เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1143

บทที่ 1143.2 สถานที่ที่สำนักการทหารต้องช่วงชิง
เจิ้งจวีจงยิ้มย้อนถาม

“หวงเจิ้น เจ้าสามารถเดาความคิดของพวกเราได้หรือ?”

ลู่เฉินหัวเราะร่า

“เจ้านครเจิ้งสามารถตัดคำว่า “พวก” ออกไปได้เลย”

หวงเจิ้นถาม

“เจ้านครเจิ้งเดินทางมาที่นี่ ยอมให้ตบะถูกลดทอนไปอย่างไม่เสียดายเพราะพยายามจะทวนกระแสน้ำ ตามหาโอกาสที่เหมาะสมในการสังหารเจ้าลัทธิอวี๋หรือ?”

ลู่เฉินหนังตากระตุกริกๆ

เจิ้งจวีจงส่ายหน้า

“ในเมื่อทิ้งชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ได้แล้ว การแปะทองลงบนหน้าจึงไม่มีความหมายใดๆ”

ลู่เฉินโล่งอก

หวงเจิ้นกล่าวต่ออีกว่า

“ถ้าอย่างนั้นเจ้านครเจิ้งจากไปแล้ว กลับคืนมาอีกครั้ง เพราะต้องการอะไรกันแน่? หากอยากจะถามเรื่องในอนาคต ก็โปรดอภัยที่ไม่อาจทำตามคำสั่งเผยแพร่ความลับสวรรค์ ผลลัพธ์ที่ตามมายากจะคาดเดา”

เจิ้งจวีจงกล่าว

“ก็แค่อยากช่วยเจ้าลัทธิลู่หาคนมาคุยด้วยเท่านั้น”

บนเส้นทางไม่กล้าพบเจอเจิ้ง

สีหน้าของหวงเจิ้นซับซ้อน ผ่านไปอีกแค่ไม่กี่ปี ตัวเลือกของสิบผู้กล้าและตัวสำรองในใต้หล้าแห่งใหม่จะออกจากเตาแล้ว จำนวนครึ่งหนึ่งนั้นถือว่าสมเหตุสมผล อีกครึ่งหนึ่งกลับอยู่นอกเหนือจากการคาดการณ์

ลู่เฉินถามชวนคุย

“ไอ้หมอนี่คล้ายคลึงกับเฉินผิงอันตอนเด็กที่รับถังหูลู่ไม้นั้นไปหรือ?”

เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย

“ประมาณนั้น”

ลู่เฉินยกมือขึ้น สะบัดชายแขนเสื้อชุดคลุมเต๋า แสร้งทำท่าทำมุทราคำนวณแล้วจุ๊ปาก

“ความเกลียดแค้นอย่างแรก คืออาฆาตแค้นที่มารดาของตนไม่อาจทวงเงินมาจากหร่วนซิ่วได้ เด็กหนุ่มคิดไปคิดมาก็ไม่กล้าเกลียดแค้นบุตรสาวของอริยะสำนักการทหารที่สูงส่งเกินกว่าจะปีนป่าย จึงเอาบัญชีไปคิดลงบนหัวของเฉินผิงอันที่เป็นคนวัยเดียวกัน อิจฉาที่ฝ่ายหลังเหยียบโชคดีขี้หมารุ่งเรืองร่ำรวยขึ้นมาได้ เกลียดที่เขาได้รู้จักสตรีอย่างหร่วนซิ่ว ความเกลียดแค้นที่สอง หลังจากผ่านไปนานหลายปี ตั้งใจดำเนินการอย่างยากลำบาก สูงไม่ได้ต่ำก็ไม่สำเร็จ คนวัยกลางคนกว่าจะปลุกความกล้าขึ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย พอไปที่หน้าประตูภูเขาของภูเขาลั่วพั่วกลับถูกเหตุผลที่ว่าปิดภูเขายี่สิบปีปฏิเสธไปอย่างละมุนละม่อม ตัดขาดเส้นทางของการเดินขึ้นเขาฝึกตนกลายเป็นเซียน ระหว่างทางกลับบ้านที่ตัวเมือง บนใบหน้ารู้สึกแสบร้อน เคียดแค้นที่ตัวเองต้องขายหน้าจนสิ้น ความอับอายทำให้ยิ่งเกลียดแค้นทุกคนและทุกเรื่องราวของภูเขาลั่วพั่ว ความเกลียดแค้นที่สาม เกลียดที่คนบ้านเดียวกันแซ่หลูได้ไปเป็นสุนัขรับใช้สกุลสวี่นครลมเย็น ยิ่งแค้นที่ตนเองไม่อาจกลายไปเป็นสุนัขรับใช้เหมือนกันได้ ความแค้นเก่าความแค้นใหม่และความไม่พอใจมากมายต่อจากนั้น….ผินเต้าคำนวณไม่ออกแล้ว”

