เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1152

ตอนนั้นอิ่นเซียนกับลูกศิษย์ผู้สืบทอดสองคนในอารามเบื้องล่างมองภาพนั้นอยู่ไกลๆ ต่างก็ไม่กล้ารบกวนอาจารย์และบรรพจารย์ของแต่ละคน นักพรตกับกองไฟประหนึ่งกองไฟสองกอง แต่เหมาจุยกลับคิดถึงปฏิทินเหลืองเก่าแก่หน้าหนึ่ง

ศิษย์พี่คนหนึ่งและศิษย์น้องคนหนึ่งของเกากูต่างก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ ต่างก็เป็นบรรพจารย์รุ่นแรกที่เปิดภูเขาก่อตั้งพรรคของตำหนักชุ่ยเวยและอารามต้าหมู้

เมื่อสามพันปีก่อน ใต้หล้าไพศาลเกิดศึกพิฆาตมังกรที่มีความหมายว่า “สวรรค์ชิงชัง” แผ่นดินจึงจมดิ่ง

ใต้หล้ามืดสลัวก็มีหายนะในบ้านตัวเองครั้งหนึ่ง เกี่ยวพันไปถึงการจำแลงมรรคาในหนึ่งมณฑลของเทวบุตรมารนอกโลกขอบเขตสิบห้าเทียมตนนั้น

อวี๋โต้วเป็นผู้นำพกกระบี่ไปปราบมาร สงครามที่เต้ากวานระดับสูงของป๋ายอวี่จิงระดมพลกันออกไปหมดครั้งนั้น นักพรตเหมือนนกกระเรียนที่โอบล้อมอยู่บนฟ้า ล้อมกักมณฑลแห่งหนึ่งเอาไว้

แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะสยบกำราบเทวบุตรมารนอกโลกตนนั้นได้ แต่ก็ยังทำให้ “แผ่นดินของหนึ่งมณฑล” จมดิ่ง และคนร่วมสำนักสองคนของเกากูก็ตายดับอยู่ในสงครามครั้งนั้น

คนหนุ่มผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นที่ถูกตำหนักหัวหยางฝากความหวังไว้ให้มากที่สุดกลุ่มนี้ ซึ่งรวมถึงเกากูดด้วย ต่างก็ไม่เคยถูกป๋ายอวี่จิงออกคำสั่งเรียกตัว

แต่กลับยินดีเดินทางไปร่วมรบด้วยตัวเอง ช่วยพิทักษ์หนทางแห่งเต๋าให้แก่ปวงประชา

โลกยุคหลังไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าคนที่นักพรตเกากูเคยให้ความเคารพนับถือมากที่สุดในชีวิตก็คืออวี๋โต้ว

ศึก “แผ่นดินจมดิ่ง” ครั้งนั้น เพียงแค่เพราะเจ้าลัทธิอวี๋โต้วคือผู้ควบคุมสถานการณ์ใหญ่ เกากูถึงได้ยอมกระโจนเข้าหาความตายอย่างเด็ดเดี่ยว

บนเส้นทางของภูเขาตี้เฝ่ย นอกอารามเต๋าแห่งหนึ่งที่กำลังมีการเรียนการสอน คนกลุ่มหนึ่งมาหยุดพักอยู่ข้างซุ้มเถาวัลย์บนทางภูเขา ดื่มน้ำชาฟังคำบรรยาย

อำเภอเล็กห่างไกลแห่งหนึ่งของเขตการปกครองอิ่งชวน มีอารามเต๋าขนาดเล็กที่ควันธูปเพิ่งจะถูกจุดแห่งหนึ่ง

ผู้เฒ่าที่ถูกเรียกขานว่าท่านลุงฉางกับเด็กหนุ่มเฉินฉิ่งที่นิสัยร่าเริงกำลังกวาดลานกว้างยามสนธยาด้วยกัน

มณฑลเก่าแก่แห่งหนึ่งยุบถล่มกลายมาเป็นทะเลสาบผืนใหญ่ เทวบุตรมารนอกโลกที่หลบหนีซ่อนตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ถูกลู่เฉินค้นพบร่องรอยครั้งแล้วครั้งเล่า จำต้องปรากฏตัวในเวลานี้

มันสะบัดชายแขนเสื้อแรงๆ พยายามสลัดท่วงทำนองสีทองที่เหมือน “รากบัวถูกตัดแต่ยังเหลือใย” พวกนั้นออกไป แยกเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยว่า

“ป๋ายอวี่จิงช่างทำเวรทำกรรมไว้จริงๆ สงสารมณฑลของข้าที่แผ่นดินจมดิ่งกลายเป็นแคว้นแห่งน้ำ ลู่เฉินเจ้ารังแกคนอื่นมากเกินไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็อย่าโทษหากข้าจะพลิกฟ้าพลิกดิน”

