“ข้ากลับรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ย่อมดีที่สุด คือความคิดชั่วร้ายอันบริสุทธิ์ที่ลูกสาวที่รักของพวกเขาในปีนั้นมองเป็นศัตรูบนมหามรรคา ดีมากเลยล่ะ หาไม่แล้วข้าจะต้องปวดหัวจริงๆ แล้ว ส่วนทุกวันนี้หน่ะหรือ นับญาติข้าก็นับ ต่อให้จะกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่ควรเรียกพ่อแม่ก็จะเรียกพ่อแม่ ควรกตัญญูก็จะกตัญญูให้ถึงที่สุด นี่ยังไม่นับเป็นอะไรได้ ก่อนจะนับท่านเป็นอาจารย์ ตอนเด็กสามวันต้องหิวเก้ามื้อ ท้องว่างเปล่า กระเพาะส่งเสียงร้องโครกคราก หิวจนลำไส้พันกันเป็นปมเหมือนจะกินหน้าท้องเข้าไปด้วย นั่นต่างหากที่เรียกว่าทุกข์ทรมาน ดังนั้นอาจารย์พ่อไม่ต้องเป็นห่วงว่าข้าจะมีปมในใจอะไร และยิ่งไม่ต้องกังวลว่านี่จะเป็นทะเลสาบซูเจี่ยนที่อ้อมไม่พ้นซึ่ง…เผยเฉียนต้องเผชิญบนเส้นทางชีวิต”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอัดอั้น
“จะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร”
ดวงตาเผยเฉียนเป็นประกายวาบ
“อาจารย์พ่อ บอกไว้ก่อนนะว่าหากจะให้ข้ากระตือรือร้นสนิทสนมกับพวกเขาเหมือนบุตรชายหญิงทั่วไปล่างภูเขา ข้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เผยเฉียนในวันนี้ไม่รับรองต่อการกระทำใดๆ ของเผยเฉียนในวันพรุ่งนี้”
เฉินผิงอันพยักหน้า
“ไม่มีปัญหา”
เผยเฉียนเองก็อารมณ์ดีตามไปด้วย
“ฮ่า เดือดร้อนอาจารย์พ่อแล้ว ข้านี่มันเป็นตัวขาดทุนจริงๆ”
เฉินผิงอันแสร้งยิ้มพูดด้วยท่าทางผ่อนคลาย
“ความเสียหายเล็กน้อยไม่มีค่าพอให้พูดถึง ฝึกตนอย่างสันโดษอยู่บนภูเขา หากราบรื่นเกินไปก็ไม่ดี”
ไฉนแม้แต่เรื่องแบบนี้อาจารย์ก็ยังพูดกับเผยเฉียนด้วยเล่า เฉินผิงอันหยิบเมล็ดแตงออกมาเพิ่มอีก แบ่งให้เผยเฉียนแล้วเอ่ยต่ออีกว่า
“คำพูดต่อจากนี้คือเรื่องที่อาจารย์พ่อจำเป็นต้องพูดคุยกับเผยเฉียนที่เติบใหญ่แล้ว”
เผยเฉียนหยุดแทะเมล็ดแตง เอ่ยเสียงหนักจริงจัง
“อาจารย์พ่อ เชิญพูด”
เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้า
“อันดับแรก พวกเขาไม่ได้ปกป้องเจ้าให้ดี ต่อให้พวกเขาจะมีร้อยพันเหตุผล เรื่องจริงก็คือเรื่องจริง แน่นอนว่าข้ายินดีเชื่อว่าครั้งนี้พวกเขาสามารถทำได้ดียิ่งกว่าเดิม แต่ในใจก็อดมีข้อกังขาไม่ได้ ข้าจะไม่มีทางเชื่อพวกเขาอย่างหมดใจแน่นอน เพราะนั่นคือการไม่รับผิดชอบต่อเจ้า ข้าไม่อนุญาตให้ตัวเองทำความผิดประเภทนี้เด็ดขาด ความผิดบางอย่างสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่ความผิดบางอย่างกลับจะไม่มีโอกาสให้แก้ไข”
