ลักษณะยอดบนสุดของยอดเขาหลักภูเขาตี้เฝ่ยเหมือนกุยหยก ศาลบรรพจารย์ตำหนักหัวหยางก็สร้างไว้ที่นี่
ห่างจากด้านหนึ่งของศาลบรรพจารย์ตำหนักหัวหยางไปไม่ไกล เคยเป็นสถานที่ที่บรรพจารย์รุ่นแรกมาสร้างกระท่อมอ่านตำรา ก่อนจะค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็นเรือนส่วนตัวหลังหนึ่ง
สิ่งปลูกสร้างเกาะกลุ่มกัน รอกระทั่งส่งมอบมาถึงมือของเกากูผู้เป็นเจ้าตำหนักรุ่นก่อน ก็ได้มีระบบสืบทอดที่ว่า
“ผู้ที่มีคุณธรรมได้มาพำนักอาศัย สืบทอดระบบแห่งมรรคา”
แล้วใครที่มารับตำแหน่งเจ้าตำหนักก็จะสามารถย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ เป็นทั้งพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแล้วก็เป็นทั้งบ้านพัก
ปีนั้นเกากูรับสืบทอดตำแหน่งก็ได้ย้ายพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเก่ามาไว้ที่นี่ เพียงแต่ว่าเนื่องจากเกากูไม่มีครอบครัวไม่มีลูกหลาน อยู่เดียวดายเพียงลำพัง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนี้จึงเงียบสงบมาโดยตลอด
เพียงแต่ว่าไม่ว่าจะขยับขยายเรือนไปกว้างขวางแค่ไหน ผลัดเปลี่ยนเจ้าของรุ่นแล้วรุ่นเล่า ก็ยังไม่อาจมีใครที่เป็นแขกแย่งความเด่นของเจ้าบ้าน ยึดครองตำแหน่งประธานไปได้
และยังมีหอตำราหมื่นเล่มที่สะสมตำรับลับไว้มากมาย กรอบป้ายที่เป็นคำว่า “สิ่งอัศจรรย์โอฬารแห่งใต้หล้า” ก็ไม่ถือว่าเป็นคำที่ชมตัวเองจนเกินจริง
ตอนนั้นที่เหมาจุยถูกเกากูพาขึ้นมาบนภูเขาก็มาเฝ้าประตูอยู่ที่นี่
แสงกระบี่เปล่งวูบ เรือนกายอรชนอ้อนแอ้นพลิวกายหยุดยืนนิ่ง เสียงกระบี่ยาวหวนกลับเข้าฝักเหมือนเสียงใสของลูกหงส์ที่ร้องดังกังวาน
ก็คือเซียนกระบี่หญิงที่เพิ่งออกจากด่าน ผู้นำแห่งสายเซียนกระบี่ของตำหนักหัวหยาง หนันเฉียง
อิ่นเซียนเผยสีหน้าปิติยินดี คารวะตามขนบลัทธิเต๋าเอ่ยแสดงความยินดีกับนาง เพราะเมื่อเป็นเช่นนี้สำนักบ้านตนก็จะมีเซียนกระบี่ใหญ่เพิ่มมาคนหนึ่งแล้ว
หนันเฉียงยิ้มตอบกลับคืนเป็นมารยาท แล้วก็ก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋าเช่นกัน จวินเซียนทำท่านี้อยู่ในกฎในระเบียบ ส่วนนักพรตหญิงทำแล้วเปี่ยมไปด้วยพลังอันเกร้าวแกร่ง
หนันเฉียงเรียกเหมาจุยด้วยคำว่า
“สหายป๋ากู่” (กระดูกขาว)
ก่อนคำหนึ่ง ลังเลเล็กน้อยสุดท้ายนางก็ยังเรียกเพิ่มมาว่า
“เจ้าตำหนัก” อีกคำหนึ่ง
เหมาจุยไม่สนใจในเรื่องนี้ ในประวัติศาสตร์ของภูเขาตี้เฝ่ยมีคนมหัศจรรย์อยู่มากมาย จำนวนภาพแขวนของเทียนจวินในศาลบรรพจารย์ก็มีมากมาย แต่กลับมีแค่สองคนเท่านั้นที่พอจะเรียกว่าเป็นเซียนกระบี่ได้อย่างถูไถ
เป็นเหตุให้การที่หนันเฉียงออกจากด่านได้สำเร็จในช่วงปีที่สถานการณ์ไม่ปกตินี้ ช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ให้กับสายเต๋า บางทีหากเรื่องนี้แพร่่ออกไปแล้วอาจจะน่าฟัง แต่นี่ก็ยังเป็นแค่เรื่องรอง
เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือเท่ากับว่าหนันเฉียงได้ช่วยให้ตำหนักหัวหยางสร้างนิมิตหมายอันดีต่อฟ้าดินใหม่เอี่ยมแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงโชคชะตาของตำหนักหัวหยางในช่วงนี้ว่าไม่ได้เดือดร้อนไปกับการสละร่างจากไปของบรรพจารย์มากนัก
