เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1142

บทที่ 1142.1 สวรรค์นี่นะ
ร้านข้างทาง โต๊ะหนึ่งตัวมีคนนั่งกินสี่คน ซิ่วไฉเฒ่าหยิบตะเกียบคู่หนึ่งออกมาจากกระบอกไม้ไผ่นานแล้ว มองตาปริบๆ รอคอยให้วุ้นเส้นหม้อดินร้อนๆ ถูกยกมาวางบนโต๊ะ

เขาม้วนตะเกียบคำใหญ่ เป่าลมไปสองสามที ก่อนจะก้มหน้าสูดเส้นดังซัด ซิ่วไฉเฒ่าสวาปามกินอยู่พักหนึ่งก็เงยหน้าขึ้น ถามเสียงอู้อี้ว่า

“แม่นางเซี่ย อยากจะถามเจ้าสักเรื่อง เจียงเซ่อเป็นคนอย่างไร?”

เซี่ยโก่วคิดแล้วก็เอ่ยเรียกด้วยความเคารพว่าท่านผู้เฒ่าเหวินเซิ่งไปก่อนคำหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า

“นิสัยของเจ้าหมอนั่นบางครั้งก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี ต้องดูที่คน หากเป็นคนที่เขาถูกชะตา ผู้หลอมลมปราณที่เพิ่งจะเหยียบย่างลงมาบนเส้นทางของการฝึกตน บังเอิญเจอกับเขาบนถนนก็เรียกกันเป็นพี่เป็นน้องได้ มองเป็นสหายจากใจจริง หากเกลียดขี้หน้า ถ้าอย่างนั้นก็บอกได้ยากแล้ว เขาจะจงใจพูดโหวกเหวกเสียงดัง เอะอะโวยวาย ทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นคนหยาบกระด้าง”

ซิ่วไฉเฒ่ากระจ่างแจ้ง

“นิสัยแบบนั้นเหมือนกับข้ามากเลยนะ อีกเดี๋ยวพอได้คุยกับเขาจะต้องถูกชะตากันมากแน่ๆ”

เซี่ยโก่วอึ้งตะลึง หลิวเสี้ยนหยางกล่าว

“อาจารย์เหวินเซิ่ง เจ้าเจียงเซ่อผู้นั้นมองเหมือนคนหยาบกระด้าง แต่แท้จริงแล้วจิตใจละเอียดอ่อนดุจเส้นผม มีกลอุบายลึกล้ำอย่างมาก พอขึ้นเรือมาก็ใช้วิธีการชิงลงมือเพื่อความได้เปรียบไปก่อน เฉินผิงอันเกือบจะหลงกลเขาแล้ว”

ซิ่วไฉเฒ่าหลุดขำอย่างอดไม่อยู่

“นับแต่โบราณตราบจนปัจจุบัน ผู้ที่คิดอยากจะก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์ มีสักกี่คนที่เป็นตะเกียงประหยัดน้ำมัน? ใครบ้างที่ไม่มีความเด็ดเดี่ยวหนักแน่น มีพลังใจยิ่งใหญ่ มีความรู้ความสามารถ มีโชคดีอันล้นเหลือ”

เสี่ยวโม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เซี่ยโก่วก็รู้สึกสะเทือนใจ น้อยเนื้อต่ำใจในชะตาของตัวเองขึ้นมา นางคิดแล้วก็ไม่เข้าใจจริงๆ ตนขาดอะไรกันนะ? ซิ่วไฉเฒ่าเอ่ยเตือนว่า

“เสี้ยนหยางอา เจ้าทำอะไรบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว แม้ว่าเจียงเซ่อจะไม่ได้พาร่างจริงมาที่นี่ แต่นั่นคือขอบเขตสิบสี่ที่เก่าแก่ที่สุดเลยนะ ต่อให้เป็นจิตหยางหรือจิตหยิน ใช้ร่างแยกมาปรากฏตัว ก็ยังมีตบะขอบเขตสิบสี่ที่เปี่ยมล้น เป็นของแท้แน่นอน หากเขามีใจคิดสังหาร ตัดสินใจว่าจะฆ่าคนกะทันหันขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าคืนนี้ศาลบรรพจารย์สำนักกระบี่หลงเฉวียนคงต้องจุดตะเกียงแล้ว”

