงเซ่อมีสีหน้าเป็นปกติ เพียงแค่ยกมือขึ้นโบกง่ายๆ ไม่กี่ที ปณิธานกระบี่ที่เหลืออยู่บนร่างก็ถูกซัดจนแหลก แสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนรอบด้านสายไหวไม่อยู่นิ่ง

“หากไม่เป็นเพราะผู้ครองกระบี่ต่อสู้กับผู้สวมเสื้อเกราะที่นอกฟ้าไปรอบหนึ่ง ข้าคงนึกว่าถูกคู่สุนัขชายหญิงอย่างพวกเจ้าข่มขู่ให้กลัวเสียแล้ว”

บทที่ 1143.3 สถานที่ที่สำนักการทหารต้องช่วงชิง 1

บทที่ 1143.3 สถานที่ที่สำนักการทหารต้องช่วงชิง 2

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!