เมื่อเจียงเซ่อชักหอกยาวโพ่เจิ้นออกมา เฉินผิงอันก็เรียกธงเซียนกระบี่ที่ได้มาจากมือของหลีเจินในอดีตออกมาทันที ปักทิ่มลงไปบนพื้นแรงๆ ธงเซียนกระบี่ที่ถูกหลอมใหญ่เป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิตได้ไม่นานเท่าไร ก่อนหน้านี้แค่กล้าหลอมกลาง ถูกเฉินผิงอันวางไว้บนยอดเขาของ “ศาลภูเขา” ที่สร้างขึ้นมาจากดินห้าสี ทุกวันนี้กลับบุกเบิกถ้ำสถิตแห่งชะตาชีวิตเพื่อมันโดยเฉพาะ เห็นเพียงว่าเซียนกระบี่แต่ละท่านที่เรือนกายล่องลอย ดวงตาเป็นสีเงินพลิ้วกายออกมาจากในธง มีทั้งหมดสิบแปดคน “ชุดคลุมอาคม” บนร่างของพวกเขาล้วนหลอมขึ้นมาจากยันต์ทั้งสิ้น
เรือนกายกำยำของเจียงเซ่อกลายร่างเป็นสายรุ้ง หอกยาวโพ่เจิ้นลากลำแสงโค้งงอทิ้งไว้บนพื้นหลายเส้น เซียนกระบี่ที่มาขวางทางพวกนั้นเปราะบางเหมือนกระดาษ แม้กระทั่งโอกาสจะออกกระบี่ก็ยังไม่มี ยามที่หอกยาวสัมผัสร่างของเซียนกระบี่ก็คล้ายกับลูกหิมะที่ระเบิดแตก
เจียงเซ่อมาอยู่ตรงหน้าเฉินผิงอันในชั่วพริบตา ดวงตาสีทองคู่นั้นที่สาดสะท้อนเข้ามาในดวงตาช่างน่ารังเกียจจริงๆ! จิตของเฉินผิงอันขยับไหวเล็กน้อย พยายามที่จะเก็บธงเซียนกระบี่มา แต่กลับถูกหอกของเจียงเซ่อทำลายพลังจิตส่วนนั้นจนแหลกสลาย เจียงเซ่อกระตุกมุมปาก ยื่นมือมากุมธงเซียนกระบี่ที่ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าของแล้วหักมันทิ้งได้อย่างง่ายดาย
ในร่างกายของเฉินผิงอันที่หดย่อพื้นที่ขยับห่างออกไปมีเสียงฟ้าร้องดังสะเทือนเลือนลั่น ธงเซียนกระบี่ที่หลอมขึ้นอย่างตั้งใจ แกะสลักอักขระยันต์ไว้นับพัน แม้กระทั่งถ้ำสถิตแห่งชะตาชีวิตต่างก็ต้องพังเสียหายไปนับแต่นี้
เจียงเซ่อรู้ว่าบนร่างของเจ้าเด็กนี่ยังซ่อนวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่ผ่านการหลอมใหญ่ไว้อีกไม่น้อย ผู้ฝึกตนทั่วไป ไหนเลยจะกล้าหลอมใหญ่ให้วัตถุแห่งชะตาชีวิตจำนวนมากขนาดนี้ หากทุกการเข่นฆ่าล้วนสามารถอาศัยจำนวนของสมบัติอาคมมาคว้าชัยชนะได้ ผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่มีชีวิตอยู่มาหลายพันปี ใครบ้างจะไม่มีวัตถุแห่งชะตาชีวิตนับร้อยชิ้นเป็นสมบัติในบ้าน? แต่การกระทำเช่นนี้ของเฉินผิงอันก็ไม่ได้ผิด ในฐานะครึ่งของหนึ่งนั้น พื้นฐานที่มีติดตัวมาก่อนกำเนิดดี ท้องร้องโครกคราก ไม่กลัวว่าจะกินอิ่ม หากมอบเวลาในการฝึกตนให้เขาอีกสักสองสามร้อยปี สามารถบุกเบิกช่องโพรงลมปราณพันกว่าแห่งในร่างมนุษย์ได้ทั้งหมด จากนั้นวางวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่ผ่านการหลอมใหญ่ให้มาเป็นสมบัติเฝ้าพิทักษ์อยู่ภายใน ขณะที่พิสูจน์มรรคาบินทะยาน คาดว่าคงรังเกียจที่พลานุภาพของทัณฑ์สวรรค์ไม่ยิ่งใหญ่มากพอเลยกระมัง? แล้วก็ถือเป็นการลงมืออันโดดเด่นที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน น่าเสียดายที่มาเจอกับตน
