ลู่เฉินไม่ได้โง่ ได้ยินเสียงพิณก็รู้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ได้ทันใด ลำพังแค่ประโยคเดียวของเจิ้งจวีจงก็รู้แล้วว่าตนสามารถกลับคืนไปยังโลกมนุษย์ได้อีกครั้งแล้ว ในที่สุดก็ไม่ต้องมาคอยจ้องตาอยู่กับเจ้าคนแซ่เจิ้งอีกต่อไป นั่นทำให้เจ้าลัทธิลู่กระวนกระวายใจนัก
กลับไปถึงใต้หล้ามืดสลัว ไปถึงป๋ายอวี้จิงก็จะต้องจุดประทัดเฉลิมฉลองสักหน่อย
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเจิ้งจวีจงถึงต้องคอยพับเรือกระดาษหลากสีขนาดเล็กหลายลำแล้วโยนพวกมันลงไปในแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาอยู่ตลอดเวลา ลู่เฉินคร้านจะคิดลึก คิดแล้วไม่เข้าใจก็อย่าคิดเลย
เห็นว่าเจิ้งจวีจงลุกขึ้นยืนแล้ว และมีลางว่าจะออกไปจากที่นี่ ลู่เฉินพลันเปิดปากพูด มีนัยว่าจะรั้งตัวของอีกฝ่ายเอาไว้ เงยหน้าถามหยั่งเชิงว่า
“พี่ไหวเซียน โอกาสหาได้ยาก ไม่สู้พวกเรามาพูดคุยกันให้มากหน่อย?”
เจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว นามไหวเซียน ดูเหมือนว่าจะไม่เคยมีฉายา
เจิ้งจวีจงกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง
“ทำไม มีเจียงเซ่อช่วยต้านทานหายนะให้ป๋ายอวี้จิงของพวกเจ้า เจ้าลัทธิลู่ยังรู้สึกว่าได้กำไรน้อยไปหรือ? แนะนำเจ้าว่าควรจะเรียนรู้จากคนบางคน หยุดแต่พอสมควร ได้ดีแล้วก็หยุดเถิด”
ลู่เฉินรีบลุกขึ้นยืน พูดด้วยแววตาจริงใจว่า
“คราวหน้าเจ้าและข้าได้พบเจอกันอีกครั้งมีโอกาสอย่างมากที่บรรยากาศจะไม่ปรองดองแบบนี้อีก ผินเต้าจึงจำต้องฉวยโอกาสนี้พูดให้มากหน่อย”
เจิ้งจวีจงยื่นฝ่ามือออกมาวักน้ำในแม่น้ำแห่งกาลเวลาขึ้นมาง่ายๆ ยิ้มเอ่ยว่า
“ล้างหูพร้อมฟังคำสั่งสอนของท่านอริยะแล้ว”
ลู่เฉินโบกมือ หัวเราะร่าเอ่ยว่า
“ไม่ถึงขนาดนั้น ไม่ถึงขนาดนั้น อาจารย์เจิ้งแช่งเสี่ยวเต้าเสียแล้ว”
เจิ้งจวีจงขยับเท้าไปก่อน ลู่เฉินก็เดินตามไปอย่างรู้กาลเทศะ คนทั้งสองเดินพลางคุยกันไปด้วย ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล ว่างเปล่าจนราวกับว่าไม่มีแม้แต่ความว่างเปล่า นั่นก็แสดงว่าต้องมี
ลู่เฉินเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า
“สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเจียงเซ่อ มีทางเลือกอยู่ประมาณสามอย่าง แผนการขั้นสูงคือเจียงเซ่อไปเปลี่ยวร้าง ตั้งกองธงขึ้นมา ก่อตั้งลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพบุรุษอย่างเปิดเผย”
เจิ้งจวีจงไม่ได้เอ่ยอะไร หากเอ่ยถ้อยคำไร้สาระคล้อยตามไปจะไม่ยิ่งไร้แก่นสารหรอกหรือ
เจียงเซ่อกับป๋ายเจ๋อ คนหนึ่งคือหนึ่งในสิบผู้กล้าแห่งใต้หล้าบรรพกาล อีกคนคือตัวสำรอง พวกเขาต่างก็เป็นตัวประหลาดในกลุ่มของตัวประหลาด ใต้หล้าสองแห่งยกศาสตราวุธขึ้นทำศึกใหญ่ เกิดการเข่นฆ่าไปทั่วสารทิศ
