“บนสวรรค์ไม่สนบ้างหรือ?”
ลู่ไถรู้สึกหดหู่ใจอยู่บ้าง
“สนสิ ทำไมจะไม่สนล่ะ”ถึงอย่างไรควันธูปทางใจแต่ละดอกในโลกมนุษย์ที่ลอยกรุ่นขึ้นสูงก็ล้วนเป็นเส้นทางเทพที่เชื่อมไปยังแผ่นฟ้านี่นา และเวลานี้เอง ลู่ไถก็หน้าซีดขาวไปเล็กน้อยเหมือนโดนฟ้าผ่า รีบเอ่ยเตือนว่า
“ไม่ดีแล้ว! มีการซุ่มโจมตี!”
อู๋หมิงซื่อตื่นเต้นอย่างอดไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรทุกวันนี้คนที่กล้ามาหาเรื่องที่นี่ หากไม่ใช่คนโง่ที่รนหาที่ตายก็ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับต้นๆ หยวนอิ๋งที่อยู่ห่างไปไกลตกใจสะดุ้งโหยง หลิ่วชียิ้มเอ่ย
“ชอบคนแบบนี้จริงๆ หรือ? ดูแล้วพึ่งพาไม่ค่อยได้หรือไม่?”
หยวนอิ๋งเห็นว่าอาจารย์มีสีหน้าสบายๆ นางก็โล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“เขามองโลกในแง่ร้ายเกินไป ข้าเห็นแล้วก็อดสงสารเขาไม่ได้”
หลิ่วชีพยักหน้า
“ก็ถือว่าได้รู้จักลู่ไถแล้ว”
ข้างทางที่อยู่ตรงหน้ามีผู้เฒ่าร่างผอมสูงคนหนึ่งโผล่มาจากความว่างเปล่า กับบุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งที่รูปโฉมไม่สะดุดตา คล้ายกับเศรษฐีและคนแบกของที่เป็นผู้ติดตาม หยวนอิ๋งมีอาจารย์อยู่สองคน ลู่ไถเองก็เช่นเดียวกัน ลู่ไถไม่รู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย การปรากฏตัวของผู้ถ่ายทอดมรรคาสองคนคือเรื่องที่สมเหตุสมผล เพียงแค่ว่าจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วก็เท่านั้น บนภูเขา บุคคลที่แค่พอพูดถึงแซ่ก็รู้ว่าเป็นใคร มีน้อยจนนับนิ้วได้
“โจว”
ถือเป็นหนึ่งในนั้น
เจียงเซ่อยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยนลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ เฉินผิงอันไร้เรี่ยวแรงให้เอาคืน เลือดสดสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนหล่นกระจายลงพื้น เป็นเหตุให้ซากปรักสนามรบโบราณแห่งหนึ่งที่เหลือแต่เศษซากเปลี่ยนมามีชีวิต มีภูเขาสายน้ำก่อน แล้วจึงตามมาด้วยนครหน้าด่าน แล้วยังมีชาวบ้านที่ใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบ เหมือนม้วนภาพโลกมนุษย์ที่มีชีวิตชีวา แค่รอให้ “บุคคลประเภทต่างๆ” เข้ามาพักอยู่ข้างใน กลายเป็นดินแดนที่มีเจ้าของ มีชีวิตอย่างแท้จริงเท่านั้น
ความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวในความสมบูรณ์แบบ ประหนึ่งรอยเปื้อนบนผนังสีขาวประหนึ่ง “เชือก” เจ็ดสิบกว่าเส้นที่ถูกขึงให้ตัดสลับถักทอกันพาดผ่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน ล้วนเป็นพายุหมัดที่รวมตัวกันเนิ่นนานไม่สลายหายไปไหน เหมือนเหล็กเส้นหลายเส้นที่ตัดแบ่งฟ้าดินแห่งนี้เหมือนก้อนเต้าหู้อ่อนนุ่ม เจียงเซ่อเพียงแค่ขมวดคิ้วน้อยๆ เขามองคนผู้นี้สูงมากพอแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ อีกฝ่ายจะรับมือได้ยากยิ่งกว่า? ก่อนหน้านี้คิดไว้ว่าจะรีบรบรีบจบแต่ดูท่าคงยากที่จะทำสำเร็จแล้ว?
