เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1151

เหมาจุยพลันอธิบายขึ้นมาว่า

“ครั้งนี้ข้าออกเดินทางไม่ใช่เพื่อแวะไปดูลูกหลานสกุลหยางหงหนงกลุ่มนั้น ทุกวันนี้ขอบเขตของเจ้าไม่มากพอจึงไม่อาจสัมผัสได้ถึงเรื่องนี้”

ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าทำไมลู่เฉินถึงได้เผยกายธรรมร่างใหญ่ยักษ์ที่ในอดีตไม่เคยปรากฏมาก่อนในดวงจันทร์เฮ้าไฉ่ ทำให้ใต้หล้ามืดสลัวเล็กเหมือนลานตากธัญพืชในชนบทแห่งหนึ่ง

นักพรตหลุบตาลงมองพื้นดิน คล้ายกำลังตามหาสิ่งใดอยู่ กวานดอกบัวบนศีรษะ ด้านในนั้นมีปณิธานแห่งมรรคาที่ยิ่งใหญ่ไพศาลซุกซ่อนอยู่เหมือนน้ำตกที่ไหลหลั่งลงสู่โลกมนุษย์ กระจายกันออกไปเหมือนหว่านแหสีทองปกคลุมไปทั่วสิบสี่มณฑล

ประเด็นสำคัญคือขนาดเซียนเหรินเก่าแก่ที่มีตบะลึกล้ำแทบจะใกล้เคียงกับคำว่าคุณูปการสมบูรณ์แบบอย่างอิ่นเซียนกลับสัมผัสไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

อิ่นเซียนถามอย่างสงสัย

“ขอถามเรื่องนี้ได้หรือไม่?”

เหมาจุยลังเลเล็กน้อย ก่อนใช้เสียงในใจแพร่งพรายความลับสวรรค์

“ขอบเขตของลู่เฉินพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว”

อิ่นเซียนอึ้งงันไร้คำพูด จิตแห่งมรรคาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง อึ้งจนอึ้งไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

เจ้าลัทธิลู่เป็นขอบเขตสิบสี่ขั้นสมบูรณ์แบบมานานแล้ว แล้วนี่ยังจะพัฒนาไปอีกขั้นอย่างนั้นหรือ?!

ได้ยินว่ายอดเขารุ่นเยว่มีการสร้างสำนักแห่งใหม่ กลุ่มของเจ้าสำนักจางเฟิงไห่เพิ่งจะออกมาจากใต้หล้า มืดสลัว เดินทางไกลไปเยือนเปลี่ยวร้าง ผู้วิเศษซินขู่ติดตามไปด้วย หรือว่าเจ้าลัทธิลู่จะฉวยโอกาสนี้?

เกี่ยวกับรากฐานมหามรรคาของซินขู่แห่งยอดเขารุ่นเยว่ ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่รู้เรื่องวงในก็ยังมีน้อยจนนับนิ้วได้

ขอบเขตบินทะยานทั่วไปต่างก็ไม่อาจรู้เรื่องนี้ การที่อิ่นเซียนรู้มากขนาดนี้ยังต้องยกคุณความชอบให้กับอาจารย์ของตัวเอง เหมาจุยเดาความคิดของอิ่นเซียนออกในชั่วพริบตาจึงส่ายหน้า

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ดูแคลนมรรคาของลู่เฉินเกินไปแล้ว ”

นกกระเรียนเดียวดายโบยบินอยู่บนฟ้าคราม เปล่าเปลี่ยวเงียบเหงาถึงเพียงใด

…….

ช่วงฤดูกาลที่ยุ่งอยู่กับการเพาะปลูก โรงเรียนปิดภาคเรียน ไม่ต้องไปเรียนหนังสือหลายวัน

พวกเด็กๆ มีความสุขกันมาก แต่ก็ต้องคอยช่วยทำงานโน่นนี่ให้กับที่บ้าน จึงรู้สึกอุดอู้อยู่บ้างเล็กน้อย

อาจารย์เจียงไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน ช่วงนี้หนิงจี๋กับศิษย์พี่จ้าวซู่เซี่ยจึงไปช่วยงานในบ้านของนักเรียนประถมทั้งหลาย ขอข้าวขินชามสองชามก็ยังพอทำได้