ใบหน้าหลิวเสี้ยนหยางไม่แยแสแม้แต่น้อย พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า

“ในห้วงเวลาคับขันเฉียดตาย ไม่มีเวลาพอให้ผู้เยาว์คิดอย่างละเอียด แค่เพราะข้างมือไม่มีกระดาษชำระแล้วจะปล่อยให้อึค้างอยู่ในกางเกง ย่อมไม่ได้”

ซิ่วไฉเฒ่าได้แต่หยุดตะเกียบเงียบๆ จากนั้นก็ยิ้มเอ่ยว่า

“กล้าพาดกระบี่ไว้บนคอของคนรักเจียงเซ่อ เจ้าคือคนแรก”

หลิวเสี้ยนหยางกล่าว

“ตอนนั้นข้างกายมีเสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่วอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสี่ยวโม่ยังช่วยใช้กระบี่สร้างค่ายกลสกัดขวางฟ้าดินให้ทันที แล้วนับประสาอะไรกับที่อู๋เหยียนผู้นั้น มีเหตุการณ์แบบไหนบ้างที่นางไม่เคยเจอมาก่อน ฝีมือสูงทั้งยังขวัญกล้า ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด บอกแล้วว่าจะพูดเรื่องการค้ากัน ในหมู่ชาวบ้านยังมีข้อพิถีพิถันที่ว่าทำการค้าไม่สำเร็จ มิตรภาพยังคงอยู่ เขากลับดีนัก ฉวยโอกาสก่อเรื่อง เจียงเซ่อทำอะไรไร้คุณธรรมก่อน วิธีการไร้คุณธรรมของข้าค่อยตามมาทีหลัง ต่อให้ทะเลาะกันไปถึงศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ข้าก็ไม่กลัวเขา อย่างมากก็ให้เขายอมรับผิดก่อน ข้าค่อยเอ่ยขออภัย”

ซิ่วไฉเฒ่าโบกมือด้วยสีหน้ามีเมตตา บอกเป็นนัยว่าในเมื่อตนมาถึงแล้ว เจ้าหลิวเสี้ยนหยางก็ไม่ต้องถือสาเรื่องนี้มากเกินไป ซิ่วไฉเฒ่าหันไปถามเซี่ยโก่วเสียงเบาว่า

“บรรพจารย์รองของสำนักการทหาร ปีนั้นทะเลาะแตกหักกับเจียงเซ่อได้อย่างไร?”

เสี่ยวโม่ยิ้มถาม

“พี่รองอยากเป็นพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ไม่ยอมยกตำแหน่งให้?”

ซิ่วไฉเฒ่าส่ายหน้า

“ไม่ได้เรียบง่ายแค่นี้หรอก”

เซี่ยโก่วเอ่ยขออภัย

“ท่านผู้เฒ่าเหวินเซิ่ง เรื่องวงในของเรื่องนี้ ข้าไม่รู้จริงๆ ปีนั้นคลุกคลีอยู่กับพวกเขา ใจข้าคิดแต่เรื่องฟันคนกับเรื่องที่ว่าควรจะฟันใครเท่านั้น”

ซิ่วไฉเฒ่าวางตะเกียบลง ถูมือยิ้มเอ่ย

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้มาเพื่อสืบข่าวหรอก แต่แค่เพราะรู้สึกตื่นเต้นก็เลยต้องอาศัยการคุยเล่นสองสามประโยคมาทำอารมณ์ให้มั่นคงเท่านั้น”

เสี่ยวโม่ประหลาดใจ

“ท่านผู้เฒ่าเหวินเซิ่ง ก็แค่เจอกับเจียงเซ่อเท่านั้น ทำไมต้องตื่นเต้นด้วยเล่า?”

