ลู่เฉินไม่ได้โง่ ได้ยินเสียงพิณก็รู้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ได้ทันใด ลำพังแค่ประโยคเดียวของเจิ้งจวีจงก็รู้แล้วว่าตนสามารถกลับคืนไปยังโลกมนุษย์ได้อีกครั้งแล้ว ในที่สุดก็ไม่ต้องมาคอยจ้องตาอยู่กับเจ้าคนแซ่เจิ้งอีกต่อไป นั่นทำให้เจ้าลัทธิลู่กระวนกระวายใจนัก
กลับไปถึงใต้หล้ามืดสลัว ไปถึงป๋ายอวี้จิงก็จะต้องจุดประทัดเฉลิมฉลองสักหน่อย
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเจิ้งจวีจงถึงต้องคอยพับเรือกระดาษหลากสีขนาดเล็กหลายลำแล้วโยนพวกมันลงไปในแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาอยู่ตลอดเวลา ลู่เฉินคร้านจะคิดลึก คิดแล้วไม่เข้าใจก็อย่าคิดเลย
เห็นว่าเจิ้งจวีจงลุกขึ้นยืนแล้ว และมีลางว่าจะออกไปจากที่นี่ ลู่เฉินพลันเปิดปากพูด มีนัยว่าจะรั้งตัวของอีกฝ่ายเอาไว้ เงยหน้าถามหยั่งเชิงว่า
“พี่ไหวเซียน โอกาสหาได้ยาก ไม่สู้พวกเรามาพูดคุยกันให้มากหน่อย?”
เจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว นามไหวเซียน ดูเหมือนว่าจะไม่เคยมีฉายา
เจิ้งจวีจงกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง
“ทำไม มีเจียงเซ่อช่วยต้านทานหายนะให้ป๋ายอวี้จิงของพวกเจ้า เจ้าลัทธิลู่ยังรู้สึกว่าได้กำไรน้อยไปหรือ? แนะนำเจ้าว่าควรจะเรียนรู้จากคนบางคน หยุดแต่พอสมควร ได้ดีแล้วก็หยุดเถิด”
ลู่เฉินรีบลุกขึ้นยืน พูดด้วยแววตาจริงใจว่า
“คราวหน้าเจ้าและข้าได้พบเจอกันอีกครั้งมีโอกาสอย่างมากที่บรรยากาศจะไม่ปรองดองแบบนี้อีก ผินเต้าจึงจำต้องฉวยโอกาสนี้พูดให้มากหน่อย”
เจิ้งจวีจงยื่นฝ่ามือออกมาวักน้ำในแม่น้ำแห่งกาลเวลาขึ้นมาง่ายๆ ยิ้มเอ่ยว่า
“ล้างหูพร้อมฟังคำสั่งสอนของท่านอริยะแล้ว”
ลู่เฉินโบกมือ หัวเราะร่าเอ่ยว่า
“ไม่ถึงขนาดนั้น ไม่ถึงขนาดนั้น อาจารย์เจิ้งแช่งเสี่ยวเต้าเสียแล้ว”
เจิ้งจวีจงขยับเท้าไปก่อน ลู่เฉินก็เดินตามไปอย่างรู้กาลเทศะ คนทั้งสองเดินพลางคุยกันไปด้วย ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล ว่างเปล่าจนราวกับว่าไม่มีแม้แต่ความว่างเปล่า นั่นก็แสดงว่าต้องมี
ลู่เฉินเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า
“สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเจียงเซ่อ มีทางเลือกอยู่ประมาณสามอย่าง แผนการขั้นสูงคือเจียงเซ่อไปเปลี่ยวร้าง ตั้งกองธงขึ้นมา ก่อตั้งลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพบุรุษอย่างเปิดเผย”
เจิ้งจวีจงไม่ได้เอ่ยอะไร หากเอ่ยถ้อยคำไร้สาระคล้อยตามไปจะไม่ยิ่งไร้แก่นสารหรอกหรือ
เจียงเซ่อกับป๋ายเจ๋อ คนหนึ่งคือหนึ่งในสิบผู้กล้าแห่งใต้หล้าบรรพกาล อีกคนคือตัวสำรอง พวกเขาต่างก็เป็นตัวประหลาดในกลุ่มของตัวประหลาด ใต้หล้าสองแห่งยกศาสตราวุธขึ้นทำศึกใหญ่ เกิดการเข่นฆ่าไปทั่วสารทิศ
