ลู่เสิ่นพูดเข้าประเด็นว่า “วันนี้มาเยี่ยมเยือนภูเขาลั่วพั่วเพราะมีเรื่องอยากจะบอก หวังว่าท่านนักพรตจะสามารถเอาไปบอกต่อเจ้าขุนเขาเฉินโดยเร็ว หม่าขู่เสวียนแห่งตรอกซิงฮวามีลูกศิษย์ผู้สืบทอดอยู่คนหนึ่งที่เป็นทั้งลูกศิษย์เปิดขุนเขาแล้วยังเป็นทั้งลูกศิษย์ปิดสำนัก คนผู้นี้ก็คือชาวบ้านในท้องถิ่นของเมืองเล็ก ส่วนลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่ไปรับมาจากข้างนอกกลับเป็นเวทอำพรางตาของหม่าขู่เสวียนทั้งหมด ชื่อแซ่ของคนผู้นี้ข้ากลับไม่อาจพูดมากได้จริงๆ”
เซียนเว่ยฟังด้วยความมึนงง แต่ก็ยังพยักหน้าตอบตกลง เวย์ป้อมาถึงที่หน้าประตูภูเขาตามหลังลู่เสิ่นติดๆ ลู่เสิ่นกล่าว “คารวะเวย์เสิ่นจวิน”
เวย์ป้อพูดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “มิกล้ารับ”
ลู่เสิ่นใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “เมื่อหลายปีก่อนราชครูชยุมาเยือน ยอดเขาเทียนตูด้วยตัวเอง เคยได้พูดคุยกับข้าอย่างตรงไปตรงมาครั้งหนึ่ง” เวย์ป้อขมวดคิ้วน้อยๆ
ด้วยตบะและวิธีการของลู่เสิ่น หากมีใจจะปิดบัง ต่อให้ราชสำนักต้าหลือยากจะตรวจสอบก็ตรวจสอบไม่เจอเบาะแสอะไร แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คือการข้ามทวีปเดินทางไกลของลู่เสิ่นมาลงหลักปักฐานอยู่ที่ต้าหลีได้รับการอนุญาตหรือไม่ก็ยอมรับโดยปริยายจากราชครูชยุ ฉาน
ยอดเขาเทียนตูตั้งอยู่ระหว่างภูเขาลั่วพั่วกับเมืองเล็ก อยู่ใกล้กับภูเขาลั่วพั่วยิ่งกว่าภูเขาเที่ยวอวี๋และเนินฝูเหยาเสียอีก เป็นเหตุให้ไม่ใช่เพื่อนบ้านใกล้เคียงทั่วไป แต่กลับเหมือนเพื่อนบ้านที่มีกำแพงติดกัน
“เจ้าของที่ดินภายนอกของยอดเขาเทียนตูที่มีนัยแฝงลึกซึ้ง ถูกบันทึกอยู่ในเอกสารของราชสำนักต้าหลีคือพรรคตระกูลเซียนแห่งหนึ่งที่มีรากฐานพอๆ กับพรรคหวงเหลียง หลายปีมานี้ยอดเขาเทียนตูที่มีกลิ่นอายเซียนล่องลอยอยู่ตลอดทั้งปีมีผู้ฝึกตนอยู่ในภูเขาแค่สิบกว่าคนเท่านั้น ไม่มีเซียนดินนั่งบัญชาการอยู่บนภูเขา เก็บตัวเงียบปรากฏตัวน้อยครั้ง เหมือนปิดภูเขามากกว่าภูเขาลั่วพั่วเสียอีก บางครั้งที่มีผู้ฝึกตนลงจากภูเขาก็คือให้ผู้ฝึกตนอายุน้อยที่ยังไม่เป็นห้าขอบเขตกลางไปซื้อฟืน ข้าวสาร น้ำมัน เกลือ ฯลฯ จากในตัวเมืองตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น