เซี่ยโก่วอดไม่ไหวกลอกตามองบน เสี่ยวโม่หนอ เจ้าก็คิดเป็นจริงเป็นจังเกินไปแล้ว ก็เหมือนกับคำทักทายตามมารยาทที่บอกว่าเลื่อมใสมานาน เลื่อมใสมานานนั่นแหละ มีใครเขาจะซักถามต่อบ้างล่ะว่าเลื่อมใสมานานแค่ไหน? ซิ่วไฉเฒ่าลุกขึ้นยืน ใบหน้าประดับยิ้มน้อยๆ

“กินดื่มอิ่มหนาบำรุงกำลังเรียบร้อยแล้วก็มีแรงไปพูดคำพูดที่หนักแน่นจริงใจได้แล้ว”

เซี่ยโก่วบอกว่าตัวเองจะควักเงินจ่ายอย่างใจกว้าง ผลคือร้านบอกว่าไม่ต้องการเงิน บอกว่าร้านเล็กๆ มีกฎอยู่ข้อหนึ่ง ลูกค้าจะต้องเอาคำศัพท์ที่ยอดเยี่ยมมาจ่ายแทนเงิน หัวข้อบทกวีในคืนนี้ก็คือท่าซัวสิง (ชื่อประเภทของบทกวี) เซี่ยโก่วมึนงงอยู่บ้างเล็กน้อย ก็แค่กินหมี่ข้าวหม้อดินในนครหลิงซีของพวกเจ้ามื้อเดียวเท่านั้น จะต้องทำให้มีวรรณศิลป์สง่างามขนาดนี้ด้วยหรือ? ไม่พูดเรื่องเงินทอง แต่เจ้ามาพูดเรื่องหัวข้อบทกวีอะไรกับข้า?

นางใช้เสียงในใจสอบถาม

“เสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่ อักษรคำว่าซาอ่านผิดหรือเปล่า?”

เผยเฉียนยิ้มกว้างสดใส พยักหน้าเอ่ย

“ดีสิ ดูเหมือนว่าไม่ได้พูดคุยกับอาจารย์พ่อเป็นการส่วนตัวมานานมากแล้ว”

เฉินผิงอันกล่าว

“บอกตามตรง หากจะพูดให้เห็นแก่ตัวสักหน่อย ข้ารู้สึกว่าทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือลูกศิษย์ใหญ่เปิดภูเขาของตัวเองไม่มีสถานะหรือภูมิหลังที่ร้ายกาจน่าตกใจจนเกินจริงอะไร”

เผยเฉียนดวงตาเป็นประกายวาบ พยักหน้ารับแรงๆ

“ใช่สิ ก็เหมือนกับอาจารย์พ่อเป็นแค่คนจากตระกูลธรรมดา มีชาติกำเนิดสะอาดบริสุทธิ์ ไม่เยิ่นเย้อมากเรื่อง กลายเป็นกำพร้าตั้งแต่อายุน้อยๆ ความยากลำบากนานัปการ ในที่สุดก็ผ่านพ้นมันมาได้แล้ว มีชีวิตรอดมาได้ ทุกวันนี้อดทนจนความขมขื่นหมดสิ้นความหวานชื่นมาเยือน กำลังดีเลย หากหวานกว่านี้จะรู้สึกแปลกๆ ไม่อย่างนั้นในใจย่อมอดเป็นกังวลไม่ได้ว่าการที่ตัวเองมีผลสำเร็จอย่างในทุกวันนี้ได้ หรือว่าเป็นเพราะพึ่งพาบรรพบุรุษคนใด แบบนี้ก็จะเหมือนกับผู้ฝึกยุทธ์บริสุทธิ์ที่กลายเป็นว่าไม่บริสุทธิ์แล้ว ถูกไหม อาจารย์พ่อ?”

เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา

“แต่หากจะบอกว่าลูกศิษย์ของตัวเอง จู่ๆ มีพ่อแม่คู่หนึ่งเพิ่มมา อีกทั้งพวกเขายังถูกบีบให้จำต้องไปจากลูกสาวของตัวเองอย่างจำใจ ไม่ใช่เป็นฝ่ายทอดทิ้งนางเพราะผลประโยชน์ เพราะความหน้าเลือดอะไร จากลากันมานานแล้วได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง เผชิญกับความทุกข์ยากมาสารพัดรูปแบบ ในที่สุดก็ได้กลับมานับญาติกันอีกครั้ง ถ้าอย่างนั้นข้าเองก็รู้สึกว่าไม่แย่เหมือนกัน ในฟ้าดินแห่งนี้ ลูกศิษย์ของข้าเหมือนมีคนอีกสองคนที่รักชอบนางเพิ่มมา ข้าไม่มีเหตุผลใดๆ ให้ไม่พอใจ ข้าจะรู้สึกดีใจอย่างมากเพราะข้ารู้สึกว่าเผยเฉียนในทุกวันนี้คู่ควรแล้วก็สามารถรับความโชคดีและความสุขทุกๆ อย่างได้”