ยุ่งกันมาทั้งวัน ศิษย์พี่ศิษย์น้องเดินกันอยู่บนคันนา วันนี้พวกเขาคิดว่าจะก่อเตาเล็กๆ ทำหน่อไม้แห้งตุ๋นเนื้อหมักกับผัดผักป่าตามฤดูกาลอีกสักสองสามจาน

เห็นนกขมิ้นสีเหลืองโบยบินอยู่กลางทุ่งนา เดี๋ยวก็บินสูงเดี๋ยวก็โฉบลงต่ำ เดี๋ยวก็รวมฝูงกันเดี๋ยวก็แยกย้าย

อยู่ดีๆ หนิงจี๋ก็นึกถึงบทเพลงบทหนึ่งขึ้นมาได้ ตัวอักษรเรียบง่ายแต่เขียนบรรยายได้อย่างงดงาม เหมือนเพลงพื้นบ้านที่พวกเด็กๆ ท่องกันติดปาก

ชักกระบี่หว่านแห นกขมิ้นโบยบิน บินไปบนฟ้าคราม ใต้หล้าขอบคุณเด็กหนุ่ม

จ้าวซู่เซี่ยกับหนิงจี๋หยุดเดินแทบจะเวลาเดียวกัน มองไกลๆ ไปเห็นคนสองคนที่ยืนเคียงไหล่กันอยู่ริมลำคลอง คล้ายกับว่ามาเฝ้ารอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว

ดูจากบุคลิกท่าทางแล้วไม่ธรรมดาเลย ต้องเป็นยอดฝีมือด้านการฝึกตนที่เดินออกมาจากถ้ำสถิตเทพเซียนอย่างแน่นอน

จ้าวซู่เซี่ยรวมเสียงให้เป็นเส้น พูดคุยอย่างลับๆ ว่า

“หนิงจี๋ ผิดปกติ ยากจะแยกแยะว่าเป็นมิตรหรือศัตรู ข้าได้ใช้เสียงในใจบอกกล่าวแก่เวยป๋อเสินจวินแล้ว

ก่อนที่เวยป๋อเสินจวินจะมาถึง อีกเดี๋ยวหากเกิดปัญหาขึ้น ข้าจะจงใจพูดดีๆ ขอร้องพวกเขา เมื่อไหร่ที่มองดูเหมือนยกเอาชื่อของอาจารย์มาข่มขู่คนอื่น

ถึงตอนนั้นเจ้าก็เรียกยันต์สามภูเขาออกมาทันทีโดยไม่ต้องลังเล กลับไปที่ภูเขาลั่วพั่วก่อนได้เลย”

หนิงจี๋เงียบไม่ตอบ

จ้าวซู่เซี่ยกล่าว

“ทำตามที่ศิษย์พี่บอก!”

หนิงจี๋พยักหน้า

“จ้าวซู่เซี่ย หนิงจี๋”

หลังจากที่บุรุษชุดขาวเรียกชื่อพวกเขาออกมาตรงๆ ก็ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า

“เว่ยป้อไม่มีทางมา ยันต์สามภูเขาก็อย่าได้เอามาใช้ให้สิ้นเปลืองเลย ไม่ต้องตื่นเต้น ตื่นเต้นไปก็ไม่มีประโยชน์”

“หนิงจี๋ เรียนรูจากศิษย์พี่ของเจ้าให้มาก ยามที่เผชิญหน้ากับศัตรูต้องซ่อนจิตสังหารและปราณสังหารเอาไว้ให้อยู่”

บุรุษแนะนำตัวเอง

“ข้าชื่อเจิ้งจูจีจง มาจากนครจักรพรรดิขาว คนข้างกายผู้นี้ใช้ชื่อว่าหลิวเสี่ยงชั่วคราว

คือคนที่จำแลงมาจากมหามรรคาของใต้หล้าไพศาล ก็คือบุคคลที่อยู่ในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่เจ้าลัทธิลู่เป็นผู้แต่งขึ้นมา คือคนที่ไม่ค่อยถูกกับปรมาจารย์มหาปราชญ์ผู้นั้น”

ก่อนหน้านี้เพ่งตามองเด็กน้อยคนนั้นอยู่หลายที หลิวเสี่ยงพยักหน้า คือคนผู้นี้จริงๆ เสียด้วย

