“ลัทธิเต๋าเน้นย้ำให้ใช้ชีวิตดำเนินไปตามธรรมชาติ ดังนั้นการที่เจ้าสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหรินได้อย่างสบายๆ แต่มั่นคง นี่ก็คือความสามารถของเจ้า” มนุษย์ธรรมดาจะสามารถฝึกบำเพ็ญตนได้หรือไม่ ต้องดูว่ามี “ทางมา” หรือเปล่า เข้ามาในภูเขาแล้วก็เริ่มหลอมลมปราณเก็บจิตวิญญาณ สุดท้ายจะสามารถพิสูจน์มรรคาได้หรือไม่ก็ต้องดูว่าจะสามารถหา “ทางไป” ได้ไหม
“ภูเขาสูงตั้งตระหง่าน แม่น้ำไหลเชี่ยวกราก ประหนึ่งการปลดปล่อยความในใจที่อัดแน่นอยู่ในอกของมนุษย์ ทว่าต่อให้มหาบรรพตจะใหญ่แค่ไหน แต่จะสามารถทะลุฟ้าไปได้หรือไม่? ต่อให้น้ำจะในลำน้ำจะยิ่งใหญ่ไพศาลเพียงใด สุดท้ายแล้วก็ยังต้องไหลลงสู่มหาสมุทรอยู่ดี”
“เจ้าคือคนที่เรียนเวทกระบี่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ลงแรงไปกับการแสวงหาต้นกำเนิดของวิถีกระบี่ ดังนั้นฝึกตนอยู่ในภูเขาตี้เฝ่ยจึงยากจะหาคนบนเส้นทางเดียวกันได้เจอ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า “หนทางของข้าเดียวดาย” นานวันเข้าพอขอบเขตสูงขึ้นก็ง่ายที่จะเกิดความหยิ่งทระนง แน่นอนว่าเจ้าเองก็มีความลำบากใจของเจ้า ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักของอารามต้ามู่ เป็นผู้นำผู้ฝึกกระบี่ร้อยกว่าคน ต้องให้เจ้าแบกรับความรุ่งโรจน์ความเสื่อมถอยของระบบสืบทอดสายเซียนกระบี่ของตำหนักหัวหยาง อาศัยวิธีที่สะดวกสบายนี้มารวบรวมใจคนได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ”
หนันเฉียงหัวเราะร่า “ร้อยกว่าคน?”
นี่เห็นได้ชัดว่านางเริ่มหาข้อติ เจ้าตำหนักเหมาเพิ่งจะเข้ามาอยู่ตำหนักหัวหยาง ต้องมีงานมากมายแน่นอน จึงไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรมของสายต่างๆ ในระบบอารามต้ามู่แห่งนี้ นี่ก็ถือว่าสมเหตุสมผลดี ต่อให้ตอนนั้นเหมาจวินจะเคยเสนอแนะให้นางมารับหน้าที่เป็นเจ้าแห่งภูเขาตี้เฝ่ย ตามหลักแล้วหนันเฉียงควรจะรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่เมื่ออยู่กับอีกฝ่ายแล้ว นางกลับมีความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่บอกไม่ถูก ผู้ฝึกบำเพ็ญตนคนหนึ่งที่จิตสัมผัสเฉียบไว มีความรู้สึกเช่นนี้ย่อมไม่อาจมองเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ให้ความสำคัญไม่ได้
ที่นอนควรจะเล็ก เพราะจะบำรุงจิตใจได้ง่าย ห้องหนังสือควรจะใหญ่ สามารถรวบรวมลมปราณ ดังนั้นอาณาบริเวณของหอเก็บตำราจึงกว้างขวางมาก ทว่าที่พักของเหมาจุยกลับเล็กมาก เพียงแค่เลือกเรือนหลังเล็กที่อยู่ใกล้กับประตูใหญ่อย่างง่ายๆ เท่านั้น ทว่าในห้องกลับมีมุ้งผ้าโปร่งสีขาวที่มักจะพบเห็นได้บ่อยในบ้านของชาวบ้านล่างภูเขา อย่าว่าแต่ผู้บรรลุมรรคาในภูเขาเลย ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธในยุทธภพที่พอจะมีวิชาติดตัว ก็ยังสามารถใช้ลมปราณแท้จริงที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งขับไล่แมลงวันและยุง ข่มขวัญพวกสัตว์ป่าสัตว์ร้ายออกไปได้ด้วยตัวเอง
โชคดีที่ไม่มีคนมาเยี่ยมเยือน “เรือนอันซอมซ่อ” นี้ ไม่อย่างนั้นหนันเฉียงก็อาจจะสงสัยแล้วว่าเจินเหรินกระดูกขาวที่เห็นๆ กันว่าเป็นขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบมานานแล้วผู้นี้ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเหมือนชาวบ้านร้านตลาดเช่นนี้ ทำให้ใครดูกันแน่?
เหมาจุยเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “อารามต้ามู่ถ่ายทอดธรรมโองการให้กับเต้ากวาน ในศาลบรรพชนมีทำเนียบทั้งหมดหกรุ่น คนมีทั้งสิ้นหนึ่งร้อยห้าคน ช่วงที่ผ่านมาเจ้าปิดด่านข้ามีแต่จะเข้าใจด่านแห่งการฝึกตนของพวกเขาทุกคนในตอนนี้มากกว่าเจ้า”
หนันเฉียงถาม “ดูเหมือนว่าเกาฉงก็จะปิดด่านแล้ว สหายป๋ายกู้ได้เจอนางแล้วหรือ?”
นั่นคือแม่นางน้อยที่เมื่อหลายปีก่อนบรรพจารย์เกาพากลับมาจากบ้านเกิด คุณสมบัติไม่ได้โดดเด่นเท่าไร แต่คนที่เจ้าตำหนักพาขึ้นเขามาด้วยตัวเอง หนันเฉียงและอารามต้ามู่ย่อมต้องใส่ใจมากอยู่แล้ว
เหมาจุยกล่าว “ดูจากตำราลับที่ตำหนักชุ่ยเวยส่งต่อให้เกาฉงเล่มนั้น หากนางหลอมลมปราณไปตามลำดับขั้นตอน ใช้ในการปิดด่านฝ่าทะลุขอบเขต จะต้องเกิดข้อผิดพลาด ไม่อาจข้ามประตูมังกรไปได้ มีโอกาสสูงที่จะขอบเขตถดถอย ข้าได้ไหว้วานให้คนช่วยถ่ายทอดวิชากระบี่สองบทให้นางอย่างลับๆ แล้ว บทหนึ่งพูดถึงการแบ่งน้ำ อีกบทหนึ่งคือการหลอมกระบี่มายา รอกระทั่งนางฝึกได้ถึงจุดที่จิตใจเชื่อมโยงถึงกัน คาถานั้นก็จะสามารถจำแลงออกมาเป็นประตูมังกรของนครจักรพรรดิขาวและแม่น้ำหนึ่งสาย นักพรตปล่อยจิตวิญญาณจมจ่อมไปกับมัน ลักษณะเหมือนเจียวน้ำที่เดินลงน้ำไปเยือนประตูมังกร สามารถเพิ่มโอกาสชนะให้นางได้หลายส่วน”
หนันเฉียงตกตะลึงอย่างหนัก คิดไม่ถึงว่าเจ้าตำหนักเหมาผู้นี้จะเข้าใจผู้ฝึกกระบี่มากมายของอารามต้ามู่เหมือนเส้นลายมือตัวเองเช่นนี้? เป็นบรรพจารย์เกาที่ได้บอกกล่าวกับเขาอย่างลับๆ ไว้ก่อน หรือเป็นเพราะเหมาจุยคิดจะอาศัยอารามต้ามู่มาเปิดสถานการณ์ขุนนางใหม่เพิ่งมารับหน้าที่ไฟแรงสามกอง สายเซียนกระบี่ที่ไม่ค่อยโดดเด่นบนมือของบรรพจารย์เกา หากเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเพราะเหมาจุย นั่นก็ไม่ใช่เคล็ดลับที่วงการขุนนางแห่งภูเขาสายน้ำใช้กันบ่อยๆ หรอกหรือ?
เหมาจุยกล่าว “ลู่เฉินมีห้องหนังสืออยู่แห่งหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในนครหนันหัว พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเอง แต่สร้างไว้ที่นครอวี๋ซู มีชื่อว่า “เรือนพิศพนักกระบี่” หนันเฉียงไม่แน่ใจว่าเหมาจุยพูดเรื่องนี้ทำไม นี่ไม่ใช่เรื่องที่คนทั้งโลกล้วนรู้กันหรอกหรือ?
