เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1146

บทที่ 1146.1 ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินหนา
ใบหน้าเฉินผิงอันประดับยิ้มน้อยๆ ใช้นิ้วดีดกระบี่ ปลายกระบี่สั่นเบาๆ เสียงเครงดังกังวานเหมือนเสียงมังกรคำราม แสงกระบี่แผ่กระเพื่อมเป็นวง สาดสะท้อนให้ใบหน้าของเขาสดใสมีชีวิตชีวา ได้รับอิสระอันยิ่งใหญ่

นกในกรงที่สยายปีกเพียงเล็กน้อยก็ชนผนังกรง กบใต้บ่อที่มองฟ้าเหมือนเห็นภาพที่วาดแบ่งเส้นขอบเขตชัดเจน พวกเราที่ต่างฝ่ายต่างเกลียดขี้หน้ากัน ต่างก็เป็นจุดอ่อนของกันและกัน ในที่สุดก็สามารถพูดจายิ่งใหญ่ พูดความในใจกับโลกใบนี้ได้แล้ว

เจียงเซ่อได้ยินประโยคนี้ก็ไม่เพียงแต่ไม่เอ่ยเหน็บแนม กลับกันยังทำท่ากระจ่างแจ้ง

“ถ้าเป็นเช่นนี้ก็อธิบายได้แล้ว”

ขึ้นเขาแสวงหาเซียน กลัวอะไรก็มักจะเจอสิ่งนั้น? ผู้ฝึกบำเพ็ญตนกลัวหมื่นหนึ่ง ก็มักจะกลายเป็นหนึ่งหมื่น

ถึงอย่างไรเจียงเซ่อก็ไม่ใช่ขอบเขตสิบห้า ยากที่จะหลุดพ้นจากวิถีนี้ไปได้ ยังคงมีหายนะที่ปรากฏและพุ่งเข้าใส่ ยากจะหลบเลี่ยง เจียงเซ่อมองเฉินผิงอันแล้วเอ่ยว่า

“อายุขัยการฝึกตนที่แท้จริงน้อยไปสักหน่อย”

หากชนะ ก็อาจตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าชนะอย่างไม่มีเกียรติ หากพ่ายแพ้ นั่นก็ยิ่งแย่เข้าไปอีก ย้อนกลับมามองผู้ฝึกกระบี่หนุ่มคนนี้ หากแพ้ แม้จะแพ้แต่ก็แพ้อย่างสมเกียรติ หากชนะ ทิศทางการดำเนินไปของใต้หล้าในอนาคตก็ยิ่งยากจะจินตนาการได้ถึง พูดถึงแค่โจวจื่อที่คำนวณฟ้าผู้นั้น ถึงเวลานั้นควรจะจัดการกับตัวเองอย่างไร?

เจียงเซ่อเบ้ปาก ร่ายวิชาอภินิหารเล็กน้อย บดขยี้อารมณ์และความคิดที่อยู่ในใจพวกนี้ทิ้งจนสิ้นซาก หันไปคิดอย่างอื่นแทน ศึกเดินขึ้นฟ้าคือหายนะจากอาวุธสงคราม มหามรรคาหลงเดินไปในทางผิด คิดอยากจะเป็นผู้นำ ยึดครองซากปรักสรวงสวรรค์ ทำให้ใต้หล้าอ่อนแอ ยกสำนักการทหารเป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียว การร่วมสังหารครั้งนั้นก็คือเคราะห์กรรมที่ต้องเผชิญ

ถูกกักขังนานหมื่นปี ก็คือหายนะอีกครั้งหนึ่ง มองดูเหมือนว่ากำลังจะหลุดพ้นมันมาได้ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นช่วงเวลาที่หายนะครั้งใหญ่มาเยือน เมื่อจิตแห่งมรรคาของเจียงเซ่อที่เป็นเหมือนขี้เถ้ามอดติดไฟลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง คิดอยากจะจัดระเบียบสำนักการทหารอีกครั้งก็ต้องถูกมหามรรคาสยบกำราบ ประหนึ่งเงาที่ตามติด

ในฐานะปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร เจียงเซ่อก็คือจุดที่กำเนิดเคราะห์กรรม แน่นอนว่าก็คือจุดกำเนิดแห่งโชควาสนาใหญ่เทียมฟ้าที่คนอื่นเฝ้ามองอยากครอบครองอยู่เช่นกัน

แน่นอนว่าการเดิมพันครั้งใหญ่ที่น่าอกสั่นขวัญผวาครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็จะมีคุณสมบัติมานั่งที่โต๊ะได้ ผู้ฝึกตนทั่วไป ขอแค่ไม่ใช่ขอบเขตสิบสี่ ต่อให้เจ้าจะเป็นขอบเขตบินทะยานขอแค่ชะตาไม่แข็งพอ เกรงว่าแค่ขยับเข้าใกล้เล็กน้อยก็จะต้องถูกท่วงทำนองแห่งเคราะห์กรรมลามมาโดน ร่างแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ทว่าต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ แต่จะกล้าสอดมือเข้ามาแทรกง่ายๆ หรือ?

ต้องแค่เคารพอยู่ไกลๆ มองดูดายอยู่เฉยๆ แน่นอน ยกตัวอย่างเช่นฝูลู่ อวี๋เสวียนที่ผสานมรรคากับฟ้าอำนวย และยังมีคนบางส่วนที่ผสานมรรคากับดินอวยพร ใครเล่าจะยินดีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์เช่นนี้ หากไม่ทันระวังมหามรรคาของตัวเองก็จะจมลงสู่ปลักโคลนลึกไม่อาจถอนตัวออกมาได้ จะต้องเจอกับสภาพการณ์ที่ร่วงดิ่งลงเหวมิอาจพลิกตัวขึ้นมาได้อีก

เจียงเซ่อรู้สึกอัดอั้นอยู่บ้าง อดไม่ไหวยิ้มด่าว่า

“ชุยฉาน เจ้าตะพาบเอ๊ย”

ก่อนหน้านี้เขายังเอ่ยขอบคุณซิ่วหู บอกว่ารับน้ำใจด้วยความซาบซึ้ง คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะถูกคนอื่นหลอกเอาเงินแล้วยังต้องช่วยเขานับเงินด้วย? นอกจากคำบ่นไม่กี่ประโยคแล้ว เจียงเซ่อก็ไม่อยากจะเปิดเผยสภาพจิตใจไปมากกว่านี้ หากจะบอกว่าต้องงัดข้อกับคนตาย ต้องมาประลองฝีมือกัน นั่นจะไม่ยิ่งชวนให้อัดอั้นมากกว่าเดิมหรอกหรือ?

เจียงเซ่อเคยตั้งสมมติฐานไว้มากมาย การหวนกลับมายังโลกมนุษย์ในครั้งนี้ บุคคลที่คิดอยากจะแย่งตำแหน่งเข้ามาแทนที่เขา เฉินผิงอันที่เคยเป็นอิ่นกวานก็คือคนหนึ่งในนั้น แต่หลังจากผ่านการอนุมานและคิดคำนวณมาแล้ว โอกาสของเฉินกลับต่ำมาก เหตุผลที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เพราะเฉินผิงอันยังเด็กเกินไป ขอบเขตในตอนนี้ยังไม่สูงมากพอ แต่เป็นเพราะเฉินผิงอันไม่มีใจทะเยอทะยานอะไร

นอกจากนี้ศัตรูในจินตนาการตัวฉกาจที่สุดของเฉินผิงอันคือป๋ายอวี้จิงกับอวี่โต้ว สำหรับทั้งสองฝ่ายแล้วต่างก็ถือเป็นบุญคุณความแค้นส่วนตัวอย่างหนึ่ง