เจียงเซ่ออาศัยสิ่งนี้ใช้การรบหล่อเลี้ยงการรบยกตบะให้สูงขึ้น เพราะถึงอย่างไรตบะของผู้ฝึกตนสำนักการทหารในระดับใหญ่แล้วก็ล้วนได้มาจากกลียุควุ่นวาย
ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นก็เหมือนมีหน้าที่รับผิดชอบโอบอุ้มใต้หล้าเปลี่ยวร้าง รับประกันว่าจะไม่ให้มันถึงขั้นฟ้าถล่มดินทลาย ถูกไพศาลสังหารเสียจนล่มตระกูลสิ้นเผ่าพันธุ์ ยิ่งสงครามดุเดือดมากเท่าไร ป๋ายเจ๋อที่เป็นผู้หลอมลมปราณก็จะยิ่งผิดต่อจิตแห่งมรรคาของตัวเอง ถูกบีบให้ต้องเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้า คิดไม่ถึงเลยว่าใต้หล้าถึงกับมีเรื่องดีเช่นนี้อยู่ด้วย…
ลู่เฉินกล่าวต่ออีกว่า
“ผู้ฝึกกระบี่เฝ่ยหรานผู้ครองเปลี่ยวร้างในทุกวันนี้ เขาคือคนที่ไม่มีใจแสวงหาลาภยศผลประโยชน์มากนัก ค่อนข้างพูดง่าย แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คือต้องเป็นการค้าที่ยุติธรรม ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้กำไร”
“เฝ่ยหรานไม่เลวเลยทีเดียว มักจะทำให้ผินเต้านึกไปถึงจางเฟิงไห่ของป๋ายอวี้จิงพวกเราอยู่เสมอ ล้วนเป็นคนหนุ่มมากความสามารถ มีความทะเยอทะยานสูง อีกทั้งกำลังกายและกำลังใจก็สอดคล้องต้องกัน เฝ่ยหรานเลื่อมใสวิถีที่ว่าภายในเป็นอริยะ ภายนอกเป็นจักรพรรดิ ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณร่วมกัน เห็นได้ชัดว่าเรียกตัวเองว่า “ผู้ยึดมั่นในธรรม” ด้วยความภาคภูมิใจ แต่จิตสังหารของเฝ่ยหรานไม่เข้มข้น ส่วนใหญ่แล้วคือถูกสถานการณ์ผลักให้ไปอยู่ในตำแหน่งนั้น หากเปลี่ยนให้เจียงเซ่อมาเป็นผู้ครองเปลี่ยวร้าง กุมอำนาจของใต้หล้าไว้ในมือ ก็คือการปรับให้สมดุลที่ไม่เลวอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยวร้างมีทั้งกฎระเบียบ แต่กฎระเบียบนั้นก็ไม่เข้มงวดเกินไป ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับได้”
“โอกาสกำลังเหมาะพอดี เร็วกว่านี้ เผ่าปีศาจเปลี่ยวร้างยังไม่ถูกใต้หล้าไพศาลเล่นงานจนอ่วมก็ไม่ได้ พวกปีศาจใหญ่ที่พยศยากการาบกลุ่มนั้นคิดแต่อยากจะไร้พันธนาการไม่ยอมรับในเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง ช้าไปกว่านี้ก็ไม่ได้ สถานการณ์ใหญ่จากไปแล้ว ต่อให้เจียงเซ่อกลายเป็นขอบเขตสิบห้าก็ยังไม่ได้ผลอยู่ดี ใต้หล้าไพศาลในทุกวันนี้ ตั้งแต่บนภูเขาจนถึงล่างภูเขาให้ความสำคัญกับใจคนเป็นหนึ่งเดียวกันมากเกินไป”
ในที่สุดเจิ้งจวีจงก็เปิดปากพูด
“ผู้มีปัญญาย่อมวางแผนได้อย่างแยบยล แต่ก็ยังสู้จังหวะแห่งกาลเวลาไม่ได้”
ลู่เฉินพยักหน้ายิ้มรับ
“คือวาจาแห่งผู้มีอำนาจ!”
