จางเฟิงไห่ใช้เสียงในใจถามว่า
“พูดมาเถอะ ได้รับคำแนะนำจากลู่ไถ ต่อมาก็พึ่งการคุ้มกันจากข้า ในที่สุดก็ได้สมปรารถนา มาเที่ยวในเปลี่ยวร้างแห่งนี้ คิดจะคุยอะไรกับกุ่ยเค่อ”
ซินขู่เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า
“พูดเยอะไม่ได้ ได้แต่บอกเจ้าเรื่องหนึ่งว่ามีคนช่วยสานสะพานความสัมพันธ์ ให้พวกเรามีโอกาสมารวมตัวกันพูดคุยถึงเรื่อง “วันพรุ่งนี้”
แต่จางเฟิงไห่กลับไม่ยอมปล่อยการจำแลงบนมหามรรคาแห่งใต้หล้ามืดสลัวผู้นี้ไป
“พูดง่ายนี่ พูดคุยถึง “วันพรุ่งนี้” แล้วก็สามารถอนุมานย้อนกลับ ตัดสินใจได้ถึงการดำรงอยู่และการดับสูญของ “วันนี้” ได้แล้วหรือ?”
ซินขู่สีหน้าเฉยเมย เอ่ยอย่างราบเรียบว่า
“ไม่มีอะไรให้พูดแล้ว”
จางเฟิงไห่ที่พูดจานุ่มนวลใจกว้างมาโดยตลอดมีโทสะอย่างที่หาได้ยาก
“ในเมื่อเจิ้ง…ในเมื่อคนผู้นี้สามารถทำเรื่องใหญ่เช่นนี้ได้สำเร็จ เจ้าไม่กลัวจริงๆ หรือว่าจะหลงกลเขากลายเป็นหุ่นเชิดที่ถูกชักใย?!”
ซินขู่ลังเลเล็กน้อย
“ข้าเชื่อว่า “วันมะรืน” ที่เขาพูดถึงต้องมาถึงอย่างแน่นอน จะให้ขุดบ่อตอนแห้งแล้ง สร้างร่มตอนฝนตก เย็บชุดหลังหิมะตกก็คงไม่ได้”
จางเฟิงไห่หลุดหัวเราะพรืด
“จะหมายถึงยุคเสื่อมที่ฟ้าดินไร้ปราณวิญญาณ บนโลกไม่มีวิชาอภินิหารอย่างนั้นหรือ? ถ้อยคำซ้ำซากจำเจพวกนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ตรงไหน?!”
ซินขู่กล่าว
“ไหนเลยจะเรียบง่ายแค่นี้ จางเฟิงไห่ เจ้าจะพูดว่าข้าไม่เข้าใจโลกก็ได้ แต่เจ้าควรจะรู้ดีว่าเกี่ยวพันกับการโจรกรรมของโชคชะตาฟ้า ความเจริญรุ่งเรืองหรือความเสื่อมโทรมของวิถีทางโลกเช่นนี้ ข้ากลับไม่ใช่คนดื้อรั้นโง่เขลาที่หลอกได้ง่าย
“ข้าไม่ได้โมโหในความคิดของเจ้า เพียงแต่สำนักก็มีกฎของสำนัก เจ้าไม่ควรตัดสินใจเองโดยพลการ ไม้กลายเป็นเรือไปแล้วค่อยมาบอกกับพวกเราว่าอยู่บนน้ำแล้ว ต้องมีการปรึกษากันก่อน”
จางเฟิงไห่ส่ายหน้า เรื่องมาถึงขั้นนี้ เขาก็ไม่คิดจะให้ซินขู่เปลี่ยนใจอีกต่อไป แค่เอ่ยประโยคที่เรียบง่ายว่า
“ไม่กลัวว่าจะทำอะไรไม่ได้สักอย่าง กลัวก็แต่ว่าจะทำได้อย่างไม่ครบถ้วน”
ซินขู่เอ่ย
“วางใจเถอะ ข้าจะไม่มีทางเป็นตัวถ่วงเจ้าเด็ดขาด”
จางเฟิงไห่เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ในเมื่อข้าผู้อาวุโสเป็นเจ้าสำนักของพวกเจ้า หากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ก็ไม่มีทางที่จะตัดขาดความสัมพันธ์กับคนโง่บางคน เอาตัวอยู่นอกเหนือเรื่องราว นั่งดูดายอยู่เฉยๆ หรอกนะ”