“อันดับรองลงมา อาจารย์พ่อมีเรื่องที่ตัวเองจำเป็นต้องทำ ยกตัวอย่างเช่นจำเป็นต้องไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวเพื่อพบกับอวี๋โต้วแห่งป๋ายอวี้จิง อันที่จริงอาจารย์พ่อไม่ได้ฝากความหวังไว้ให้เจ้า แน่นอนว่ายังมีชุยตงซานด้วยอีกคน ไม่หวังให้พวกเจ้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนจะไปเยือนป๋ายอวี้จิง แม้ว่าอาจารย์พ่อและภูเขาลั่วพั่วจะตกเป็นเป้าโจมตีของผู้คน แต่ถึงอย่างไรโดยภาพรวมแล้วก็ยังถือว่าสามารถควบคุมได้ ส่วนเจียงเซ่อและอู๋เหยียน ไม่ว่าจะเป็นสถานะของคู่รักคู่นี้หรือตบะขอบเขตของพวกเขา แน่นอนว่าสูงที่สุดแล้ว แต่เหตุผลก็เรียบง่ายอย่างถึงที่สุดเหมือนกัน พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน ยิ่งขอบเขตสูง ขอบเขตของศัตรูก็ยิ่งสูง พละกำลังและความสามารถในการวางแผนก็ยิ่งแข็งแกร่ง ข้าย่อมต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่นทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่ หากเจ้าอยู่กับพวกเขานานวันเข้าจะเจอกับอันตรายร้ายแรงมากแค่ไหน ระหว่างนี้เจ้าเองก็ต้องเตรียมใจให้พร้อมด้วยเช่นกัน แทนที่จะกลมเกลียวปรองดอง ต่างฝ่ายต่างรอมชอมเข้าหากันตั้งแต่แรก ก็ไม่สู้ให้พูดคุยกันไม่ง่ายมาตั้งแต่แรก เพราะถึงอย่างไรก็ดีกว่าต้องกลายเป็นศัตรูกันในอนาคต ต่างฝ่ายต่างรู้สึกเสียดาย ชั่วชีวิตนี้ต่างก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการกล่าวโทษกันและกันและรู้สึกผิดอยู่กับตัวเอง”
“ในชีวิตนี้จำนวนครั้งที่อาจารย์พ่อรู้สึกหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด มีน้อยจนนับนิ้วได้”
ตอนเป็นเด็กยืนอยู่ริมลำธารกลางภูเขาที่เกิดน้ำป่าไหลหลาก ตอนเป็นเด็กหนุ่ม มองดูหลิวเสี้ยนหยางนอนป่วยอยู่บนเตียงในร้านตีเหล็ก เดินทางไกลข้ามทวีป หวนกลับคืนมายังแจกันสมบัติทวีปอีกครั้ง ครั้งแรกที่ได้พบกับกู้ข่านในทะเลสาบซูเจี่ยน ในถ้ำสวรรค์วังมังกรของอุตรกุรุทวีป ฮว่อหลงเจินเหรินทำให้เฉินผิงอันไม่มีทางถอยสุดท้ายก็บีบให้เขาพูดความในใจประโยคหนึ่งออกมาได้สำเร็จ ใช้สถานะของอิ่นกวานหวนกลับมายังไพศาลอีกครั้ง เข้าร่วมการประชุมริมฝั่งแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลา ครั้งแรกที่ได้พบกับ “ผู้ครองกระบี่” และ “วิญญาณกระบี่” ในเวลาเดียวกัน ตัวอยู่ในภูเขาลั่วพั่ว เผชิญหน้ากับจิตมารที่แท้จริงของตัวเองตอนปิดด่าน
“ครั้งนี้ได้เจอกับเจียงเซ่อ ข้าก็เกิดความหวาดกลัวอยู่ในใจ”
“รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คงไม่เล่าให้เจ้าฟังแล้ว ครั้งนี้เจียงเซ่อเป็นฝ่ายขึ้นเรือมาด้วยตัวเอง พูดคุยความในใจก็ดี ประลองฝีมือกันก็ช่าง แน่นอนว่าก็อาจจะเป็นความคิดประหลาดที่ครอบงำจิตใจ สรุปก็คือล้วนเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างอาจารย์พ่อกับเจียงเซ่อ แต่เพียงแค่เพราะยังไม่มีข้อสรุป ข้าก็ไม่อยากจะชักนำเจ้าไปในทางผิด”
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนรวมหรือส่วนตัว ข้าล้วนไม่ควร แล้วก็ไม่มีทางที่จะขัดขวางการนับญาติของเจ้า แต่ตามความรู้สึกแล้ว ข้าไม่มีทางที่จะส่งตัวเจ้าออกไปง่ายๆ เด็ดขาด”