ถูกลู่เฉินเปิดโปงความลับ หวงเจิ้นกลับมีสีหน้าเป็นปกติ เอ่ยแค่ประโยคเดียวว่า

“ขนาดตัวเขาเองยังยอมรับว่าตัวเองกินข้าวร้อยบ้านถึงรอดชีวิตมาได้”

เจิ้งจวีจงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“การแก้แค้นคือทางสายตรงที่สามารถทำให้ใจคนมีสมาธิไร้ความวอกแวกได้มากที่สุด”

ลู่เฉินสะท้อนใจยิ่งนัก มองคนตรงหน้าผู้นี้ จะดีจะชั่วก็เป็นขอบเขตสิบสี่ที่แท้จริงแล้ววางแผนอย่างตั้งใจมานานหลายปี ถึงขั้นยอมกักขังตัวเองไว้ในสถานที่แคบๆ อย่างไม่เสียดาย เป็นผีเฝ้าศพที่สภาพร่อแร่ปางตาย จะต้องเคียดแค้นอาฆาตเจ้าขุนเขาเฉินที่เป็นคนบ้านเดียวกันมากปานใดกันนะ

พวกเขาออกไปจากที่แห่งนี้ ไปยังอาณาเขตที่อยู่ของหุนเจ่อ หวงเจิ้นมองแผ่นหลังของผู้ฝึกตนสองคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกวานดอกบัวที่ลู่เฉินสวมไว้บนหัว แล้วหัวเราะเสียงแผ่ว

“เป็นเกียรติที่ได้พบ”

เจิ้งจวีจงถาม

“ปีนั้นเจ้าลัทธิลู่ได้เห็นม้วนภาพของแม่น้ำแห่งกาลเวลาส่วนใหญ่แล้วยังจำได้หรือไม่ว่าเฉินผิงอันแห่งตรอกหนีผิง ตอนที่เกิดมามีน้ำหนักตัวเท่าไร?”

ลู่เฉินนวดคลึงปลายคาง หยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า

“ดูเหมือนว่าจะเป็นเจ้าอ้วนน้อย หนักประมาณเจ็ดจิน”

(ประมาณสามจุดห้ากิโลกรัม)

แต่ครั้งแรกที่ได้เจอกัน เด็กหนุ่มกลับถูกแดดเผาจนตัวดำเหมือนถ่าน ผอมแห้งเหมือนท่อนไม้ไผ่

ก่อนหน้านี้อยู่ในวัดของนิกายวินัย หนึ่งในร่างแยกของเฉินผิงอัน ก่อนจะจากลากันได้ถามคำถามบางอย่างต่อหลวงจีนที่เป็นเจ้าอาวาส

“ขอถามเจตนารมณ์ของบรรพจารย์ที่มาจากตะวันตก”

“ข้าวสารของต่างถิ่นราคาเท่าไร?”

“ขอถามท่านหลวงจีน การค่อยๆ ฝึกฝนกับการตระหนักรู้อย่างฉับพลันคือทางสายเดียวหรือสองสาย?”

“ประสก เงินหนึ่งเหวินคือกี่เหวิน?”