จ้าวซู่เซี่ยพอจะเบาใจได้หลายส่วน หนิงจี๋ที่นอกจากจะโล่งใจแล้วก็ยังมีสีหน้าซับซ้อนด้วย

เจิ้งจูจีจงอธิบายว่า

“ก่อนหน้านี้หลิวเสี่ยงพูดถึงสถานที่แห่งนี้ ข้าก็แค่แวะมาดูพวกเจ้าเท่านั้น หลิวเสี่ยงมีเรื่องจะพูด ข้าเองก็มีธุระต้องทำ”

หลิวเสี่ยงยิ้มกล่าว

“เชื่อว่าด้วยสติปัญญาของอาจารย์เจิ้งคงไม่ต้องถึงกับหลอกพวกเจ้าหรอกกระมัง?”

เจิ้งจูจีจงยิ้มบางๆ

“หากเจอเรื่องเข้าจริงก็ไม่แน่เสมอไป”

หลิวเสี่ยงกล่าว

“เรื่องที่จะพูดในวันนี้ พวกเจ้าฟังไปแล้วก็สามารถนำไปบอกต่อกับเฉินผิงอันได้”

จ้าวซู่เซี่ยพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“อาจารย์หลิว เชิญพูด”

หลิวเสี่ยงเอ่ยเนิบช้าว่า

“ข้ากับสหายทั้งหลายในไพศาล ต่างก็มีความรู้สึกที่ไม่เลวต่อเฉินผิงอัน”

“พูดถึงแค่ด้านนี้ อาจารย์เจิ้งก็ข้ามผ่านไปได้ยากมาก นี่ไม่เกี่ยวกับการว่าขอบเขตสูงหรือต่ำ”

“บนโลกใบนี้ไม่มีความรักความแค้นที่ไร้เหตุไร้ผล อันดับแรกก็เป็นทะเลสาบซูเจียน แล้วจึงตามมาด้วยท่าทีที่อาจารย์ของเจ้ามีต่อเฝิงหยวนเซียวแห่งใต้หล้าห้าสี และหนิงจี๋ผู้เป็นลูกศิษย์ที่ทำให้ข้าเริ่มค่อยๆ เชื่อใจ”

“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คืออาจารย์ของเจ้ายังอายุน้อยอยู่มาก”

“ย้อนกลับมามองอาจารย์เจิ้งกับเจ้าตำหนักอู๋ พูดให้น่าฟังหน่อย ก็คือจิตแห่งมรรคาของพวกเขาหนักแน่นดุจหินผา พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือแต่ละคนต่างก็มีมหามรรคาให้ต้องเดิน

ภาษาชาวบ้านกล่าวไว้ว่าเรือใหญ่หันหัวกลับได้ยาก ก็คือเหตุผลข้อนี้”

“หนิงจี๋ พวกเราสามารถมองเห็นความเป็นไปได้อย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้บนร่างของอาจารย์เจ้า

คนหนึ่งบอกว่าเจ้าต้องให้ข้ายืมเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญ พรุ่งนี้วันมะรืนนี้ก็จะได้กำไรมาหลายตำลึง

แต่คนหนึ่งกลับสนใจแค่เงินที่มีอยู่ในกระเป๋าวันนี้เท่านั้น ยังจะพูดคุยเรื่องการค้ากันได้อย่างไร? จะเจรจากันสำเร็จได้อย่างไร?

เป็นเหตุให้ความแตกแยกพื้นฐานที่แทบจะไม่อาจปรับตัวเข้าหากันได้นี้ก็คือการช่วงชิงบนมหามรรคาอีกอย่างหนึ่ง

หากเจียงเซ่อออกจากภูเขามาในครั้งนี้ สามารถหาตัวพวกเขาได้เจอ แล้วยังใช้ “มรรคา” บางอย่างมาพูดโน้มน้าวพวกเขา ไม่ใช่คิดแต่จะใช้มรรกกถา พละกำลังมาสยบกำราบ ก็จะต้องมีโอกาสได้ช่วงชิงข้อได้เปรียบมาก่อนแน่นอน ไม่ใช่ว่าจะเจรจากันไม่ได้เสียเลย

การที่ใช้คำว่า “แทบจะ” แต่ไม่ใช่คำว่าแน่นอน ก็เพราะพวกหลิวเสี่ยงเกิดมาก็ชิงชังผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่ฝึกตนแสวงหาความเป็นเซียนอยู่แล้ว

