ภูเขาตี้เฝ่ยในอาณาเขตโยวโจว ทั้งเป็นที่ตั้งศาลบรรพจารย์ของพรรคฝูลู่ นอกจากนี้ผลสำเร็จด้านการหลอมโอสถของนักพรตก็มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งใต้หล้า
นักพรตหนุ่มเรือนกายสูงใหญ่คนหนึ่ง จิตขยับไหวเล็กน้อยก็วางตำราเต๋าที่อยู่ในมือเล่มนั้นลง เดินออกมานอกหอเรือน มองทะเลเมฆที่เดี๋ยวก็ม้วนตัวเดี๋ยวก็คลายออกอยู่ระหว่างกลุ่มเทือกเขา
บางครั้งก็มีนกกระสาเซียนจับกลุ่มกันบินออกจากเมฆขาวอย่างเชื่องช้า บินเข้าไปในฟ้าคราม
ภูเขาตี้เฝ่ยคือสถานที่อันดับหนึ่งในบรรดาเจ็ดสิบสองพื้นที่มงคลของโลกมนุษย์ และยังได้ครอบครองถ้ำสวรรค์อันดับที่หก
ภูเขาลูกนี้คล้ายกับผู้ฝึกตนบรรลุมรรคาคนหนึ่งที่คุณูปการสมบูรณ์พร้อม สอดคล้องกับวิถีแห่งสวรรค์ สามารถหลอมลมปราณได้ด้วยตัวเอง
ปราณวิญญาณของในมณฑลเป็นฝ่ายมารวมตัวกันเองที่นี่ เหมือนขุนนางที่มาเข้าเฝ้าเจ้าเหนือหัวที่นี่
ปราณวิญญาณภูเขาสายน้ำรวมตัวกันเป็นทะเลเมฆ มีทั้งลอยแยกตัวออกจากกันและกลับมารวมตัวกันอีกครั้งอย่างเป็นธรรมชาติ หล่อหลอมกลายมาเป็นปณิธานแห่งมรรคาที่ยิ่งใหญ่ชุ่มแล้วชุ่มเล่า
นักพรตสามารถมาฝึกตนอยู่ที่นี่เหมือนมีสวรรค์ช่วยอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าต้องเหนื่อยเพียงครึ่งแต่ได้ผลลัพธ์เป็นเท่าตัว
คือถ้ำสวรรค์พื้นที่มงคลที่หาได้ยากในโลก คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋าได้อย่างสมชื่อ ขนาดคนที่ภูมิใจในตัวเองเช่นเขาก็ยังรู้สึกว่าได้ครอบครองสถานที่แห่งนี้คุณธรรมไม่สมตำแหน่งเอาเสียเลย
นักพรตเฒ่าคนหนึ่งเดินมาที่นี่ เห็นเจ้าของตำหนักวัยหนุ่มที่ทำนายเหตุการณ์ได้ล่วงหน้าก็หยุดเดินแล้วคารวะตามขนบลัทธิเต๋า พูดด้วยสีหน้าขออภัย
“อิ่นเซียนแห่งตำหนักชุ่ยเวยคารวะเจ้าตำหนัก ในภูเขามีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือน คือลูกศิษย์อายุน้อยกลุ่มหนึ่งที่แบกรับโชคชะตาของสกุลหยางหงหนง บอกว่าต้องการพบเจ้าตำหนัก
พวกเขาบอกว่ามีเรื่องจะปรึกษา เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ต้องพูดคุยกับเจ้าตำหนักต่อหน้าให้ได้
อิ่นเซียนบกพร่องต่อหน้าที่ เดือดร้อนให้เจ้าตำหนักต้องเสียสมาธิ”
เหมาจุยมองข้ามคำพูดตามมารยาทของอิ่นเซียน ขมวดคิ้วน้อยๆ เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า
“เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกลุ่มหนึ่งจะมีธุระอะไรให้พูดคุยกับเจ้าตำหนัก คุยว่าป๋ายอวี่จิงไม่มีมรรคาจารย์เต๋าอยู่แล้วจะเป็นอย่างไรหรือ”
คำพูดนี้ทำให้อิ่นเซียนรับคำต่อไม่ถูก
เหมาจุยกล่าว
“อิ่นเซียน บอกกับพวกเขาไปว่าช่วงนี้ข้าไม่ต้อนรับแขก หากรู้จักกาลเทศะก็ให้พวกเขาอยู่ชมทัศนียภาพในภูเขาไป หากยังตอแยไม่เลิกก็ไล่ลงจากภูเขาไปโดยตรงเลย”