ผิดไปจากการคาดการณ์ นึกไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะเปลี่ยนใจกะทันหัน ปล่อยกระบี่ยาวที่อยู่ในมือออก ปล่อยให้มันถอยออกไปจากสนามรบ แสงกระบี่เปล่งวูบหนึ่งครั้ง กระบี่ยาวก็ไปปรากฏตัวอยู่ใกล้กับเสายักษ์โน้มเอียงที่เชื่อมโยงฟ้ากับดินเข้าด้วยกันทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เฉินผิงอันเคลื่อนไหวอย่างเนิบช้า ม้วนชายแขนเสื้อสองข้างขึ้น สะบัดข้อมือ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่ท่านต้องการ มาซ้อมมือกันก่อน ผู้เยาว์จะได้สัมผัสกับพละกำลังอันแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดก่อนสักรอบ…”

ไม่รอให้เฉินผิงอันพูดจบ เจียงเซ่อก็ขยับเข้าใกล้ ปล่อยหมัดต่อยไปที่หัวใจของเฉินผิงอัน ชุดคลุมอาคมและเส้นผมตรงจอนหูของเฉินผิงอันต่างก็ถูกสะเทือนจนสะบัดปลิว ฟ้าดินเกิดเป็นเสียงหยกใสดังแกังวานขึ้นมา นั่นคือแรงสั่นสะเทือนจากกระดูกทั่วร่างของเฉินผิงอัน เรือนกายเหมือนว่าวสายป่านขาดที่ปลิวกระเด็นออกไปไกลพันกว่าจิ้ง ใบหน้ามีเลือดสีทองซึมออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ก่อนจะพลิ้วกายลงพื้นเบาๆ

เจียงเซ่อโจมตีทีเดียวก็สำเร็จ ไม่ใส่ใจเลือดสดสีทองที่แปลกประหลาดพวกนั้นแม้แต่น้อย นาทีถัดมาเจียงเซ่อก็ไล่ตามไปทันเฉินผิงอัน สองมือซ้อนหลังมือเข้าด้วยกัน สิบนิ้วงอเป็นตะขอ จ้วงเข้าไปยังหน้าอกของเฉินผิงอันแล้วกระชากออกมาอย่างแรง ถึงกับฉีกทิ้งเรือนกายนั้นของเฉินผิงอันอย่างอำมหิต

เจียงเซ่อหรี่ตายืนนิ่ง ใช้มือปาดเช็ดคราบเลือดสีทองที่กระเซ็นมาโดนบนใบหน้า ใบหน้าและฝ่ามือส่งเสียงฟูๆ ตามมาด้วยควันสีเขียวที่ผุดลอยเป็นกลุ่ม เจียงเซ่อไม่รู้สึกถึงความร้อนแผดเผานั้นแม้แต่น้อย กวาดตามองไปรอบด้าน เลือดสดสีทองที่ก่อนหน้านี้หล่นกระจายไปบนพื้นไม่ได้สัมผัสกับฝุ่นผง แต่มีภาพเหตุการณ์ผิดปกติต่างกันไปเกิดขึ้น บ้างก็เกิดการจำแลงบนมหามรรคา หล่นพื้นกลายเป็นขุนเขาที่ด้านบนมีหอเรือนสลับสล้างเรียงราย เล็กแต่งามประณีตราวกับเนินดิน แม่น้ำลำคลองแต่ละสายที่มีจวนน้ำและตำหนักวารีถูกสร้างขึ้น เล็กจิ๋วเหมือนเส้นเชือก

จุดที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นก็คือในขุนเขาเหล่านั้นยังมีนกกระเรียนส่งเสียงร้อง มีเจินเจวินถ่ายทอดมรรคาและมีเทพธิดาโปรยดอกไม้ ในแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยว ตรงจุดนี้มีคลื่นลูกใหญ่สีเขียวมรกต ตรงจุดอื่นมีคลื่นกระแทกชายฝั่งพัดให้เรือลำน้อยโยกคลอนเหมือนลูกธนูหลุดจากแล่ง…เจียงเซ่อหลุดหัวเราะพรืด ยังทำเป็นลึกลับซับซ้อนอยู่เหมือนเดิม คิดว่าตัวเองคือเทพเทวดาบนสวรรค์หรืออย่างไร

