สถานที่ต้องห้ามที่ไม่อาจพูดถึง ได้เจอกับเจิ้งจวีจงก็ไม่เสียแรงที่เดินทางมาในครั้งนี้ เมื่อมั่นใจแล้วว่าเขาจะไม่ลงมือกับป๋ายอวี้จิงชั่วคราว เจ้าลัทธิลู่ก็สามารถกลับบ้านได้อย่างวางใจ คือคุณงามความดีที่ประจักษ์ครั้งหนึ่ง! คนเราเมื่อเจอกับเรื่องน่ายินดีย่อมสดชื่นแจ่มใส คลอเพลงพื้นบ้านที่จังหวะเพี้ยนไม่เข้าทำนอง ชายแขนเสื้อของชุดคลุมเต๋าสองข้างสะบัดสูงกว่ากวานเต๋าที่สวมอยู่บนศีรษะเสียอีก
ลู่เฉินร้องเอ๊ะหนึ่งที พลันหยุดเดิน ยกฝ่ามือมาป้องตรงหว่างคิ้ว ทอดสายตามองไปถึงกับมองเห็นเงาร่างหนึ่งอยู่ไกลๆ ลู่เฉินเขย่งปลายเท้า เพ่งสายตามองแล้วก็รู้สึกยินดีอย่างล้นเหลือ ไม่คิดเลยว่าจะมีคนมีชีวิตมาอยู่ที่นี่ คนต่างถิ่นที่ชะตาชีวิตน่าสงสาร คนบ้านเดียวกันมาเจอคนบ้านเดียวกัน น้ำตาเอ่อคลอกลบสองตา ลู่เฉินดีดปลายเท้าหนึ่งที ร่ายเวทหลบหนีพุ่งไปทางสหายคนนั้น ไม่ลืมเปิดปากส่งเสียงเตือนให้อีกฝ่ายรู้ถึงการดำรงอยู่ของตัวเอง หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ จะทำลายความปรองดองต่อกันเสียเปล่าๆ
เห็นเพียงผู้ฝึกตนที่มีใบหน้าเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่เป็นผู้บรรลุมรรคาที่คุณความชอบบุญกุศลแทบจะสมบูรณ์ แต่กลับเหมือนไม้เก่าแก่แห้งเหี่ยวที่ไร้พลังชีวิตซึ่งกำลังผุเปื่อยไปช้าๆ ผู้ฝึกตนนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ ในมือถือแส้ปัดฝุ่น กำลังฝึกลมหายใจเข้าออก
ทุกครั้งที่หายใจจะต้องมีลมปราณสองกลุ่มที่สอดแทรกไว้ด้วยห้าสีถูกพ่นออกมาจากจมูก เหมือนแม่น้ำไหลเชี่ยวกรากไม่ขาดสาย ลำพังแค่วิธีการนี้ ไม่ว่าจะเอาไปวางไว้ในใต้หล้าแห่งใด หากคนอื่นมาเห็นเข้าก็จะต้องร้องเรียกด้วยความตกตะลึงว่าเทพเซียนผู้เฒ่า ท่านช่างมีมาดแห่งเซียนยิ่งนัก
เพียงแต่ว่าบริเวณโดยรอบเบาะรองนั่งกลับมีเถ้าถ่านกองเต็มพื้น รวมตัวกันหนาแน่นไม่สลายหายไปไหน วันแล้ววันเล่า สะสมจากเดือนเป็นปี กลายเป็นชั้นหนา หากมองอย่างละเอียดก็จะสังเกตเห็นว่าเบาะรองนั่งใบนั้นก็คือเถ้าถ่านพวกนี้ที่กองรวมตัวกัน เหมือนวงปีของไม้เก่าแก่ที่หมุนวนเป็นวงแล้ววงเล่า
ลู่เฉินเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจตนก็ได้แต่ยื่นมือมาป้องข้างปาก
“สหาย สหาย มาพูดคุยกันหน่อยได้ไหม?”
ผู้ฝึกตนลืมตาขึ้นช้าๆ ตรงหลังมือก็มีเถ้าถ่านร่วงเผลาะลงมาอีก ผู้ฝึกตนถอนหายใจเบาๆ เป่าลมเบาๆ ออกจากปากหนึ่งที เถ้าถ่านพวกนั้นก็ลอยไปตกอยู่ตรงจุดหนึ่งของวงปีเบาะรองนั่ง
“สหายมาทำอะไรที่นี่?”