เจียงเซ่อส่ายหน้า เอ่ยเตือนว่าระหว่างที่พูด เจียงเซ่อก็จ้วงแทงโพ่เจิ้นไปที่หน้าอกของเฉินผิงอันด้วยพลังอำนาจที่มิอาจต้านทาน เฉินผิงอันไม่ถอยหนีกลับกันยังบุกรุดหน้า ก้าวยาวๆ ไปข้างหน้า ปล่อยให้หอกยาวแทงทะลุหน้าอก บิดหมุนข้อมือหนึ่งครั้ง พริบตานั้นมือขวาก็ถือประคองฉากสายฟ้าที่ทับซ้อนกัน สายฟ้าตัดสลับถักทอเหมือนมังกรเลื้อย เรียกฉากสายฟ้าออกมาเหมือนปล่อยหมัด กระแทกเข้าที่ใบหน้าของเจียงเซ่อดังปัง แล้วออกแรงกดลงไป สายฟ้าทั้งก้อนปะทะกับลมปราณแท้จริงที่หนาข้นของเจียงเซ่อ พริบตาเดียวก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผง ทำเอาศีรษะของเจียงเซ่อสะบัดไปด้านหลัง ลากหอกถอยหลัง แต่ไม่ลืมบิดคว้านหอกยาวขยี้ให้หน้าอกของเฉินผิงอันแหลกเป็นหลุมขนาดใหญ่
เรือนกายถอยกรูดไปด้านหลังหลายสิบก้าว เจียงเซ่อถือหอกยืนนิ่ง ไม่เสียแรงที่มีเรือนกายของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์อย่างถึงแก่น ควบคู่กับร่างเมฆาวารีและขอบเขตแก่นน้ำ บาดแผลเบื้องหน้าประสานตัวอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กริชสองเล่มไถลออกมาจากชายแขนเสื้อ เฉินผิงอันกุมไว้ในมือเบาๆ กริชเฉาจื่อเล่มหนึ่งแกะสลักคำว่าเฉาสู่ แต่ชื่อจริงคือจู๋ลู่ อีกเล่มหนึ่งแกะสลักคำว่ามู่เสีย ถูกเฉินผิงอันตั้งชื่อให้ว่าเกอลู่
สร้างโดย AIต่อให้จะมีภาพค่ายกลมาช่วยเสริม นักพรตเดินท่าย่ำพายุบวกกับวิชาอภินิหารหดย่อพื้นดิน เรือนกายกลับยังช้าถึงเพียงนี้ คนไม่ได้เรื่อง ต่อให้เจ้าจะชิงความได้เปรียบทั้งฟ้าอำนวยดินอวยพรและคนสามัคคีไปจนหมด ก็ยังเป็นเพียงความว่างเปล่าทั้งสิ้น เจียงเซ่อคร้านจะขยับเคลื่อนตำแหน่งแล้วด้วยซ้ำ แค่เบี่ยงหน้าเล็กน้อยก็หลบกริชมู่เสียมาได้ จากนั้นยกฝ่ามือขึ้นกระแทกกริชที่แกะสลักคำว่าเฉาสู่ กริชเฉาจื่อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเรื่องเล่าขานอันมหัศจรรย์กลับค่อยๆ แตกทลายไปทีละนิด แตกยับเหมือนเศษหยก จากนั้นยื่นมือออกไปอีกครั้ง นิ้วทั้งห้าคว้าใบหน้าของเฉินผิงอัน เอาคืนอีกฝ่ายด้วยการบิดหมุนข้อมือเช่นเดียวกัน ตวัดร่างทั้งร่างของเฉินผิงอันให้พลิกลงพื้น