เจิ้งจวีจงกลับเปลี่ยนเรื่องพูดกะทันหัน
“เจียงเซ่อไม่มีทางไปเปลี่ยวร้าง”
ลู่เฉินถามอย่างสงสัย
“ทำไมล่ะ?”
เจิ้งจวีจงกล่าว
“การที่โจวมี่เลือกให้เฝ่ยหรานมาเป็นผู้ครองเปลี่ยวร้าง เพียงแค่เพราะหลีกเลี่ยงไม่ให้โซ่วเฉินลูกศิษย์คนแรกอยู่ดีๆ ก็ได้ตำแหน่งสูงจนตกเป็นเป้าของผู้คน เลือกเฝ่ยหรานก็คือการชะลอแรงปะทะที่มั่นคงกว่าอย่างหนึ่ง แต่โซ่วเฉินที่จิตสังหารเข้มข้นมากที่สุด เมื่อสงครามดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง วันหน้าจะต้องเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของเฝ่ยหรานอย่างแน่นอน เฝ่ยหรานที่ผูกสิเน่หาเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับกุ่ยเค่อก็ย่อมยินดีจะผลักเรือตามน้ำ เป็นฝ่ายยกตำแหน่งให้ ไปมีบทบาทในการวางแผนแทน ถอยไปอยู่เบื้องหลัง อดทนค่อยๆ ตามหาเส้นทางในการเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้า เพื่อรับประกันว่าตัวเองจะไม่ถูกคนอย่างโจวจื่อหมายหัว โจวมี่จัดการให้โซ่วเฉินมารับหน้าที่เป็นผู้ครองใต้หล้าคนถัดไป ถ้าอย่างนั้นใครอยากจะช่วงชิงตำแหน่งนี้ก็ต้องผ่านด่านของโจวมี่ไปให้ได้เสียก่อน ทำไมเจียงเซ่อถึงได้เอาร่างจริงไปเยือนเปลี่ยวร้าง? ก็เพราะอยากจะพิสูจน์ความจริงบางอย่างกับตาตัวเอง เพื่อที่จะสะดวกยืนยันเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ดูสิว่าแผนชั้นสูงที่เจ้าลัทธิลู่กล่าวถึงจะกลายมาเป็นแผนชั้นล่างของเขาเจียงเซ่อได้หรือไม่”
ลู่เฉินขมวดคิ้ว
“โซ่วเฉิน?”
เจิ้งจวีจงไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมอีกแม้แต่ครึ่งประโยค เพียงพูดอยู่กับตัวเองว่า
“น่าเสียดายที่เฝ่ยหรานเกิดมาผิดสถานที่ หากอยู่ในใต้หล้าไพศาล ผลสำเร็จบนมหามรรคาและอนาคตจะต้องยาวไกลไร้ที่สิ้นสุด หากมองในระยะยาว ไม่จำกัดอยู่ที่เจ็ดแปดร้อยปี แรงส่งภายหลังของเฝ่ยหรานแห่งไพศาลก็จะยิ่งมากเพียงพอ ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นหลี่เซิ่งอีกคนก็เป็นได้ และถ้าเฝ่ยหรานกับเฉินผิงอันเปลี่ยนตำแหน่งกันก็จะยิ่งน่าสนใจมากกว่าเดิม”
ลู่เฉินตั้งท่าว่าจะซักไซ้ให้ถึงที่สุด
“ขออาจารย์เจิ้งโปรดอธิบายด้วยเถอะว่าทำไมถึงต้องเป็นโซ่วเฉิน?”
