เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1142

บทที่ 1142.3 สวรรค์นี่นะ
ดูเหมือนเจียงเซ่อจะคุ้นเคยกับคำพูดการกระทำ นิสัยความเคยชิน จิตแห่งมรรคาและจุดอ่อนของเฉินผิงอันมาก่อนนานแล้ว เป็นเหตุให้ตั้งแต่ต้นจนจบ นับตั้งแต่ที่เจียงเซ่อขึ้นมาบนเรือ เดินเข้ามาในห้อง แต่ละย่างก้าว แต่ละประโยค เจียงเซ่อล้วนชักนำจิตแห่งมรรคาของเฉินผิงอันและจูงจมูกเขาเดินอยู่ตลอดเวลา

ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ ข้าที่เป็นอาจารย์พ่อเลี้ยงดูเผยเฉียนเหมือนบุตรสาวแท้ๆ ของตัวเองมาอย่างตั้งใจ เจ้ามานับญาติถึงที่ก็นับญาติไปสิ จะต้องมาเล่นกลยุทธ์ทางการทหารกับมารดาเจ้าทำไม?!

เผยเฉียนกล่าว

“อาจารย์พ่อ ท่านผู้เฒ่าเหวินเซิ่งจะกลับแล้ว”

เฉินผิงอันเก็บความคิดกลับคืนมา ลุกขึ้นยืน

“ไปดูกัน”

ในดินแดนตระกูลเซียนที่มีหอเรือนงามวิจิตรดุจวิมานแห่งสวรรค์ ซิ่วไฉเฒ่าก้าวยาวๆ เดินไปยังห้องห้องหนึ่ง หันหน้าไปมองเฉินผิงอันกับเผยเฉียนที่พร้อมใจกันเดินออกมาตรงระเบียง ยิ้มโบกมือเรียก

“รอเดี๋ยว”

ไม่รอให้เฉินผิงอันพูดอะไร ซิ่วไฉเฒ่าก็หุบยิ้ม ก้าวยาวๆ เหมือนดาวตกตรงดิ่งไปยังห้องโถงหลักแห่งนั้น ชายแขนเสื้อสองข้างพลิ้วสะบัด สีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงนิ่งเฉยประโยคแรกที่เอ่ยก็เป็นคำตำหนิสั่งสอนที่พูดแสกหน้าคนในห้องโดยตรง

“สำนักการทหารไม่รู้จักคุณธรรม แม้กระทั่งมารยาทก็ไม่เข้าใจหรือ?”

ในระบบสืบทอดของลัทธิขงจื๊อแห่งไพศาล อาจารย์หันรองเจ้าลัทธิที่สร้างระบบสืบทอดขึ้นมาใหม่ ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ที่ใช้หลักธรรมช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากทั่วโลกวิชาความรู้มีความใกล้ชิดกับหย่าเซิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ แต่กลับเอาสายของหย่าเซิ่งที่เคย เป็นวิชาที่โดดเด่นและมีอิทธิพลวางไว้ด้านข้าง ส่วนหย่าเซิ่งก็สนิทสนมกับอาจารย์ต่งเจ้าลัทธิศาลบุ๋น ถึงขั้นที่ว่าหากย้อนทวนขึ้นไป รากฐานความรู้ก็ยังใกล้เคียงกับหลี่เซิ่ง ส่วนศึกตรีจตุระระหว่างหย่าเซิ่งกับเหวินเซิ่ง นอกจากความแตกต่างระหว่างใจคนที่ดีและร้ายแล้ว เกี่ยวกับวิชาความรู้ของปรมาจารย์มหาปราชญ์ แต่ละคนก็มีการแสดงความรู้สึกและต่อยอดความคิดออกไป ยกตัวอย่างเช่นหย่าเซิ่งให้ความสำคัญกับคุณธรรมเมตตาธรรม เหวินเซิ่งเลื่อมใสในมารยาทพิธีการ

ตรงระเบียง เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างเป็นกังวลว่า

“เสี่ยวโม่ ท่านผู้เฒ่าเหวินเซิ่งท่าทางดุดันเหลือเกิน ในอดีตเขาคือคนจริงที่ไม่เปิดเผยตัวตนอย่างแท้จริง คงไม่ใช่ว่าพูดไม่เข้าหูกันคำเดียวก็จะตีกันแล้วหรอกนะ?”

