กินดื่มอิ่มหนาแล้ว เจียงซ่างเจินก็มาเอนกายนอนบนเก้าอี้หวาย โบกพัดใบลานเบาๆ เลียนแบบพ่อครัวเฒ่า พูดกลั้วหัวเราะเบาๆ ว่า
“หนิงจี่ อันที่จริงชาติกำเนิดของเจ้าไม่ได้ธรรมดานะ”
หนิงจี่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไมอาจารย์เจียงถึงเป็นฝ่ายพูดเรื่องนี้ เขาทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด ผ่านการใช้ชีวิตร่วมกันช่วงที่ผ่านมา หนิงจี่รู้สึกนับถือความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของอาจารย์เจียงจริงๆ สามารถพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับทั้งชายชาวไร่ชาวนาและสตรีในหมู่บ้านได้เป็นชั่วยาม ยกขานั่งไขว่ห้าง พูดจาขบขันสนุกสนาน พูดถึงแค่หมาพันธุ์พื้นบ้านทั้งหลายที่อยู่ในหมู่บ้านก็ยังยินดีวิ่งตุปัดตุเป๋ตามก้นของอาจารย์เจียง หนิงจี่เคยไปเยือนภูเขาลั่วพั่ว ได้ยินเรื่องเล่าบางอย่าง พอกลับมาถึงที่นี่ก็ลืมยศและชื่อเสียงบางอย่างบนภูเขาของอาจารย์เจียงไปแล้ว
เจียงซ่างเจินถามต่ออีกว่า
“ข้าพูดอย่างนี้ เจ้าเข้าใจได้หรือไม่?”
หนิงจี่พยักหน้า เจียงซ่างเจินกลับตั้งใจจะซักไซ้ให้ถึงที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็สงสัยแล้ว สรุปว่าเจ้าเข้าใจหรือไม่กันแน่? ดูสิว่าสิ่งที่เจ้าคิดกับสิ่งที่ข้าเดามีความแตกต่างอะไรกันบ้าง”
หนิงจี่ลังเลอยู่บ้าง แต่ก็ยังเลือกที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า
“หากแค่อาจารย์รับข้าเป็นลูกศิษย์ บางทีข้าอาจจะไม่คิดอะไรมาก อย่างมากคิดไปคิดมาก็คงจะรู้สึกว่าเป็นอาจารย์ที่หวังดีเกิดความสงสารเวทนา เป็นตัวข้าเองที่โชคดี ถึงได้พบกับอาจารย์ แต่พอมีเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ายอวี้จิงเพิ่มมา แล้วยังบอกอีกว่าข้าสามารถมองเขาเป็น…อาจารย์เล็ก ถ้าอย่างนั้นข้าก็ควรรู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น เว้นเสียจากว่าข้าเป็นคนโง่”
เจียงซ่างเจินอืมรับหนึ่งที
“ดังนั้นเพื่อรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ เจ้าขุนเขาเฉินของพวกเราจึงต้องแบกรับภาระที่ไม่น้อย ไปกระตุกผลกรรมที่ไม่เล็กมา เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีเรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้”
หนิงจี่เงียบงัน
“วางใจได้เลย ไม่ต้องตื่นเต้น บอกความจริงเรื่องนี้กับเจ้าไม่ใช่เพราะอยากให้เจ้าตั้งใจเล่าเรียนอ่านตำรา มานะขยันฝึกตน หลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรอะไรพวกนั้น ยิ่งไม่อยากให้เจ้ารู้สึกมีภาระ ราวกับว่าวันพรุ่งนี้ทุกวันของหนิงจี๋จะต้องมีชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยกว่าเดิม ถึงจะถือว่าไม่ผิดต่อการเลือกในวันวานของเฉินผิงอันในปีนั้น หาได้เป็นเช่นนี้ไม่ บอกตามตรง หากข้ามีความคิดเช่นนี้ แล้ววันใดเฉินผิงอันรู้เข้า ด้วยนิสัยของเขา คงต้องซ้อมข้าจนฉี่ราดแน่….ข้าผู้แซ่เจียงก็จะไม่ได้เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งอะไรอีกแล้ว”
