หากจะบอกว่าเมื่อก่อนพูดถึงอิ่นกวานหนุ่ม ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเต้ากวานบนยอดเขาที่ข่าวสารว่องไวพูดคุยกันเรื่องของนครบินทะยานและหนิงเหยาแห่งใต้หล้าห้าสี หรือไม่ก็เฉาสือ ถึงจะถือโอกาสพูดถึงเฉินผิงอันไปด้วย ถ้าอย่างนั้นรอกระทั่งตอนนี้เริ่มรับรู้เรื่องวงในจากการย้ายดวงจันทร์ดวงนี้ว่ามีเฉินผิงอันผู้นั้นเป็นผู้นำ ถึงได้มีวีรกรรมสองอย่าง อย่างการเปิดภูเขาและย้ายดวงจันทร์เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ชื่อเสียงของอิ่นกวานหนุ่มผู้นี้ในหมู่เต้ากวานแห่งใต้หล้ามืดสลัวไม่เลว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกภูตที่ต้องกราบไหว้ดวงจันทร์ที่รู้สึกซาบซึ้งในพระคุณอย่างยิ่ง ว่ากันว่าเผ่าปีศาจบางส่วนที่สร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมถ้ำสถิตอย่างเรียบง่ายอยู่ในป่าห่างไกลแล้วหลอมเรือนกายเป็นมนุษย์ได้สำเร็จ แม้กระทั่งป้ายชื่อคนเป็นก็ยังมีแล้ว ทุกวันจะต้องจุดธูปกราบไหว้ด้วยความศรัทธา ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าพวกเขาแค่รู้นามอิ่นกวานที่ได้ยินได้ฟังมาอีกที เซียนกระบี่ท่านนี้ชื่อว่าอะไรกลับไม่เคยถามถึง แค่เรียกว่า “อิ่นกวาน” แทนไปก่อน
นอกจากนี้เต้ากวานสายต่างๆ ที่ต้องใช้การหลอมแก่นตะวันจันทราในการฝึกตนแม้ว่าจะมีการแบ่งนอกใน การหลอมนอก หลอมแค่ดวงอาทิตย์หรือไม่ก็ดวงจันทร์อย่างเดียวก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ก็ง่ายที่จะเดินหลงทาง ทางที่ดีที่สุดคือต้องให้หยินหยางสมดุลกัน เป็นเหตุให้การที่มีดวงจันทร์เพิ่มมาก็คือผลประโยชน์ที่ได้รับมาเพิ่มเติม
ท่ามกลางดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ที่ลอยสูงอยู่กลางนภา มีนักพรตร่างผอมสวมชุดผ้าฝ้ายคนหนึ่งเอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อตามความเคยชิน ค้อมตัวนั่งยองอยู่นอกประตูถามคนที่อยู่ในห้องว่า
“ศิษย์พี่จินจิ่ง อาจารย์ออกไปข้างนอกกะทันหัน จะไปพบใคร ไปถกพรรคากับใครหรือ?”
นักพรตเด็กน้อยที่แบกน้ำเต้าลูกยักษ์ไว้บนหลังนั่งอยู่บนม้านั่ง จำเป็นต้องจับตามองเปลวไฟในเตาหลอมให้ดี หากพลาดก็จะทำให้โอสถเซียนทั้งเตาเสียหาย เขาก็ต้องแบกรับผลลัพธ์ที่ตามมาเอาเอง
“ศิษย์น้องหยวนลู่ อาจารย์ท่านผู้อาวุโสแค่บอกว่าจะออกเดินทางไกล ทุกวันนี้พวกเราขาดนักพรตเฝ้าประตูที่คอยต้อนรับแขกก็ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไรจริงๆ”
หวังหยวนลู่พึมพำ
“พิถีพิถันไปทุกเรื่อง”
เห็นว่าศิษย์พี่ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์สีหน้าไม่สบอารมณ์ หวังหยวนลู่ที่ผอมแห้งเหมือนลำต้นไผ่ก็ได้แต่เปลี่ยนคำพูดใหม่ว่า
“ศิษย์พี่จินจิ่ง คนที่ให้ความเคารพครูบาอาจารย์อย่างท่าน พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก มิน่าเล่าอาจารย์ไปที่ใดก็ล้วนยินดีพาท่านไปด้วยทุกที่”
นักพรตเด็กหนุ่มพยักหน้า
“ศิษย์น้องหยวนลู่ อย่าเห็นว่าทุกวันนี้เจ้าได้เข้ามาอยู่ในทำเนียบ มีตำแหน่งเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดแล้ว คิดดูแล้วในใจของท่านอาจารย์ผู้อาวุโสก็น่าจะใกล้ชิดกับข้ามากกว่า”
หวังหยวนลู่อืมรับหนึ่งที
“นั่นมันแน่อยู่แล้ว อาจารย์เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน”
หากนักพรตเฒ่าอยู่ที่นี่ด้วย หวังหยวนลู่กับสวินหลันหลิงที่มีฉายาว่าจินจิ่งไม่ได้เรียกขานกันเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องเช่นนี้ ช่วยไม่ได้ นักพรตเฒ่ายอมรับแค่หวังหยวนลู่ที่มาจากสายโจรขโมยข้าวเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดเท่านั้น สวินหลันหลิงกลับเป็นแค่คนเฝ้าไฟที่ดูแลเตาหลอมโอสถมาโดยตลอด เขายินดีอย่างมากที่จะฉวยโอกาสตอนเจ้าอารามผู้เฒ่าไม่อยู่บ้านเอาเปรียบหวังหยวนลู่ทางปาก
มีนักพรตหนุ่มสวมกวานดอกบัวคนหนึ่งเดินมาว่องไวราวกับสายลม หอบเสียงดังหืดหาด ปากก็ตะโกนโหวกเหวกว่าขอชาสักกามาดื่มดับกระหายหน่อย นักพรตน้อยไม่กลัวเจ้าลัทธิสามแห่งป๋ายอวี้จิงที่ “ลำดับอาวุโสเท่าเทียมกัน ผู้นี้ เขาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ลู่ซานเอ๋อร์ มาปล้นอีกแล้วหรือ?”