ภิกษุเฒ่าย้อนถามปัญญาชนที่มาคัดคัมภีร์ว่า

“ภูเขาบ้านเจ้า ขนบธรรมเนียมเป็นอย่างไร?”

ปัญญาชนวัยกลางคนตอบกลับไปสองประโยค

“ทำผิดก็แก้ไข ขาดสิ่งใดก็ขวนขวายให้ได้มา ไม่กลัวจะเกิดความคิด กลัวก็แต่จะรู้สึกตัวช้า”

สุดท้ายปัญญาชนถามเรื่องหนึ่งว่า

“หมื่นอาคมรวมเป็นหนึ่ง หนึ่งควรจะกลับไปที่ใด?”

หลวงจีนเฒ่ายกแขนขึ้น สองนิ้วประกบกันทำท่าเหมือนหยิบสิ่งของ ยิ้มตอบว่า

“หยิบเสื้อชิงโจวหนักเจ็ดจิน”

เจิ้งจวีจงกล่าว

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าลัทธิลู่รู้หรือไม่ว่าปีนั้นที่พาเด็กๆ ทั้งหลายออกเดินทางไปขอศึกษาต่อ ระหว่างทางไปหยุดพักที่โรงเตี๊ยมตระกูลเซียนแห่งหนึ่งในแคว้นหวงถิง เฉินผิงอันได้เอ่ยประโยคหนึ่งที่กึ่งจริงกึ่งเท็จ หลอกซิ่วไฉเฒ่าที่เพิ่งรู้จักกันไปได้”

ลู่เฉินเอ่ยอย่างอ่อนใจ

“เรื่องพวกนี้ผินเต้าจะไปรู้ได้อย่างไร”

เจิ้งจวีจิงยิ้มเอ่ย

“เงินเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญ”

ลู่เฉินถามอย่างสงสัย

“สำคัญมากหรือ?”

เจิ้งจวีจงส่ายหน้า

“อันที่จริงไม่ได้สำคัญอะไรเลย ก็แค่คิดแล้วไม่เคยเข้าใจเสียที”

บุคคลที่สามารถ “เข้าตา” เฒ่าตาบอดได้ ล้วนเป็นยอดบุรุษแห่งยุคสมัยที่มีน้อยจนนับนิ้วได้เหมือนกันหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น ส่วนการซุ่มฆ่าล้อมสังหารที่มีต่อป๋ายเหย่ที่ฝูเหยาทวีป ป๋ายเหย่เองก็รู้ดีว่าเป็นหลุมพราง แต่กระนั้นก็ยังพกกระบี่มุ่งหน้าไป ตอนนั้นปีศาจใหญ่ราชาบนบัลลังก์เก่าของเปลี่ยวร้างแทบจะระดมกำลังกันออกมาทั้งหมด

จุดที่เป็นกุญแจสำคัญมากที่สุดก็คือภายใต้เงื่อนไขที่ได้ครอบครองฟ้าอำนวย ดินอวยพร คนสามัคคีมาจนครบถ้วน ล้อมสังหารผู้ที่เป็นที่ภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์คนนั้นตั้งแต่ต้นจนจบก็ล้วนเป็นโจวมี่ที่ควบคุมสถานการณ์ใหญ่ด้วยตัวเอง ก่อนจะท้าทายให้เกิดสงครามใหญ่ระหว่างสองใต้หล้า โจวมี่ที่อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างไปไหนมาไหนเพียงลำพัง กินใครก็คือกินเหมือนกันไม่ใช่หรือ จะยังต้องการผู้ช่วยอะไรอีกเล่า?

ต่อให้เป็นเจิ้งจวีจง ยามที่เอ่ยถึงป๋ายเหย่ก็ยังอดไม่ไหวทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจังว่า

“สามารถถูกโจวมี่เล่นงานแบบนี้ได้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น”

ลู่เฉินพยักหน้ารับรัวๆ เป็นไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก

“ผินเต้ามีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับป๋ายเหย่”

อยู่ดีๆ เจิ้งจวีจงก็เอ่ยมาประโยคหนึ่งว่า

“อยู่ในอาณาเขตของภูเขาเหอฮวาน เจ้าลัทธิลู่ถูกชะตากับ “ป๋ายเหมา” มากหรือ?”