อิ่นเซียนทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด
ในอาณาเขตของยงโจว ตำหนักหัวหยาง เรือนโซ่วซาน สกุลหยางหงหนง เกิดเป็นการคุมเชิงกันในสามมุม แต่ไหนแต่ไรมาความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ไม่เลว ยังไม่ได้ลงนามเป็นพันธมิตรกันบนหน้ากระดาษ แต่ความสัมพันธ์กลับเหนือกว่าพันธมิตรแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกศิษย์ที่เกากูให้ความสำคัญที่สุดก็มาจากสกุลหยางหงหนง มีความสัมพันธ์ควันธูปในชั้นนี้อยู่หนึ่งภูเขาหนึ่งแซ่ก็ยิ่งกลมเกลียวกัน
นักพรตเข้าสู่สังคมโลกกับขึ้นเขาไปเยี่ยมเยียนเขียน ต่างก็มีตัวเลือกอันดับหนึ่ง
เหมาจุยเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า
“รับมือได้ยากหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็ให้เกาฝูถือยันต์กระบี่อัญเชิญเทพภูเขาไท่อีออกมา”
เทพภูเขาไท่อีก็คือเจ้าของที่ดินของภูเขาตี้เฝ่ย คือเทพผู้ปกป้องมรรคาของตำหนักหัวหยาง
อิ่นเซียนได้ยินแล้วก็รู้สึกลำบากใจ เทพภูเขาที่มีสถานะสูงส่งผู้นั้น ตอนที่อาจารย์ยังยังมีชีวิตอยู่บนโลก หากไม่รบกวนได้ก็อย่าไปรบกวน
แต่ไหนแต่ไรมาก็มองเป็นสหายบนมรรคาที่เท่าเทียมกันมาโดยตลอด ไม่เคยมีกรณีตัวอย่างที่เรียกใช้งานอีกฝ่ายมาก่อน
แม้จะบอกว่าทุกวันนี้ศิษย์น้องเกาคือเจ้าขุนเขาอย่างถูกต้องชอบธรรม แต่หากจะให้เกาฝูถือของแทนตัวอัญเชิญเทพออกจากภูเขา อิ่นเซียนก็รู้สึกลำบากใจที่จะพูดจริงๆ เขาไม่อาจเปิดปากได้เลย
เหมาจุยยิ้มเย้ยหยัน ถามว่า
“หากเกาฝูลำบากใจก็ให้เจ้าเป็นคนลงมือเอง เมื่อไหร่กันที่เจ้าตำหนักหัวหยางจะเจอหรือไม่เจอแขกก็ต้องคอยดูสีหน้าคนอื่น?”
นักพรตหนุ่มเรือนกายสูงใหญ่คนนี้ ในฐานะคนต่างถิ่นเพิ่งจะได้เข้ามาอยู่ในทำเนียบของตำหนักหัวหยาง อยู่ดีๆ ก็กลายมาเป็นเจ้าของตำหนักหัวหยางคนปัจจุบัน
แต่บรรพจารย์เกากูกุมอำนาจมาสามพันปี สะสมบารมีอำนาจไว้มากเพียงใด ย่อมไม่มีใครกล้ากังขาในการตัดสินใจของเกากู
ก่อนหน้านี้ในการประชุมศาลบรรพจารย์ที่ขาดบรรพจารย์ไป แต่มีกคนหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งเพิ่มมา ไม่ได้มีคลื่นมรสุมใดๆ ตลอดทั้งภูเขาตี้เฝ่ยไม่มีความเห็นต่างใดๆ ต่อการที่เกาฝูจะมารับตำแหน่งเจ้าขุนเขา ไม่ทะเลาะไม่โต้เถียง ผ่อนคลายสบายอารมณ์ ต่างคนต่างฝึกตน ยังคงสงบและบริสุทธิ์
อิ่นเซียนพยักหน้า
“ข้าจะไปรับรองแขกด้วยตัวเองเดี๋ยวนี้”
เหมาจุยเอ่ย
“ไม่ใช่ว่าพอเกากูตายแล้ว คนนอกก็จะสามารถไม่เห็นคำสั่งของเจ้าของตำหนักหัวหยางเป็นสำคัญได้”
อิ่นเซียนได้ยินแล้วก็จิตใจสะท้านสะเทือน สีหน้าสดใส เอ่ยเสียงหนักจริงจังว่า “ใช่แล้ว!”
