“หวงเจิ้น เจ้าสามารถเดาความคิดของพวกเราได้หรือ?”
ลู่เฉินหัวเราะร่า
“เจ้านครเจิ้งสามารถตัดคำว่า “พวก” ออกไปได้เลย”
หวงเจิ้นถาม
“เจ้านครเจิ้งเดินทางมาที่นี่ ยอมให้ตบะถูกลดทอนไปอย่างไม่เสียดายเพราะพยายามจะทวนกระแสน้ำ ตามหาโอกาสที่เหมาะสมในการสังหารเจ้าลัทธิอวี๋หรือ?”
ลู่เฉินหนังตากระตุกริกๆ
เจิ้งจวีจงส่ายหน้า
“ในเมื่อทิ้งชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ได้แล้ว การแปะทองลงบนหน้าจึงไม่มีความหมายใดๆ”
ลู่เฉินโล่งอก
หวงเจิ้นกล่าวต่ออีกว่า
“ถ้าอย่างนั้นเจ้านครเจิ้งจากไปแล้ว กลับคืนมาอีกครั้ง เพราะต้องการอะไรกันแน่? หากอยากจะถามเรื่องในอนาคต ก็โปรดอภัยที่ไม่อาจทำตามคำสั่งเผยแพร่ความลับสวรรค์ ผลลัพธ์ที่ตามมายากจะคาดเดา”
เจิ้งจวีจงกล่าว
“ก็แค่อยากช่วยเจ้าลัทธิลู่หาคนมาคุยด้วยเท่านั้น”
บนเส้นทางไม่กล้าพบเจอเจิ้ง
สีหน้าของหวงเจิ้นซับซ้อน ผ่านไปอีกแค่ไม่กี่ปี ตัวเลือกของสิบผู้กล้าและตัวสำรองในใต้หล้าแห่งใหม่จะออกจากเตาแล้ว จำนวนครึ่งหนึ่งนั้นถือว่าสมเหตุสมผล อีกครึ่งหนึ่งกลับอยู่นอกเหนือจากการคาดการณ์
ลู่เฉินถามชวนคุย
“ไอ้หมอนี่คล้ายคลึงกับเฉินผิงอันตอนเด็กที่รับถังหูลู่ไม้นั้นไปหรือ?”
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย
“ประมาณนั้น”
ลู่เฉินยกมือขึ้น สะบัดชายแขนเสื้อชุดคลุมเต๋า แสร้งทำท่าทำมุทราคำนวณแล้วจุ๊ปาก
“ความเกลียดแค้นอย่างแรก คืออาฆาตแค้นที่มารดาของตนไม่อาจทวงเงินมาจากหร่วนซิ่วได้ เด็กหนุ่มคิดไปคิดมาก็ไม่กล้าเกลียดแค้นบุตรสาวของอริยะสำนักการทหารที่สูงส่งเกินกว่าจะปีนป่าย จึงเอาบัญชีไปคิดลงบนหัวของเฉินผิงอันที่เป็นคนวัยเดียวกัน อิจฉาที่ฝ่ายหลังเหยียบโชคดีขี้หมารุ่งเรืองร่ำรวยขึ้นมาได้ เกลียดที่เขาได้รู้จักสตรีอย่างหร่วนซิ่ว ความเกลียดแค้นที่สอง หลังจากผ่านไปนานหลายปี ตั้งใจดำเนินการอย่างยากลำบาก สูงไม่ได้ต่ำก็ไม่สำเร็จ คนวัยกลางคนกว่าจะปลุกความกล้าขึ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย พอไปที่หน้าประตูภูเขาของภูเขาลั่วพั่วกลับถูกเหตุผลที่ว่าปิดภูเขายี่สิบปีปฏิเสธไปอย่างละมุนละม่อม ตัดขาดเส้นทางของการเดินขึ้นเขาฝึกตนกลายเป็นเซียน ระหว่างทางกลับบ้านที่ตัวเมือง บนใบหน้ารู้สึกแสบร้อน เคียดแค้นที่ตัวเองต้องขายหน้าจนสิ้น ความอับอายทำให้ยิ่งเกลียดแค้นทุกคนและทุกเรื่องราวของภูเขาลั่วพั่ว ความเกลียดแค้นที่สาม เกลียดที่คนบ้านเดียวกันแซ่หลูได้ไปเป็นสุนัขรับใช้สกุลสวี่นครลมเย็น ยิ่งแค้นที่ตนเองไม่อาจกลายไปเป็นสุนัขรับใช้เหมือนกันได้ ความแค้นเก่าความแค้นใหม่และความไม่พอใจมากมายต่อจากนั้น….ผินเต้าคำนวณไม่ออกแล้ว”
ถูกลู่เฉินเปิดโปงความลับ หวงเจิ้นกลับมีสีหน้าเป็นปกติ เอ่ยแค่ประโยคเดียวว่า
“ขนาดตัวเขาเองยังยอมรับว่าตัวเองกินข้าวร้อยบ้านถึงรอดชีวิตมาได้”