ลู่เฉินไม่เข้าใจว่าทำไมเจิ้งจวีจงถึงถามเช่นนี้ เขาร้องหาหนึ่งที ก่อนถามว่า

“มีอะไรหรือ?”

เจิ้งจวีจงกล่าว

“บางครั้งก็อิจฉาการท่องเที่ยวอย่างอิสระเสรีของลู่เฉินจริงๆ”

ลู่เฉินยิ้มเอ่ย

“อันที่จริงคือขี้เกียจต่างหาก”

แจกันสมบัติทวีป แมวดำที่อยู่ในถ้ำสวรรค์หลีจูตัวนั้นมักจะปรากฏตัวในตรอกซิ่งฮวาบ่อยๆ และบางครั้งก็ไปที่ร้านตระกูลหยาง

ใบถงทวีป เฉินผิงอันพาเผยเฉียนออกไปจากพื้นที่มงคลดอกบัว ระหว่างที่เดินทางขึ้นเหนือ ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของเมืองเล็ก เผยเฉียนเคยเห็นแมวขาวตัวหนึ่งตรงหน้าต่าง ยังหยิบไม้เท้าเดินป่าไปทิ่มมัน ผลคือแม่นางน้อยตกใจสะดุ้งโหยง ที่แท้แมวขาวก็พูดภาษาคนได้ ยังด่านางว่านังเด็กบ้า

ลู่เฉินยิ้มพูดอย่างมีเลศนัย

“ใครเล่าจะคิดได้ว่าร่างที่จิตหยินในชาตินี้ของเจียงเซ่อไปสิงอยู่ จะเป็นสตรีคนหนึ่ง”

ระยะลงทัณฑ์หมื่นปี สิ้นสุดลง เจียงเซ่อก็ได้เผยกายบนโลกมนุษย์อีกครั้ง ทำไมถึงต้องไปหาเฉินชิงหลิวคนพิฆาตมังกร สำหรับบุคคลที่รู้เรื่องวงในมากมายอย่างลู่เฉินแล้ว เขาค่อนข้างจะเข้าใจได้ดี ต้องไม่ใช่อย่างที่โลกภายนอกคิดกันแน่นอน หากสามารถเป็นพันธมิตรกับเฉินชิงหลิวได้ เจียงเซ่อก็จะมีความสัมพันธ์ควันธูปกับนครจักรพรรดิขาวและเจิ้งจวีจง

และ “ร่างจริง” จิตหยินของเจียงเซ่อก็คือเซี่ยสือจี นี่เกี่ยวพันไปถึงแผนการลับอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับการสยบการาบปฐมบรรพบุรุษของสำนักการทหาร และตอนนั้นที่ทะยานลมอยู่เหนือมหาสมุทร เฉาสือและโต้วเฝิ่นเสียศิษย์พี่หญิงที่จะต้องผ่านช่องทางกุยซวีไปยังเปลี่ยวร้าง ได้เจอกับเจียงเซ่อที่ตกปลาอยู่บนทะเลเมฆ ข้างกายเจียงเซ่อยังมีจางเถียวเสียฉายาหลงป๋อติดตามมาด้วย

และการดำรงอยู่ของจางเถียวเสีย นี่ก็เกี่ยวพันไปถึงแผนการอีกอย่างหนึ่งของบรรพบุรุษรองสำนักการทหาร ตอนนั้นชุยฉานแบ่งแยกจิตวิญญาณออกเป็นสองส่วน “เด็กหนุ่มชุดขาว” ที่เดินเข้าไปในถ้ำสวรรค์หลีจู ตอนนั้นยังคงเรียกตัวเองว่าชุยฉานด้วยความภาคภูมิใจ มีเขารับหน้าที่ประลองหมากกับศิษย์น้องฉีจิ้งชุน ภายนอกคือการช่วงชิงบนมหามรรคาที่อันตรายอย่างถึงที่สุด ศิษย์พี่ศิษย์น้องกลายเป็นศัตรูกัน มองดูเหมือนฉีจิ้งชุนจะช่วงชิงระบบสืบทอดสายบุ๋นไป ใช้สิ่งนี้ยกขอบเขตให้สูงขึ้น ช่วยให้ราชสำนักต้าหลีสร้างกิจการใหญ่ทางใต้ได้สำเร็จ

