เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1146

บทที่ 1146.2 ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินหนา
โรงเรียนในหมู่บ้านชนบท

กินดื่มอิ่มหนาแล้ว เจียงซ่างเจินก็มาเอนกายนอนบนเก้าอี้หวาย โบกพัดใบลานเบาๆ เลียนแบบพ่อครัวเฒ่า พูดกลั้วหัวเราะเบาๆ ว่า

“หนิงจี่ อันที่จริงชาติกำเนิดของเจ้าไม่ได้ธรรมดานะ”

หนิงจี่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไมอาจารย์เจียงถึงเป็นฝ่ายพูดเรื่องนี้ เขาทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด ผ่านการใช้ชีวิตร่วมกันช่วงที่ผ่านมา หนิงจี่รู้สึกนับถือความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของอาจารย์เจียงจริงๆ สามารถพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับทั้งชายชาวไร่ชาวนาและสตรีในหมู่บ้านได้เป็นชั่วยาม ยกขานั่งไขว่ห้าง พูดจาขบขันสนุกสนาน พูดถึงแค่หมาพันธุ์พื้นบ้านทั้งหลายที่อยู่ในหมู่บ้านก็ยังยินดีวิ่งตุปัดตุเป๋ตามก้นของอาจารย์เจียง หนิงจี่เคยไปเยือนภูเขาลั่วพั่ว ได้ยินเรื่องเล่าบางอย่าง พอกลับมาถึงที่นี่ก็ลืมยศและชื่อเสียงบางอย่างบนภูเขาของอาจารย์เจียงไปแล้ว

เจียงซ่างเจินถามต่ออีกว่า

“ข้าพูดอย่างนี้ เจ้าเข้าใจได้หรือไม่?”

หนิงจี่พยักหน้า เจียงซ่างเจินกลับตั้งใจจะซักไซ้ให้ถึงที่สุด

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็สงสัยแล้ว สรุปว่าเจ้าเข้าใจหรือไม่กันแน่? ดูสิว่าสิ่งที่เจ้าคิดกับสิ่งที่ข้าเดามีความแตกต่างอะไรกันบ้าง”

หนิงจี่ลังเลอยู่บ้าง แต่ก็ยังเลือกที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า

“หากแค่อาจารย์รับข้าเป็นลูกศิษย์ บางทีข้าอาจจะไม่คิดอะไรมาก อย่างมากคิดไปคิดมาก็คงจะรู้สึกว่าเป็นอาจารย์ที่หวังดีเกิดความสงสารเวทนา เป็นตัวข้าเองที่โชคดี ถึงได้พบกับอาจารย์ แต่พอมีเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ายอวี้จิงเพิ่มมา แล้วยังบอกอีกว่าข้าสามารถมองเขาเป็น…อาจารย์เล็ก ถ้าอย่างนั้นข้าก็ควรรู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น เว้นเสียจากว่าข้าเป็นคนโง่”

เจียงซ่างเจินอืมรับหนึ่งที

“ดังนั้นเพื่อรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ เจ้าขุนเขาเฉินของพวกเราจึงต้องแบกรับภาระที่ไม่น้อย ไปกระตุกผลกรรมที่ไม่เล็กมา เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีเรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้”

หนิงจี่เงียบงัน

“วางใจได้เลย ไม่ต้องตื่นเต้น บอกความจริงเรื่องนี้กับเจ้าไม่ใช่เพราะอยากให้เจ้าตั้งใจเล่าเรียนอ่านตำรา มานะขยันฝึกตน หลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรอะไรพวกนั้น ยิ่งไม่อยากให้เจ้ารู้สึกมีภาระ ราวกับว่าวันพรุ่งนี้ทุกวันของหนิงจี๋จะต้องมีชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยกว่าเดิม ถึงจะถือว่าไม่ผิดต่อการเลือกในวันวานของเฉินผิงอันในปีนั้น หาได้เป็นเช่นนี้ไม่ บอกตามตรง หากข้ามีความคิดเช่นนี้ แล้ววันใดเฉินผิงอันรู้เข้า ด้วยนิสัยของเขา คงต้องซ้อมข้าจนฉี่ราดแน่….ข้าผู้แซ่เจียงก็จะไม่ได้เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งอะไรอีกแล้ว”