ดูเหมือนว่าที่เปลี่ยวร้างจะมีคำกล่าวว่าใต้โซ่วเฉินเหนืออิ่นกวานอยู่จริง บวกกับที่โซ่วเฉินเป็นลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาของมหาสมุทรความรู้โจวมี่…ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยังรู้สึกว่าเหตุผลยังไม่มากพอ
เจิ้งจวีจงเอ่ย
“บนเรือราตรี เจียงเซ่อจงใจถามเฉินผิงอันว่ามรรกกถายืมกันได้ ใจคนยืมได้ไหม? คำตอบเรียบง่ายอย่างมาก แน่นอนว่าไม่ได้ คำว่าเมื่อถึงเวลาเหมาะสมฟ้าและดินล้วนร่วมแรงร่วมใจ ในนี้มีสิ่งหนึ่งที่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างยิ่ง นั่นก็คือจุดที่ใจคนมุ่งไป นี่ไม่ใช่การยืม แต่เป็นการมอบใจคนให้กับร่างของคนคนหนึ่ง นั่นก็จะเหมือนร้อยสายน้ำที่ไหลไปสู่มหาสมุทร ในเมื่อสามารถได้มาเปล่าๆ ไม่จำเป็นต้องชดใช้อะไรตอบแทน ไยต้องยืม ดังนั้นสิ่งที่เจียงเซ่อมอบให้เฉินผิงอันก็คือ…อืม ก็คือการใช้กลยุทธ์ทางทหาร”
ด้านหนึ่งลู่เฉินก็กระจ่างแจ้ง อีกด้านหนึ่งก็ให้ข้อเสนอแนะของตัวเองว่า
“ไม่จำเป็นต้องชดใช้อะไรตอบแทนก็จริง แต่หากอยากจะชดใช้ตอบแทนก็ทำได้เหมือนกัน”
เจิ้งจวีจงพยักหน้า จะมีฝนตกลงมาจากฟ้า
ลู่เฉินจุ๊ปาก
“คิดไม่ถึงเลยว่าบรรพจารย์สำนักการทหารท่านนี้จะมีพรสวรรค์และอารมณ์อันละเอียดอ่อนเช่นนี้ ในนครหลิงซีของเรือราตรีลานั้น พูดคุยเกี่ยวกับอักษรคำว่า “ใจ” ไม่กลัวว่าเฉินผิงอันจะคว้าจับกุญแจสำคัญ แล้วเกิดเป็นความเข้าใจได้ในทันทีหรอกหรือ?”
เพียงแต่ลู่เฉินก็สงสัยอีกว่า
“ทางฝั่งของเปลี่ยวร้าง พูดถึงจำนวนมากน้อยที่ได้รับการยอมรับจากใจคน โซ่วเฉินจะเทียบกับป๋ายเจ๋อได้หรือ?”