ตอนนั้นชุยตงซานเคยแพร่งพรายความลับสวรรค์ส่วนหนึ่งกับอู๋ยวนลูกศิษย์ที่ไปรับหน้าที่เป็นนายอำเภอคนแรกของอำเภอไหวหวง ยกตัวอย่างให้ฟังสองข้อเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจที่ล้ำลึก การวางแผนที่ยาวไกลในการช่วงชิงมหามรรคาบนยอดเขา นอกจากเจียงเซ่อจะถูกผู้คนร่วมสังหาร ถูกช่วงชิงโชคชะตาบู๊ไป รักษาไว้ได้แค่จิตหยางกายนอกกายที่ให้จิตวิญญาณได้พึ่งพิง ส่วนจิตหยินก็ถูกวางไว้ในพื้นที่มงคลแห่งหนึ่งไปจุติอย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ ลดทอนพลังใจความฮึกเหิมไปทีละนิด

ส่วนบรรพจารย์รองสำนักการทหารผู้นั้น ความผิดสู้เจียงเซ่อไม่ได้ ระยะเวลาการลงทัณฑ์จึงสั้นกว่า ได้แต่ใช้วิญญาณที่เหลือส่วนเดียวครอบครองเรือนกายที่มีเลือดเนื้อ ยังสามารถรักษาสติให้แจ่มชัดไว้ได้ตลอดเวลา แต่อีกสามจิตหกวิญญาณที่เหลือกลับถูกจับแยก ถูกจับไปไว้ในพื้นที่มงคลเก้าแห่งของใต้หล้าไพศาลกับใต้หล้ามืดสลัว บ้างก็ฝึกตนบ้างก็ฝึกวรยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้หลอมลมปราณที่สละร่างไปจุติใหม่ หรือเป็นการตายตามปกติของปรมาจารย์วิถีวรยุทธ์ ผลสำเร็จของทุกคนในทุกชาติภพล้วนไม่ต่ำ และพวกเขาเก้าคนก็ยังไม่รู้ถึง “อดีตชาติ” และรากฐานมหามรรคาที่แท้จริงของตัวเอง

ลู่เฉินกล่าว

“เกี่ยวกับ “ร่างแยก” ของบรรพจารย์รองสำนักการทหาร ยังมีอีกสองคนที่ข้าเดาไม่ได้ว่าเป็นใคร”

เจิ้งจวีจงกล่าว

“ทุกครั้งที่มีเหตุเปลี่ยนแปลงของฟ้าอำนวย จะต้องชักนำการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เล็กเกิดขึ้นเสมอ ทำให้พวกเขากลายเป็นปลาที่หลุดลอดจากหว่างแหรอดพ้นจากสายตาของเหล่าอริยะไปได้อย่างราบรื่น เดิมทีเจ้าลัทธิลู่ก็ไม่ได้ใส่ใจ จะเดาไม่ได้ทั้งหมดก็เป็นเรื่องปกติมาก”

เก้าทวีปของไพศาลมีเพียงแจกันสมบัติทวีปที่อาณาเขตเล็กที่สุดเท่านั้นที่ได้ครอบครองศาลบรรพจารย์สำนักการทหารสองแห่งเพียงลำพัง นี่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล เพราะแจกันสมบัติทวีปเคยกักขังร่างแยกของบรรพจารย์รองสำนักการทหารสองคน คนหนึ่งคือเกาเจี้ยนฝูแห่งสำนักโองการเทพที่ถูกเรียกขานเป็นคู่กุมารทองกุมารีหยกกับเฮ้อเสี่ยวเหลียงหนึ่งในลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าลัทธิลู่

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!