นักพรตที่สวมกวานดอกบัวบนศีรษะ กายธรรมของเขาสมกับคำกล่าวที่ว่าค้ำฟ้าค้ำดินอย่างแท้จริง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า

“ผินเต้าไม่ตอบตกลง เจ้าก็ทำไม่ได้หรอก”

หมู่บ้านสามแห่งที่ใช้แซ่ต่างกัน สี่ด้านโอบล้อมไปด้วยภูเขา เส้นทางดินเหลืองคดเคี้ยวทอดยาวไปข้างนอกตามลำธาร

เสียงไก่ขันเสียงหมาเห่าจากบนพื้นดิน ควันจากการปรุงอาหารลอยกรุ่นขึ้นไปบนฟ้า เป็นอย่างนี้มายาวนานปีแล้วปีเล่า

หลิวเสี่ยงบอกว่าจะไปดูที่โรงเรียนสักหน่อย หนิงจี๋บอกว่าตัวเองมีกุญแจของห้องเรียน จ้าวซู่เซี่ยก็บอกว่าถึงเวลากินอาหารแล้ว ให้หนิงจี๋พาอาจารย์ทั้งสองท่านไปเดินดูที่โรงเรียนเขาจะไปทำอาหารให้ก่อน แล้วค่อยให้หนิงจี๋พาพวกเขาไปกินข้าว

จ้าวซู่เซี่ยไม่ลืมเอ่ยขออภัยอาจารย์ทั้งสองท่าน บอกว่ารับรองได้ไม่ดีพอ

หลิวเสี่ยงเห็นว่าเจิ้งจูจีจงไม่มีความคิดที่จะปฏิเสธจึงตอบตกลง บอกว่ารบกวนแล้ว

มองแผ่นหลังผอมสูงของผู้วิเศษหนุ่มคนนั้น หลิวเสี่ยงก็เอ่ยว่า

“รู้จักพลิกแพลง”

เจิ้งจูจีจงกล่าว

“ดวงตาเคยเห็นเรื่องราว โลกก็จะสว่างไสวกว่าเดิม ”

หลิวเสี่ยงเกิดแรงบันดาลใจจึงเอ่ยว่า

“ลู่เฉินพูดได้ถูกต้องแล้ว ปัญหาใหญ่ที่สุดของลัทธิขงจื๊อก็คือไม่ยอมพูดคุยถึงใจคนอย่างละเอียด”

เจิ้งจูจีจงไม่เอ่ยอะไร ปัญหาใหญ่ที่สุดของหลิวเสี่ยงก็คือชอบจับจ้องข้อบกพร่องของลัทธิขงจื๊อไม่ยอมวาง ทั่วทั้งใต้หล้ามืดสลัวล้วนถูกมรรคาจารย์เต๋าสยบกำราบตามธรรมชาติ

ซินขู่จึงได้แต่ไปเป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัวอยู่ที่ยอดเขารุ่นเยว่ กุ่ยเค่อแห่งเปลี่ยวร้างก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

หลิวเสี่ยงยิ้มถาม

“ก็จริงนะ คนที่กินข้าวอิ่มแล้วไม่มีทางย้อนมารังเกียจว่าบนโต๊ะไม่มีอาหารอันโอชะ อยากจะบอกว่าตัวข้าอยู่ท่ามกลางความสุขแต่ไม่รู้จักความสุขหรือ?”

เจิ้งจูจีจงกล่าว

“ในเมื่อเป็นปัญหาของเจ้าก็ต้องเป็นปัญหาของลัทธิขงจื๊อด้วย ประโยคของหย่าเซิงที่บอกว่า

“เมื่อการกระทำยังมิอาจบรรลุผล จงย้อนกลับมาพิจารณาตนเองเป็นเบื้องแรก”

ไยจะไม่ได้พูดถึงใจคนอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาเล่า ก็แค่ว่าบัณฑิตอย่างพวกเราไม่รู้จักตัวอักษรก็นั้น”

การที่ลู่เฉินบอกว่าหลิวเสี่ยงตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับปรมาจารย์มหาปราชญ์ อันที่จริงก็แค่ภายนอกเท่านั้น มหามรรคาของหลิวเสี่ยงกับระบบสืบทอดของลัทธิขงจื๊ออันที่จริงได้ผสานรวมกันมานานแล้ว ไม่อาจแบ่งแยกกันได้อย่างชัดเจน

พูดถึงแค่ข้อดีข้อเสียของสภาพการณ์ของพวกเขาห้าคน หากไม่พูดถึงเฝิงหยวนเซียวที่อายุขัยการฝึกตนยังน้อย ก็เป็นหลิวเสี่ยงแห่งไพศาลที่มีอิสระมากที่สุด สามารถท่องไปในฟ้าดินได้อย่างไร้พันธนาการ