เจียงเซ่ออาศัยสิ่งนี้ใช้การรบหล่อเลี้ยงการรบยกตบะให้สูงขึ้น เพราะถึงอย่างไรตบะของผู้ฝึกตนสำนักการทหารในระดับใหญ่แล้วก็ล้วนได้มาจากกลียุควุ่นวาย
ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นก็เหมือนมีหน้าที่รับผิดชอบโอบอุ้มใต้หล้าเปลี่ยวร้าง รับประกันว่าจะไม่ให้มันถึงขั้นฟ้าถล่มดินทลาย ถูกไพศาลสังหารเสียจนล่มตระกูลสิ้นเผ่าพันธุ์ ยิ่งสงครามดุเดือดมากเท่าไร ป๋ายเจ๋อที่เป็นผู้หลอมลมปราณก็จะยิ่งผิดต่อจิตแห่งมรรคาของตัวเอง ถูกบีบให้ต้องเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้า คิดไม่ถึงเลยว่าใต้หล้าถึงกับมีเรื่องดีเช่นนี้อยู่ด้วย…
ลู่เฉินกล่าวต่ออีกว่า
“ผู้ฝึกกระบี่เฝ่ยหรานผู้ครองเปลี่ยวร้างในทุกวันนี้ เขาคือคนที่ไม่มีใจแสวงหาลาภยศผลประโยชน์มากนัก ค่อนข้างพูดง่าย แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คือต้องเป็นการค้าที่ยุติธรรม ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้กำไร”
“เฝ่ยหรานไม่เลวเลยทีเดียว มักจะทำให้ผินเต้านึกไปถึงจางเฟิงไห่ของป๋ายอวี้จิงพวกเราอยู่เสมอ ล้วนเป็นคนหนุ่มมากความสามารถ มีความทะเยอทะยานสูง อีกทั้งกำลังกายและกำลังใจก็สอดคล้องต้องกัน เฝ่ยหรานเลื่อมใสวิถีที่ว่าภายในเป็นอริยะ ภายนอกเป็นจักรพรรดิ ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณร่วมกัน เห็นได้ชัดว่าเรียกตัวเองว่า “ผู้ยึดมั่นในธรรม” ด้วยความภาคภูมิใจ แต่จิตสังหารของเฝ่ยหรานไม่เข้มข้น ส่วนใหญ่แล้วคือถูกสถานการณ์ผลักให้ไปอยู่ในตำแหน่งนั้น หากเปลี่ยนให้เจียงเซ่อมาเป็นผู้ครองเปลี่ยวร้าง กุมอำนาจของใต้หล้าไว้ในมือ ก็คือการปรับให้สมดุลที่ไม่เลวอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยวร้างมีทั้งกฎระเบียบ แต่กฎระเบียบนั้นก็ไม่เข้มงวดเกินไป ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับได้”
“โอกาสกำลังเหมาะพอดี เร็วกว่านี้ เผ่าปีศาจเปลี่ยวร้างยังไม่ถูกใต้หล้าไพศาลเล่นงานจนอ่วมก็ไม่ได้ พวกปีศาจใหญ่ที่พยศยากการาบกลุ่มนั้นคิดแต่อยากจะไร้พันธนาการไม่ยอมรับในเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง ช้าไปกว่านี้ก็ไม่ได้ สถานการณ์ใหญ่จากไปแล้ว ต่อให้เจียงเซ่อกลายเป็นขอบเขตสิบห้าก็ยังไม่ได้ผลอยู่ดี ใต้หล้าไพศาลในทุกวันนี้ ตั้งแต่บนภูเขาจนถึงล่างภูเขาให้ความสำคัญกับใจคนเป็นหนึ่งเดียวกันมากเกินไป”
ในที่สุดเจิ้งจวีจงก็เปิดปากพูด
“ผู้มีปัญญาย่อมวางแผนได้อย่างแยบยล แต่ก็ยังสู้จังหวะแห่งกาลเวลาไม่ได้”
ลู่เฉินพยักหน้ายิ้มรับ
“คือวาจาแห่งผู้มีอำนาจ!”