เสี่ยวโม่กล่าว

“ถึงอย่างไรข้าก็จะช่วยคุณชาย”

เซี่ยโก่วนวดคลึงซีกแก้ม

“ข้าก็ช่วยเจ้าแล้วกัน”

เสี่ยวโม่กล่าว

“เจ้าต้องเป็นคนกลาง”

เซี่ยโก่วเอ่ย

“ข้าไม่ฆ่าอู๋เหยียน แต่ร่วมมือกับเจ้าฆ่าเจียงเซ่อ ก็ไม่มีด่านในใจอะไรให้ต้องข้ามผ่าน”

ก่อนหน้านี้เสี่ยวโม่กับหลิวเสี้ยนหยางต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง เขาออกกระบี่จัดวางค่ายกล กักตัวอู๋เหยียนเอาไว้ หลิวเสี้ยนหยางรับหน้าที่ใช้เสียงในใจบอกกล่าวกับศาลบุ๋น เสี่ยวโม่ได้เตรียมใจพร้อมสำหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้ว จะช่วยหลิวเสี้ยนหยางสังหารอู๋เหยียนก่อนแล้วค่อยส่งหลิวเสี้ยนหยางออกไปจากเรือราตรี ตนกับเจียงเซ่อเข่นฆ่าเอาชีวิตกัน อย่างมากก็แค่ใช้ชีวิตและมหามรรคาของตนมาแลกเปลี่ยนเป็นความเสียหายด้านพลังตบะของเจียงเซ่อ

เดิมทีเสี่ยวโม่ก็เรียกตัวเองว่าเป็นนักรบพลีชีพ ผู้ติดตามและผู้ปกป้องมรรคาของเฉินผิงอันด้วยความภาคภูมิใจ จึงสามารถยอมรับราคาที่ต้องจ่ายส่วนนี้ได้อย่างเต็มที่ ส่วนเจียงเซ่อที่มีความทะเยอทะยานจะสามารถรับได้หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเรื่องเจียงเซ่อควรพิจารณาแล้ว

ซิ่วไฉเฒ่ายกเท้าข้างหนึ่งขึ้น เรือราตรีที่จมลงสู่ใต้น้ำก็เด้งลอยพ้นผิวน้ำขึ้นมาทันใดล่องไปบนผิวทะเลได้ตามปกติอีกครั้ง ซิ่วไฉเฒ่าวางเท้าลงก็สามารถตัดขาดฟ้าดินได้แล้ว เจียงเซ่อนั่งตัวตรงอย่างสำรวมอยู่ในห้อง เพียงแค่เลิกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดไม่เกรงใจของเหวินเซิ่ง กลับเป็นอู๋เหยียนคนรักของเขา สตรีออกเรือนแล้วที่เรียนรู้วิถีทางโลกในทุกวันนี้มาได้แล้วเบี่ยงกายยอบตัวคารวะ เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า

“คารวะเหวินเซิ่ง”

ซิ่วไฉเฒ่าข้ามผ่านธรณีประตู พยักหน้าเอ่ย ประโยคที่สองนั้นเอ่ยอย่างเล่นเล่ห์ไร้ยางอายว่า

“เจียงเซ่อ ต้องให้ข้าบอกให้หลี่เซิ่งมาโขกหัวให้เจ้าด้วยหรือไม่?”

ในที่สุดเจียงเซ่อก็ยอมเปิดปากพูด

“อาจารย์สวินอย่าได้พูดเล่นเลย”

มิน่าเล่าถึงต้องสกัดขวางฟ้าดิน คำพูดเปิดฉากเช่นนี้จะปล่อยให้เฉินผิงอันที่เป็นลูกศิษย์ได้ยินได้หรือ? ซิ่วไฉเฒ่าหัวเราะหยัน

“ปากพูดว่ากล้าเดิมพันก็กล้ายอมรับความพ่ายแพ้ แต่ในใจกลับมีไฟโทสะลุกโชน วัตถุเรื่องราว บุคคล เหตุการณ์ หลักการเหตุผล ล้วนจะต้องคว้าเอาผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดมาครอง ผลล่ะเป็นเช่นไร คิดอยากจะถูกขังอีกหมื่นปีหรือ?!”