ความนัยในคำพูดนี้ก็คือหากเจ้าถูกเจิ้งจวีจงเล่นงาน ต่อให้ข้าจางเฟิงไห่ต้องจ่ายด้วยราคาที่มากมหาศาลก็ต้องกระชากรั้งเจ้าเอาไว้ ไม่ใช่ผลักปัญหาที่เจ้าคนโง่สร้างมาออกไปข้างนอก
ซินขู่พูดไม่เก่ง กว่าจะเอ่ยคำพูดอย่างจริงใจออกมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
“เจ้าเป็นเจ้าสำนัก ทำให้ผู้คนยอมรับได้จริงๆ”
จางเฟิงไห่ไม่เพียงแต่ไม่รับน้ำใจ กลับกันยังโมโหจนขำ
“ทำไมแรกเริ่มยังไม่ยอมรับ? หรือว่าหากข้าไม่เป็นเจ้าสำนักแล้วเจ้าจะเป็นได้? อย่างเจ้าเนี่ยนะ คาดว่าคงต้องรอให้เรือไปถึงใจกลางแม่น้ำก่อนแล้วค่อยขอโทษพวกเรา บอกว่า ‘ขอโทษด้วย เรือรั่วแล้ว? หรือไม่ก็เป็นประโยคว่า “ทุกท่านว่ายน้ำไม่เป็น รีบเรียนว่ายน้ำได้แล้วนะ?”
ต่อให้เป็นซินขู่ที่เหมือนน้ำเต้าต้นก็ยังถูกหยอกให้ขำ ยิ้มเอ่ยว่า
“เวลานี้เจ้าสำนักถึงจะเป็นนักพรตตัวจริงที่มีชีวิตชีวา”
จางเฟิงไห่เห็นด้วยกับการมา “เที่ยวเล่นตามภูเขาสายน้ำ” ในเปลี่ยวร้างแห่งนี้ จุดหมายชัดเจน อันดับแรกคือจำเป็นต้องหาโอกาสไปพบป่ายเจ๋อก่อน
ใต้หล้าเปลี่ยวร้างในทุกวันนี้ ในนามนั้นเป็นของเฝ่ยหราน แต่แท้จริงกลับเป็นของป่ายเจ๋อ นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กัน
นอกจากนี้จางเฟิงไห่ก็อยากจะตามหาผู้ฝึกตนของเปลี่ยวร้างสักคนสองคน เงื่อนไขแน่นอนว่าสองฝ่ายต้องถูกชะตากัน จากนั้นค่อยเชิญตัวกลับยอดเขารุ่นเยว่ที่เป็นภูเขาบรรพบุรุษ กลับไปยังใต้หล้ามืดสลัวด้วยกัน
ในโลกที่สงบสุข การขยับขยายสำนักแห่งหนึ่งยังพอจะมีวิธีการที่เป็นลูกเล่นเอามาใช้ปักบุปผาลงบนผ้าแพร ทว่าท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย มีเพียงกองทัพที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะเป็นรากฐานในการตั้งตัว
ยกตัวอย่างเช่นอู๋หมิงซื่อที่มีคุณสมบัติมากพอจะได้ครอบครองบัลลังก์ราชาผู้นี้ ก็คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม หากดึงมาเป็นพวกได้ก็ต้องทำ ต่อให้ตอนนี้ยังไม่อาจทำได้ก็ต้องสร้างความประทับใจที่ดีไว้ก่อน
อู๋หมิงซื่อถาม
“ขอละลาบละล้วงถามสักคำ ทางฝั่งของบ้านเกิดสหายจะเกิดความวุ่นวายแล้วหรือ? หากสามารถพูดโน้มน้าวนายท่านป่ายเจ๋อได้ สามารถติดตามสหายไปที่ยอดเขารุ่นเยว่ แต่กลับไม่อาจตั้งใจฝึกตนได้ล่ะ?”