เจิ้งจวีจงกล่าว
“ตอนนี้โซ่วเฉินยังอยู่อันดับสอง”
ลู่เฉินมีสีหน้าประหลาดทันใด
เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ
“เจ้าลัทธิใหญ่แห่งป๋ายอวี้จิงหายตัวไปร้อยกว่าปี ใจคนแตกฉานซ่านเซ็นไม่น้อย เป็นเหตุให้ใต้หล้ามืดสลัวในทุกวันนี้ เป็นเจ้าลัทธิลู่ที่บ้านเกิดอยู่ในไพศาลที่ได้ใจคนมากที่สุด”
ป๋ายเจ๋อแห่งใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ลู่เฉินแห่งใต้หล้ามืดสลัว
ลู่เฉินเอ่ยอย่างเขินอาย
“อู๋ซวงเลี้ยงไม่มีทางคำนวณผิด”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็คือเขาเจิ้งจวีจงยิ่งไม่มีทางผิดไปได้
เจิ้งจวีจงกล่าว
“ความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวในความสมบูรณ์แบบก็คือเจ้ากับป๋ายเจ๋อต่างก็ไม่อาจทิ้งระยะห่างให้ไกลจากเหล่าวีรบุรุษที่ตามมาเบื้องหลังได้”
ลู่เฉินยื่นมือมาปาดเหงื่อบนหน้าผาก
“ดีๆๆ คือเรื่องดี”
เจิ้งจวีจงหัวเราะ เอ่ยว่า
“ต่างคนต่างก็มีใจเห็นแก่ตัว ข้าใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน เจ้าแค่แสวงหาผลลัพธ์อย่างเดียว”
ลู่เฉินยิ้มกล่าว
“มิน่าเล่าอาจารย์เจิ้งถึงชอบเล่นหมากล้อมแค่อย่างเดียว ยอดฝีมือในการเล่นหมากรุก หากตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าจะเล่นหมากล้อม ขั้นตอนนั้นก็จะน่าเบื่ออย่างมาก”
เงียบไปพักหนึ่ง อยู่ดีๆ เจิ้งจวีจงก็พูดนอกเรื่องว่า
“จำได้ว่าตอนนั้นป๋ายเจ๋อช่วยเหลือหลี่เซิ่งหลอมกระถางและแกะสลักชื่อไว้บนยอดเขา บันทึกนามต้องห้ามของภูตทั้งหลายที่อยู่ระหว่างฟ้าดิน มีจำนวนถึงหนึ่งหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยยี่สิบประเภท”
ลู่เฉินเข้าใจได้ทันใด
“หนึ่งหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยยี่สิบ คือ “จำนวนมาก” ที่น้อยคนในทุกวันนี้จะให้ความสนใจ”
การประชุมริมแม่น้ำแห่งกาลเวลาของเมื่อหมื่นปีก่อน บรรพจารย์สามลัทธิได้มีข้อตกลงหมื่นปี หมื่นปีให้หลังจะมีการสลายมรรคาเกิดขึ้น
นี่ก็หมายความว่าอีกหนึ่งพันห้าร้อยยี่สิบปีให้หลัง จะเป็นการตัดสินสถานการณ์ใหญ่และเรื่องใหญ่ทั้งหมดภายในขีดจำกัดระยะเวลา “ส่วนใหญ่”
โชคชะตาส่วนบุคคล ส่วนใหญ่มักจะไม่ใหญ่เกินไปกว่าโชคชะตาแคว้น โชคชะตาแคว้นไม่ใหญ่เกินไปกว่าสถานการณ์อันยิ่งใหญ่ของใต้หล้า การขึ้นและลงของโชคชะตาในใต้หล้าไม่ใหญ่ไปกว่าการโคจรวิถีแห่งสวรรค์ทั่วทั้งโลกมนุษย์
เจิ้งจวีจงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“เหวินเซิ่งกับโจวจื่อต่างก็นับถือในบทสรรพสิ่งคือหนึ่งเดียวของเจ้าอย่างถึงที่สุด แต่ข้ากลับถูกใจในประโยค ศาสตร์แห่งเต๋จะทำให้ฟ้าดินแตกแยก ประโยคเดียว”
ลู่เฉินเอ่ยอย่างเกียจคร้าน
“บางทีผินเต้าอาจเป็นคนรัฐนี่ที่กลัวฟ้าถล่มเลียนแบบลูกศิษย์บางคนก็ได้”
เจิ้งจวีจงเอ่ยเนิบช้า
“เรื่องราวแห่งความรุ่งโรจน์ความเสื่อมสลาย ล้วนเหมือนฝันตื่นหนึ่ง ขอถามสหายหนันหัวที่เขียนบันทึกหนันหัวหน่อยเถิดว่า ทุกวันนี้อ่านไปถึงบทไหนของตำราหนันหัวแล้ว?”