พื้นดินสะเทือนเลือนลั่น ร่างของเฉินผิงอันยุบยวบอยู่ในหลุม รอบด้านคือรอยปริแตกจำนวนนับไม่ถ้วน เจียงเซ่อยกเท้าขึ้นกระทืบไปที่หัวใจของเจ้าหมอนั่นเต็มแรง เรือนกายของเฉินผิงอันกลายเป็นแสงกระบี่สิบแปดเส้นที่แตกสลายไปในชั่วพริบตา แล้วไปรวมตัวกันใหม่ในจุดที่ห่างไปไกล ดูเหมือนเจียงเซ่อจะดูแคลนที่จะไล่ตามอีกฝ่ายไป เพียงแค่ถือหอกยาวเอียงๆ จุดที่ปลายหอกโพ่เจิ้นชี้ไปก็มีลูกธนูลูกหนึ่งที่เกิดจากการรวมตัวกันของพลังที่ยิ่งใหญ่กร้าวแกร่งแหวกอากาศออกไป เรือนกายของเฉินผิงอันระเบิดออกอีกครั้ง ตรงหน้าท้องกลายเป็นรูขนาดเท่าปากชาม คือคำว่า “ท้องว่าง” อย่างสมชื่อ ครั้งนี้ความเร็วในการประสานตัวของบาดแผลช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
เฉินผิงอันสีหน้าไร้อารมณ์ เพียงแค่ว่าในดวงตาฉายความไม่เข้าใจ ความเร็วของเรือนกายเจ้าเจียงเซ่อผู้นี้ไว้ได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ? ต้องรู้ว่าหลังจากที่เจียงเซ่อชักหอกยาวโพ่เจิ้นออกมาอีกครั้งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ร่ายวิชาอภินิหารของสำนักการทหารใดๆ ออกมา ยิ่งไม่ได้ใช้เวทคาถาตระกูลเซียนใดๆ ซึ่งก็หมายความว่าเจียงเซ่อใช้เรือนกายของผู้ฝึกยุทธมารับมือกับศัตรูอยู่ตลอด อีกอย่างในซากปรักสนามรบแห่งนี้ เดิมทีวิถีสวรรค์ก็สยบกำราบปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารของที่เป็นคนสังหารสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นคนแรกอยู่แล้ว กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของผู้ฝึกกระบี่ถือว่าเป็นกรณีพิเศษที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาน้อยที่สุดแล้ว นี่ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่าหนึ่งกระบี่ทำลายหมื่นอาคม ในเมื่อเจียงเซ่อไม่ได้ร่ายวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิต ตัวอยู่ในฟ้าดินเล็กของสำนักการทหาร จะสามารถมองเมินการชะงักค้างของแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาไปอย่างสิ้นเชิงได้อย่างไร?
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเฉินผิงอันได้เรียกนกในกรงที่เป็นกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมานานแล้ว เป็นเหตุให้เฉินผิงอันนั่งพิทักษ์ฟ้าดิน การกระทำของเขาจึงเหมือนเรือที่ไหลไปตามน้ำเคลื่อนไปตามลม เจียงเซ่ออยู่ที่นี่กลับเหมือนอยู่ในดินแดนแก้วใสที่เกาะตัวเป็นน้ำแข็งอย่างที่มองไม่เห็น เรือนกายของเขาไม่เพียงแค่เหมือนเรือที่ทวนกระแสน้ำเท่านั้น ที่แห่งนี้ยังขัดขวางการไหลรินของปราณวิญญาณในร่างกายและจิตวิญญาณเขามากที่สุดด้วย
เจียงเซ่อเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบช้า ยิ้มเอ่ยว่า
VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!