คงเป็นเพราะอยู่กับชนชั้นล่างสุดในหมู่ชาวบ้านมานานเกินไป ความคิดของเหมาจุยจึงมักจะมีกลิ่นอายดินโคลนติดมาเสมอ
พูดถึงแค่มาดการขี่กระบี่ของนักพรตหญิงหนันเฉียง พวกเต้ากวานในภูเขาย่อมเห็นเป็นเรื่องปกติ ทัศนียภาพปกติทั่วไปของที่นี่ ไม่รู้ว่าจะมีความลึกลับในเรื่องเล่ามหัศจรรย์ของนอกภูเขามากน้อยแค่ไหน
มองตามสายตาของเจ้าตำหนักเหมาและอิ่นเทียนจวินไป หนันเฉียงมองภาพเหตุการณ์ตรงเส้นทางภูเขานั้นแล้วก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพียงถามอย่างใคร่รู้ว่า
“มีข้าวยืนยันที่แน่ชัดหรือไม่ว่าเซียนกระบี่เนี่ยจะมาเยี่ยมเยือนตำหนักหัวหยางเมื่อไหร่?”
เหมาจุยส่ายหน้า
ทุกวันนี้เนี่ยปี้เสียน่าจะกำลังท่องไปในเปลี่ยวร้างพร้อมกับจางเฟิงไห่ ถือว่าเป็นการตั้งสำนึกขึ้นมาด้วยตัวเอง
อิ่นเซียนกลับพูดกำชับด้วยความห่วงใยว่า
“เลื่อนจากหยกดิบเป็นเซียนเหริน คือด่านใหญ่ด่านหนึ่ง ครั้งนี้หอโซ่วซานช่วยปกป้องด่านให้ ทั้งบุญคุณและวาสนาล้วนไม่เล็ก เจ้าตำหนักหนันอย่าได้จัดการอย่างง่ายๆ
ทางฝั่งของข้ายังมีเหล้าเซียนหมักที่เก็บรักษาไว้อย่างดีมานานหลายปีอยู่หลายกา พอจะเอาหน้าเอาตาได้
คือของล้ำค่าหายากที่ในอดีตอาจารย์อาฉู่ลงจากภูเขาไปท่องเที่ยวแล้วได้มาจากซากปรักแห่งหนึ่งที่เซียนดินยุคโบราณสละศพบินทะยานทิ้งเอาไว้ ดื่มหมดไปหนึ่งกาก็น้อยลงหนึ่งกา หมดแล้วก็จะไม่มีอีกแล้ว เจ้าเอาไปรับรองแขกผู้สูงศักดิ์ได้เลย…”
“คงไม่สิ้นเปลืองสุราของอิ่นเทียนจวินแล้ว สหายนอกภูเขาของข้าคนนั้นมีนิสัยประหลาด เคยเห็นคนที่ติดเหล้าอย่างหนัก แต่กลับไม่เคยเห็นใครที่แค่ได้ดมกลิ่นเหล้าก็เหมือนเจอจิตมารเช่นนี้มาก่อน”
หนันเฉียงโบกมือเป็นพัลวัน ยิ้มอธิบายว่า
“การที่ข้าถามเรื่องนี้ก็เพราะเขาเลื่อมใสเซียนกระบี่เนี่ยมานานมากแล้ว เลยมาเฝ้าตอรอกระต่ายอยู่ที่นี่ ช่วยเฝ้าด่านแทนข้าก็แค่ถือโอกาสทำไปพร้อมกัน”
เหมาจุยคลี่ยิ้ม เซียนเหรินหนุ่มที่มีความหวังบนมหามรรคาผู้นั้น ต่างหากที่ทำสิ่งหนึ่งแต่จุดมุ่งหมายแท้จริงอยู่ที่อีกสิ่งหนึ่ง
ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าหนันเฉียงไม่เข้าใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ผิดต่อใจรักลุ่มหลงของคนคนหนึ่งแล้ว
เนี่ยปี้เสียที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่แย่นโจวคือเซียนอิสระที่เวทกระบี่สูงส่ง อยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง ทว่าตะเกียงอายุยืนของนางดวงนั้นกลับวางไว้ในตำหนักใหญ่ของตำหนักหัวหยางอยู่ตลอด
ไม่เคยมีข่าวคราวมานานสามพันปี แต่ก็ล้วนอาศัยตะเกียงดวงนี้โลกภายนอกถึงได้แน่ใจว่าเนี่ยปี้เสียนยังไม่ได้สละร่างจากโลกนี้ไป
รอกระทั่งการประเมินในครั้งนี้ เนี่ยปี้เสียติดอันดับตัวสำรองสิบคน บนภูเขาก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้มากกว่าเดิม หรือว่าเนี่ยปี้เสียแฝงตัวอยู่ในอารามแห่งใดของภูเขาตี้เฝ่ยอยู่ตลอดเวลา เพื่อตามหาโอกาสในการผสานมรรคา?
