“ฮ่า ของแทนใจ”
เสี่ยวโม่กล่าวอย่างอ่อนใจ
“ข้าถามเจ้าอยู่นะ”
เซี่ยโก่วเอ่ย
“เจ้าขุนเขาไม่ยินดีจะให้เจ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้น่ะสิ ตัดสินใจแล้วว่าจะให้พวกเราสองคนอยู่นอกสถานการณ์ เจ้าขุนเขามีนิสัยอย่างไร เจ้าติดตามเขามานานขนาดนี้ยังไม่รู้อีกหรือ หากเจ้าไม่ใช่นักรบพลีชีพยังดี เชื่อใจเจ้า มีแรงออกแรง ช่วยได้ก็ช่วยเจ้าขุนเขาไม่คลุมเครือกับเจ้าแม้แต่น้อย ใครให้เจ้าขาดอีกแค่นิดเดียวก็จะแกะสลักคำว่านักรบพลีชีพไว้บนหน้าผากแล้วเล่า เจ้าขุนเขาไม่อยากให้เจ้าต้องเสี่ยงอันตราย ก็เลยไม่มีเรื่องของเจ้าแล้ว”
เสี่ยวโม่สงสัย
“แต่ต่อให้คุณชายอยากจะหลบเลี่ยงข้า ทำไมด้วยขอบเขตของข้าในทุกวันนี้ถึงยังตามหาเบาะแสอะไรไม่เจอเลย?”
เซี่ยโก่วกล่าว
“ไม่พูดถึงว่าทุกวันนี้เจ้ายังไม่ใช่ขอบเขตสิบสี่ที่แท้จริง ต่อให้ใช่แล้ว ด้วยแผนการของเจ้าขุนเขา จงใจจะปิดบังเจ้าก็ไม่เหมือนกับเล่นสนุกอยู่ดีหรอกหรือ”
เสี่ยวโม่พยักหน้า
“ต้องโทษที่ข้าทำเรื่องเกินความจำเป็น ก่อนหน้านี้มอบชุดคลุมอาคมชิ้นนั้นให้กับคุณชาย ข้าใช้ความคิดเล็กน้อย ทำให้มันสามารถเชื่อมโยงจิตวิญญาณต้นกำเนิดของข้าเข้ากับกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มหนึ่ง ลูกไม้พื้นๆ แบบนี้ คุณชายต้องมองออกแน่นอน คราวก่อนถูกผีลอบโจมตีที่อารามฉงหยาง คุณชายไม่ได้สวมชุดคลุมไว้บนร่างเป็นข้าที่วาดงูเติมขาไปจริงๆ”
เซี่ยโก่วเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ นางกระทืบเท้า เอ่ยอย่างมีโทสะว่า
“เสี่ยวโม่หนอเสี่ยวโม่!”
เสี่ยวโม่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ถึงอย่างไรก็ยังกังวลกับการต่อสู้ระหว่างคุณชายของตนกับเจียงเซ่อครั้งนี้ ไหนเลยจะมีเหตุผลที่เจ้านายตีกับคนอื่นเอาเป็นเอาตาย นักรบพลีชีพกลับเดินเล่นอย่างว่างงาน
เสี่ยวโม่ใช้เสียงในใจถาม
“ตอนที่คุณชายปิดด่าน ข้าไม่อยู่ภูเขาลั่วพั่ว เจ้าก็คือผู้ปกป้องมรรคาของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยา แม้แต่เจ้าก็ยังติดต่อกับคุณชายไม่ได้หรือ?”
เซี่ยโก่วส่ายหน้า
“เรื่องประเภทนี้ ข้าจะหลอกเจ้าไปทำไม หากว่าเจ้าขุนเขา…เพ้ยๆๆ เจ้าขุนเขาต้องมีชีวิตกระโดดโลดเต้นกลับมาที่เรือราตรีได้อย่างแน่นอน หากเจ้ารู้ว่าข้าปิดบังรายงานทางการทหาร เจ้าจะไม่ด่าข้าปางตาย อาฆาตแค้นไปนานหลายร้อยปีเลยหรือ ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้จักนิสัยของข้าสักหน่อย ต่อให้เจ้าขุนเขาไม่อนุญาตให้ข้าเปิดเผยร่องรอยของเขากับเจ้า คำสาบานร้ายแรงที่ข้าว่าไว้กับเจ้าขุนเขาจะนับเป็นอะไรได้ ก็แค่กลับคำพูดเหมือนผายลมนี่นะ”
เสี่ยวโม่ไม่เอ่ยอะไรอีก
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างน่าสงสารว่า
“บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ใช่ข้าต้องการยุแยงอะไร เสี่ยวโม่เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าพรสวรรค์ด้านวิถีแห่งจิตวิญญาณของเจ้าขุนเขามี…พรสวรรค์เกินไปแล้ว?”