จางเฟิงไห่ตอบไปตามตรง
“ไม่ใช่ว่ากำลังจะเจอกับความวุ่นวาย แต่ตอนนี้ก็วุ่นวายจนเละเป็นโจ๊กหม้อหนึ่งแล้ว แต่ข้าสามารถรับรองกับสหายได้ว่าเมื่อไปถึงยอดเขารุ่นเยว่สหายแค่ตั้งใจฝึกตน ฝึกตนอย่างสบายใจไปก็พอ”
อู๋หมิงซื่อยิ้มถาม
“ช่วยพูดให้ฟังคร่าวๆ หน่อยได้ไหมว่าเป็นความวุ่นวายแบบใดกันแน่? ควันดินปืนผุดขึ้นจากทั่วสารทิศ ไฟใหญ่ลุกลามทุ่ง? พื้นที่ของหลายมณฑลกลายเป็นสนามรบไปหมด? นักพรตของป๋ายอวี้จิงจับกลุ่มกันออกจากห้านครสิบสองหอเรือนด้วยขบวนทัพยิ่งใหญ่เกรียงไกร มุ่งหน้าไปสยบกำราบหรือ?”
จางเฟิงไห่กล่าว
“ภายนอกมีความสงบมั่นคงกว่าที่สหายพูดอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้วภายในกลับวุ่นวายยิ่งกว่า ข้าจะลองเล่าให้สหายฟังคร่าวๆ ดีไหม?”
อู๋หมิงซื่อพยักหน้า
“ล้างหูรอฟังแล้ว”
แจกันสมบัติทวีปคือทวีปที่เล็กที่สุด แต่กลับเป็นสถานที่ปิดฉากของสงครามใหญ่สองใต้หล้า ส่วนยงโจวก็เป็นมณฑลที่มีอาณาเขตเล็กที่สุดของใต้หล้ามืดสลัว หลังจากที่ซุนไหวจงแห่งอารามเสวียนตูฉีโจวบุกไปถามกระบี่ที่ป๋ายอวี้จิงเพียงลำพัง ก่อนที่พวกอู๋ซวงเจี้ยง เกากู ฯลฯ จะไปถามมรรคากับอวี๋โต้ว จูเสวียนฮ่องเต้หญิงแห่งราชวงศ์อวี๋ฝูยงโจวก็ยิ่งไม่สนใจการบอกเป็นนัยและการบอกอย่างโจ่งแจ้งของป๋ายอวี้จิง มุ่งมั่นในความคิดของตัวเองทำพิธีผู่เทียนต้าเจี้ยวตามวิธีการโบราณขึ้นมาเองโดยพลการ จูเสวียนที่เป็นผู้บวงสรวงหลักขึ้นไปบนแท่นพิธีด้วยตัวเอง ตัดกิ่งต้นการบูรเก่าแก่เพื่อใช้ทำนายโชคและเคราะห์ของสี่มณฑลซึ่งมียงโจวเป็นหนึ่งในนั้น ผลที่ออกมาคือสี่มณฑลล้วนมีนิมิตแห่งหายนะอันใหญ่หลวง พอคำทำนายนี้ออกมา ใต้หล้าก็พากันแตกตื่นฮือฮา
พอได้รู้ผลลัพธ์ เต้ากวานของสี่มณฑลก็หวาดผวาพรั่นพรึง ทุกคนต่างรู้สึกหวาดหวั่นต่อภัยอันใกล้เข้ามา ในเมื่อบัญชาจากสวรรค์เป็นเช่นนี้? ผู้ที่ทำตามรุ่งเรือง ผู้ที่ขัดขืนตายดับหรือว่าไม่ควรวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ?