คงเป็นเพราะคำพูดของเจียงซ่างเจินน่าตลก หนิงจี่จึงยิ้มกว้าง สภาพจิตใจก็ผ่อนคลายลงตามไปด้วย เจียงซ่างเจินกล่าวต่ออีกว่า
“เพียงแต่หวังว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ชีวิตเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ในที่สุดก็รอคอยจนถึงวันที่โชคชะตานำพา วันหน้าหากเจอกับเรื่องราวที่ทำให้น้อยเนื้อต่ำใจเป็นเท่าตัว คิดอย่างไรก็คิดไม่เข้าใจ จะไม่ต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจถึงเพียงนั้น สามารถบอกกับตัวเองในใจว่าไม่สู้อดทนให้มากหน่อย รอดูให้มากหน่อย คิดให้มากอีกหน่อย ต่อให้คิดแล้วไม่เข้าใจ ในอนาคตก็จะต้องมีสักคนสองคนที่ช่วยไขข้อข้องใจให้ได้อย่างมากก็แค่ไปฟ้องอาจารย์เท่านั้น”
หนิงจี๋พยักหน้า
“จำไว้แล้ว”
เจียงซ่างเจินลุกขึ้นนั่ง ยื่นพัดใบลานส่งให้หนิงจี๋ เอ่ยว่า
“ต้องออกเดินทางไกลสักรอบแล้ว”
หนิงจี๋ถามเบาๆ
“อาจารย์เจียง นี่ท่าน”
เจียงซ่างเจินยิ้มบางๆ
“ทำเรื่องใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องแพร่งพรายให้ใครรู้”
หนิงจี่จึงเริ่มเป็นห่วงอาจารย์เจียง เขาทำท่าจะพูดแต่ไม่พูดอีกครั้ง เจียงซ่างเจินกล่าว
“ตอนนั้นอาจารย์ของเจ้าเอ่ยคำพูดประหลาดกับข้า เขาบอกว่าก็เพราะเป็นเช่นนี้ถึงยิ่งต้องปกป้องเจ้าให้ดี ข้าพอจะเข้าใจความคิดนี้ได้อย่างถูไถ แต่ต้องเป็นเรื่องที่ข้าทำไม่ได้แน่นอน”ลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเก้าอี้หวายและหนิงจี๋ เจียงซ่างเจินยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง
“นี่ก็คือแม้จะเข้าใจก็ยังไม่อาจเข้าใจได้แล้ว”
ยืนอยู่ในวิถีทางโลกที่โยกคลอน หลบอยู่ในบ้านเกิดแห่งใจที่สงบสุขมั่นคง บางทีพวกเราทุกคนอาจมีเรือนแห่งใจหลังหนึ่งที่ปิดประตูอยู่ บ้างก็ใหญ่ บ้างก็เล็ก ถนนนอกประตูที่อาจจะกว้าง อาจจะแคบ แต่ทอดยาวไปไกลเส้นนั้น ก็น่าจะเรียกได้ว่าความฝัน
ก่อนจะจากไปเจียงซ่างเจินได้ถามว่า
“หนิงจี๋ ไหนลองบอกมาสิว่า ทั้งๆ ที่ข้ากับอาจารย์ของเจ้าเป็นคนสองประเภทที่แตกต่างกัน ไฉนถึงมาอยู่ด้วยกันได้? แล้วยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวต่อกันอีกด้วย?”
หนิงจี๋ส่ายหน้า
“อาจารย์เจียง ขอให้ข้าคิดหน่อยได้ไหม? รอให้ท่านกลับมาสอนหนังสือที่โรงเรียน ข้าค่อยบอกคำตอบแก่ท่าน?”
เจียงซ่างเจินหัวเราะเสียงดัง
“คิดอะไรเล่า เจ้ามีคำตอบแต่แรกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? หากเดาไม่ผิด ก็คือคำเดียว เงิน!”
หยวนอิ๋งจงใจรั้งอยู่ท้ายสุดของขบวน ทิ้งระยะห่างจากขบวนมาไกลมาก เดินอยู่บนเส้นทางของต่างบ้านต่างเมืองเพียงลำพัง ดอกไม้ป่าไม่รู้ชื่อบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมโชยมาปะทะจมูก หยวนอิ๋งยกรองเท้าปักลายบุปผาขึ้นดึงดอกไม้เล็กเตี้ยสีเหลืองอ่อนที่ขึ้นในบริเวณใกล้เคียงออก นางคอยหันกลับไปมองด้านหลังอยู่เป็นระยะ ราวกับว่ารอให้คนตามมาทันนาง
“เจ้าสำนัก ไม่สู้ท่านตั้งกฎของสำนักขึ้นมาข้อหนึ่ง ไม่อนุญาตให้ลู่ไถพูดไปเลยดีไหม?”