เหมาจุยถอนหายใจในใจ อิ่นเซียนให้ความเคารพครูบาอาจารย์เป็นที่สุด ใช้วิธีนี้ในการกระตุ้นก็ย่อมโดนจุดอ่อนของเขาพอดี
ขอบเขตสูงเหมือนอิ่นเซียนก็ยังยากที่จะตัดขาดจากเรื่องทางโลก ผู้ฝึกบำเพ็ญตนความยึดติดในใจก็เหมือนดวงตะวันจันทราที่ลอยอยู่กลางอากาศ
นอกภูเขามีธุลีแดงหมื่นจิ้งของมนุษย์ธรรมดา นอกภูเขา ในภูเขาก็มีผลกรรมพัวพันของผู้ฝึกตนในภูเขา
ก่อนที่เกากูจะไปถามมรรคาที่ป๋ายอวี่จิง ก็ได้ทิ้งของแทนตัวเจ้าสำนักสองชิ้นและจดหมายลับไว้หนึ่งฉบับ ให้อิ่นเซียนลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ดูแลกิจธุระในตำหนักชุ่ยเวย นักพรตขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่งที่สุขุมรอบคอบมากประสบการณ์ รับผิดชอบป่าวประกาศเนื้อหาในจดหมายลับ
มอบกระบี่ยันต์เล่มหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของสายสืบทอดภูเขาตี้เฝ่ยให้กับเกาฝูเจ้าขุนเขาคนใหม่ ขณะเดียวกันก็มอบชุดคลุมอาคมที่เป็นตัวแทนของระบบสืบทอดตำหนักหัวหยางให้กับเจ้าตำหนักเหมาจุย
เกาฝูที่มาสืบทอดตำแหน่งเจ้าขุนเขาต่อ ปกครองสายสืบทอดเล็กใหญ่หลายสิบสายของภูเขาตี้เฝ่ย ทุกวันนี้เพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบ
คำว่า “เพิ่งจะ” ไม่ได้บอกว่าเกาฝูอายุขัยการฝึกตนมากเกินไป ขอบเขตยังต่ำ แต่ในฐานะเจ้าขุนเขาของภูเขาตี้เฝ่ย เป็นแค่ขอบเขตหยกดิบก็ยังไม่มากพอจริงๆ
โชคดีที่เหมาจุยผู้ดูแลตำหนักหัวหยางคือขอบเขตบินทะยานที่ตบะลึกล้ำคนหนึ่ง และด้วยเรื่องนี้พรรคและอารามทั้งหลายที่ลงหลักปักฐานอยู่ที่ภูเขาตี้เฝ่ยมานานหลายปี แต่กลับตั้งตัวเป็นอิสระไม่เข้ากับตำหนักหัวหยางก็ต้องสิ้นเปลืองความคิดไปมากมาย
นักพรตเหล่านั้นคิดแล้วก็ไม่เข้าใจว่าไฉนการจัดการของบรรพจารย์เกาถึงไม่เป็นไปในทางตรงข้าม สลับสถานะระหว่างเจ้าขุนเขากับเจ้าตำหนัก
หากจะบอกว่าเทียนจวินอิ่นเซียนแห่งตำหนักชุ่ยเวยเป็นทั้งลูกศิษย์เอกของเกากู แล้วยังเป็นทั้งคนที่จัดการกิจธุระทุกอย่างของภูเขาตี้เฝ่ย มีบารมีและชื่อเสียงผู้คนให้การยอมรับมาโดยตลอด
ทุกวันนี้ก็มีเต้ากวานจำนวนไม่น้อยของแต่ละพรรคที่สนิทสนมกับตำหนักชุ่ยเวยที่รู้สึกไม่เป็นธรรมแทนอิ่นเซียน ไฉนถึงไม่เป็นเทียนจวินผู้เฒ่าท่านนี้ที่แบกภาระของระบบสืบทอดไว้บนบ่า?