เผยเฉียนก้มหน้าแทะเมล็ดแตง ดวงตาแดงก่ำ เฉินผิงอันพึมพำ

“ดูเหมือนว่าความผิดปกติเพียงหนึ่งเดียวนั้นเกี่ยวกับรากฐานมหามรรคาของสถานะที่แท้จริงของเจ้า คือจิตมารของ “นาง” คิดอยากจะฝ่าทะลุขอบเขตก็ต้องสะบั้นความชั่วร้ายทิ้งไป”

“นี่มันหลักการเหตุผลกะผายลมสุนัขอะไรกัน เผยเฉียนลูกศิษย์ที่ข้ารักและทะนุถนอมถึงเพียงนั้น ถ่านดำน้อยที่ค่อยๆ รู้ความมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน ไฉนถึงกลายเป็นของที่ต้องทอดทิ้ง สู้ไม่ได้แม้กระทั่งซี่โครงไก่ในสายตาคนอื่น แต่นี่ก็คือผู้ฝึกบำเพ็ญตน หมื่นปีที่ผ่านมา หลักการเหตุผลบนภูเขาล้วนเป็นเช่นนี้ ดังนั้นข้าเองก็รู้ดีว่าเรื่องประเภทนี้ไม่อาจโทษใครได้จริงๆ ดังนั้นจึงได้แต่โกรธอยู่กับตัวเอง ต่อให้อาจารย์ไม่พูดเรื่องนี้กับเจ้า วันนี้เจ้าไม่มาที่เรือราตรี ข้าเองก็จะต้องไปใบถงทวีปเพื่อพูดเรื่องนี้กับเจ้าอย่างชัดเจน อาจารย์พ่อจะเสนอความคิดเห็นบางอย่างของตัวเอง แต่ก็ต้องเคารพในความเห็นและทางเลือกของเจ้ามากกว่า”

เผยเฉียนได้ยินมาถึงตรงนี้ก็เอ่ยว่า

“อาจารย์พ่อก็ทำแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

นางมีตำราเล่มหนึ่งที่เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีจนถึงทุกวันนี้ แม้กระทั่งพี่หญิงหน่วนซูและหมี่ลี่น้อยก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน ห่านขาวใหญ่เคยบอกว่า ใต้หล้านี้คนที่ชอบใช้หลักการเหตุผลสามารถแบ่งออกเป็นคร่าวๆ ได้สองประเภท หนึ่งคือเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี อีกหนึ่งคือหวังจะให้วิถีทางโลกดีขึ้น เผยเฉียนกล่าว

“อาจารย์พ่อ ข้ามีคำพูดจากใจจริงประโยคหนึ่ง ท่านฟังแล้วอย่าโกรธนะ”

เฉินผิงอันอารมณ์ดีได้ทันใด ยิ้มเอ่ยว่า

“หนึ่งคืออาจารย์พ่อตัดใจโกรธเจ้าไม่ลง อีกอย่างอาจารย์พ่อก็เคยบอกกับเจ้าไว้นานแล้วว่าขอแค่พูดความจริงกับข้า ต่อให้จะไม่มีเหตุผลอะไร เรื่องที่พูดคือเรื่องที่ผิดก็ไม่ต้องเป็นกังวล อาจารย์พ่อจะต้องตั้งใจฟังเจ้าพูดอย่างแน่นอน เพราะอยากจะรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของเจ้า อาจารย์พ่อไม่ได้ชมตัวเองหรอกนะ ไม่กล้าพูดว่าตัวเองมีจิตใจที่สงบเป็นกลางได้ตลอดเวลา ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ใช่คนที่อารมณ์แปรปรวน อีกทั้งยังไม่เคยโกหกเจ้าด้วย”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!