เหมาจุยพลันอธิบายขึ้นมาว่า
“ครั้งนี้ข้าออกเดินทางไม่ใช่เพื่อแวะไปดูลูกหลานสกุลหยางหงหนงกลุ่มนั้น ทุกวันนี้ขอบเขตของเจ้าไม่มากพอจึงไม่อาจสัมผัสได้ถึงเรื่องนี้”
ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าทำไมลู่เฉินถึงได้เผยกายธรรมร่างใหญ่ยักษ์ที่ในอดีตไม่เคยปรากฏมาก่อนในดวงจันทร์เฮ้าไฉ่ ทำให้ใต้หล้ามืดสลัวเล็กเหมือนลานตากธัญพืชในชนบทแห่งหนึ่ง
นักพรตหลุบตาลงมองพื้นดิน คล้ายกำลังตามหาสิ่งใดอยู่ กวานดอกบัวบนศีรษะ ด้านในนั้นมีปณิธานแห่งมรรคาที่ยิ่งใหญ่ไพศาลซุกซ่อนอยู่เหมือนน้ำตกที่ไหลหลั่งลงสู่โลกมนุษย์ กระจายกันออกไปเหมือนหว่านแหสีทองปกคลุมไปทั่วสิบสี่มณฑล
ประเด็นสำคัญคือขนาดเซียนเหรินเก่าแก่ที่มีตบะลึกล้ำแทบจะใกล้เคียงกับคำว่าคุณูปการสมบูรณ์แบบอย่างอิ่นเซียนกลับสัมผัสไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
อิ่นเซียนถามอย่างสงสัย
“ขอถามเรื่องนี้ได้หรือไม่?”
เหมาจุยลังเลเล็กน้อย ก่อนใช้เสียงในใจแพร่งพรายความลับสวรรค์
“ขอบเขตของลู่เฉินพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว”
อิ่นเซียนอึ้งงันไร้คำพูด จิตแห่งมรรคาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง อึ้งจนอึ้งไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
เจ้าลัทธิลู่เป็นขอบเขตสิบสี่ขั้นสมบูรณ์แบบมานานแล้ว แล้วนี่ยังจะพัฒนาไปอีกขั้นอย่างนั้นหรือ?!
ได้ยินว่ายอดเขารุ่นเยว่มีการสร้างสำนักแห่งใหม่ กลุ่มของเจ้าสำนักจางเฟิงไห่เพิ่งจะออกมาจากใต้หล้า มืดสลัว เดินทางไกลไปเยือนเปลี่ยวร้าง ผู้วิเศษซินขู่ติดตามไปด้วย หรือว่าเจ้าลัทธิลู่จะฉวยโอกาสนี้?
เกี่ยวกับรากฐานมหามรรคาของซินขู่แห่งยอดเขารุ่นเยว่ ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่รู้เรื่องวงในก็ยังมีน้อยจนนับนิ้วได้
ขอบเขตบินทะยานทั่วไปต่างก็ไม่อาจรู้เรื่องนี้ การที่อิ่นเซียนรู้มากขนาดนี้ยังต้องยกคุณความชอบให้กับอาจารย์ของตัวเอง เหมาจุยเดาความคิดของอิ่นเซียนออกในชั่วพริบตาจึงส่ายหน้า
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ดูแคลนมรรคาของลู่เฉินเกินไปแล้ว ”
นกกระเรียนเดียวดายโบยบินอยู่บนฟ้าคราม เปล่าเปลี่ยวเงียบเหงาถึงเพียงใด
…….
ช่วงฤดูกาลที่ยุ่งอยู่กับการเพาะปลูก โรงเรียนปิดภาคเรียน ไม่ต้องไปเรียนหนังสือหลายวัน
พวกเด็กๆ มีความสุขกันมาก แต่ก็ต้องคอยช่วยทำงานโน่นนี่ให้กับที่บ้าน จึงรู้สึกอุดอู้อยู่บ้างเล็กน้อย
อาจารย์เจียงไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน ช่วงนี้หนิงจี๋กับศิษย์พี่จ้าวซู่เซี่ยจึงไปช่วยงานในบ้านของนักเรียนประถมทั้งหลาย ขอข้าวขินชามสองชามก็ยังพอทำได้
ยุ่งกันมาทั้งวัน ศิษย์พี่ศิษย์น้องเดินกันอยู่บนคันนา วันนี้พวกเขาคิดว่าจะก่อเตาเล็กๆ ทำหน่อไม้แห้งตุ๋นเนื้อหมักกับผัดผักป่าตามฤดูกาลอีกสักสองสามจาน
เห็นนกขมิ้นสีเหลืองโบยบินอยู่กลางทุ่งนา เดี๋ยวก็บินสูงเดี๋ยวก็โฉบลงต่ำ เดี๋ยวก็รวมฝูงกันเดี๋ยวก็แยกย้าย
อยู่ดีๆ หนิงจี๋ก็นึกถึงบทเพลงบทหนึ่งขึ้นมาได้ ตัวอักษรเรียบง่ายแต่เขียนบรรยายได้อย่างงดงาม เหมือนเพลงพื้นบ้านที่พวกเด็กๆ ท่องกันติดปาก
ชักกระบี่หว่านแห นกขมิ้นโบยบิน บินไปบนฟ้าคราม ใต้หล้าขอบคุณเด็กหนุ่ม
จ้าวซู่เซี่ยกับหนิงจี๋หยุดเดินแทบจะเวลาเดียวกัน มองไกลๆ ไปเห็นคนสองคนที่ยืนเคียงไหล่กันอยู่ริมลำคลอง คล้ายกับว่ามาเฝ้ารอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
ดูจากบุคลิกท่าทางแล้วไม่ธรรมดาเลย ต้องเป็นยอดฝีมือด้านการฝึกตนที่เดินออกมาจากถ้ำสถิตเทพเซียนอย่างแน่นอน
จ้าวซู่เซี่ยรวมเสียงให้เป็นเส้น พูดคุยอย่างลับๆ ว่า
“หนิงจี๋ ผิดปกติ ยากจะแยกแยะว่าเป็นมิตรหรือศัตรู ข้าได้ใช้เสียงในใจบอกกล่าวแก่เวยป๋อเสินจวินแล้ว
ก่อนที่เวยป๋อเสินจวินจะมาถึง อีกเดี๋ยวหากเกิดปัญหาขึ้น ข้าจะจงใจพูดดีๆ ขอร้องพวกเขา เมื่อไหร่ที่มองดูเหมือนยกเอาชื่อของอาจารย์มาข่มขู่คนอื่น
ถึงตอนนั้นเจ้าก็เรียกยันต์สามภูเขาออกมาทันทีโดยไม่ต้องลังเล กลับไปที่ภูเขาลั่วพั่วก่อนได้เลย”
หนิงจี๋เงียบไม่ตอบ
จ้าวซู่เซี่ยกล่าว
“ทำตามที่ศิษย์พี่บอก!”