ในเมื่อลู่เฉินต้องเรียกอาจารย์ของตนว่าอาจารย์อาปี้เซียว ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็มีลำดับอาวุโสเท่ากันแล้วไม่ใช่หรือ? อีกอย่างอยู่ที่นี่ ตนถือเป็นเจ้าบ้านครึ่งตัว ลู่เฉินที่เป็นแขกกล้าทำตัวเหลวไหลหรือ?
เจ้าลัทธิลู่พยักหน้า ปากก็อืมๆๆ ตอบรับ
“อุตส่าห์มาเยี่ยมเยือน ถือว่าให้เกียรติอย่างสูงสุด เอาของกินมาเป็นรางวัล ไป ไปเอาเหล้าดีๆ เนื้อดีๆ มาปรนนิบัติหน่อยสิ”
นักพรตน้อยเดือดดาล กำลังจะด่าคน กลับเห็นว่าลู่เฉินบิดปลายเท้า หมุนตัวเตรียมจะจากไปอย่างว่องไว ทว่ากลับเห็นเจ้าอารามผู้เฒ่ายื่นมือมาคว้าไหล่
“เพิ่งจะมาก็กลับแล้ว ไม่อยู่คุยกันสักหน่อยหรือ?”
กู่เฮ้อเห็นนักพรตเด็กน้อยคนนั้นก็สีหน้าอึ้งค้างไป ก่อนจะตามมาด้วยความเศร้าเสียใจ เอ่ยเสียงสั่นว่า
“สหายจินจิ่ง”
เจ้าอารามผู้เฒ่าผู้เฒ่ามีสีหน้าเป็นปกติ หวังหยวนลู่เกิดใจกังขา ส่วนนักพรตน้อยกลับรู้สึกมึนงง
“พวกเรารู้จักกันหรือ?”
ลู่เฉินมองไปยังสหายที่ได้เจอกันอีกครั้งผู้นั้น ถามเสียงเบาว่า
“เอ่ยแสดงความยินดีกับอาจารย์อาปี้เซียวของผินเต้าแล้วหรือ?”
กู่เฮ้อพยักหน้า ลู่เฉินยกนิ้วโป้งให้
“มีคุณธรรมเช่นนี้ การฝึกตนต่อจากนี้ต้องมั่นคงแน่นอน”
นักพรตน้อยถามอย่างสงสัย
“แสดงความยินดีอะไร?”
ลู่เฉินกล่าว
“สหายผู้นี้อวยพรให้อาจารย์อาปี้เซียวได้เลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าอย่างไรล่ะ”
นักพรตน้อยมีสีหน้ามึนงง นี่มันอะไรกัน? หวังหยวนลู่สูดลมหายใจดังเฮือก สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ หดคออย่างอดไม่ได้
ลู่เฉินเปลี่ยนเรื่องคุย ยิ้มเอ่ยว่า
“สหายเวยเฉิน ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง รู้สึกอย่างไร?”
แม้ในใจกู่เฮ้อจะรู้สึกได้ถึงลางไม่ดี แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นสุขุมเยือกเย็น เอ่ยว่า
“บนเส้นทางของความเป็นอมตะ ไม่อยากจะมองย้อนกลับไป มิตรเก่าจากไปนานแล้ว กระจัดกระจายเหมือนฝุ่นปลิวหายไปตามลม”
เจ้าอารามผู้เฒ่ามองจิตแห่งมรรคาของลู่เฉินแวบหนึ่ง ใจของนักพรตท่วมท้นด้วยความปรารถนาที่จะชำระโลกวุ่นวายให้บริสุทธิ์ ไยต้องทำเช่นนี้ด้วย?
ลู่เฉินสะบัดชายแขนเสื้อที่กว้างและใหญ่สองข้าง ยิ้มถามว่า
“สิบห้าเทียมที่ห่างแค่เสี้ยวเดียว ถือเป็นขอบเขตสิบห้าหรือ?”
นักพรตน้อยส่ายหน้า
“ยังคงไม่นับ”
หวังหยวนลู่กล่าว
“ย่อมต้องนับ”
ลู่เฉินหัวเราะร่วน ยื่นมือไปกดหัวของนักพรตน้อย ให้อีกฝ่ายอยู่นิ่งๆ นักพรตน้อยไม่ได้งัดมือของลู่เฉินออก เพียงถามอย่างประหลาดใจว่า
“ลู่เฉิน ทำอะไรน่ะ?”
ลู่เฉินพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!