ผู้ฝึกตนเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ภาษาที่พูดเป็นภาษาที่ลู่เฉินรู้จักพอดี คือภาษากลางของยุคโบราณในสถานที่แห่งหนึ่ง นึกออกแล้ว คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมไช่โจวของอาจารย์อาปี้เซียว?
ในใจลู่เฉินเกิดความใกล้ชิดสนิทสนม เกินครึ่งน่าจะเป็นสหายที่ทำให้อาจารย์อาโมโห ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะไปหลบอยู่ที่ไหนก็ไม่วางใจ ก็เลยได้แต่มาหลบอยู่ที่นี่ คนที่กล้าหาเรื่องอาจารย์อาปี้เซียว เชื่อว่าตบะต้องไม่มีทางแย่ไปยังไงแน่
ลู่เฉินคารวะตามขนบลัทธิเต๋าอย่างถูกต้องตามระเบียบ
“เสี่ยวเต้าลู่เฉิน ตั้งใจมาเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสที่นี่”
นักพรตสายตามืดลึก กวาดตามองการแต่งกายของนักพรตหนุ่มแล้วก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนถามว่า
“เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวที่มีอีกฉายาว่านักพรตไช่โจวผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว? เป็นขอบเขตสิบห้าแล้วหรือยัง?”
เห็นว่าน้ำเสียงยามพูดคุยของอีกฝ่ายมีพลังเต็มเปี่ยม ดูจากใบหน้าก็อิ่มเอิบสดใส คาดว่าน่าจะเป็นคนใหม่ที่เพิ่งมาถึงที่นี่ได้ไม่นานนัก คนที่มาอยู่ที่นี่ ไม่ว่ารากฐานเส้นสายการสืบทอดจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ก็ล้วนมาอยู่เพื่อหลบหายนะ แต่กลับต้องถูกสวรรค์ขัดเกลา ลู่เฉินพยักหน้าเอ่ย
“สิบห้าแล้ว เพิ่งจะกลับไปยังใต้หล้ามืดสลัวได้แค่ไม่กี่ปีก็เป็นสิบห้าแล้ว คือเรื่องดียิ่งใหญ่ที่คนทั้งใต้หล้าร่วมกันเฉลิมฉลอง ทางฝั่งของป๋ายอวี้จิงก็ยังถึงกับเป็นฝ่ายไปร่วมแสดงความยินดีด้วยตัวเอง”
นักพรตได้ยินประโยคนี้ จิตแห่งมรรคาก็สั่นสะเทือน ยากที่จะเก็บอารมณ์เอาไว้ได้ ใบหน้าเผยความหวาดกลัว ไม่คิดจะสนอะไรอีกแล้ว นักพรตสะบัดชายแขนเสื้อ รีบยกมือขึ้นทำมุทรา
เมื่อนักพรตทำมุทราคำนวณ ระหว่างปลายนิ้วก็มีลำแสงไหลริน รัศมีแสงเป็นชั้นๆ กระเพื่อมแผ่ออกไปเผยให้เห็นภาพบรรยากาศที่มหัศจรรย์เกินกว่าจะบรรยายมากมาย สีหน้าของนักพรตค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นมืดทะมึน จ้องเขม็งไปยังนักพรตหนุ่มที่พูดจาเหลวไหลเต็มปากผู้นี้
“จงใจหลอกลวง ผลาญจิตใจของข้า สนุกนักหรือ?”
ลู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่ห่างไปไม่ไกล ยิ้มถามว่า
“ผู้อาวุโสไม่ลองถือโอกาสคำนวณโชคชะตาของ “ลู่เฉิน” ไปพร้อมกันด้วยเลยเล่า?”
สีหน้าผู้ฝึกตนเดี๋ยวมืดเดี๋ยวมว่าง สุดท้ายรู้สึกจนใจยิ่งนัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ยิ่งแผ่กลิ่นอายแห่งความหม่นหมอง
“เจ้าเป็นใครกันแน่ ขอบเขตอะไร สถานะอะไร เกี่ยวข้องอะไรกับข้าด้วย”
ลู่เฉินพยักหน้า
“มีเหตุผล”
ผู้ฝึกตนคนนั้นค่อนข้างจะประหลาดใจ

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!