คงเป็นเพราะคำพูดของเจียงซ่างเจินน่าตลก หนิงจี่จึงยิ้มกว้าง สภาพจิตใจก็ผ่อนคลายลงตามไปด้วย เจียงซ่างเจินกล่าวต่ออีกว่า

“เพียงแต่หวังว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ชีวิตเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ในที่สุดก็รอคอยจนถึงวันที่โชคชะตานำพา วันหน้าหากเจอกับเรื่องราวที่ทำให้น้อยเนื้อต่ำใจเป็นเท่าตัว คิดอย่างไรก็คิดไม่เข้าใจ จะไม่ต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจถึงเพียงนั้น สามารถบอกกับตัวเองในใจว่าไม่สู้อดทนให้มากหน่อย รอดูให้มากหน่อย คิดให้มากอีกหน่อย ต่อให้คิดแล้วไม่เข้าใจ ในอนาคตก็จะต้องมีสักคนสองคนที่ช่วยไขข้อข้องใจให้ได้อย่างมากก็แค่ไปฟ้องอาจารย์เท่านั้น”

หนิงจี๋พยักหน้า

“จำไว้แล้ว”

เจียงซ่างเจินลุกขึ้นนั่ง ยื่นพัดใบลานส่งให้หนิงจี๋ เอ่ยว่า

“ต้องออกเดินทางไกลสักรอบแล้ว”

หนิงจี๋ถามเบาๆ

“อาจารย์เจียง นี่ท่าน”

เจียงซ่างเจินยิ้มบางๆ

“ทำเรื่องใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องแพร่งพรายให้ใครรู้”

หนิงจี่จึงเริ่มเป็นห่วงอาจารย์เจียง เขาทำท่าจะพูดแต่ไม่พูดอีกครั้ง เจียงซ่างเจินกล่าว

“ตอนนั้นอาจารย์ของเจ้าเอ่ยคำพูดประหลาดกับข้า เขาบอกว่าก็เพราะเป็นเช่นนี้ถึงยิ่งต้องปกป้องเจ้าให้ดี ข้าพอจะเข้าใจความคิดนี้ได้อย่างถูไถ แต่ต้องเป็นเรื่องที่ข้าทำไม่ได้แน่นอน”
“เพียงแค่เพราะข้ารู้สึกว่าบนโลกนี้มีเจียงซ่างเจินแค่คนเดียว ข้าไม่เหมือนใคร ใครก็ไม่เหมือนข้า แต่เฉินผิงอันกลับรู้สึกว่าเขาเหมือนคนเฒ่าคนแก่มากมาย และเด็กหนุ่มหลายคนก็เหมือนเขา”

ลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเก้าอี้หวายและหนิงจี๋ เจียงซ่างเจินยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง

“นี่ก็คือแม้จะเข้าใจก็ยังไม่อาจเข้าใจได้แล้ว”

ยืนอยู่ในวิถีทางโลกที่โยกคลอน หลบอยู่ในบ้านเกิดแห่งใจที่สงบสุขมั่นคง บางทีพวกเราทุกคนอาจมีเรือนแห่งใจหลังหนึ่งที่ปิดประตูอยู่ บ้างก็ใหญ่ บ้างก็เล็ก ถนนนอกประตูที่อาจจะกว้าง อาจจะแคบ แต่ทอดยาวไปไกลเส้นนั้น ก็น่าจะเรียกได้ว่าความฝัน

ก่อนจะจากไปเจียงซ่างเจินได้ถามว่า

“หนิงจี๋ ไหนลองบอกมาสิว่า ทั้งๆ ที่ข้ากับอาจารย์ของเจ้าเป็นคนสองประเภทที่แตกต่างกัน ไฉนถึงมาอยู่ด้วยกันได้? แล้วยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวต่อกันอีกด้วย?”

หนิงจี๋ส่ายหน้า

“อาจารย์เจียง ขอให้ข้าคิดหน่อยได้ไหม? รอให้ท่านกลับมาสอนหนังสือที่โรงเรียน ข้าค่อยบอกคำตอบแก่ท่าน?”

เจียงซ่างเจินหัวเราะเสียงดัง

“คิดอะไรเล่า เจ้ามีคำตอบแต่แรกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? หากเดาไม่ผิด ก็คือคำเดียว เงิน!”

