เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1153

นักพรตหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเล็ก ด้านหลังก็คือภูเขาลั่วพั่ว นี่เรียกว่าอิงภูเขา! (เปรียบเปรยถึงคนที่มีที่พึ่ง มีภูมิหลัง) เซียนเว่ยเอานิ้วแตะน้ำลายพลิกเปิดหน้าหนังสือ โดยไม่ทันรู้ตัว กระดาษสีขาวหิมะตัวอักษรสีหมึกดำก็มีวงแสงสีแดงเป็นชั้นบางๆ แผ่อวลขึ้นมา นักพรตเงยหน้ามอง ที่แท้ดวงอาทิตย์ก็ลับไปทางขุนเขาตะวันตกแล้ว ขอบฟ้ายังมีก้อนเมฆสีแดงเหมือนเพลิงไหม้ที่ยังคงอาลัยอาวรณ์มิอาจตัดใจไปจากโลกมนุษย์ได้

ในชายแขนเสื้อมีตำราก็ช่างร่ำรวยสูงศักดิ์เสียจริง วันนี้ไร้เรื่องใดก็เหมือนได้เป็นเทพเซียนน้อย แม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาคือพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ข้าไปกับวันเวลาเหมือนปลาแหวกว่ายผ่านไปอย่างสบายอุรา ลาดตระเวนภูเขาเสร็จสิ้น ส่งท่านปู่ดวงอาทิตย์ที่ยุ่งมาทั้งวันกลับไปถึงหน้าประตูบ้านแล้ว

หมี่ลี่น้อยก็มาที่ตีนเขา ขยับสายเชือกของกระเป๋าผ้าที่สะพายไว้เอียงๆ เรียกหยังเชิ่ง “นักพรตเซียนเว่ย?” นักพรตเซียนเว่ยรู้ใจ พยักหน้ายิ้มเอ่ย “อีกเดี๋ยวจะเสร็จงานแล้ว มีเวลาว่างพอดี แทะทั้งคู่!”

นี่คือคำปริศนาระหว่างเขากับหมี่ลี่น้อยโดยเฉพาะ คุยกันเรื่อยเปื่อยใช้คำว่าแทะ แทะเมล็ดแตงก็คือคำว่าแทะ ถึงอย่างไรภูเขาลั่วพั่วก็ไม่เหมือนภูเขาทั่วไป การต้อนรับขับสู้ผู้คนมีไม่บ่อยนัก ต่อให้บางครั้งจะต้องรับรองแขกก็ล้วนไม่ใช่คนธรรมดา เวลาว่างก็คือว่างจริง ยุ่ง….ก็ไม่ไดยุ่งจนเวียนมาถึงเขาได้

เจ้าขุนเขามือเติบใจกว้าง ยกภูเขาเชียงฮั่วลูกนั้นให้กับเซียนเว่ยและลูกศิษย์ที่เขารับมาใหม่ ให้ใช้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในการ “เปิดภูเขา” ช่วงเวลาที่ผ่านมานี่ นักพรตเซียนเว่ยกับหลินเฟยจิงต่างก็แบกจอบแบกเสียม ถือที่ตักขยะกันง่วนอยู่บนภูเขา ตรงเอวเหน็บมีดผ่าฟืน ยุ่งวุ่นวายทั้งวัน ร่วมแรงกันซ่อมสะพานสร้างถนน ค่อยๆ สร้างศาลาพักเท้า สร้างกระท่อมขึ้นมาตามลำดับ… แม้ว่าจะเรียบง่ายไปสักหน่อย ไม่ได้มีข้อพิถีพิถันมากนัก แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการเพิ่มอิฐเติมกระเบื้องให้กับ “บ้านของตัวเอง” ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็มีความสุข

เซียนเว่ยไม่ได้ไปขอเงินจากเหวยเหวินหลงนักบัญชีของจวนเฉวียนฝู่ยอดเขาจี้เซ่อ อาศัยเงินเดือนของคนเฝ้าประตูก็มากพอเหลือแหล่ แล้วนับประสาอะไรกับที่ทุกครั้งที่โจวอันดับหนึ่งขึ้นมาบนภูเขาจะไม่มีการแสดงท่าทีเลยได้อย่างไร? ผู้ชายนี่นะ พอถุงเงินพองเขาสักหน่อย เอวก็แข็งแล้ว ทุกวันนี้ผูเต้าไม่ยากจนแล้ว เพราะรู้ว่าตัวเองก็คือเจ้าของทรัพย์สินผู้มั่งมี!