เจียงเซ่อกระจายพลังจิตออกไปเล็กน้อย พร้อมกับทำการอนุมานและคิดคำนวณในใจ ไล่ตามทิศทางการไหลของสายน้ำ แม่น้ำแห่งกาลเวลาและการไหลรินของปราณวิญญาณในฟ้าดิน เหมือนองค์เทพที่ออกลาดตระเวนอาณาเขต ไล่ไปตามสถานที่และซากปรักต่างๆ จนถ้วนทั่วไม่ให้มีตกหล่น สำหรับศาสตร์แห่งภูมิศาสตร์ ปรมาจารย์ของสำนักการทหารที่ทิ้งชื่อเสียงไว้ในประวัติศาสตร์มีใครบ้างที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญระดับสุดยอด? เจียงเซ่อกระตุกมุมปาก หาตัวเจ้าเจอแล้ว

เจียงเซ่อไม่ได้หดย่อพื้นที่ และตั้งท่าเหมือนง้างคันธนูที่มองไม่เห็นจนสุดวงง้าวเหมือนดวงจันทร์เต็มดวง สองนิ้วที่รั้ง “ลูกธนูและสาย” เอาไว้พลันดีดผลึงคลายออก ลูกธนูหนึ่งหนาเท่าปากบ่อ แต่กลับไม่ได้พุ่งไปเป็นเส้นตรง แต่เหมือนมังกรในป่าใหญ่ที่เลื้อยไปบนพื้นดิน

ในสถานที่แห่งหนึ่งที่เหมือนกระจกนับร้อยนับพันบานถูกลูกธนูพุ่งมากระแทกจนแตก เศษแก้วจำนวนนับไม่ถ้วนสาดยิงออกไป ส่องประกายแสงพร่างพราว เจิดจ้าบาดตา

เฉินผิงอันใช้พายุหมัดหนาข้นวางเป็นค่ายกลอยู่เบื้องหน้าตัวเอง ถือเป็นความคิดจินตนาการอันบรรเจิด หันกลับมาใช้ท่าม้าเหล็กทะลวงขบวนรบในตำราหมัดหลายชั้นมาสกัดขวางพลานุภาพของลูกธนูที่สาดยิงมานี้ จากนั้นพยายามจะใช้หมัดม้าเหล็กทะลวงขบวนรบธรรมดาต่อยลูกธนูให้แหลก แต่กลับเปลืองแรงเปล่า….ไม่เพียงหมัดถูกลูกธนูซัดจนแหลกเละ แขนทั้งข้างก็ยังถูกพุ่งชนจนแหลกไปพร้อมกันด้วย…

จุดที่เรือนกายยืนอยู่ เฉินผิงอันขาดแขนไปข้างหนึ่ง เลือดสดสีทองไหลนองเต็มพื้น ครั้งนี้บนพื้นกลับจำแลงออกมาเป็นดอกไม้ต้นไม้สีทองแถบใหญ่ สูงต่ำไม่เท่ากัน ส่ายไหวอย่างมีชีวิตชีวา เหมือนสวนดอกไม้ตระกูลเซียน หมัดของขอบเขตสิบเอ็ดมิอาจต้านทานไว้ได้จริงๆ

เฉินผิงอันยืนนิ่งไม่ขยับ สีหน้าไร้อารมณ์ ตรงหัวไหล่ที่ฉีกขาดมีเส้นด้ายสีทองนับล้านเส้นแผ่ขยายลามออกไปข้างนอก พริบตาเดียวก็กลับมาคืนสู่รูปลักษณ์เดิม

แล้วก็จริงดังคาด เส้นทางแห่งการกลายเป็นเทพบนวิถีวรยุทธนั้นตรงไปตรงมาที่สุดในยุคบรรพกาลถือเป็นเส้นทางถูกต้องชอบธรรมที่เป็น “น้ำใส” การหลอมลมปราณกลายเป็นเซียนถึงจะเป็นทางนอกรีตน้ำขุ่น

บทที่ 1146.1 ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินหนา 1

บทที่ 1146.1 ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินหนา 2

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!