“หลอมรวมคุณธรรมแห่งลัทธิขงจื๊อ และปัญญาแห่งสำนักโม่ ผนึกเหตุผลกับกฎหมายเข้าด้วยกันบรรจบวิถีแห่งร้อยสำนัก”
น่ะหรือ? สำนักการทหาร มีสำนักกสิกรรมช่วยเสริม สำนักจ้งเหิงเป็นระดับรองลงมา? เจียงซ่างเจินมองสนามรบแห่งนั้น แยกไม่ออกเลยสักนิดว่าใครเป็นใคร มองดูด้วยความอกสั่นขวัญผวา ไฉนพอเข้ามาก็เห็นเจ้าขุนเขาโดนซ้อมเลยเล่า ยังดี ยังดี มีการผลัดกันรุกผลัดกันรับกับปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร มีผลงานการสู้รบนี้อยู่ก็มากพอจะสร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับทั้งโลกได้แล้ว เล่าลือออกไปต้องไม่มีใครกล้าเชื่อ
ชุยตงซานพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“นี่เป็นเพราะเจียงเซ่อยังไม่ได้เอาจริง….ก็ไม่ใช่ เป็นเพราะยังไม่ได้ใช้ตบะบนยอดเขาของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารเรียกท่าไม้ตายที่แท้จริงออกมา คาดว่าเขาน่าจะกำลังรอให้พวกเรางับเหยื่อ หากไม่ได้เห็นพวกเราปรากฏตัวกันครบถ้วน เขาก็จะซุกซ่อนฝีมือเอาไว้ไปตลอด”
เจียงซ่างเจินพยักหน้า
“พวกเราคิดอยากจะร่วมมือกันเล่นงานเขา นั่งลงแบ่งสมบัติ ไยปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารผู้นี้จะไม่อยากให้ได้ชัยชนะสำเร็จในการลงมือเพียงครั้งเดียวเหมือนกันเล่า”
ชุยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อ หัวเราะฮ่าๆ
“ไม่กลัว มีอาจารย์เจิ้งอยู่ด้วยนี่นะ ไม่ถึงคราวที่พวกเราต้องคิดโน่นคิดนี่เป็นคนรัฐฉีที่กลัวว่าฟ้าจะถล่มหรอก”
เจียงซ่างเจินจับตามองสนามรบอย่างละเอียด สีหน้าซับซ้อน ถอนหายใจในใจหนึ่งที ต่อสู้กับคนที่เมื่อหมื่นปีก่อนได้เลื่อนติดอันดับสิบผู้กล้าแห่งใต้หล้าอย่างเจียงเซ่อน่ะหรือ? เป็นเรื่องที่แม้แต่คิดก็ยังไม่กล้าคิด หากมีคนโน้มน้าวให้เขาท่าเช่นนี้เร็วกว่านี้สักหนึ่งร้อยปี เจียงซ่างเจินคงจะต้องเด็ดหัวของคนผู้นั้นเอามาทำเป็นโถฉี่แน่นอน เมื่อเทียบกับการถามกระบี่ที่หากไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกันบนเรือราตรีครั้งนั้นแล้ว วันนี้ก็แค่มีเจียงเซ่อกับเจิ้งจวีจงเพิ่มมาเท่านั้น คนรู้จักเก่าเยอะมาก
อู๋ซวงเจี้ยง หนิงเหยาและสมบัติมีชีวิตคู่นั้นต่างก็ผงกศีรษะทักทายกัน ยังไม่ได้ลงมืออย่างแท้จริง อู๋ซวงเจี้ยงก็เริ่มปรึกษาแล้วว่าจะแบ่งโชคชะตาบู๊ห้าส่วนของเจียงเซ่อกันอย่างไร
“อาจารย์เจิ้งเอาโชคชะตาบู๊ไปสามส่วน นี่คือผลกำไรที่เขากับชุยฉานตกลงกันไว้นานแล้ว”
โชคชะตาบู๊สามส่วนของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารคนหนึ่ง ยังเป็นแค่ดอกเบี้ยเท่านั้น? ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า “เงินทุน” และ “ส่วนแบ่ง” จากการค้าครั้งนั้นของเจิ้งจวีจงกับชุยฉานจะมีอะไรบ้าง อาจารย์ไม่อาจแบ่งสมาธิมาพูดคุยได้ ชุยตงซานจึงพยักหน้าตอบตกลงกับเรื่องนี้แทนเขา
“ไม่มีปัญหา”
อู๋ซวงเจี้ยงกล่าวต่ออีกว่า
“สองส่วนที่เจียงเซ่อได้มาจากใต้หล้ามืดสลัว แน่นอนว่าต้องเป็นของข้า”
“ในฐานะของรางวัลจากการค้าครั้งนี้ แท่นสังหารมังกรของตำหนักสุ้ยฉู รวมไปถึงเงินเหรียญทองแดงแก่นทองทั้งหมดในคลัง ล้วนเป็นของเฉินผิงอัน”
“แต่ต้องให้เขาไปเอาเอง ไปช้าเกิน จะเหลืออีกกี่มากน้อย ตำหนักสุ้ยฉูไม่รับประกันใดๆ ในเรื่องนี้”
เจียงซ่างเจินมีสีหน้าปั้นยาก พึมพำว่า
“หากตัดหัวตัดท้ายออก ดูแค่ฉากนี้ พวกเราเหมือนตัวร้ายไปหน่อยหรือไม่?”