ต่อให้หลิวเสี่ยงจะเป็นคนใจกว้างแค่ไหนก็ไม่ถึงขั้นชอบให้คนอื่นมาด่า เขารีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

“ทางฝั่งยอดเขาเทียนตู”

เจิ้งจูจีจงพยักหน้า

“ถ้ำสวรรค์หลีจูหยั่งรากลงพื้นก็เท่ากับว่าสถานการณ์สิ้นสุดลงแล้วในที่สุด ลู่เสิ่นก็ยอมถอดใจ ยอมรับว่าตัวเองไม่มีทางให้ก้าวเดินอีก ได้แต่ทำตัวนอบน้อม วิ่งไปหาโอกาสอันดีงามอย่างอื่นในเมืองเล็กแทน

ลู่เสิ่นรู้ดีว่าต้องทำอย่างไร หากพลาดไปอีกสองสามร้อยปี เขาก็จะไร้ความหวังให้ผสานมรรคาอย่างสิ้นเชิงแล้ว รอกระทั่งถึงเวลานั้นต่อให้โจวจื่อจะยอมหลีกทางให้ ลู่เสิ่นก็ยังเดินไปได้ไม่ไกลอยู่ดี”

หลิวเสี่ยงหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ วิจารณ์ไปคำหนึ่งว่า

“เอาหางสุนัขมาต่อแทนหางพังพอน”

เจิ้งจูจีจงส่ายหน้า

“ตอนที่ยังเป็นถ้ำสวรรค์หลีจู ดินอวยพรไม่ได้อยู่ที่ลู่เสิ่น รอกระทั่งถ้ำสวรรค์ลดระดับกลายเป็นพื้นที่มงคลก็คือโอกาสของเขาแล้ว ผู้ฝึกบำเพ็ญตนมักจะต้องหาโอกาสรอดชีวิตเสี้ยวหนึ่ง คนที่เชี่ยวชาญเรื่องโชคชะตาจะคิดคำนวณให้ตัวเองไปตายย่อมไม่ได้”

หลิวเสี่ยงยิ้มเอ่ย

“สกุลลู่สำนักหยินหยางแผ่นดินกลางวางแผนอย่างตั้งใจ ใช้เจ้าขุนเขาเฉินและภูเขาลั่วพั่วเป็นพิกัด มองดูเหมือนเป็นการแกะสลักเรือตามหากระบี่ แต่แท้จริงแล้วทิศทางนั้นถูกต้อง แต่ดูเหมือนว่าลู่เสิ่นจะขาดโชคไปสักหน่อย ความต่างอันละเอียดอ่อนเล็กน้อยแค่นี้ก็ชักนำให้เกิดความต่างราวฟ้ากับเหวได้แล้ว ”

เจิ้งจูจีจงกล่าว

“ดูคนไม่ออก ใช้วิธีการไม่เหมาะสม ก็สมควรแล้วที่เขาต้องเหนื่อย สิ่งที่ทำมาล้วนเสียเปล่า พลังตบะของตัวเองสะสมไว้ได้ไม่มากพอก็ไมอาจโทษที่โจวจื่อมาขวางทาง”

หลิวเสี่ยงเอ่ย

“ลู่เหว่ยคือตัวเลือกที่ดีที่สุดที่ปีนั้นสกุลลู่สามารถเอาออกมาได้แล้ว แมลงวันเกาะหางม้า โอกาสไม่น้อย จะดีจะชั่วลู่เสิ่นก็เป็นเจ้าประมุขสกุลลู่ ย่อมไมอาจเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ ดูจากตอนนั้นแล้วทางเลือกของลู่เสิ่นก็ไม่ได้มีปัญหาใดๆ”

ลู่เสิ่นผู้เป็นเจ้าประมุขถูกโจวจื่อสกัดกั้น ถูกขวางให้อยู่นอกธรณีประตูของขอบเขตสิบสี่อยู่ตลอดเวลา หยุดชะงักอยู่นานมาก สุดยอดวิชาที่มีติดกายล้วนไม่อาจนำมาใช้เชื่อมโยงฟ้าดิน

เจิ้งจูจีจงส่ายหน้า

“จะว่าไปแล้วก็ยังเป็นเพราะปีนั้นลู่เสิ่นเปี่ยมไปด้วยปณิธานฮึกเหิม คิดว่าตัวเองสามารถลอบมองความลับสวรรค์ เข้าใจถึงความร้ายกาจของโจวจื่อ แต่ส่วนลึกในใจกลับยังดูแคลนตบะของโจวจื่อ ผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่ปณิธานอยู่ที่การพิสูจน์มรรคาไม่ควรเปิดช่องหวังพึ่งเพียงโชคเล็กน้อย”

บทที่ 1152.2 หักกิ่งต้นกุ้ย 1

บทที่ 1152.2 หักกิ่งต้นกุ้ย 2

บทที่ 1152.2 หักกิ่งต้นกุ้ย 3

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!