เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1150

บทที่ 1150.4 อย่าหวังว่าจะละผ่านไม่เอ่ยถึง
อันที่จริงเฉินผิงอันเคยมีโอกาสที่จะกลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าห้าสีแทนที่หนิงเหยา สุดท้ายได้กลายเป็นเจ้าผู้ครองใต้หล้าเหมือนกับเฝ่ยหราน โจวมี่เดินขึ้นฟ้าจากไป เฝ่ยหรานเข้ามาเสริมตำแหน่งว่างของเปลี่ยวร้าง

ด้วยนิสัยของหนิงเหยา หากสามารถรู้ความจริงล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่นตอนที่นางเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยาน ต่อให้ตอนนั้นหนิงเหยาจะมีเค้าโครงว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่งแล้ว แต่นางก็ต้องยังยินดีจะหลีกทางให้เฉินผิงอัน ทว่าในนี้กลับมีเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่งที่เป็นกุญแจสำคัญอย่างมาก นั่นก็คือการเลือกของเฉินชิงตูก่อนหน้านานยิ่งกว่านั้น รวมไปถึงการกระทำโดยไม่ได้ตั้งใจบางอย่างของเฉินผิงอัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ ไม่เป็นเช่นนี้ เฉินชิงตูก็คงไม่มอบความหวังและการขัดเกลาครั้งแล้วครั้งเล่าให้กับผู้ฝึกกระบี่ต่างถิ่นผู้นี้

ชุยตงซานพึมพำเบาๆ

“เจ้าตะพาบเฒ่า ไม่ใช่คน!”

เจียงซ่างเจินเคยชินมานานแล้ว พอคว้าโอกาสได้จะต้องด่าชุยฉาน ไม่มีโอกาสก็จะสร้างโอกาสด่าไปคำหนึ่งว่าเจ้าตะพาบเฒ่า

ชุยตงซานเคยพาเผยเฉียนไปที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ด้วยกัน นอกจากจะถูกจั่วโย่วที่เคยเป็นศิษย์น้อง แต่ปัจจุบันคืออาจารย์อาใช้กระบี่ฟันผ่าให้ลงมาจากหัวกำแพงเมืองด้วยสภาพกระเซอะกระเซิงแล้ว ภายหลังชุยตงซานยังเคยไปพบเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเป็นการส่วนตัวด้วย

ครั้งแรกที่เฉินชิงตูได้เจอกับเด็กหนุ่มชุดขาวก็เรียกอีกฝ่ายว่า

‘ราชครู”

มองความจริงออกในปราดเดียว เกิดจากพลังตบะที่หนาขันทรงพลัง ในความเป็นจริงแล้วตอนนั้นจิตวิญญาณดั้งเดิมของชุยฉานได้ไปสิงอยู่บนร่างของชุยตงซานอย่างลับๆ

ไฝแดงกลางหว่างคิ้วของเด็กหนุ่มก็คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ชุยฉานจะกลับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตอนไหนก็ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวกับชุยตงซาน เรื่องของวิถีแห่งจิตวิญญาณ ชุยฉานคือยอดฝีมือชั้นสูง ขนาดคนอย่างจั่วโย่วก็ยังถูกปิดหูปิดตา ไม่อาจมองความจริงในเรื่องนี้ออก จั่วโย่วที่ต้องบอกว่าสนิทสนมคุ้นเคยกับศิษย์พี่ชุยฉานอย่างมาก ทั้งยังอยู่ใกล้กันในระยะประชิดยังมองไม่ออก นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเซียนกระบี่อาวุโสที่แค่มองดูอยู่ห่างๆ อย่างพวกเฉินซี ฉีถิงจี้เลย