หยวนอิ๋งจงใจรั้งอยู่ท้ายสุดของขบวน ทิ้งระยะห่างจากขบวนมาไกลมาก เดินอยู่บนเส้นทางของต่างบ้านต่างเมืองเพียงลำพัง ดอกไม้ป่าไม่รู้ชื่อบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมโชยมาปะทะจมูก หยวนอิ๋งยกรองเท้าปักลายบุปผาขึ้นดึงดอกไม้เล็กเตี้ยสีเหลืองอ่อนที่ขึ้นในบริเวณใกล้เคียงออก นางคอยหันกลับไปมองด้านหลังอยู่เป็นระยะ ราวกับว่ารอให้คนตามมาทันนาง

“เจ้าสำนัก ไม่สู้ท่านตั้งกฎของสำนักขึ้นมาข้อหนึ่ง ไม่อนุญาตให้ลู่ไถพูดไปเลยดีไหม?”

จางเฟิงไห่ก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเช่นกัน ลู่ไถกระแอมสองสามทีเพื่อทำให้ลำคอชุ่มชื้น พูดเจื้อยแจ้วถึงเรื่องในวันวานบางอย่างที่เก่าแก่จนเก่าแก่ไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

“ในยุคบรรพกาล สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าดินมีบารมีอำนาจอย่างที่มิอาจคาดการณ์ ในโลกมนุษย์จึงมีหมอผีจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นมา หน้าที่ของพวกเขาคือเป็นสื่อกับเทพ เป็นผู้บวงสรวงเอ่ยถ้อยคำสรรเสริญ คือผู้ที่ติดต่อกับเทพเจ้า พวกเขาก็เหมือนช่วยอธิบายความหมายให้กับการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน ช่วยอธิบายอารมณ์สุขทุกข์ ดีใจ โกรธาให้กับพวกเราแทนเทพเทวดาบนสวรรค์ แต่เนื่องจากเผ่ามนุษย์ของพวกเรา ร่างกายอ่อนแอเกินไป มักจะถูกเผ่าปีศาจที่เรือนกายแข็งแกร่งจับฆ่าอย่างกำเริบเสิบสานเสมอ เห็นเป็นอาหารที่ทำให้อิ่มท้อง ในอดีตเผ่ามนุษย์แทบไม่มีเรี่ยวแรงใดๆ ให้เอาคืน เป็นเหตุให้ควันธูปไม่โชติช่วง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสรวงสวรรค์เก่ารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เทพของกองงานทั้งหลายในกรมสายฟ้าจึงหอบหุ้มเอาพลานุภาพสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรบุกมาถึงโลกมนุษย์ก่อน สังหารเผ่าปีศาจที่ดื้อดึงโง่เขลา ศพของฝ่ายหลังกองทับถมกันเป็นภูเขา ทว่าถึงอย่างไรการกระทำเช่นนี้ก็เป็นการรักษาที่ปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ”
“ควรจะทำอย่างไร”
“หากไม่สังหารเผ่าปีศาจที่กินคนไปทั่วทุกหนแห่งให้สิ้นซาก ก็ต้องให้เผ่ามนุษย์ที่เทียบไม่ได้แม้กระทั่งมด…ตัวใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย คัมภีร์ลัทธิขงจื๊อในโลกยุคหลังมีการแบ่งแยกโบราณกับปัจจุบัน ส่วนมนุษย์น่ะหรือ ก็มีเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นพวกเราก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตของคนยุคปัจจุบัน พวกคนเฒ่าคนแก่อย่างกลุ่มของพวกปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร กลับเป็น “คนโบราณ” ได้อย่างสมชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เริ่มมอบเนื้อหนังมังสาที่แข็งแกร่งให้กับพวกเรา จากนั้นก็มอบจิตวิญญาณให้อีกเล็กน้อย หนึ่งจิตสองวิญญาณของคนยุคโบราณจึงกลายมาเป็นสามจิตหกวิญญาณของคนยุคปัจจุบัน”

หลวี่ปี้เสียถาม

“ไม่ใช่สามจิตเจ็ดวิญญาณหรือ?”

ลู่ไถยิ้มเอ่ย

“วิญญาณส่วนสุดท้ายพวกนักพรตยุคบรรพกาลที่ต้องผ่านความยากลำบากนานัปการถึงจะหาเจอ ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์มอบให้”

ซือสิงหยวนเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง

“มิน่าเล่าโลกยุคหลังยามเข้าวัดจุดธูป บางครั้งก็จุดสามดอก บ้างก็หกดอก บ้างก็เก้าดอก”

ลู่ไถถลึงตาใส่

“ข้าไม่ได้พูดแบบนี้นะ! ไม่อาจเป็นตราประทับในตำราที่บ้างก็ใช้หนึ่งบ้างก็ใช้สาม ใช้เลขคี่มาเสริมหยางหรอกหรือ?”