เจิ้งจวีจงกลับเปลี่ยนเรื่องพูดกะทันหัน
“เจียงเซ่อไม่มีทางไปเปลี่ยวร้าง”
ลู่เฉินถามอย่างสงสัย
“ทำไมล่ะ?”
เจิ้งจวีจงกล่าว
“การที่โจวมี่เลือกให้เฝ่ยหรานมาเป็นผู้ครองเปลี่ยวร้าง เพียงแค่เพราะหลีกเลี่ยงไม่ให้โซ่วเฉินลูกศิษย์คนแรกอยู่ดีๆ ก็ได้ตำแหน่งสูงจนตกเป็นเป้าของผู้คน เลือกเฝ่ยหรานก็คือการชะลอแรงปะทะที่มั่นคงกว่าอย่างหนึ่ง แต่โซ่วเฉินที่จิตสังหารเข้มข้นมากที่สุด เมื่อสงครามดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง วันหน้าจะต้องเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของเฝ่ยหรานอย่างแน่นอน เฝ่ยหรานที่ผูกสิเน่หาเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับกุ่ยเค่อก็ย่อมยินดีจะผลักเรือตามน้ำ เป็นฝ่ายยกตำแหน่งให้ ไปมีบทบาทในการวางแผนแทน ถอยไปอยู่เบื้องหลัง อดทนค่อยๆ ตามหาเส้นทางในการเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้า เพื่อรับประกันว่าตัวเองจะไม่ถูกคนอย่างโจวจื่อหมายหัว โจวมี่จัดการให้โซ่วเฉินมารับหน้าที่เป็นผู้ครองใต้หล้าคนถัดไป ถ้าอย่างนั้นใครอยากจะช่วงชิงตำแหน่งนี้ก็ต้องผ่านด่านของโจวมี่ไปให้ได้เสียก่อน ทำไมเจียงเซ่อถึงได้เอาร่างจริงไปเยือนเปลี่ยวร้าง? ก็เพราะอยากจะพิสูจน์ความจริงบางอย่างกับตาตัวเอง เพื่อที่จะสะดวกยืนยันเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ดูสิว่าแผนชั้นสูงที่เจ้าลัทธิลู่กล่าวถึงจะกลายมาเป็นแผนชั้นล่างของเขาเจียงเซ่อได้หรือไม่”
ลู่เฉินขมวดคิ้ว
“โซ่วเฉิน?”
เจิ้งจวีจงไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมอีกแม้แต่ครึ่งประโยค เพียงพูดอยู่กับตัวเองว่า
“น่าเสียดายที่เฝ่ยหรานเกิดมาผิดสถานที่ หากอยู่ในใต้หล้าไพศาล ผลสำเร็จบนมหามรรคาและอนาคตจะต้องยาวไกลไร้ที่สิ้นสุด หากมองในระยะยาว ไม่จำกัดอยู่ที่เจ็ดแปดร้อยปี แรงส่งภายหลังของเฝ่ยหรานแห่งไพศาลก็จะยิ่งมากเพียงพอ ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นหลี่เซิ่งอีกคนก็เป็นได้ และถ้าเฝ่ยหรานกับเฉินผิงอันเปลี่ยนตำแหน่งกันก็จะยิ่งน่าสนใจมากกว่าเดิม”
ลู่เฉินตั้งท่าว่าจะซักไซ้ให้ถึงที่สุด
“ขออาจารย์เจิ้งโปรดอธิบายด้วยเถอะว่าทำไมถึงต้องเป็นโซ่วเฉิน?”