ให้คนต่างถิ่นที่เพิ่งมาถึงได้ไม่นานอย่างเขามาเป็นเจ้าของตำหนักหัวหยาง เหมาจุยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกากูคิดอย่างไรอยู่กันแน่ ไม่กลัวว่าเขาจะก่อเรื่องวุ่นวาย สักวันหนึ่งจะทำให้กิจการครอบครัวส่วนนี้ต้องล่มจมหรอกหรือ?
ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าเหมาจุยที่เป็นเงินเหรินกระดูกขาวไม่เคยมีความแค้นใดๆ ต่อป๋ายอวี่จิง ยิ่งไม่มีความไม่พอใจ
เขาก็เป็นแค่หนึ่งในจิตธรรมของลู่เฉิน เมื่อหลายปีก่อนคิดจะหลบเลี่ยงลู่เฉินที่เป็นตัวการหลักยังแทบไม่ทัน มีหรือจะเป็นฝ่ายไปหาเรื่องป๋ายอวี่จิงก่อน
หรือควรจะบอกว่าเกากูเลือกจะไหว้วานเขาอย่างที่อยู่เหนือการคาดการณ์ของทุกคนเดิมทีก็เป็นการแสดงท่าที เป็นการส่งสารบางอย่างต่อมรรคาจารย์เต๋าและใต้หล้า มืดสลัวแห่งนี้อยู่แล้ว?
แล้วก็เพราะเหมาจุยนักพรตแห่งอารามจูซวี้มีความเกี่ยวพันบนมหามรรคากับลู่เฉินและนครหนันหัว กลับกลายเป็นว่าเขาก็คือตัวเลือกที่ดีที่สุด?
เข้าใจความตั้งใจของเกากูเช่นนี้จะเป็นการบิดเบือนความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่หรือไม่? คาดว่านี่ก็คือปัญหายากที่เกากูจงใจทิ้งไว้ให้เหมาจุยกระมัง?
อิ่นเซียนตัดสินใจได้แล้ว ในใจก็ไร้ความยึดติดใดๆ อีก อาศัยโอกาสนี้พูดคุยเรื่องกิจธุระที่สำคัญบางอย่างกับเจ้าตำหนักคนใหม่ อย่างกระชับเรียบง่าย หวังว่าเหมาจุยจะให้คำตัดสินใจที่เป็นข้อสรุป
ต่อให้เหมาจุยฟังแล้วไม่ได้สนใจ ต่อให้จะทำเป็นมองไม่เห็น ทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่คิดจะเข้าไปยุ่ง นั่นก็คือการตัดสินใจอย่างหนึ่งเช่นกัน
อิ่นเซียนถาม
“ครั้งนี้โอกาสที่หนันเฉียงจะปิดด่านประสบความสำเร็จมีสูงมาก ถึงเวลานั้นเจ้าตำหนักต้องการจะไปพบผู้ปกป้องมรรคาที่หอโซ่วซานของนางสักครั้งหรือไม่?”
ตำหนักหัวหยางก็มีระบบสืบทอดของเซียนกระบี่อยู่สายหนึ่งเหมือนกัน การสืบทอดต่อเนื่องไม่ขาดสาย เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับสายเซียนกระบี่ของอารามเสวี่ยนตูแล้วประกายแสงกลับหม่นหมองกว่า ไม่อาจสาดประกายได้อย่างเต็มที่
นักพรตหญิงหนันเฉียงเป็นผู้ดูแลอารามต้าหมู้ คือผู้ฝึกกระบี่คอขวดขอบเขตหยกดิบกำลังอยู่ในช่วงของการปิดด่าน
ผู้ปกป้องมรรคาของเซียนกระบี่หญิงผู้นี้ไม่ใช่บรรพจารย์คนใดของตำหนักหัวหยาง แต่มาจากหอโซ่วซานซึ่งเป็นสำนักอื่นแต่อยู่ในมณฑลเดียวกัน


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!