เขาใช้หางตาเหลือบมองกระบี่ยาวเล่มนั้น ไม่ว่าจะเป็นกระบี่โบราณที่ห้อยแขวนอยู่ใต้สะพานหินโค้งของถ้ำสวรรค์หลีจูซึ่งเป็นการจำแลงจากวิญญาณกระบี่ของผู้ครองกระบี่ หรือจะเป็นร่างจริงของผู้ครองกระบี่หนึ่งในห้าเทพสูงสุด อันที่จริงล้วนไม่ได้สำคัญขนาดนั้น
ทุกเรื่องล้วนยากที่การเริ่มต้น แต่ขอแค่ผูกพันธะสัญญากับอีกฝ่ายแล้ว นี่ก็คือมหามรรคาเชื่อมโยงฟ้าเส้นหนึ่งที่ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่มีทางถูกทิ้งไปกลางคัน ในฐานะลูกศิษย์เตาเผาที่เกิดและเติบโตมาในพื้นที่ ปีนั้นเฉินผิงอันได้โชควาสนาส่วนนี้ไป หลังจากนั้นบนเส้นทางการฝึกตน ผลประโยชน์ที่กระบี่เล่มนี้มอบให้กับเจ้านายผู้ที่ผูกพันธะสัญญาด้วยก็น้อยมาก น้อยจนเกินกว่าเหตุ
เจียงเซ่อสร้างสำนักการทหารขึ้นมา หนึ่งในรากฐานของมหามรรคาก็คือฟ้าอำนวยดินอวยพร คนสามัคคี ทุกเรื่องราวทุกวัตถุล้วนควบคุมได้เหมือนแขนขาของตัวเอง ล้วนถูกเขาดึงเอามาใช้งานได้ ไม่อาจทำให้ “วิญญาณกระบี่” ตนหนึ่งใช้ประโยชน์ของตัวเองได้ถึงที่สุด ก็ช่างเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรสวรรค์จริงๆ
ตระกูลยากจนที่ไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกปากหม้อ แต่กลับมีของตกแต่งในห้องหนังสือที่มีมูลค่าเท่าทองนับหมื่นชั่ง เป็นได้แค่เครื่องประดับไปปีแล้วปีเล่า เพื่ออะไร? ทุกวันแม้จะท้องหิว แต่ตาอิ่มอย่างนั้นหรือ?
ในความเห็นของเจียงเซ่อ บางทีศิษย์พี่สองคนในสายเหวินเซิ่งของปีนั้น ฉีจิ้งชุนเหมือนจะเกิดความเห็นต่างกับชุยฉาน ต่างคนต่างยึดมั่นในความคิดของตัวเอง หันหลังให้กันบนมหามรรคา ความรู้ของทั้งสองฝ่ายยากที่จะปรับเข้าหากันได้ ฉีจิ้งชุนที่โน้มน้าวให้ “วิญญาณกระบี่” รับเจ้านายได้สำเร็จคือผู้รอบรู้ที่อ่านตำราอริยะปราชญ์ ดังนั้นจึงไม่หวังให้เฉินผิงอันถูกวัตถุนอกกายแทรกซึมจิตแห่งมรรคาและนิสัยดั้งเดิมมากเกินไป อยากจะให้เฉินผิงอันจงใจทิ้งระยะห่างกับวิญญาณกระบี่ ให้มีการทำสัญญาหกสิบปี ให้ฝ่ายหลังมีหน้าที่มากกว่าเก่า คือยันต์คุ้มกันกายที่มองไม่เห็นแผ่นหนึ่งไม่จำเป็นต้องเผยกาย แค่เอามาใช้ข่มขู่ผู้ฝึกตนบนยอดเขาส่วนน้อยว่าอย่าได้อาศัยขอบเขตและตบะกระทำการอย่างกำเริบเสิบสาน ใครกล้าทำลายกฎก็ระวังว่าแม้กระทั่งกฎระเบียบในโลกมนุษย์ก็อาจหมดไปด้วย
“เจ้าอาจจะเข้าใจผิดไป สายเหวินเซิ่งของพวกเรา คนที่นิสัยแย่ที่สุดคืออาจารย์ฉี คนที่นิสัยและความอดทนดีเยี่ยมที่สุด อันที่จริงต้องเป็นศิษย์พี่ชุยถึงจะถูก”“ผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริงช่างเป็นฉายาที่ดี ไฉนป๋ายจึงถึงไม่แย่งมานะ”
เวลานี้เฉินผิงอันย่อมไม่คิดจะเสียสมาธิมาตอบคำถามข้อนี้ เพียงแค่เพราะ “ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทาง” จำนวนมากกว่าเดิมที่เจียงเซ่อออกคำสั่งให้ออกมาล้วนเป็นยอดวีรบุรุษของแต่ละยุคสมัย ล้วนเป็นปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งใต้หล้า ต่างก็เป็นผู้ไร้เทียมทานกันทั้งนั้น ไม่ว่าหมัดใดของพวกเขาก็ล้วนชำนาญถึงขีดสุด ล้วนอยู่ในขั้นของความสมบูรณ์แบบ