หนิงจี๋พยักหน้า
“จ้าวซู่เซี่ย หนิงจี๋”
หลังจากที่บุรุษชุดขาวเรียกชื่อพวกเขาออกมาตรงๆ ก็ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“เว่ยป้อไม่มีทางมา ยันต์สามภูเขาก็อย่าได้เอามาใช้ให้สิ้นเปลืองเลย ไม่ต้องตื่นเต้น ตื่นเต้นไปก็ไม่มีประโยชน์”
“หนิงจี๋ เรียนรูจากศิษย์พี่ของเจ้าให้มาก ยามที่เผชิญหน้ากับศัตรูต้องซ่อนจิตสังหารและปราณสังหารเอาไว้ให้อยู่”
บุรุษแนะนำตัวเอง
“ข้าชื่อเจิ้งจูจีจง มาจากนครจักรพรรดิขาว คนข้างกายผู้นี้ใช้ชื่อว่าหลิวเสี่ยงชั่วคราว
คือคนที่จำแลงมาจากมหามรรคาของใต้หล้าไพศาล ก็คือบุคคลที่อยู่ในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่เจ้าลัทธิลู่เป็นผู้แต่งขึ้นมา คือคนที่ไม่ค่อยถูกกับปรมาจารย์มหาปราชญ์ผู้นั้น”
ก่อนหน้านี้เพ่งตามองเด็กน้อยคนนั้นอยู่หลายที หลิวเสี่ยงพยักหน้า คือคนผู้นี้จริงๆ เสียด้วย
จ้าวซู่เซี่ยพอจะเบาใจได้หลายส่วน หนิงจี๋ที่นอกจากจะโล่งใจแล้วก็ยังมีสีหน้าซับซ้อนด้วย
เจิ้งจูจีจงอธิบายว่า
“ก่อนหน้านี้หลิวเสี่ยงพูดถึงสถานที่แห่งนี้ ข้าก็แค่แวะมาดูพวกเจ้าเท่านั้น หลิวเสี่ยงมีเรื่องจะพูด ข้าเองก็มีธุระต้องทำ”
หลิวเสี่ยงยิ้มกล่าว
“เชื่อว่าด้วยสติปัญญาของอาจารย์เจิ้งคงไม่ต้องถึงกับหลอกพวกเจ้าหรอกกระมัง?”
เจิ้งจูจีจงยิ้มบางๆ
“หากเจอเรื่องเข้าจริงก็ไม่แน่เสมอไป”
หลิวเสี่ยงกล่าว
“เรื่องที่จะพูดในวันนี้ พวกเจ้าฟังไปแล้วก็สามารถนำไปบอกต่อกับเฉินผิงอันได้”
จ้าวซู่เซี่ยพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“อาจารย์หลิว เชิญพูด”
หลิวเสี่ยงเอ่ยเนิบช้าว่า
“ข้ากับสหายทั้งหลายในไพศาล ต่างก็มีความรู้สึกที่ไม่เลวต่อเฉินผิงอัน”
“พูดถึงแค่ด้านนี้ อาจารย์เจิ้งก็ข้ามผ่านไปได้ยากมาก นี่ไม่เกี่ยวกับการว่าขอบเขตสูงหรือต่ำ”
“บนโลกใบนี้ไม่มีความรักความแค้นที่ไร้เหตุไร้ผล อันดับแรกก็เป็นทะเลสาบซูเจียน แล้วจึงตามมาด้วยท่าทีที่อาจารย์ของเจ้ามีต่อเฝิงหยวนเซียวแห่งใต้หล้าห้าสี และหนิงจี๋ผู้เป็นลูกศิษย์ที่ทำให้ข้าเริ่มค่อยๆ เชื่อใจ”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คืออาจารย์ของเจ้ายังอายุน้อยอยู่มาก”
“ย้อนกลับมามองอาจารย์เจิ้งกับเจ้าตำหนักอู๋ พูดให้น่าฟังหน่อย ก็คือจิตแห่งมรรคาของพวกเขาหนักแน่นดุจหินผา พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือแต่ละคนต่างก็มีมหามรรคาให้ต้องเดิน
ภาษาชาวบ้านกล่าวไว้ว่าเรือใหญ่หันหัวกลับได้ยาก ก็คือเหตุผลข้อนี้”
“หนิงจี๋ พวกเราสามารถมองเห็นความเป็นไปได้อย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้บนร่างของอาจารย์เจ้า

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!