ผู้ฝึกตนใหญ่ก็คือหนองที่กรีดไม่ออก พรรคตระกูลเซียนกับนครใหญ่โตโอฬารของราชวงศ์ทั้งหลายก็เหมือนกำแพงเปื้อนสะเก็ดเรือนที่ลามไปทั่วบนพื้นดิน

ดังนั้นเมื่อสงครามถือกำเนิดก็คือการ “คัดเลือกเอาสิ่งที่ดีที่สุด” ที่มหามรรคามีต่อโลกมนุษย์ มนุษย์ธรรมดากับผู้หลอมลมปราณมองซากปรักสนามรบโบราณเป็นหนทางอันน่าครั่นคร้าม แต่สำหรับพวกหลิวเสี่ยงแล้วกลับเป็นแค่บาดแผลก็เท่านั้น

ความเสียเปรียบที่ใหญ่ที่สุดที่โจวมี่เลือกเปลี่ยวร้างนั้นอยู่ที่ว่าถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนนอก ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับข้าย่อมมีใจที่แตกต่าง

ดังนั้นกุ่ยเค่อถึงได้พยายามที่จะหลบหนีอยู่ตลอด ต่อให้โจวมี่จะมอบเส้นทางใหม่เอี่ยมที่สามารถปฏิบัติจริงได้เส้นหนึ่งให้ ถึงขั้นที่ว่าสามารถช่วยให้นางกินคนบนเส้นทางเดียวกันของไพศาล

กุ่ยเค่อก็ยังไม่ยอมร่วมมือกับโจวมี่ มรรคาไม่สอดคล้องต้องกัน

ส่วนลึกในจิตใจของซินขู่แห่งยอดเขารุ่นเยว่ผลักไสหลินเจียงเซียนแห่งยาซานก็คือหลักการเดียวกันโดยไม่ทันรู้ตัว โดยที่มองไม่เห็น

หลิวเสี่ยงหันไปพูดกับจ้าวซู่เซี่ย ส่วนหนิงจี๋ก็เดินอยู่กับเจิ้งจูจีจง

หนิงจี๋ถามอย่างประหลาดใจ

“อาจารย์เจิ้งมีธุระใหญ่อะไรให้ต้องทำหรือ?”

เจิ้งจูจีจงเอ่ย

“เจอกับผู้แข็งแกร่งสองคนบนเส้นทาง ในเมื่อไม่มีใครยอมหลีกทางให้ใคร ก็ได้แต่ช่วงชิงเส้นทางกับพวกเขา”

หนิงจี๋ถาม

“อาจารย์เจิ้งชนะได้ไหม?”

เจิ้งจูจีจงยิ้มเอ่ย

“ไม่กล้าพูดว่าจะต้องเป็นอย่างไร”

หนิงจี๋ได้ยินคำกล่าวตามมารยาทนี้ก็รู้สึกว่าอาจารย์เจิ้งต้องชนะอย่างแน่นอน

หลิวเสี่ยงกวาดตามองไปรอบด้าน ถอนหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะคารวะด้วยการก้มหัวตามขนบลัทธิเต๋า

เจิ้งจูจีจงมองไปยังทิศไกล ถามว่า

“หนิงจี๋ ได้ยินว่าเจ้าลัทธิลู่คืออาจารย์เล็กของเจ้าหรือ?”

หนิงจี๋เอ่ยอย่างเขินอาย

“เจ้าลัทธิลู่แค่ล้อเล่นกับข้าเท่านั้นเอง”

เจิ้งจูจีจงเงียบไม่ตอบ

กลางทุ่งนาคล้ายมีนกกระจิบตัวหนึ่งบินวนต่ำ ระหว่างฟ้าดิน นกขมิ้นเหลืองตัวหนึ่งพลันสยายปีกบินสูงเข้าไปในฟ้าคราม

ไม่รู้ว่านับแต่นี้ไปจะมีอิสระเสรีหรือจะพาตัวไปติดกับดักกันแน่

หนิงเงยหน้ามองไป เด็กหนุ่มเห็นนกขมิ้นก็เศร้าใจ นกขมิ้นโบยบินไปเด็กหนุ่มยินดี ไม่เห็นร่องรอยของนกขมิ้นก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง พลันเหม่อลอยไป ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!