บังเอิญยิ่งนัก เจียงเซ่อก็แค่สิ้นเปลืองพลังใจไปเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้ใช้ปราณวิญญาณฟ้าดินเลยสักเสี้ยวเดียว เจียงเซ่อมองเงาร่างที่รับมือกับคู่ต่อสู้บนสนามรบอย่างเหน็ดเหนื่อยผู้นั้น ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่าย
“เรียนวรยุทธฝึกหมัด ถึงเวลาก็ได้มาแค่เรือนกายที่แข็งแรง ฝึกออกมาได้กระดองเต่าเท่านั้น เคยมีสักหมัดสองหมัดที่เป็นของตัวเองบ้างไหม?”เจียงเซ่อเห็นเฉินผิงอันถูกหมัดหนึ่งของ “เผยเปย” ต่อยเข้าที่ครึ่งหน้า แล้วก็เกือบจะถูกผู้ฝึกยุทธบนยอดเขาในประวัติศาสตร์ของเปลี่ยวร้างคนหนึ่งหักคอ… เจียงเซ่อส่ายหน้า หมดสิ้นซึ่งความอดทน
“คนอย่างเจ้าเฉินผิงอันก็กล้าเพ้อฝันว่าจะสังหารเจียงเซ่อ กล้าพูดฟุ้งเฟ้อว่าจะก่อตั้งสำนักตั้งตัวเป็นบรรพจารย์อย่างนั้นหรือ?!”
เพราะถึงอย่างไรผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางทุกคนก็แค่ปล่อยหมัดหลายหมัดที่น้ำหนักมากที่สุด ปณิธานหมัดเต็มเปี่ยมที่สุดในชีวิตของตัวเองออกไปเท่านั้น ถึงทำให้เฉินผิงอันที่มีอันตรายรายล้อมอยู่รอบด้านพอจะมีโอกาสหายใจและผลัดเปลี่ยนลมปราณได้บ้าง ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนั่นจะมีความแข็งแกร่งอยู่บ้าง พอจะได้ยินแว่วๆ มาอีกฝ่ายพูดภาษาท้องถิ่นของบ้านเกิดตัวเอง
เจียงเซ่อยิ้มเอ่ย
“ไอ้หนู อวดหมัดเท้าต่อหน้าข้า รู้หรือไม่ว่านี่เรียกว่าอะไร? นี่เรียกว่า…”ทางฝั่งของสนามรบ ฝุ่นผงคละคลุ้งมืดฟ้ามัวดิน ค่อยๆ กลบทับเงาร่างของผู้ฝึกยุทธทุกคน ปณิธานหมัดหลากหลายชนิดตัดสลับรวมตัวกัน กลายมาเป็นของที่จับต้องได้จริงเข้มข้นเหมือนกับน้ำ หากจะบอกว่าเฉินผิงอันคิดอยากจะรับหมัดเพื่อมาขัดเกลาวิถีวรยุทธของตัวเองอาศัยโอกาสนี้มาทำลายคอขวดชั้นคืนความจริงของขอบเขตปลายทาง? ตัวอยู่ในการต่อสู้ที่ตัดสินเป็นตาย เกิดความขัดแย้งบนมหามรรคา ยังจะกล้าประมาทแบบนี้อีกหรือ?
ไม่รู้ว่าเจียงเซ่อเปลี่ยนตำแหน่งตั้งแต่เมื่อไหร่ สีหน้าของเขาเคร่งขรึม ยกหอกยาว “โพ่เจิ้น” ด้ามนั้นขึ้นมาเบาๆ ทั้งคนและวัตถุล้วนไม่เคยเปิดฉากต่อสู้อย่างห้าวเหิมมานานหมื่นปีแล้ว มองไกลๆ ไปยังเงาร่างเล็กเท่าเมล็ดงานั้น ปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารท่านนี้คล้ายจะผิดหวัง เจียงเซ่อถือหอกยาวในมือ เดินไปข้างหน้าช้าๆ เดินไปยังสนามรบที่เริ่มกลับมากระจ่างชัดพูดด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า
“ในยุคที่ไร้วีรบุรุษ คนธรรมดากลับสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินหนาเลยสักนิด”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!