ใบถงทวีปและฝูเหยาทวีปของใต้หล้าไพศาลไม่ใช่บทเรียนที่นองไปด้วยเลือดหรอกหรือ? ย้อนกลับมามองแจกันสมบัติทวีปกับซิ่วหูผู้นั้นก็ไม่ยิ่งเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้า คือตัวอย่างที่ดีในการหยัดยืนอย่างมั่นคงอยู่ในกลียุคหรอกหรือ? นอกจากนี้การร่วมมือกันระหว่างกำแพงเมืองปราณกระบี่กับศาลบุ๋น ศาลบุ๋นรับหน้าที่บุกเบิกใต้หล้าห้าสี เฉินชิงตูรับผิดชอบใช้กระบี่ฟันเปิดม่านฟ้า ช่วยให้นครบินทะยานไปหยั่งรากอยู่ในใต้หล้าใหม่เอี่ยม มีทางถอยเช่นนี้ถึงจะทำให้ควันธูปไม่ขาดสาย
ทั่วทั้งใต้หล้ามืดสลัวในทุกวันนี้ก็เหมือนถังน้ำมันขนาดใหญ่ใบหนึ่ง
ขอแค่มีสะเก็ดเพลิงปลิวไปโดนแล้วลุกไหม้ขึ้นมา?
หากจะบอกว่าการถามกระบี่ครั้งนั้นของซุนไหวจงยังถือเป็นบุญคุณความแค้นส่วนตัว ต่อให้เจ้าอารามผู้เฒ่าจะพ่ายแพ้ในการถามกระบี่ ต้องตายดับไปนับแต่นี้ ทั้งอารามเสวียนตูและฉีโจวต่างก็ปิดข่าวอยู่ตลอด
ถ้าอย่างนั้นพวกอู๋ซวงเจี้ยงที่ไปถามกระบี่กับป๋ายอวี้จิงก็ไม่ต่างอะไรจากการก่อกบฏอย่างเปิดเผย
ในอาณาเขตของยงโจว ตำหนักหัวหยางภูเขาตี้เฝ่ยที่เป็นผู้นำบนภูเขา แม้กระทั่งชนชั้นสูงอันดับหนึ่งของล่างภูเขาซึ่งมีสกุลหยางหงหนงเป็นหนึ่งในนั้น ต่างก็ทำท่ากระเหี้ยนกระหือรือเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ขาดก็แค่ไม่ได้ชูธงลุกฮือเท่านั้น
ส่วนศาลโอ่วเสินที่สร้างไว้บนยอดเขาใต้น้ำ ด้านในศาลตั้งบูชาศาสตราวุธเทพพิทักษ์แคว้นชิ้นนั้นเอาไว้ หอกที่มีชื่อว่า “โพ่เจิ้น” ไปอยู่ที่ใด กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครสนใจมากนัก
ได้ฟังคำอธิบายคร่าวๆ จากจางเฟิงไห่ อู๋หมิงซื่อก็ถามคำถามที่ใหญ่ที่สุดด้วยรอยยิ้มว่า
“ใต้หล้ามืดสลัวของพวกเจ้า เจ้าลัทธิอวี๋ไม่ได้ใจคนขนาดนี้เลยหรือ?”
จางเฟิงไห่ก็ยากที่จะอธิบายให้ชัดเจนได้ด้วยคำไม่กี่คำ เขาส่ายหน้าเอ่ยว่า
“แค่สหายไปเยือนก็จะรู้ได้เอง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น”
อู๋หมิงซื่อพยักหน้า
“ต้องไปดูหน่อยแล้ว”
นอนหลับทีหนึ่งก็นานหมื่นปี พลาดอะไรไปมากมายจริงๆ
จางเฟิงไห่หันมาถามซินขู่ว่า
“ความรู้สึกที่เจ้ามีต่ออิ่นกวานเป็นอย่างไร?”


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!