ชุยตงซานโบกพัดพับเบาๆ สีหน้าผ่อนคลายสบายอารมณ์ ไม่ถือสาคำพูดทุเรศของโจวอันดับหนึ่ง แต่อันที่จริงในใจกลับคิดคำนวณไม่หยุด ถามว่า
“เจ้าตำหนักอู๋รีบร้อนออกจากบ้านมาเช่นนี้ แม้กระทั่งวัตถุจื่อชื่อสักชิ้นที่ใส่เงินเหรียญทองแดงแก่นทองไว้ไม่กี่เหรียญก็ไม่ทันหยิบมาด้วยหรือ?”
อู๋ซวงเจี้ยงกล่าว
“ต้องมามือเปล่า ทุกวันนี้ป๋ายอวี้จิงจับตามองอย่างเข้มงวด ง่ายที่จะใช้เป็นข้ออ้างมาหาเรื่อง พูดถึงแค่การออกไปผ่อนคลายอารมณ์ข้างนอกแล้วมาเจอกับเจียงเซ่อ พบเจอกันบนทางแคบ ต่างคนต่างไม่หลีกทางให้กัน พูดไม่เข้าหูคำเดียวก็ตีกัน พอจะอธิบายได้ ต่อให้ป๋ายอวี้จิงไม่เข้าใจก็ยังอาจจะฝืนใจยอมรับไว้ แต่หากภูเขาลั่วพั่วมี “ของกลาง” ที่จับต้องได้จริง คาดว่าทางฝั่งศาลบุ๋นก็คงอธิบายให้ป๋ายอวี้จิงฟังลำบาก ร่วมมือกับตำหนักสุ้ยฉูสร้างสถานการณ์วุ่นวายในมืดสลัว โทษใหญ่ขนาดนี้โยนเข้าใส่ ไม่ว่าใครก็รับไม่ไหว”
ชุยตงซานพยักหน้า
“เข้าใจได้”
เรื่องบางอย่างทำได้แต่พูดไม่ได้ เรื่องบางอย่างกลับได้แต่พูด แต่ทำไม่ได้
อู๋ซวงเจี้ยงมองปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารผู้นั้น ก่อนจะมองไปที่เจิ้งจวีจง ถอนหายใจเอ่ยว่า
“ไฉนถึงมีกลิ่นอายของศึกที่วัดเซียงจีแล้วล่ะ”
ซากปรักสนามรบโบราณของใต้หล้ามืดสลัวแห่งนั้น ก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีผู้ฝึกตนที่บรรลุมรรคา เดินไปบนเส้นทางที่คุณูปการสมบูรณ์พร้อม เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ เจียงซ่างเจินมึนงง เจิ้งจวีจงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ชุยตงซานได้แต่อธิบายให้โจวอันดับหนึ่งฟังว่าเป็นความขัดแย้งภายในครั้งหนึ่ง สองกองทัพเข่นฆ่ากัน ไม่มีทหารคนใดไม่ใช่ทหารฝีมือดี พลังต้นกำเนิดเสียหายมหาศาล อำนาจและความรุ่งเรืองของราชวงศ์จึงเสื่อมถอยลงตั้งแต่นี้
ชุยตงซานเตรียมพร้อมรอรับทุกสถานการณ์ ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบึงใหญ่ยุคโบราณที่เปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายแห่งเปลี่ยวร้าง ไอหมอกสีขาวหิมะแผ่อบอวล เหมือนงูสีขาวตัวหนึ่งที่เลื้อยผ่านไป ล้อมพันตัวเองเหมือนผูกเชือก ขณะเดียวกันชุยตงซานก็หยิบม้วนภาพชิ้นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง กำไว้ในฝ่ามือแน่น แต่กลับไม่ได้รีบร้อนเปิด สมบัติพิทักษ์ภูเขาของภูเขาลั่วพั่วของตกทอดจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ชิ้นนี้
คุยเล่นส่วนคุยเล่น มือของเจียงซ่างเจินก็ไม่ได้อยู่เฉย บัญชาการ “หลิ่วอินตี้” (พื้นที่ร่มเงาหลิว) ที่หลอมมาจากซากปรักโบราณแห่งหนึ่ง นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง อ้าปากหนึ่งทีก็มีเม็ดกระบี่สีทองที่เพิ่งจะหลอมออกมาได้ไม่นานปรากฏตัวบนโลก ป่ายเหย่ในศึกของฝูเหยาทวีป อวี๋โต้วที่เฝ้าพิทักษ์ป๋ายอวี้จิง และยังมีเจียงเซ่อในเวลานี้ การล้อมฆ่าที่น่าตะลึงพรึงเพริดสามครั้ง สองปรากฏหนึ่งอำพราง สองสนามรบแรกได้สร้างผลกระทบให้กับทิศทางการดำเนินไปของใต้หล้า ไม่รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะส่งผลกระทบลึกล้ำยาวไกลอย่างไรให้กับโลกมนุษย์

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!