“น่าเสียดายนัก เงินหนึ่งร้อยตำลึงที่ให้มารดาของเจ้าได้สะบั้นเส้นทางของความเป็นอมตะ วันหน้าไม่อาจหยัดยืนอยู่ในกลุ่มเทือกเขาใหญ่ทิศตะวันตกได้ ยามที่ต้องออกจากบ้านเกิดซัดเซพเนจร ก็คิดถึงคำพูดประโยคนี้ของข้าในวันนี้ให้มาก”
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว
“โทษทัณฑ์อันใหญ่หลวงของชีวิตคนนั้นอยู่ที่ว่า ไม่พอใจสิ่งที่มีอยู่ในมือ เอาแต่เจ็บแค้นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในมือ”
หวงเจิ้นเอ่ย
“ผสานมรรคาขอบเขตสิบสี่ สะพานไม้ท่อนเดียวยังมีทางให้หันหลังกลับอีกหรือ?”
กู่เฮ้อทนฟังคำว่า “ผสานมรรคา กับ ขอบเขตสิบสี่ ไม่ได้มากที่สุด หวงเจิ้นยิ้มรับ เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว
“เมืองเล็กในถ้ำสวรรค์หลีจู พื้นที่เล็กแคบ แต่ถึงอย่างไรเมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มอู่หลิงของราชวงศ์ชิงเสิน กับตัวอ่อนเซียนกระบี่ “วัยเดียวกันบ้านเกิดเดียวกัน ของเปลี่ยวร้างกลุ่มนั้นแล้วก็ยังแข็งแกร่งกว่ามากนัก”
เฉินผิงอันแห่งตรอกหนีผิง หวังจูมังกรที่แท้จริงที่เป็นเพื่อนบ้าน หวงเจิ้นที่มีฉายาว่าต้าเฉา น่าเสียดายก็แต่หม่าขู่เสวียนแห่งตรอกซิ่งฮวา ไม่อย่างนั้นในโลกนี้ก็จะมีขอบเขตสิบสี่เพิ่มมาอีกคน ตรอกสามตรอกของเมืองเล็ก พื้นที่ใหญ่เท่าฝ่ามือ ทำไมขอบเขตสิบสี่ไร้ค่าถึงขนาดนี้ มีมากมายจนสามารถมารวมโต๊ะนั่งเล่นไพ่นกกระจอกกันได้ง่ายๆ เลยหรือ
ปีนั้นอยู่บนยอดเขา ผู้ฝึกตนที่รู้เรื่องวงใน บ้างก็รู้สึกเสียดาย บ้างก็รู้สึกประหลาดใจที่เฉินผิงอันแบกรับทัณฑ์สวรรค์จนตัวเองกายดับมรรคาสลาย คนที่เข้าใจก็บอกว่าเป็นภาระหน้าที่ที่พึงกระทำของบัณฑิต คนที่ไม่เข้าใจก็บอกว่าใจอ่อนเหมือนสตรี คนที่หน้าเลือดหน่อยยังพูดว่าการค้าครั้งนี้ของฉีจิ้งชุนขาดทุนอย่างหนัก อันที่จริงไม่ได้มีอะไรยุ่งยากขนาดนั้น แค่ต้องมองไปข้างหน้าอีกหลายร้อยหรือพันกว่าปี จากนั้นก็คิดบัญชีแค่ก้อนเดียวบนหน้ากระดาษก็จะรู้แล้วว่าการกระทำของฉีจิ้งชุน ได้กำไรหรือขาดทุน
เจ้าอารามผู้เฒ่าถาม
“เดินมาถึงก้าวนี้ ราคาที่ต้องจ่ายคืออะไร?”
หวงเจิ้นส่ายหน้า
“ไม่อาจบอกคนอื่นได้”
เจ้าอารามผู้เฒ่าถาม
“ผู้ฝึกกระบี่?”
หวงเจิ้นพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเฉยเมย
เจ้าอารามผู้เฒ่าถามอีก
“บริสุทธิ์?”