เหมาจุยเอ่ยเนิบช้าว่า “เพราะเตรียมเอาไว้ให้ข้า”
หนันเฉียงตะลึงงัน นางยอมรับความผิดพลาดอย่างผึ่งผาย เอ่ยอย่างละอายใจว่า “สหายป๋ายกู เป็นข้าที่ใช้ใจคนถ่อยไปวัดใจของวิญญูชน มองเจ้าต่ำไปแล้ว”
เหมาจุยกล่าว “ไม่ว่าใครจะมาสืบทอดระบบของตำหนักหัวหยาง เจ้าก็ต้องมีความเป็นศัตรูกับเขาอยู่แล้ว รู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นการสร้างคุณูปการของเต้ากวานคนใดก็ตาม ก็ล้วนไม่คู่ควรกับการนั่งเก้าอี้ในตำหนักบรรพจารย์ตัวนั้น อีกอย่างเจ้าคือนักพรตที่ฟ้าดินร่างกายมนุษย์มีพลังชีวิตเปี่ยมล้นมากเป็นพิเศษ ทั้งยังเป็นผู้ฝึกกระบี่ ดังนั้นเมื่อเจ้ายืนอยู่ข้างกายเจินเหรินกระบี่ขาวที่เป็นผู้ฝึกกระบี่เหมือนกัน จะรู้สึกถึงอันตรายที่ซ่อนแฝงอยู่ก็สมเหตุสมผลดีแล้ว นั่นคือการรู้ล่วงหน้าที่มาจากสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง หากข้าเกิดใจสังหารตอนอยู่ในตำหนักหัวหยาง เจ้าจะเป็นคนที่สองที่สัมผัสได้”
หนันเฉียงถามอย่างใคร่รู้ “ใครเป็นคนแรก อู๋เทียนจวินหรือ?”หนันเฉียงที่เพิ่งรู้สึกตัวอย่างเชื่องช้า รู้ความจริงแล้ว ก็คือเจ้าของภูเขาลูกนี้ตัวจริง เทพภูเขาไท่อวี๋ เหมาจุยเดินไปที่ริมน้ำ พวกปลาทั้งหลายที่แหวกว่ายอยู่ในสระอาจเข้าใจผิดคิดว่าเขาคือเจ้าของคนเดิม จึงส่ายหางแล้วมารวมตัวกัน
เถ้าแก่ตาบอดที่ควักลูกตาทั้งสองข้าง บังคับยึดเอาพื้นที่แห่งหนึ่งของเปลี่ยวร้างไปสร้างภูเขาใหญ่แสนดีขึ้นมา ดินให้กำเนิดทองซึ่งเป็นห้าธาตุที่เกื้อหนุนและยับยั้งกันและกัน ย้ายเอาภูเขาใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง เสริมด้วยมัลละแม่ทัพเทพสวมเสื้อเกราะสีทอง สยบกำราบปราณแห่งมรรคาอันเปี่ยมล้นในช่องโพรงลมปราณใหญ่แห่งต่างๆ ที่แทบจะพุ่งทะยานฟ้า ป้องกันไม่ให้เรือนกายลอยขึ้นไปบนฟ้า!
เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวของชายหาดลั่วเป่า อารามกวานเต๋าตงไห่ในภายหลัง นับแต่โบราณมาก็ไม่เคยปราณีใคร หากใครกล้าทำลายตบะของผินเต้า ฝืนเต้าก็จะตัดทอนฟ้าอำนวยดินอวยพรของเจ้า! ความอิสระที่บริสุทธิ์ สามารถทำทุกเรื่องที่ตัวเองอยากทำได้ สามารถเอ่ยคำว่าไม่กับเรื่องที่ไม่เต็มใจจะทำ อีกทั้งยังสามารถแบกรับราคาที่ต้องจ่ายไว้ได้อย่างเต็มที่
มีมนุษย์ธรรมดากี่มากน้อยที่ละทิ้งความร่ำรวยมีเกียรติในโลกมนุษย์ ขึ้นเขาแสวงหาความเป็นเซียน หวังเพียงพิสูจน์มรรคาเป็นอมตะ เพ้อฝันว่าจะมีอายุยืนยาวอยู่ร่วมกับฟ้าดิน มีเพียงสิ่งที่ลู่เฉินปรารถนาเท่านั้นที่ไม่เคยใช่ขอบเขตสิบห้า ถึงขั้นไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบบนมหามรรคาอะไรด้วยซ้ำ มีแค่การ “เห็นความจริงของข้า” เท่านั้น ไม่รู้วาบรรยากาศทำให้เกิดเศร้าใจ หรือเป็นเพราะเดิมทีก็เป็นคนอารมณ์อ่อนไหวง่ายอยู่แล้ว
เหมาจุยก้มหน้าลงมองปลาในน้ำ ทันใดนั้นปลาที่แหวกว่ายก็เข้าใจผิดว่ามีคนทิ้งเหยื่อลงน้ำ พากันแย่งชิงอาหารอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเห็นว่ามีเพียงความว่างเปล่า จึงแยกย้ายกันจากไป นอกจากเวทกระบี่ที่ตรวจสอบภาพลวงตาของความเป็นความตายได้แล้ว ดูเหมือนว่าลู่เฉินจะเอาความคิดคำนึงที่เขามีต่อโลกมนุษย์ไปไว้ที่โครงกระดูกขาวร่างหนึ่งทั้งหมด
……
ภูเขาลั่วพั่ว
เฉินหลิงจวินเดินเป๋เพราะฤทธิ์สุรามาตลอดทาง เดินเตร็ดเตร่กลับมาจากจวนเทพวารีแม่น้ำเถี่ยฝู เด็กชายชุดเขียวตาแหลมมองเห็นว่าตรงหน้าประตูภูเขาคล้ายจะมีแขกมาเยี่ยมเยือน จึงรีบเก็บเวทคาถากดก้อนเมฆลงมา พลิวกายลงบนเส้นทาง เพ่งสายตามองไปดูถิ่นที่ยังดีไม่เหมือนว่าจะเป็นวีรบุรุษที่อยู่ใน “รวมเล่มคนผ่านทาง” ถ้าอย่างนั้นก็ไปพบหน้าเสียหน่อย


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!