ยอดเขาเทียนดูไม่เคยไปมาหาสู่กับภูเขาลั่วพั่ว ไม่ถือว่าเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันด้วยซ้ำ ยอดเขาของภูเขาหลักยอดเขาเทียนตูเตี้ยกว่ายอดเขาหลิงจี๋ที่เป็นภูเขาหลักของภูเขาลั่วพั่วอยู่หลายส่วน ดังนั้นยามที่พวกเฉินหลิงจวินมองมายังทัศนียภาพในเมืองเล็กจากยอดเขาบ้านตัวเองจึงไม่มีอุปสรรคกีดขวาง สามารถมองเห็นได้อย่างถ้วนทั่ว สถานะเจ้าขุนเขาของภูเขาใกล้เคียงสามแห่ง แน่นอนว่าราชสำนักต้าหลีต้องมีบันทึกไว้อย่างลับๆ
เว่ยป้อที่เป็นเทพแห่งห้ามหาบรรพตซึ่งถือเป็นหัวหน้าเบื้องบนย่อมตรวจสอบเรื่องนี้ได้ เพียงแต่ว่า หลายปีที่ผ่านมานี้เฉินผิงอันไม่ได้จงใจจะสืบเสาะ ไม่ได้ถามถึง เว่ยป้อเองก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน ภายหลังเนินฝูเหยาถูกเผยเฉียนแอบจ่ายเงินซื้อมา ภูเขาเที่ยวอวี๋ที่เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของกานอี๋แห่งตำหนักฉางชุนก็ถูกชยุตงซานคว้ามาไว้ในมือ เซียโก่วหมายตายอดเขาเทียนตู คิดอยากจะจ่ายเงินซื้อมาเป็นสินสอด น่าเสียดายที่พอนางพูดถึงเรื่องนี้กับเวยป้อ ตอนนั้นเว่ยป้อแค่บอกว่าจ่ายเงินซื้อไม่ได้ รอให้เจ้าขุนเขาบ้านเจ้าเป็นราชครูต้าหลีก่อนค่อยว่ากันอีกที เซียโก่วไม่ใช่เจ้าขุนเขา นางมั่นใจแต่แรกแล้วว่ายอดเขาเทียนดูไม่มีเซียนดิน ยิ่งไม่มีห้าขอบเขตบนมาฝึกตนอยู่ที่นั่น หาไม่แล้วแค่ลองหลอมลมปราณดูเล็กน้อย นางก็จะรู้ได้แล้ว หากจะบอกว่าในภูเขามีขอบเขตบินทะยานเก่าแก่ที่เชี่ยวชาญการปิดบังความลับสวรรค์ หากมีอยู่จริงก็ซ่อนตัวได้ลึกล้ำนักก็ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าทางที่ดีที่สุดสหายอย่าขยับตัวเลยจะดีกว่า รอกระทั่งลู่เสิ่นเลือกจะปรากฏตัวด้วยตัวเอง จุดที่ทำให้เวย์ป้ออัดอั้นและมีโทสะก็อยู่ตรงนี้เอง จากช่องทางข่าวสารเฉพาะตัวของเว่ยป้อ ยอดเขาเทียนตูมี “เจ้าของที่ดินตัวจริง” ที่หลบอยู่เบื้องหลังคนหนึ่งจริง เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรเว่ยป้อก็คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้และตระกูลจะยังคงเป็นหมากที่ลู่เสิ่นผลักมาไว้เบื้องหน้า ดังนั้นเว่ยป้อจึงรู้สึกว่าการที่ตนปิดปากไม่พูดไม่จาได้ชักนำให้เฉินผิงอันที่ระมัดระวัง รอบคอบเสมอมาเข้าใจไปในทางผิด มารดามันเถอะ ยอดเขาเทียนตูแห่งนี้คือภูเขาที่อยู่ใต้เปลือกตาของตน เกิดช่องโหว่ใหญ่ขนาดนี้ เว่ยป้อแค่คิดก็รู้สึกหวาดกลัวภายหลังแล้ว
ลู่เสิ่น เจ้าประมุขสกุลสู่แผ่นดินกลาง มรรคาสูงอยู่สุดขอบฟ้า คนอื่นเคารพเจ้า หวาดกลัวเจ้า ข้าเวย์ป้อกลับไม่สนใจจะแลเจ้า!