เจียงเซ่อกล่าว

“รอให้เหวินเซิ่งเปลี่ยนจากบุคคลอันดับสี่ของลัทธิขงจื้อม้าเป็นบุคคลอันดับสองก่อนแล้วค่อยมาพูดเรื่องนี้”

ซิ่วไฉเฒ่าสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ

“อ้อ?”

และเวลานี้เอง น้ำเสียงที่คุ้นเคยอย่างถึงที่สุดก็ดังขึ้นมาในห้อง

“เจียงเซ่อ ใต้หล้าไพศาลไม่ใช่ที่อื่น”

เจียงเซ่อยกสองมือกุมหมัด เอนหลังพิงพนักเก้าอี้

“จอมปราชญ์น้อยจะสอนหลักการเหตุผลในการอยู่ร่วมสังคมให้ข้าฟังหรือ?”

หลี่เซิ่งเอ่ยสองคำมาไกลๆ

“ต้องฟัง”

เจียงเซ่อสะอึกอึ้งไปทันใด วิถีทางโลกในทุกวันนี้มันเป็นอย่างไรกันนะ ทำไมต่างก็รู้สึกกันว่าจอมปราชญ์น้อยมีเหตุผลที่สุด? มารดามันเถอะ เมื่อหมื่นปีก่อน ท่ามกลางบัณฑิตกลุ่มนั้น คนที่ไร้เหตุผลที่สุดก็คือเจ้าคนที่หลอม “ตัวอักษรแห่งชะตาชีวิต” บางตัวออกมาได้ผู้นี้ พลังจิตของหลี่เซิ่งถอยออกไปในชั่วพริบตา เจียงเซ่อก็รู้สึกตัวเบาโหวงได้ทันที ซิ่วไฉเฒ่าจุ๊ปาก

“ยุ่งมากเลยนะ นี่เพิ่งจะกี่วันก็ไปสมคบกับสหายหลงป๋อได้แล้ว ไม่รู้ว่าตกปลาใหญ่ไปได้กี่ตัวแล้ว? พูดคุยกับเฉินชิงหลิวได้ถูกชะตามากหรือไม่ล่ะ?”

เจียงเซ่อเผยสีหน้าคลางแคลงใจ บุคคลอันดับสี่ของลัทธิขงจื๊อผู้ยิ่งใหญ่ ไฉนถึงได้พูดจาไม่ยี่หระสิ่งใดได้ถึงขนาดนี้? ซิ่วไฉเฒ่าพลันถามว่า

“สหายหยวนเสิน ร่างจริงอยู่ที่ใด?”

เจียงเซ่อเอ่ยอย่างเกียจคร้าน

“อยู่ที่เปลี่ยวร้าง”

หาตัวชูเชิงผู้นั้นไม่เจอ ไอ้หมอนี่เจ้าเล่ห์นัก หาตัวได้ยากจริงๆ ซิ่วไฉเฒ่าพยักหน้า

“ถึงอย่างไรใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็เป็นพันธมิตรตามธรรมชาติของสหายหยวนเงิน”

เจียงเซ่อเอ่ย

“แม้ว่าจะไม่ได้เจอกับสหายเก่าคนหนึ่ง แต่เขาก็ให้เฝ่ยหรันนำความมาบอกกับข้า ขอแค่ข้ายินดีเข้าร่วมกับเปลี่ยวร้าง เขาก็ยินดีจะเด็ดหัวตัวเองให้กับข้า ถือเสียว่าเป็นทั้งของขวัญขออภัยและของขวัญร่วมแสดงความยินดีมาให้พร้อมกันเลย”