ดูเหมือนว่าที่เปลี่ยวร้างจะมีคำกล่าวว่าใต้โซ่วเฉินเหนืออิ่นกวานอยู่จริง บวกกับที่โซ่วเฉินเป็นลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาของมหาสมุทรความรู้โจวมี่…ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยังรู้สึกว่าเหตุผลยังไม่มากพอ
เจิ้งจวีจงเอ่ย
“บนเรือราตรี เจียงเซ่อจงใจถามเฉินผิงอันว่ามรรกกถายืมกันได้ ใจคนยืมได้ไหม? คำตอบเรียบง่ายอย่างมาก แน่นอนว่าไม่ได้ คำว่าเมื่อถึงเวลาเหมาะสมฟ้าและดินล้วนร่วมแรงร่วมใจ ในนี้มีสิ่งหนึ่งที่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างยิ่ง นั่นก็คือจุดที่ใจคนมุ่งไป นี่ไม่ใช่การยืม แต่เป็นการมอบใจคนให้กับร่างของคนคนหนึ่ง นั่นก็จะเหมือนร้อยสายน้ำที่ไหลไปสู่มหาสมุทร ในเมื่อสามารถได้มาเปล่าๆ ไม่จำเป็นต้องชดใช้อะไรตอบแทน ไยต้องยืม ดังนั้นสิ่งที่เจียงเซ่อมอบให้เฉินผิงอันก็คือ…อืม ก็คือการใช้กลยุทธ์ทางทหาร”
ด้านหนึ่งลู่เฉินก็กระจ่างแจ้ง อีกด้านหนึ่งก็ให้ข้อเสนอแนะของตัวเองว่า
“ไม่จำเป็นต้องชดใช้อะไรตอบแทนก็จริง แต่หากอยากจะชดใช้ตอบแทนก็ทำได้เหมือนกัน”
เจิ้งจวีจงพยักหน้า จะมีฝนตกลงมาจากฟ้า
ลู่เฉินจุ๊ปาก
“คิดไม่ถึงเลยว่าบรรพจารย์สำนักการทหารท่านนี้จะมีพรสวรรค์และอารมณ์อันละเอียดอ่อนเช่นนี้ ในนครหลิงซีของเรือราตรีลานั้น พูดคุยเกี่ยวกับอักษรคำว่า “ใจ” ไม่กลัวว่าเฉินผิงอันจะคว้าจับกุญแจสำคัญ แล้วเกิดเป็นความเข้าใจได้ในทันทีหรอกหรือ?”
เพียงแต่ลู่เฉินก็สงสัยอีกว่า
“ทางฝั่งของเปลี่ยวร้าง พูดถึงจำนวนมากน้อยที่ได้รับการยอมรับจากใจคน โซ่วเฉินจะเทียบกับป๋ายเจ๋อได้หรือ?”
เจิ้งจวีจงกล่าว
“ตอนนี้โซ่วเฉินยังอยู่อันดับสอง”
ลู่เฉินมีสีหน้าประหลาดทันใด
เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ
“เจ้าลัทธิใหญ่แห่งป๋ายอวี้จิงหายตัวไปร้อยกว่าปี ใจคนแตกฉานซ่านเซ็นไม่น้อย เป็นเหตุให้ใต้หล้ามืดสลัวในทุกวันนี้ เป็นเจ้าลัทธิลู่ที่บ้านเกิดอยู่ในไพศาลที่ได้ใจคนมากที่สุด”
ป๋ายเจ๋อแห่งใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ลู่เฉินแห่งใต้หล้ามืดสลัว
ลู่เฉินเอ่ยอย่างเขินอาย
“อู๋ซวงเลี้ยงไม่มีทางคำนวณผิด”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็คือเขาเจิ้งจวีจงยิ่งไม่มีทางผิดไปได้
เจิ้งจวีจงกล่าว
“ความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวในความสมบูรณ์แบบก็คือเจ้ากับป๋ายเจ๋อต่างก็ไม่อาจทิ้งระยะห่างให้ไกลจากเหล่าวีรบุรุษที่ตามมาเบื้องหลังได้”
ลู่เฉินยื่นมือมาปาดเหงื่อบนหน้าผาก
“ดีๆๆ คือเรื่องดี”


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!