หวงเจิ้นยังคงพยักหน้า มีสีหน้าลำพองใจอยู่หลายส่วน เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้า
“อาศัยคำว่า “บริสุทธิ์” นี้ก็มากพอจะภาคภูมิใจในตัวเองได้แล้ว เป็นต้นทุนที่ไม่ว่าเจอใครก็กล้านั่งทัดเทียมด้วยจริงๆ”
กู่เฮ้อกระจ่างแจ้ง มิน่าเล่าเจ้าเด็กนี่ถึงกล้าประมาทขนาดนี้ตอนอยู่กับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว ที่แท้ก็เป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ขอบเขตสิบสี่ที่หาได้ยากยิ่ง หวงเจิ้นสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา
“ชอบอ่านเรื่องเล่าของจอมยุทธพเนจรและนักฆ่ามาโดยตลอด ชอบอ่านกวีสั้นห้าคำสี่วรรคมากเป็นพิเศษ”
กู่เฮ้อกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ เจ้าเด็กนี่ทำอะไรลับๆ ล่อๆ ก็ไม่เสียแรงที่ชอบอ่านเรื่องเล่าของนักฆ่า แต่กู่เฮ้อก็ยิ่งมั่นใจในความคิดข้อหนึ่ง เจ้าคนที่ชื่อเฉินผิงอันผู้นั้นต้องไม่ใช่คนที่ควรไปมีเรื่องด้วยอย่างแน่นอน เหตุผลก็เรียบง่ายอย่างยิ่ง หากเขาเป็นคนดี ไฉนถึงมามีเรื่องกับขอบเขตสิบสี่อย่างหวงเจิ้นได้? ไม่ว่าจะอย่างไร วันหน้าเจอกับเจ้าหมอนั่นจะต้องเดินอ้อมไปอีกทาง
บางทีอาจเป็นเพราะนั่งนิ่งอยู่ที่นี่มานานหลายปี มีวันเวลาที่หมดสิ้นความสนใจจะพูดคุยกับคนอื่นมานานเกินไป วันนี้หวงเจิ้นจึงไม่ขี้เหนียวคำพูด
“คนที่เขียนบทกวีก็คือบุคคลในยุคเดียวกับรองเจ้าลัทธิหันแห่งศาลบุ๋น บทความในการสอบเคอจวี่ มีการพูดถึงลำนำตั๊กแตนป่วย ในกวีมีประโยคที่ว่า “นกขมิ้น อีกาทั้งหลาย ล้วนคิดอยากจะทำร้ายตั๊กแตน กล้าเขียนแบบนี้ แน่นอนว่าต้องสอบตกอย่างไม่ต้องสงสัย ภายหลังก็มีกวีสี่วรรคบทนี้ที่เผยอารมณ์ในใจโดยไม่ปิดบัง ครั้งแรกที่ข้าได้อ่านก็รู้สึกเศร้าใจ ไปเปิดอ่านบทรวมกวีของคนผู้นี้ สิ่งที่เขียนไว้คือนกหงส์โบยบินเดียวดายในทุ่งหญ้า หอร้างและที่พักม้าพังผุถูกทิ้งร้าง ม้าผอมโซใต้แสงหิ่งห้อยฤดูใบไม้ร่วง แสงจันทร์เยียบเย็นส่องต้นไม้เหี่ยวเฉา อ่านครั้งแรกก็ทำให้คนเหมือนเห็นปัญญาชนร่างผอมแห้งใบหน้าอมทุกข์นอกตำราที่ท้องหิว ในท้องจึงเต็มไปด้วยคำบ่นที่ไม่ถูกกาลเทศะ เพียงแต่ว่าพออ่านหลายครั้งเข้ากลับขบคิดความนัยที่ซ่อนอยู่ได้ ที่แท้ก็มีคนที่สามารถนำภาพลักษณ์อันหลากหลายอย่างคดเคี้ยว สูงชัน เดียวดาย พิลึกพิลั่น มาบรรยายให้เรียบง่าย สงบนิ่ง เหมือนน้ำร้อยสายที่ไหลลงสู่มหาสมุทรได้ด้วย”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มอย่างเข้าใจ
“หากเป็นคำบ่นในเวลาปกติทั่วไปของบัณฑิตก็ไม่เป็นไร แต่กล้าเขียนบทความเคอจวี่เช่นนี้ก็ถือว่ามีความสามารถแล้ว คือคนจริงใจที่เจ้าอารมณ์ หากเป็นขุนนางได้สิแปลก”
หวงเจิ้นพึมพากับตัวเอง
“บทกวีชื่อว่า “มือกระบี่ หัวข้อคือ “บรรยายถึงกระบี่” สิบปีลับกระบี่หนึ่งเล่ม คมกระบี่เยียบเย็นยังไม่เคยได้ใช้ กระบี่ที่ลับมานาน วันนี้ยืนให้ท่านดู ใครที่ยังไม่ได้รับความอยุติธรรม”
เขาหวงเจิ้นฝึกกระบี่มากี่ ‘สิบปี” แล้ว? รอคอยอย่างยากลำบากมานานหลายปีเหลือเกิน ในที่สุดก็รอคอยจนถึงคราวที่เฉินผิงอันเข่นฆ่ากับเจียงเซ่อ เจ้าเฉินผิงอันกล้ารับกระบี่หรือไม่?
คนที่ต้องมากินข้าวคุกอยู่ในสวนกงเต๋อศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง สามารถบุกเบิกพื้นที่ลับถูกขังอยู่เพียงลำพัง คนที่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีเช่นนี้มีน้อยจนนับนิ้วได้ ทางฝั่งของหลิวชานี้มีแขกมาเยี่ยมเยือนน้อยนิด ไม่ถึงหนึ่งมือนับ วันนี้ก็มีผู้เฒ่าสวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียวคนหนึ่งเดินเข้ามา เอาสองมือไพล่หลัง เห็นหลิวชาที่นั่งยองตกปลาอยู่ริมลำคลองก็มายืนอยู่ข้างๆ คล้ายกับรอให้หลิวชาตกปลาขึ้นมาได้ หลิวชาเพียงแค่ยกคันเบ็ดแกว่งเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปั้นเหยื่อเสร็จก็โยนคันเบ็ดออกไปอีกครั้ง ทำเป็นว่าแขกที่มายืนอยู่ไม่มีตัวตน
ผู้เฒ่าไม่ได้มีความอดทนมากนักจึงเปิดปากถามโดยตรงว่า
“ถึงอย่างไรก็อาศัยการกินปีศาจใหญ่มาเพิ่มพลังตบะ กินใครก็เหมือนกัน ในเมื่อโจวมี่มีความสามารถที่จะเลือกคนอ้วนคนผอม ทำไมถึงไม่กินเจ้าไปพร้อมกันเลยเล่า?”
ผู้ที่มาเยือนก็คือเฉินชิงหลิวที่เดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ไปทั่ว ก่อนหน้านี้ไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร้างมารอบหนึ่ง ครั้งนี้เพิ่งจะกลับมาจากดินแดนพุทธะสุขาวดี คิดว่าช่วงนี้จะไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวอีกสักรอบ แน่นอนว่าหลิวชาต้องจำอีกฝ่ายได้ จึงเอ่ยว่า
“กินข้าแล้วปวดฟัน”



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!