จางเฟิงไห่ก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเช่นกัน ลู่ไถกระแอมสองสามทีเพื่อทำให้ลำคอชุ่มชื้น พูดเจื้อยแจ้วถึงเรื่องในวันวานบางอย่างที่เก่าแก่จนเก่าแก่ไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
“ในยุคบรรพกาล สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าดินมีบารมีอำนาจอย่างที่มิอาจคาดการณ์ ในโลกมนุษย์จึงมีหมอผีจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นมา หน้าที่ของพวกเขาคือเป็นสื่อกับเทพ เป็นผู้บวงสรวงเอ่ยถ้อยคำสรรเสริญ คือผู้ที่ติดต่อกับเทพเจ้า พวกเขาก็เหมือนช่วยอธิบายความหมายให้กับการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน ช่วยอธิบายอารมณ์สุขทุกข์ ดีใจ โกรธาให้กับพวกเราแทนเทพเทวดาบนสวรรค์ แต่เนื่องจากเผ่ามนุษย์ของพวกเรา ร่างกายอ่อนแอเกินไป มักจะถูกเผ่าปีศาจที่เรือนกายแข็งแกร่งจับฆ่าอย่างกำเริบเสิบสานเสมอ เห็นเป็นอาหารที่ทำให้อิ่มท้อง ในอดีตเผ่ามนุษย์แทบไม่มีเรี่ยวแรงใดๆ ให้เอาคืน เป็นเหตุให้ควันธูปไม่โชติช่วง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสรวงสวรรค์เก่ารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เทพของกองงานทั้งหลายในกรมสายฟ้าจึงหอบหุ้มเอาพลานุภาพสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรบุกมาถึงโลกมนุษย์ก่อน สังหารเผ่าปีศาจที่ดื้อดึงโง่เขลา ศพของฝ่ายหลังกองทับถมกันเป็นภูเขา ทว่าถึงอย่างไรการกระทำเช่นนี้ก็เป็นการรักษาที่ปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ”หลวี่ปี้เสียถาม
“ไม่ใช่สามจิตเจ็ดวิญญาณหรือ?”
ลู่ไถยิ้มเอ่ย
“วิญญาณส่วนสุดท้ายพวกนักพรตยุคบรรพกาลที่ต้องผ่านความยากลำบากนานัปการถึงจะหาเจอ ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์มอบให้”
ซือสิงหยวนเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง
“มิน่าเล่าโลกยุคหลังยามเข้าวัดจุดธูป บางครั้งก็จุดสามดอก บ้างก็หกดอก บ้างก็เก้าดอก”
ลู่ไถถลึงตาใส่
“ข้าไม่ได้พูดแบบนี้นะ! ไม่อาจเป็นตราประทับในตำราที่บ้างก็ใช้หนึ่งบ้างก็ใช้สาม ใช้เลขคี่มาเสริมหยางหรอกหรือ?”
ลู่ไถรีบยกสองมือขึ้นพนม พึมพำอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“ปัญญาชนทุ่มเทแรงกายแรงใจจนสิ้น บัณฑิตกล่าวไว้ว่า การสร้างตำราถ่ายทอดวิชาความรู้ ล้วนถูกขนานนามให้เป็นธูปทางใจ”
ก่อนหน้านี้ตอนที่พูดถึงสองคำว่า “จับฆ่า” ลู่ไถจงใจปรายตามองอู๋หมิงซื่อ ลู่ไถหันหน้าไปมองหลี่ไหว หัวเราะร่าถามว่า
“สมมติว่าแม่น้ำแห่งกาลเวลาสายหนึ่งก็คือกระถางธูปใบหนึ่ง หลี่ไหว เจ้าลองเดาดูสิว่าควันธูปใหม่คืออะไร?”
หลี่ไหวส่ายหน้า เขาไม่เคยเชี่ยวชาญการทายคำปริศนาหรือแก้โจทย์ ซินขู่เอ่ย
“เจ็ดวิญญาณของพวกเจ้าคือกระถางธูป สามจิตก็คือควันธูป”
ได้ยินคำตอบที่น่าเหลือเชื่อนี้ นอกจากหลี่ไหวจะรู้สึกตื่นตะลึงแล้วยังอดเกิดความสงสัยด้วยไม่ได้ อะไรที่เรียกว่า “พวกเจ้า”? ลู่ไถหัวเราะคิกคัก
“มรรคาจารย์เต๋าเป็นฝ่ายพูดถึงวิถีแห่งสวรรค์กับวิถีแห่งมนุษย์ขึ้นมาก่อน มีคำว่า “ถวายบูชา” เมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสรวงสวรรค์ยุคบรรพกาลจึงไม่ใช่ผู้สืบทอดวิถีแห่งสวรรค์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไปแล้ว “วิถีแห่งสวรรค์” ก็เหมือนกับมีเค้าโครงของการแบ่งเก่ากับใหม่ ผู้หลอมลมปราณ นักพรต บัณฑิต เส้นทางการฝึกตนของเมธีร้อยสำนัก ก็มีหลักฐานอ้างอิงบนมหามรรคา”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!