ลู่เฉินปวดหัวแปลบ พอพูดถึงอักษรคำว่า “ฝัน” นี้ เจ้าลัทธิลู่ก็รู้สึกกลัดกลุ้มอย่างอดไม่ได้
คนทั้งสองเดินเล่นเคียงบ่ากันไป ตลอดทางมีแต่ภาพบรรยากาศแห้งเหี่ยวไร้พลังชีวิตอยู่ที่นี่ คิดอยากจะเจอคนเป็นๆ สักคน ยากราวกับเดินขึ้นสวรรค์ คือคำกล่าวที่ว่าเส้นทางโบราณไร้นักเดินทางอย่างแท้จริง
หากจะบอกว่าใต้หล้าเป็นเพียงจุดพักของนักเดินทาง ห้องแห่งนี้ก็ว่างเปล่าเกินไปหน่อยแล้ว
เพียงแต่ว่าพอเจิ้งจวีจงเป็นคนนำทาง ทำให้พวกเขาได้เจอกับผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ใน “อนาคต” ที่มาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ผู้นั้นอีกครั้ง แล้วก็เป็นคนผู้นี้ที่ลงมือไกลๆ อย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ ขัดจังหวะการฝึกตนปิดด่านในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยาของเฉินผิงอันอยู่หลายครั้ง
หากไม่เคยเห็นมาก่อน ลู่เฉินต้องไม่มีทางคิดได้แน่ว่าเป็นคนผู้นี้ที่ลอบโจมตีเฉินผิงอัน แต่ในเมื่อได้เห็นแล้ว ลู่เฉินก็เหมือนสมองได้เปิดโล่ง เข้าใจต้นสายปลายเหตุได้ในฉับพลัน
ลู่เฉินหัวเราะร่วน
“ฮ่า คนบ้านเดียวกันครึ่งตัวเจอคนบ้านเดียวกัน น้ำตาเอ่อคลอเต็มสองตา สหายท่านนี้จะต้องครอบครองสมบัติลับที่ร้ายกาจชิ้นหนึ่งอย่างแน่นอน”
จำได้ว่าผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่ง ทุกวันนี้คือผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่ว เซี่ยโก่วแม่นางเซี่ย นางก็มีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มที่มีวิชาอภินิหารคล้ายคลึงกันนี้
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มนั้นแบ่งออกเป็นชื่อ “ช่างโหยว” (ตอนบนของแม่น้ำ) กับ “เซี่ยโหยว” (ตอนล่างของแม่น้ำ) ชื่อนี้ฟังแล้วธรรมดาสามัญอย่างมาก แต่ผู้ฝึกตนที่เป็นขอบเขตเดียวกัน ใครก็ไม่อยากจะมาหาเรื่องซวยใส่ตัว
สำหรับป๋ายจิ่งแล้ว คำว่าหลอมกระบี่บินก็หนีไม่พ้นว่าดึงช่วงตอนของแม่น้ำตอนบนกับตอนล่างให้ยาวขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังสามารถขยับขยายท้องน้ำ เพิ่มระดับความลึกของน้ำได้ด้วย
หากป๋ายจิ่งผสานมรรคาสาเร็จ ปล่อยให้นางเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ได้ เชื่อว่าในอนาคตอีกพันปี ขอบเขตสิบสี่ใหม่ส่วนใหญ่ ต่อให้อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบ้านตัวเอง ก็ยังต้องกริ่งเกรงนางมากอยู่ดี
ลู่เฉินไม่กลัวเรื่องนี้ ผินเต้ากับเจ้าขุนเขาเฉินคือเพื่อนรักที่แค่เจอหน้าก็ดื่มเหล้า กอดคอพูดคุยกันอย่างมีความสุขเชียวนะ
ผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ที่เหมือนจอกแหนลอยคว้างอยู่ในน้ำวนผู้นั้นยิ้มเอ่ยอย่างผึ่งผายว่า
“เชื่อว่าด้วยสถานะของเจ้านครเจิ้งและเจ้าลัทธิลู่ คงไม่ถึงขั้นที่ว่าเห็นทรัพย์สินแล้วเกิดความโลภหรอกกระมัง?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!