ก่อนที่ซิ่วไฉเฒ่าจะพาเผยเฉียนขึ้นเรือมา เฉินผิงอันนั่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง แทะเมล็ดแตงคิดเรื่องที่อยู่ในใจ เหมือนการทบทวนกระดานหมาก พลิกสำรวจตรวจสอบทุกคำทุกประโยคในบทสนทนาก่อนหน้านี้ ไม่ยอมปล่อยให้พลาดไป ยกตัวอย่างเช่นคำพูดประโยคแรกของเจียงเซ่อก็คือวิจารณ์ว่าผู้หลอมลมปราณในทุกวันนี้มีลูกเล่นเยอะ สละมรรคาแสวงหาคาถาอาคม เซียนดินที่สร้างโอสถในทุกวันนี้ เมื่อเทียบกับเซียนดินเมื่อหมื่นปีก่อนก็ไม่ใช่แค่ต่างกันราวก้อนเมฆกับดินโคลนเท่านั้น ส่วนทัศนียภาพบนวิถีวรยุทธ์ในอีกหมื่นปีให้หลัง เจียงเซ่อที่เป็นบรรพจารย์ก็ไม่ต้องวิจารณ์แม้แต่ครึ่งประโยค คาดว่าการดูแคลนที่จะพูด เดิมทีก็เป็นการประเมินอย่างหนึ่งอยู่แล้ว ไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวมารอบหนึ่ง ทำธุระสำคัญเสร็จก็จะถือโอกาสไปเจอกับหลินเจียงเซียน แต่ถึงอย่างไรอายุขัยการฝึกตนของเฉินผิงอันก็ไม่ยาวนาน เจียงเซ่อย่อมตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าใช้ความอาวุโสมาข่มผู้อื่น ดังนั้นต่อมาเจียงเซ่อจึงถามคำถามที่ถือว่ามองเฉินผิงอันสูงอย่างมาก
“ควรจะมอบชีวิตให้กับพวกมันอย่างไร”
ในบางความหมายแล้ว นี่ก็เป็นคำพูดยิ่งใหญ่ที่ถือว่าเป็นการ “ถามมรรคา” อย่างหนึ่ง คำตอบของเฉินผิงอันก็พิถีพิถันอย่างมาก ไม่ได้พูดว่าไร้ช่องทาง ไร้เส้นสนกลในเสียเลย แต่เป็นประโยคที่ว่า
“ไม่กล้าทดลองง่ายๆ”
ดังนั้นเจียงเซ่อจึงเอ่ยประโยคที่ไม่ปกปิดการปฏิเสธของตัวเองแม้แต่น้อยตามมาว่า
“ใจอ่อนเกินไปก็อย่าได้เป็นบุคคลอันดับหนึ่ง”
เจียงเซ่อเป็นคนพูดประโยคนี้ก็ยังคงสมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดินอย่างถึงที่สุดเหมือนเดิม ถามมรรคากันไปแล้ว จากนั้นก็เป็นการถามใจของเจียงเซ่อ เจ้าเฉินผิงอันมีความอดทนกับข้าขนาดนี้ เป็นเพราะข้าคือปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารใช่หรือไม่? ส่วนเฉินผิงอันก็ใช้วิธีพูดเรื่องแข็งด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามแบบฉับ ทั้งไม่ทำลายความปรองดอง แล้วก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้
ตอนนั้นเดิมทีเฉินผิงอันอยากเอ่ยเสริมไปประโยคหนึ่งเพื่อเป็นหลักฐานประกอบข้อโต้แย้งว่า ข้าอยู่กับพวกฟ่านถง เซี่ยซานเหนียง ไม่ว่าจะพูดคุยกับพวกเขาหรือฟังพวกเขาพูดก็ล้วนมีความอดทนมากมาโดยตลอด การพบเจอกันในวัดร้างของใบถงทวีป ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่ว่าเป็นการพบเจออย่างผิวเผินโดยบังเอิญเท่านั้น
แต่ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าการที่ชิงหร่างแห่งเปลี่ยวร้างเผยพิรุธ เป็นเพราะยังมีเหตุผลที่อยู่ในชั้นที่ลึกยิ่งกว่านั้นหรือไม่ หรือจะถูกวิถีวรยุทธ์ของเจียงเซ่อสยบข่มเอาไว้? ถ้าอย่างนั้นสถานะที่แท้จริงของสองสามีภรรยาอย่างผู้ฝึกยุทธ์ฟ่านถงและผีเซี่ยซานเหนียงล่ะคืออะไร?


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!