สำหรับการกระทำเล็กๆ น้อยบางอย่างที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ในช่วงเวลาร้อยปี ล่าสุดของชุยฉานกับราชวงศ์ต้าหลี อันที่จริงเฉินชิงตูล้วนเห็นอยู่ในสายตา แล้วก็ไม่เคยประมาท เพราะถึงอย่างไรเจี่ยเซิงแห่งไพศาลที่เคยมาเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่ก่อนหน้านั้นและระหว่างนั้นยังรับหน้าที่เป็นสิงกวานอยู่หลายปี ก็ได้ทำให้เฉินชิงตูเกิดความทรงจำที่ลึกซึ้งต่อบัณฑิตที่ฉลาดล้ำของไพศาล ยกตัวอย่างเช่นชุยเหวยลูกศิษย์ของน่าหลันเย่สิง คนเฝ้าประตูของจวนหนิงที่ไม่ยอมมีชีวิตอยู่อย่างอัดอั้นไปจนตาย เลือกจะเป็นสายลับของต้าหลีเพื่อหาทางถอยให้กับตัวเอง เฉินชิงตูก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เพราะถึงอย่างไรชุยเหวยก็ไม่ได้ไปสวามิภักดิ์ต่อเปลี่ยวร้าง ไม่เคยเลอะเลือนบนสนามรบ ทำอะไรก็ไม่เคยข้ามเส้น แน่นอนว่าต้องยังมีวิธีการที่ซ่อนแฝงยิ่งกว่านี้ หลังจากมองดูอยู่หลายสิบปีก็พอจะเข้าใจนิสัยการกระทำเรื่องต่างๆ ของชุยฉานได้คร่าวๆ แล้ว เฉินชิงตูจึงไม่จับตามองอีก

กำแพงเมืองปราณกระบี่ในสายตาของคนที่แตกต่างกันก็จะเผยภาพบรรยากาศที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง บ้างก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย บ้างก็มีชีวิตชีวาสดใส

“เด็กหนุ่ม” ยกมือยื่นออกไปนอกหัวกำแพงเมือง บิดหมุนข้อมือเหมือนถือคันเบ็ดตกปลา เปลี่ยนน้ำเสียงเอ่ยว่า

“เหมือนการล่อปลาครั้งหนึ่งที่ใช้เวลานานหมื่นปี กำแพงเมืองปราณกระบี่ตกปลาใหญ่ตัวใหญ่โตมโหฬารตัวนั้นมาไม่ได้ แต่คันเบ็ดตกปลาในมือก็ไม่ถึงกับถูกลากพาไป ทั้งสองฝ่ายต่างก็ถ่วงรั้งกันไว้เช่นนี้ วิถีทางโลกที่สงบสุขของใต้หล้าไพศาล กำแพงเมืองปราณกระบี่ที่ขัดขวางเปลี่ยวร้างมีคุณความชอบยิ่งใหญ่อย่างมาก”

เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสไม่ได้ถามว่าทำไม คำถามของเขาสมกับเป็นผู้ฝึกกระบี่อย่างมาก แม้แต่จุดเริ่มต้นและขั้นตอนก็ล้วนละไว้ มีแค่ข้อสรุปอย่างเดียว

“ชุยฉาน บอกมาให้ชัดเจนหน่อยสิว่าเจ้าทำได้หรือไม่ได้?”

คำตอบของชุยฉานก็สมกับเป็นซิ่วหูอย่างมาก

“เฉินชิงตู เจ้ามีทางเลือกที่ดีกว่านี้หรือ? ในเมื่อไม่มี ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าข้าคือทางเลือกที่ดีที่สุด ครั้งนี้กำแพงเมืองปราณกระบี่ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะรักษาไว้ไม่อยู่ โจวมี่ที่เป็นตัวการหลักวางแผนไว้อย่างยอดเยี่ยม สัตว์เดรัจฉานของเปลี่ยวร้างต้องบุกเข้ามาในไพศาลอย่างแน่นอน จำได้ว่าปรมาจารย์มหาปราชญ์เคยมีข้อตกลงกับผู้ฝึกกระบี่กลุ่มของพวกเจ้า หลี่เซิ่งเคารพกฎระเบียบมากที่สุด อีกทั้งทางศาลบุ๋นยังต้องการหน้าตา ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะเกิดขึ้นภายหลัง สถานที่สำหรับการสู้รบอย่างกำแพงเมืองปราณกระบี่นี้ยังมีประโยชน์อย่างมาก ไม่ควรยกให้เปลี่ยวร้าง ต้องเปลี่ยนคนที่เชื่อถือได้ซึ่งจะมาถือคันเบ็ดคันนี้ต่อ”

หยุดไปครู่หนึ่ง ชุยฉานก็เอ่ยว่า

“เนื่องจากเฉินชิงตูไม่ออกกระบี่ ความลำบากที่เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างขาดไป ข้ากับกองทัพม้าเหล็กของต้าหลีจะต้องช่วยชดเชยให้เจ้ามาจากแจกันสมบัติทวีปแน่นอน”

เฉินชิงตูจุ๊ปาก

“ที่แท้ข้าก็น่าอนาถถึงขนาดนี้ ยังต้องให้ผู้เยาว์ต่างถิ่นที่อายุขัยการฝึกตนไม่ถึงสามร้อยปี อย่างชุยฉานมาช่วยระบายความแค้นให้?”