ลู่ไถรีบยกสองมือขึ้นพนม พึมพำอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า

“ปัญญาชนทุ่มเทแรงกายแรงใจจนสิ้น บัณฑิตกล่าวไว้ว่า การสร้างตำราถ่ายทอดวิชาความรู้ ล้วนถูกขนานนามให้เป็นธูปทางใจ”

ก่อนหน้านี้ตอนที่พูดถึงสองคำว่า “จับฆ่า” ลู่ไถจงใจปรายตามองอู๋หมิงซื่อ ลู่ไถหันหน้าไปมองหลี่ไหว หัวเราะร่าถามว่า

“สมมติว่าแม่น้ำแห่งกาลเวลาสายหนึ่งก็คือกระถางธูปใบหนึ่ง หลี่ไหว เจ้าลองเดาดูสิว่าควันธูปใหม่คืออะไร?”

หลี่ไหวส่ายหน้า เขาไม่เคยเชี่ยวชาญการทายคำปริศนาหรือแก้โจทย์ ซินขู่เอ่ย

“เจ็ดวิญญาณของพวกเจ้าคือกระถางธูป สามจิตก็คือควันธูป”

ได้ยินคำตอบที่น่าเหลือเชื่อนี้ นอกจากหลี่ไหวจะรู้สึกตื่นตะลึงแล้วยังอดเกิดความสงสัยด้วยไม่ได้ อะไรที่เรียกว่า “พวกเจ้า”? ลู่ไถหัวเราะคิกคัก

“มรรคาจารย์เต๋าเป็นฝ่ายพูดถึงวิถีแห่งสวรรค์กับวิถีแห่งมนุษย์ขึ้นมาก่อน มีคำว่า “ถวายบูชา” เมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสรวงสวรรค์ยุคบรรพกาลจึงไม่ใช่ผู้สืบทอดวิถีแห่งสวรรค์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไปแล้ว “วิถีแห่งสวรรค์” ก็เหมือนกับมีเค้าโครงของการแบ่งเก่ากับใหม่ ผู้หลอมลมปราณ นักพรต บัณฑิต เส้นทางการฝึกตนของเมธีร้อยสำนัก ก็มีหลักฐานอ้างอิงบนมหามรรคา”
“มีเส้นทาง”
“และยังเป็นเส้นทางที่ถูกต้องชอบธรรม ภายหลังจอมปราชญ์น้อย หรือก็คือหลี่เซิ่งของพวกเรา ได้ตัดขาดความเชื่อมโยงระหว่างฟ้ากับดิน สร้างเก้ากระถางขึ้นมาบนยอดเขา”
“ก่อนหน้านั้น ควรจะหายใจ กินอาหาร นอนหลับอย่างไร ควรจะเดินอย่างไร ทำไมการคิดพิจารณาถึงเป็นการคิดพิจารณา คำถามที่เรียบง่ายที่สุดกลายมาเป็นคำถามที่ยากที่สุด นานวันเข้าก็คือการหลอมลมปราณ พอคิดจนเข้าใจแล้วก็เป็นการฝึกบำเพ็ญตน ในช่วงเวลาระหว่างนี้ แน่นอนว่าต้องมีเวทคาถาหล่นลงมาเหมือนสายฝนที่ตกมาครั้งแล้วครั้งเล่า คล้ายเป็นการส่งถ่านท่ามกลางหิมะ พวก “นักพรต” ยุคบรรพกาลที่หลอมเรือนกายมนุษย์ได้สำเร็จถึงกับสามารถทำลายคอขวดของขอบเขตร่างทองไปพร้อมกันได้ด้วย นับแต่นั้นมาก็เหมือนได้จำแลงร่างกลายเป็นเซียน เดินทางไกลเหนือพื้นดิน ทะยานลมเย็น ขี่เมฆหมอก เรือนกายสูงเกินกว่านกที่โบยบิน ไปชมทิวทัศน์ในดวงจันทร์ ไปถามมรรคากับวังของดวงอาทิตย์…มีขอบเขตยอดเขา สามขั้นของขอบเขตปลายทาง ปราณโชติช่วง คืนความจริงเทพมาเยือน…”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!