แล้วก็มีข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ ที่ไร้หลักฐานให้สืบเสาะ บอกว่าบนเส้นทางของการฝึกตน เนี่ยปี้เสียกับเกากูต่างก็รู้สึกดีต่อกัน น่าเสียดายที่มีบุพเพแต่ไร้วาสนา
ทว่าต่อให้ไม่ได้กลายเป็นคนรักกัน ก็ยังสามารถฝากชีวิตไว้ให้กันและกันได้ ดังนั้นเนี่ยปี้เสียจึงเอาตะเกียงแห่งชะตาชีวิตวางไว้ในตำหนักหัวหยางของเกากู
ระหว่างเส้นทางภูเขามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังเช็ดปากที่มีน้ำลายไหล เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ติดสำเนียงท้องถิ่นเข้มข้นว่า
“ท่านพี่ ได้ยินมาว่าปลาในสระและหน่อไม้บนเส้นทางของภูเขาลูกนี้ต่างก็สุดยอดทั้งคู่ ไม่ใช่สิ่งที่วัตถุดิบชั้นยอดทั้งจากป่าเขาและแม่น้ำจะสามารถเปรียบเทียบได้
แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งนี้ขึ้นเขามาอย่างเหน็ดเหนื่อยจะสามารถใช้กำลังเท้าเปลี่ยนมาเป็นลาภปากได้หรือไม่”
สตรีสวมหมวกม่านคลุมหน้า ตรงเอวห้อยเงินเหรียญมงคล ลวดลายงดงามเหรียญหนึ่งเอาไว้ ดุด่าเบาๆ พร้อมเสียงหัวเราะ
“เจ้าคนตะกละ!”
เด็กหนุ่มที่มาจากสกุลหยางผู้สูงศักดิ์เหลียวซ้ายแลขวาไปเรื่อย นักพรตที่อยู่ในภูเขาลูกหนึ่งขึ้นเขามาขุดหน่อไม้ฤดูหนาว เลือกเอาเฉพาะยอดที่แทงทะลุดินขึ้นมา
หลังฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป หน่อไม้ล่างภูเขาต้องผ่านทางสายนี้ โผล่ทะลุดินคล้ายต้องการแก้แค้น แต่ละหน่อเหมือนสวมเสื้อเกราะเพื่อโอ้อวดบารมีอยู่ตรงนี้ นักพรตเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปอีกครั้ง ปอกเปลือกเหมือนถอดเสื้อเกราะ
เนื้อหน่อไม้เป็นสีขาวราวหิมะ สดใหม่อ่อนนุ่ม เอามาต้มกับเนื้อเค็ม รสชาตินั้นเลิศล้ำจนคนยากจะหาคำใดมาบรรยาย นักกินรู้สึกเพียงความละอาย จ้วงตะเกียบรัวเร็วราวกับบินไม่หยุด
สายตาของหนันเฉียงมาหยุดอยู่บนร่างของสตรีที่สวมหมวกคลุมหน้าบนเส้นทางภูเขาคนนั้น ทำท่าหมายมั่นปั้นมือเอ่ยว่า
“ต่างก็พูดกันว่าเวทอำพรางตาในการอำพรางโชคชะตาชีวิตและโชควาสนาของสกุลหยางหงหนงเป็นอันดับหนึ่ง
ข้าเพิ่งจะฝ่าทะลุขอบเขต สามารถลองหยั่งเชิงตื้นลึกได้พอดีหรือไม่?”
อิ่นเซียนรีบห้ามปราม


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!