“คุณูปการจากการสังหารผู้ฝึกกระบี่ยุคบรรพกาลอย่างพวกเจ้าโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่มีชีวิตอยู่มาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าจะชื่นชมอย่างไรก็ไม่เกินกว่าเหตุ ตบะสูงต่ำ อันที่จริงก็มีมาตรฐานที่เป็นเกณฑ์ในการตัดสินอยู่แค่สองข้อ มีชีวิตอยู่มานานมากพอ รวมไปถึงสามารถทำให้ผู้ฝึกตนที่เป็นศัตรูซึ่งเดิมทีมีชีวิตอยู่มานานมากพอ มีชีวิตไม่ยืนยาว แต่หากจะบอกว่าใช้ทุกทรัพยากรที่มี ใช้กำลังคนจนหมดสิ้น กำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ยังแค่ทำให้ดีมาก แต่กลับไม่ได้ดีที่สุด”

ฟังมาถึงตรงนี้ เฉินชิงตูก็ยิ้มเอ่ยว่า “แค่ทำได้ดีมาก” “แค่” อย่างนั้นหรือ คำพูดประเภทนี้ก็มีแต่คนอย่างชุยฉานเท่านั้นที่พูดแล้วถึงจะไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าไม่บาดหูเกินไป

ชุยฉานพูดเข้าประเด็นโดยตรง

“คนแก่ที่อายุมากแล้วมักจะต้องวางแผนเพื่อลูกหลาน กำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ควรหาทางถอยให้ตัวเองได้แล้ว อีกทั้งเส้นทางใหม่เอี่ยมเส้นนี้จะต้องถูกต้องชอบธรรม มีทั้งแก่นแท้และนาม”

เฉินชิงตูยิ้มบางๆ

“นี่ก็คืออาจารย์มาถึงโรงเรียนในชนบทแล้ว สอนหนังสือให้กับเด็กนักเรียนประถมหรือ? ราชครูชุยเป็นปัญญาชนผู้เก่งกาจ มาพูดเรื่อง “แก่นแท้และนาม” กับคนบุ่มบ่ามอย่างข้าจะเป็นการจำกัดความสามารถของตัวเองเกินไปหรือไม่?”

ชุยฉานมองข้ามคำเหน็บแนมของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส เอ่ยว่า

“หากพูดถึงบทความบนหน้ากระดาษ วิชาความรู้ในหน้าหนังสือที่มีความหมายแคบๆ กำแพงเมืองปราณกระบี่มีผู้มีความรู้ที่กล้าจัดอันดับให้ตัวเองติดอยู่บนกระดานสักกี่คน คาดว่าเฉินซีก็ยังเป็นได้แค่เจ้าขุนเขาของสำนักศึกษา ส่วนพวกซุนจวี้เฉวียนก็มีแต่จะแสร้งทำเป็นมีรสนิยม คือลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงที่ไร้ความรู้ไร้ความสามารถ พวกเจ้าเองก็อย่าโทษที่บัณฑิตของไพศาลรังเกียจที่พวกเจ้าหยาบกระด้าง ไม่เข้าใจเรื่องวรรณกรรม”

“แต่หากจะพูดถึงนอกตำรา ในนี้มีบทกวีและนิยายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้า ไม่ว่าจะเป็นความห้าวเหิม ความอ่อนโยนละมุนละไม กลิ่นอายเซียน ความกล้าหาญ ล้วนเป็นอันดับหนึ่ง พูดถึงแค่บทกวีหน้าด่านของใต้หล้าไพศาล ก็ไม่คู่ควรที่จะถือรองเท้าให้เรื่องราวของที่นี่ด้วยซ้ำ สีสันตระการตา ดอกไม้แต่ละดอกย่อมมีคนชอบ คนเปิดอ่านตำราล้วนสามารถอ่านมันเหมือนกระดกดื่มเหล้าหมดชาม แล้วก็เพราะไม่มีคนช่วยจารึกเรื่องราวของเหล่าเซียนกระบี่ของที่นี่ หาไม่แล้วหากเอาไปจัดพิมพ์แล้ววางขาย…ข้าก็ยินดีที่จะนั่งร่วมโต๊ะสุราดื่มคารวะเจ้าอ้วนที่เป็นพ่อค้าด้วยตัวเองเลย”