ซิ่วไฉเฒ่าเอ่ย

“ปีศาจใหญ่ชูเชิงมีความกล้าหาญเช่นนี้อยู่จริง สหายหยวนเสินไม่จำเป็นต้องสงสัยว่าเรื่องนี้เป็นจริงหรือเท็จ”

เจียงเซ่อยิ้มเอ่ย

“เหวินเซิ่งเข้าใจปฏิทินเหลืองที่ถูกฝุ่นเกาะมานานหมื่นปีพวกนั้นดีเหลือเกินนะ”

“ยังจะพูดแบบนี้อีก มารดามันเถอะ ทะเลาะกับคนอื่นมานับครั้งไม่ถ้วน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าโมโหขนาดนี้”

ซิ่วไฉเฒ่าส่ายหน้าอยู่กับตัวเอง สูดลมหายใจเข้าลึกคล้ายตัดสินใจได้แล้ว หัวเราะร่าเอ่ยว่า

“ดี! ใช้เหตุผลคุยกันไม่รู้เรื่อง เจ้าเจียงเซ่อเป็นคนที่เคยชินกับการทำลายเขตแดนทำลายกรงขังทั้งหมดในโลกมนุษย์เพื่อพิสูจน์มรรคา เจ้าก็แค่ไม่มั่นใจว่าลูกศิษย์ปิดสำนักคนนั้นของข้ามีความสามารถที่จะเล่นงานเจ้าจนถึงตายได้หรือไม่”

เจียงเซ่อยิ้มถาม

“อาศัยเขาในตอนนี้น่ะหรือ?”

ซิ่วไฉเฒ่าเอ่ย

“ในเมื่อเจ้าวางใจไม่ได้แม้แต่ครึ่งดวง แล้วข้าจะวางใจปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นพวกเราสองฝ่ายก็มาแบ่งเส้นทางกัน? ต่างคนต่างอาศัยความสามารถ เป็นตายรับผิดชอบเอาเอง แพ้ชนะก็ขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต?”

เจียงเซ่อกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง

“คิดจะใช้วิธียั่วยุกับข้ารึ?”

ซิ่วไฉเฒ่าสีหน้าซับซ้อน ถอนวิชาอภินิหารที่สกัดขวางฟ้าดินออก หันหน้าไปมองทางนอกห้อง

“ผิงอัน ทำได้”

เฉินผิงอันมองเผยเฉียนเงียบๆ เผยเฉียนส่ายหน้าเบาๆ

“อาจารย์พ่อ อย่าได้เสียใจ เดิมทีข้าก็ไม่อยากกินหมั่นโถวที่เปื้อนดินทั้งลูกนั่นอยู่แล้ว”

ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ บางทีข้าอาจไม่เคยเติบใหญ่ เพียงแค่แสร้งทำเป็นรู้ความก็เท่านั้น เสี่ยวโม่กลั้นหายใจทำสมาธิ ประกบสองนิ้วเข้าด้วยกัน ตั้งมุทรากระบี่วางไว้เบื้องหน้าตัวเอง ปราณกระบี่สีม่วงเขียวเส้นหนึ่งผลุบโผล่ออกมา อิงฟ้าหมื่นลี้ยังต้องการกระบี่ยาว

เซี่ยโก่วเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของป๋ายจิ่ง ในชายแขนเสื้อมีกระบี่สั้นเล็กจิ๋วเล่มหนึ่งที่เอาไว้ “มองภูเขา” นั่นคือหนึ่งในท่าไม้ตายที่นางใช้ช่วงชิงฉายาในยุคบรรพกาล คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะก้าวออกไปหนึ่งก้าว เรือนกายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยในชั่วพริบตา ถล่มทลายกลายเป็นเศษแก้วใสจำนวนนับไม่ถ้วน ชั่วขณะนั้นก็กลับมารวมตัวกันอยู่ในรูปโฉมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตนหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ฟ้าดินมืดมัว เข้ามาอยู่ข้างกายเสี่ยวโม่ ตบแขนของเสี่ยวโม่ มาอยู่ข้างกายป๋ายจิ่งแล้วปัดชายแขนเสื้อของนางเบาๆ