หน่วนซู่ช่วยนำความมาบอกต่อ บอกว่าเป็นความต้องการของนายท่านเจ้าขุนเขา ช่วงนี้นักพรตเซียนเว่ยสามารถไปที่ภูเขาเชียงฮั่วบ่อยๆ ได้ งานใหญ่สำคัญกว่า ตรงหน้าประตูภูเขาแห่งนี้ไม่มีคนมาคอยเฝ้าก็ไม่เป็นไร เซียนเว่ยเชี่ยวชาญการไม่เกรงใจกับคนขี้เกรงใจมากที่สุด รีบรับคำเสนอแนะของเจ้าขุนเขาไว้อย่างนอบน้อม เวลาอยู่บนภูเขาเชียงฮั่วแห่งนั้น ตอนหยุดพักจากงาน เขากับลูกศิษย์ไม่ได้มาเปล่าๆ ก็มักจะกินผักดองแกล้มกับอาหารแห้ง หูฟังเสียงน้ำในลำธารไหลริกๆ อยู่ท่ามกลางดอกไม้ภูเขาก็จะตักเหล้าหมักข้าวเหนียวกาหนึ่งมาจิบ กินกับลูกศิษย์กวาดตามองไปรอบด้านด้วยความรู้สึกที่ว่าทุกวันล้วนเป็นช่วงเวลาอันดีงามที่ได้เปลี่ยนทัศนียภาพใหม่ๆ สดชื่นสบายตา

บนภูเขาลั่วพั่วไม่มีใครที่ไม่ชอบหมี่ลี่น้อย แต่หากจะบอกว่าใครที่คุยเล่นกับหมี่ลี่น้อยมากที่สุดจริงๆ นับจำนวนตัวอักษรที่คุยเล่นกันอย่างจริงจัง ก็ยังเป็นนักพรตเซียนเว่ยคนเฝ้าประตูที่พูดกับนางมากที่สุดไม่มีหนึ่งใน คาดว่าหน่วนซู่กับเฉินหลิงจวินก็ยังเทียบไม่ได้

เซียนเว่ยชอบคุยเล่นกับหมี่ลี่น้อยจริงๆ ทุกครั้งล้วนพูดคุยด้วยท่าทางกระตือรือร้นไม่เคยเบื่อหน่าย เป็นเหตุให้เฉินหลิงจวินกับป๋ายเสวียนรู้สึกนับถือเขายิ่งนัก เซียนเว่ยไม่ไปเปิดโรงเรียนสอนเด็กเล็กก็ช่างน่าเสียดายจริงๆ หมี่ลี่น้อยเองระหว่างที่ลาดตระเวนภูเขาก็จะเอาความคิดอันบรรเจิดเปี่ยมไปด้วยจินตนาการที่ผุดวูบขึ้นมารวบรวมไว้เหลือค้างไว้ พอมาถึงที่หน้าประตูภูเขาก็ค่อยเอาออกมาแบ่งปันกับนักพรตเซียนเว่ย บางครั้งที่พวกมันวิ่งหนีหายไป นางก็จะเก็บกลับมาทุกครั้งที่ลงจากภูเขามาลาดตระเวน หนึ่งคนโตหนึ่งเด็กมีเรื่องอะไรก็พูดคุยกันไป คุยเล่นกันเหมือนเหยียบเปลือกแตงโมที่ลื่นไปถึงตรงไหนก็ไปตรงนั้น คนหนึ่งไม่มีเรื่องอะไรให้กลัดกลุ้ม อีกคนหนึ่งก็ไม่มีเรื่องในใจอะไร ไม่ว่าพูดคุยเรื่องไหนหัวคิ้วก็ไม่เคยขมวดมุ่น ท่าทางเกียจคร้านผ่อนคลาย