ในใจเวย์ป้อหงุดหงิดสุดขีด ไยลู่เสิ่นจะไม่ไม่อัดอั้นเช่นเดียวกัน การปรากฏตัวของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวคนนั้นก็คือปัญหาใหญ่เทียมฟ้า ไม่รู้ว่านางอยู่ว่างหรือว่ามีวิชาอภินิหารอย่างอื่นจริงๆ ทุกๆ สามวัน ห้าวัน ถึงได้แบ่งพลังจิตส่วนหนึ่งออกมา ไม่แบ่งแยกกลางวัน กลางคืน ไม่มีกฎระเบียบใดๆ ให้เอ่ยถึง มักจะคอยลอบสังเกตการณ์มาที่ยอดเขาเทียนตูอยู่เป็นประจำ ทำอะไรไร้คุณธรรมไม่มีข้อพิถีพิถันอะไรเลยจริงๆ นี่ทำให้ลู่เฉินไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย ได้แต่สร้างฟ้าดินเล็กสามแห่งขึ้นมา บวกกับตราผนึกเวทหลับอีกหลายสิบชั้น เพื่อเอามาใช้บดบังลมปราณบนร่างตัวเอง สิ้นเปลืองปราณวิญญาณเล็กน้อยและเงินเทพเซียนหนึ่งก้อน นี่ไม่ถือเป็นอะไร แต่กลับถ่วงรั้งการทำเรื่องสำคัญของเขา ทำให้ลู่เสิ่นรู้สึกเหมือนถูกมัดมือมัดเท้า
เวย์ป้อเองก็คร้านจะพูดจาอ้อมค้อมกับลู่เสิ่น หัวเราะหยันเอ่ยว่า “ขอถามเจ้าประมุขลู่หน่อยเถิดว่ามาที่ยอดเขาเทียนตูเพื่อวางแผนสำหรับกิจการใหญ่ของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่?” บ้านเมืองมีกฎของบ้านเมือง ตระกูลมีกฎของตระกูล ถิ่นใดก็ย่อมมีกฎแห่งถิ่นนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำที่มีตำแหน่งสูงอยู่ในอาณาเขตการปกครองของบ้านตน ช่วยราชสำนักจับตามองความเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนและจวนเซียนทั้งหลาย เดิมทีก็เป็นภาระหน้าที่ที่พึงกระทำอยู่แล้ว
ลู่เสิ่นกล่าวอย่างเฉยเมย “ขนบธรรมเนียมล่างภูเขาบอกว่าวันเริ่มต้นฤดูหนาวก็เหมือนวันปีใหม่ มาเยือนอำเภอไหวหวงในวันนี้ ผ่านการตรวจสอบภูมิประเทศอย่างคร่าวๆ เลือกลงหลักปักฐานอยู่ที่ยอดเขาเทียนตู ให้ที่นี่เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมชั่วคราว วันแรกของเดือนหนึ่งของปีใหม่ ข้าอยู่ในภูเขาได้เห็นโฉมหน้าของเจ้าขุนเขาเฉินเป็นครั้งแรก” ปีนั้นในกลุ่มภูเขาใหญ่ฝั่งตะวันออกต่างก็กำลังมีการก่อสร้าง บุกเบิกจวนและถ้ำสถิต สร้างหอเรือน เพื่อเพิ่มกลิ่นอายเซียนให้กับพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
เนื่องจากยอดเขาจีหลงของภูเขาลั่วพั่วมีศาลเทพภูเขาที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากทางราชสำนัก กรมโยธาต้าหลีได้อิงตามระเบียบพิธีการแห่งภูเขาสายน้ำและแบบแผนก็ล้วนกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว เงินที่ควรต้องจ่ายก็ไม่กล้าให้ขาดแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว เจ้าขุนเขาที่เป็นเด็กหนุ่มถือว่าได้ของสำเร็จรูปไปครอง ไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าเงินของตัวเอง ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินในเรื่องของการสร้างเส้นทางสักเท่าไร ส่วนเรื่องที่จะตบหน้าตัวเองสวมรอยเป็นคนอ้วนก็ต้องทำให้คนอื่นดูถึงจะได้ ตอนนั้นข้างกายเฉินผิงอันมีแค่เฉินหลิงจวินกับหน่วนซู่ที่ติดตามมา ภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งก็มีแค่พวกเขาสามคนเท่านั้น อย่างมากที่สุดก็แค่เพิ่มเทพภูเขาที่ไม่มีผู้ช่วย ไม่มีข้ารับใช้ไปอีกคนเดียว วันนี้หากอิงตามขนบธรรมเนียมท้องถิ่น เดิมทีควรเริ่มแวะเวียนไปเยี่ยมญาติกินเลี้ยงกันแล้ว แน่นอนว่าเฉินผิงอันไม่มีญาติที่ไหนให้ไปเยี่ยม เขาก็เลยพาเด็กชายชุดเขียวกับเด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูขึ้นเขาไปพร้อมกัน
ลู่เสิ่นมีสีหน้าซับซ้อนอย่างอดไม่ได้ เอ่ยเนิบช้าว่า “เด็กหนุ่มสวมรองเท้าสานที่มหามรรคาใกล้ชิดกับสายน้ำ ขึ้นเนินสูงแหงนมองเมฆา พกน้ำพกไฟ ตรงเอวเหน็บมีดผ่าฟืน ขึ้นภูเขาลูกใหญ่ ขึ้นไปบนยอดสูงสุด เห็นแสงแห่งฟ้า”
……

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!