จวนสกุลหม่าในเมืองหลวงแคว้นอวี่เซวียน มีการสร้างภาพลวงตาขึ้นมาหลากหลายรูปแบบ ใช้ของปลอมสวมรอยของจริง หากจะบอกว่ามนุษย์ธรรมดาและผู้ฝึกยุทธของที่นี่มีเยอะ ผู้ฝึกลมปราณขอบเขตไม่สูง ถ้าอย่างนั้นการตามหาร่องรอยของเซียวสิงเผ่าปีศาจที่อยู่ในพื้นที่มงคลรากบัวก็แทบจะเท่ากับสร้าง “สวี่เจียวเชี่ย” ที่จงรักภักดีคนหนึ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่า นั่นก็ไม่ใช่ลูกไม้เล็กน้อยอะไรแล้ว ใบถงทวีป ในวัดร้างโบราณแห่งนั้น ปั่นหัวพวกชิงหร่างเล่นอยู่ในกำมือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการบังคับคนพวกนั้นให้ “ทำงานยากลำบาก” ระยะยาวอยู่ในฟ้าดินเล็ก ทดลองที่จะสร้างพันโลกธาตุขนาดเล็กขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาบินทะยานบทนั้นที่เอามาใช้ปกป้องมรรคาและพิศมรรคาให้กับนักพรตติง…
ในเรื่องของการฝึกตน เซี่ยโก่วมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร ไม่เพียงแต่ในใจของเฉินผิงอันเท่านั้นที่รู้ดี ต่อให้จะเป็นคนที่สายตาสูงอย่างเฒ่าตาบอดก็ยังมองป่ายจิ่งเป็นบุคคลในอันดับต้นๆ
ถ้าอย่างนั้นการที่ถูกป่ายจิ่งวิจารณ์ด้วยประโยคว่า “มีพรสวรรค์มากเกินไป” ก็มากพอจะทำให้เห็นความร้ายกาจของวิถีแห่งจิตวิญญาณของเฉินผิงอันแล้ว
เสี่ยวโม่ครุ่นคิด เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนจึงร่ายคาถาอยู่ในชายแขนเสื้อ เพิ่มตราผนึกหลายชั้นให้กับค่ายกลแล้วถึงได้ย้อนถามว่า
“ในเมื่อคุณชายคือ “ผู้ครองกระบี่” คนปัจจุบัน ไม่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ถึงจะแปลกมากกว่ากระมัง?”
เซี่ยโก่วมีสีหน้าประหลาด พึมพำเบาๆ ว่า
“ไหนเลยจะเรียบง่ายแค่นี้”
นางอยู่ในตรอกฉีหลงเคยได้เห็นกับตาว่าผู้ครองกระบี่เก่าใหม่สองคนเผยกายพร้อมกัน ลางสังหรณ์บอกกับนางว่าไม่แน่เสมอไปว่าเฉินผิงอันจะได้วิชาอภินิหารของหนึ่งในสิบสองเทพชั้นสูงในอดีตมาครอง
เสี่ยวโม่กล่าว
“ไม่แน่ว่าเจ้าสำนักชุยอาจถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดที่มี คุณชายมีความสามารถในการทำความเข้าใจสูง เรียนรู้ได้เร็ว ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องพวกนี้ เพราะเขาก็ไม่ได้เอามาใช้กับเจ้าและข้า”
เซี่ยโก่วพยักหน้า
“ก็ถูก”
จำต้องพูดว่าเจ้าขุนเขาคือคนมีคุณธรรมคนหนึ่ง ไม่ว่าจะกับเสี่ยวโม่หรือกับตนก็ล้วนไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึง
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง ยกมือสองข้างขึ้นจับประคองหมวกขนเตียว
นางกับอู่เหยียน แรกเริ่มสุดถือว่าหากไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกัน ใครให้อู่เหยียนมีฉายาสามคำว่า “ลู่ตี้เซียน” (เซียนพสุธา) กันเล่า ป่ายจิ่งอยากได้มานานมากแล้ว
หากจะพูดว่าผู้ฝึกตนอิสระของโลกยุคหลังให้ความสำคัญกับการฝึกตนด้วยตัวเอง ดูเหมือนว่าก็ควรจะนับบรรพบุรุษกลับเข้าตระกูลกับพวก “นักพรตบรรพกาล” ส่วนน้อยที่มีป่ายจิ่งเป็นคนหนึ่งในนั้นด้วยกระมัง?
ป่ายจิ่งยิ้มตาหยี มองไปยังแผ่นหลังของอู่เหยียน
ถึงอย่างไรก็เป็นสหายกัน ฉายาของเจ้า ข้าก็จะไม่เอาแล้วกัน
สตรีคล้ายจะสัมผัสได้จึงหันหน้ามาคลี่ยิ้มหวานให้เด็กสาวสวมหมวกขนเตียว
เซี่ยโก่วโมโหหนัก ใช้เสียงในใจบ่นว่า
“เสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่ ดูสิ สีหน้าแววตานั้นของนางกวนโอ๊ยจริงๆ นางกำลังด่าว่าข้าเป็นสุนัขที่ไม่เปลี่ยนนิสัยกินอาจมหรือไร?”
เสี่ยวโม่เองก็ไม่ลำเอียงเข้าข้างเซี่ยโก่ว เอ่ยว่า
“ใครให้เจ้ามีจิตสังหารเข้มข้นขนาดนี้เหมือนการต่อสู้โดยใช้อาวุธระหว่างตระกูล ไม่เพียงแค่กระบอง จอบ พลั่วเท่านั้น แม้แต่มีดก็เอาออกมาแล้ว”
เซี่ยโก่วมีสีหน้าซับซ้อน เอ่ยว่า

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!