ชุยฉานยิ้มเอ่ยด้วยความฮึกเหิม

‘จรดพู่กันลงบนกระดาษ ใช้ตัวอักษรเขียนเป็นตำราถึงอย่างไรก็เป็นวิถีที่เล็ก ใช้ชีวิตคนมาเขียนเป็นตำรา นั่นต่างหากจึงจะเป็นวิถีที่ยิ่งใหญ่ คือที่ตั้งของแก่นแท้แห่งวรรณศิลป์ในโลกใบนี้”

“คำพูดผายลมช่วงครึ่งแรกนั้นจะถือว่าเจ้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน”

เฉินชิงตูยื่นมือมาดีดติ่งหู

“ส่วนเนื้อหาในครึ่งหลัง พอจะมีความเป็นกลางอยู่บ้าง ฟังเข้าหูแล้ว”

ชุยฉานเอ่ยอย่างเฉยเมย

“ทำลายวรรณศิลป์อันดีหรือ? กำแพงเมืองปราณกระบี่ใช้บทความวรรณกรรมเป็นรากฐานในการหยัดยืนตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วจะเอาคำว่าทำลายวรรณศิลป์อันดีมาจากไหน”

เฉินชิงตูยิ้มเอ่ย

“เริ่มด่าอีกแล้วหรือ?”

ชุยฉานกล่าว

“ถึงอย่างไรก็ดีกว่าบัณฑิตครึ่งๆ กลางๆ ที่โอ้อวดว่าตัวเองเป็นผู้รอบรู้ด้านวรรณศิลป์ของเก้าทวีปในใต้หล้าไพศาล วิ่งเข้าหาตระกูลสูงศักดิ์ร่ำรวย กราบไหว้อ๋องและโหว สรรเสริญขุนนางเข่าอ่อนยวบ เวลาเจอใคร พูดจาเหมือนสูงส่ง แต่แท้จริงแล้วปากกลับอยู่ตรงกับไข่ในเป้ากางเกงคนอื่น บุคคลยิ่งใหญ่พูดคุยด้วยตามมารยาทแค่ไม่กี่ประโยค แล้วยังมาถูกคนติดตามพูดประจบยกยอ ใบหน้าก็แดงก่ำ ลอบยินดีอยู่กับตัวเองพยายามจะทำให้ตัวเองสุขุมเยือกเย็น รอกระทั่งเดินออกจากบ้านไปก็ยังรู้สึกสุขล้นไปทั่วร่าง แม้กระทั่งรูทวารก็สุขด้วย”

เฉินชิงตูพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะรับคำต่ออย่างไรดี เรื่องของการด่าคน ยังคงเป็นบัณฑิตอย่างพวกเขาที่เชี่ยวชาญมากกว่าจริงๆ

“อยากมาดูที่นี่นานแล้ว”

ชุยฉานกล่าว

“ตอนนั้นออกจากสายเหวินเซิ่ง อันที่จริงก็เคยคิดว่าควรมาลงหลักปักฐานอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่หรือไม่ หวนกลับไปยังแจกันสมบัติทวีปที่เป็นบ้านเกิด ให้ความช่วยเหลือสกุลซ่งต้าหลี ไม่ใช่ทางเลือกแรก”

เฉินชิงตูยิ้มเอ่ย

“ยังมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ? เจ้าควรมานะ ทำไมถึงเปลี่ยนใจกะทันหันล่ะ?’

ชุยฉานตอบ

“พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์”

เฉินชิงตูพูดกับตัวเองว่า

“หากเจ้ามากำแพงเมืองปราณกระบี่ก็จะน่าสนใจแล้ว เซียวสวิ้นจะยอมรับนับถือเจ้า หาวซู่ก็จะเคารพเจ้า คนหนึ่งต้องไม่มีทางเต็มไปด้วยความไม่พอใจอีกคนหนึ่งก็ยินดีจะออกกระบี่สังหารปีศาจ ถึงขั้นที่ว่าเจ้าสามารถแบกภาระของสิงกวานและอิ่นกวานไว้คนละบ่า แผนโจ่งแจ้งแผนในมุมมืด งานสกปรก งานเหนื่อยยาก ล้วนมีคนทำแล้ว เชื่อว่าข้าต้องสบายกว่านี้เยอะมาก”

บทที่ 1150.4 อย่าหวังว่าจะละผ่านไม่เอ่ยถึง 1

บทที่ 1150.4 อย่าหวังว่าจะละผ่านไม่เอ่ยถึง 2

บทที่ 1150.4 อย่าหวังว่าจะละผ่านไม่เอ่ยถึง 3

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!