“ไม่มีความจำเป็น”

ขั้นบันไดทอดยาวถึงสวรรค์ที่ความยาวไร้ปลายทางสิ้นสุดเส้นหนึ่ง เผชิญหน้าอยู่กับป๋ายอวี้จิงมายาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์เดินลงจากขั้นมาช้าๆ โบกชายแขนเสื้อ สลายภาพมายาของป๋ายอวี้จิงที่เกิดจากจินตนาการนั้นทิ้งไป เมื่อเรือนกายลดระดับจากสูงลงมาต่ำ ถูกปราณแห่งมรรคาชักนำก็ถึงกับมีลางว่าจะบังคับให้ฟ้าและดินเชื่อมโยงถึงกัน ท่ามกลางน้ำวนลูกหนึ่งในแม่น้ำแห่งกาลเวลา เจิ้งจวีจงลุกขึ้นยืนช้าๆ ยิ้มบางๆ พูดกับลู่เฉินที่นั่งขัดสมาธิเท้าคางอ้าปากหาวอยู่ฝั่งตรงข้ามว่า

“ป๋ายอวี้จิงของพวกเจ้าโชคดีไม่น้อย”

นอกฟ้า แสงกระบี่เส้นหนึ่งเหมือนธารสีเงินพรั่งพราว ขยับเข้าใกล้ “เรือข้ามฟาก” ของใต้หล้ามืดสลัวอย่างไร้ความกริ่งเกรง มาถึงเหนือเส้นทางชิงเต้าที่อ้อมผ่านเปลี่ยวร้างและไพศาล ขณะเดียวกันในร่างแยกของเจียงเซ่อที่อยู่ในห้อง โชคชะตาบู๊สามส่วนก็เริ่มก่อกวน

นครบินทะยานใต้หล้าห้าสี ตำหนักสุ่ยอูแห่งใต้หล้ามืดสลัว ภูเขาลั่วพั่วของแจกันสมบัติทวีป สำนักกระบี่ชิงผิงใบถงทวีป…ต่างก็มีภาพเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น แต่ละสถานที่มีค่ายกลผุดขึ้นมา ราวกับว่าช่วยประคับประคองให้เทพหลักกลับคืนสู่ตำแหน่ง หอเรือนที่สูงที่สุดของป๋ายอวี้จิง เจ้าลัทธิอวี๋โต้วสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา ห้านครสิบสองหอเรือนที่อยู่ต่ำกว่า พวกเต้ากวานที่เป็นเจ้านครและรองเจ้านครซึ่งสัมผัสได้ถึงภาพเหตุการณ์ผิดปกติ แต่ละคนต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง

ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ป๋ายเจ๋อถอนหายใจเบาๆ เฟยเฟยที่เดินทางมาพร้อมกับเขาเพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ จิตแห่งมรรคาของนางสั่นสะเทือนอย่างหนัก นางทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด อยากจะถามถึงสาเหตุจากนายท่านป๋ายเจ๋อ ป๋ายเจ๋อพูดพึมพำกับตัวเอง

“ฟ้าเปลี่ยนแล้ว”

โจวจื่อเดินเท้าอยู่ในโลกมนุษย์ ไม่พูดไม่จา เพียงแค่หดมือไว้ในชายแขนเสื้อ อนุมานถึงห้าธาตุ หลิวเสี่ยงที่เดินทางท่องเที่ยวเพียงลำพังใบหน้าประดับยิ้มน้อยๆ หยุดเท้าลง หมอบกราบลงบนพื้นตามพิธีบวงสรวงบรรพกาล พึมพำคำว่า

“เชิญรับเครื่องเซ่นไหว้”

อำเภอไหวหวง ฝนที่กำลังตกกระหน่ำจู่ๆ ก็ฟ้าใสขึ้นมาอย่างฉับพลัน ผู้เฒ่าบางส่วนที่ไม่ยินดีจะย้ายไปอยู่ในตัวเมืองยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่งว่า

“สวรรค์นี่นะ”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!