เจิ้งจวีจงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“การแก้แค้นคือทางสายตรงที่สามารถทำให้ใจคนมีสมาธิไร้ความวอกแวกได้มากที่สุด”
ลู่เฉินสะท้อนใจยิ่งนัก มองคนตรงหน้าผู้นี้ จะดีจะชั่วก็เป็นขอบเขตสิบสี่ที่แท้จริงแล้ววางแผนอย่างตั้งใจมานานหลายปี ถึงขั้นยอมกักขังตัวเองไว้ในสถานที่แคบๆ อย่างไม่เสียดาย เป็นผีเฝ้าศพที่สภาพร่อแร่ปางตาย จะต้องเคียดแค้นอาฆาตเจ้าขุนเขาเฉินที่เป็นคนบ้านเดียวกันมากปานใดกันนะ
พวกเขาออกไปจากที่แห่งนี้ ไปยังอาณาเขตที่อยู่ของหุนเจ่อ หวงเจิ้นมองแผ่นหลังของผู้ฝึกตนสองคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกวานดอกบัวที่ลู่เฉินสวมไว้บนหัว แล้วหัวเราะเสียงแผ่ว
“เป็นเกียรติที่ได้พบ”
เจิ้งจวีจงถาม
“ปีนั้นเจ้าลัทธิลู่ได้เห็นม้วนภาพของแม่น้ำแห่งกาลเวลาส่วนใหญ่แล้วยังจำได้หรือไม่ว่าเฉินผิงอันแห่งตรอกหนีผิง ตอนที่เกิดมามีน้ำหนักตัวเท่าไร?”
ลู่เฉินนวดคลึงปลายคาง หยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า
“ดูเหมือนว่าจะเป็นเจ้าอ้วนน้อย หนักประมาณเจ็ดจิน”
(ประมาณสามจุดห้ากิโลกรัม)
แต่ครั้งแรกที่ได้เจอกัน เด็กหนุ่มกลับถูกแดดเผาจนตัวดำเหมือนถ่าน ผอมแห้งเหมือนท่อนไม้ไผ่
ก่อนหน้านี้อยู่ในวัดของนิกายวินัย หนึ่งในร่างแยกของเฉินผิงอัน ก่อนจะจากลากันได้ถามคำถามบางอย่างต่อหลวงจีนที่เป็นเจ้าอาวาส
“ขอถามเจตนารมณ์ของบรรพจารย์ที่มาจากตะวันตก”
“ข้าวสารของต่างถิ่นราคาเท่าไร?”
“ขอถามท่านหลวงจีน การค่อยๆ ฝึกฝนกับการตระหนักรู้อย่างฉับพลันคือทางสายเดียวหรือสองสาย?”
“ประสก เงินหนึ่งเหวินคือกี่เหวิน?”
ภิกษุเฒ่าย้อนถามปัญญาชนที่มาคัดคัมภีร์ว่า
“ภูเขาบ้านเจ้า ขนบธรรมเนียมเป็นอย่างไร?”
ปัญญาชนวัยกลางคนตอบกลับไปสองประโยค
“ทำผิดก็แก้ไข ขาดสิ่งใดก็ขวนขวายให้ได้มา ไม่กลัวจะเกิดความคิด กลัวก็แต่จะรู้สึกตัวช้า”
สุดท้ายปัญญาชนถามเรื่องหนึ่งว่า
“หมื่นอาคมรวมเป็นหนึ่ง หนึ่งควรจะกลับไปที่ใด?”
หลวงจีนเฒ่ายกแขนขึ้น สองนิ้วประกบกันทำท่าเหมือนหยิบสิ่งของ ยิ้มตอบว่า
“หยิบเสื้อชิงโจวหนักเจ็ดจิน”
เจิ้งจวีจงกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าลัทธิลู่รู้หรือไม่ว่าปีนั้นที่พาเด็กๆ ทั้งหลายออกเดินทางไปขอศึกษาต่อ ระหว่างทางไปหยุดพักที่โรงเตี๊ยมตระกูลเซียนแห่งหนึ่งในแคว้นหวงถิง เฉินผิงอันได้เอ่ยประโยคหนึ่งที่กึ่งจริงกึ่งเท็จ หลอกซิ่วไฉเฒ่าที่เพิ่งรู้จักกันไปได้”
ลู่เฉินเอ่ยอย่างอ่อนใจ
“เรื่องพวกนี้ผินเต้าจะไปรู้ได้อย่างไร”
เจิ้งจวีจิงยิ้มเอ่ย
“เงินเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญ”
ลู่เฉินถามอย่างสงสัย
“สำคัญมากหรือ?”
เจิ้งจวีจงส่ายหน้า
“อันที่จริงไม่ได้สำคัญอะไรเลย ก็แค่คิดแล้วไม่เคยเข้าใจเสียที”

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!