เซียนเว่ยเอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อเหมือนชาวนา ฝ่ามือสองข้างในชายแขนเสื้อประกบกัน “ความกลัดกลุ้มของพวกเรา ส่วนใหญ่มักจะมาจากเมื่อวาน และความเป็นกังวลก็ล้วนคือความกังวลว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ต่อให้บนโลกมีตำรับยาแห่งความเป็นอมตะอยู่จริง แต่จะแก้ไขเรื่องของเมื่อวานที่ผ่านไปแล้ว และเรื่องของวันพรุ่งนี้ที่ยังมาไม่ถึงได้อย่างไร ลัทธิพุทธกล่าวไว้ว่ากำจัดใจไม่กำจัดเรื่องราว มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเราก็มักจะรู้ได้ง่ายแต่ลงมือทำได้ยาก ควรจะทำให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปตามจิตใจอย่างแท้จริงได้อย่างไร”

หมี่ลี่น้อยส่ายหน้า พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “นักพรตเซียนเว่ย ท่านคือเทพเซียนที่ฝึกมรรคกถาอันสูงส่งเลิศล้ำอยู่ในภูเขาอย่างแท้จริงเลยนะ”

นักพรตหนุ่มเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้ไผ่อย่างผ่อนคลาย ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “คงไม่ใช่วาหมี่ลี่น้อยมีแผนการอันแยบยลอะไรอยากจะถ่ายทอดให้ข้าหรอกนะ”

หมี่ลี่น้อยหัวเราะฮ่าๆ “ถ้าอย่างนั้นท่านก็ถามถูกคนแล้ว!” หากถามข้าว่าควรจะฝึกวิชาตระกูลเซียนอย่างไร ขอโทษด้วย ภูติน้ำใหญ่แห่งทะเลสาบคนใบ้ท่องไปในยุทธภพเป็นอย่างเดียวเท่านั้น แต่หากจะถามว่าควรจะตีกับความทุกข์อย่างไร วะฮะฮ่า ข้าพอจะมีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้าง!

แม่นางน้อยชุดดำเอาสองมือเท้าคาง กะพริบตาปริบๆ ภูเขาสูงใหญ่ สายน้ำไหลคดเคี้ยว เมฆขาวอ้วนพี ฟ้าครามเหมือนพุงโตๆ… คำพูดในใจที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องร่างเอาไว้ก่อน “ความกังวลและความทุกข์ของเมื่อวานล้วนใหญ่เท่าเมล็ดข้าวสาร ใหญ่นิดเดียวเท่านั้น วางพวกมันไว้ในชามใหญ่แห่งความดีใจของวันนี้ กินเข้าไป ยัดร่องฟัน จากนั้นค่อยเอาชามไปวางไว้บนโต๊ะตัวใหญ่ของวันพรุ่งนี้”

นักพรตหนุ่มปรบมือเบาๆ เอ่ยชื่นชมไม่หยุด “ใช่แล้วๆ พวกเราจงอย่าใช้ชีวิตอันสั้นนักนี้ไปแบกรับทุกข์ร้อนของโลกมนุษย์จนหมดสิ้น”

หมี่ลี่น้อยยื่นเมล็ดแตงอีกกำมือส่งไปให้เซียนเว่ยรับมาแล้วยิ้มเอ่ย “ข้าเองก็มีชามใบหนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่ได้พกติดตัว เก็บไว้ที่เรือนบรรพบุรุษ”

จอกเหล้าอยู่ในมือ เรื่องใหญ่ใหญ่เท่าเมล็ดงา แทะเมล็ดแตงเรื่องเล็กเล็กเท่าท้องฟ้ากว้าง หมี่ลี่น้อยลูบข้างแก้ม ทำท่าจะพูดแต่ไม่ได้พูด

บทที่ 1153.1 ขึ้นสู่ยอดสูงสุด 1

บทที่ 1153.1 ขึ้นสู่ยอดสูงสุด 2

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!