เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1153

ภูเขาตี้เฝ่ย
ดูเหมือนว่าเหมาจวินกำลังถ่ายทอดวิชาให้กับเซียนกระบี่อย่างหนันเฉียงอวิ่น เซียนเทียนจวินผู้เฒ่าที่อยู่ข้างๆ รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก

“ลัทธิเต๋าเน้นย้ำให้ใช้ชีวิตดำเนินไปตามธรรมชาติ ดังนั้นการที่เจ้าสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหรินได้อย่างสบายๆ แต่มั่นคง นี่ก็คือความสามารถของเจ้า” มนุษย์ธรรมดาจะสามารถฝึกบำเพ็ญตนได้หรือไม่ ต้องดูว่ามี “ทางมา” หรือเปล่า เข้ามาในภูเขาแล้วก็เริ่มหลอมลมปราณเก็บจิตวิญญาณ สุดท้ายจะสามารถพิสูจน์มรรคาได้หรือไม่ก็ต้องดูว่าจะสามารถหา “ทางไป” ได้ไหม

“ภูเขาสูงตั้งตระหง่าน แม่น้ำไหลเชี่ยวกราก ประหนึ่งการปลดปล่อยความในใจที่อัดแน่นอยู่ในอกของมนุษย์ ทว่าต่อให้มหาบรรพตจะใหญ่แค่ไหน แต่จะสามารถทะลุฟ้าไปได้หรือไม่? ต่อให้น้ำจะในลำน้ำจะยิ่งใหญ่ไพศาลเพียงใด สุดท้ายแล้วก็ยังต้องไหลลงสู่มหาสมุทรอยู่ดี”

“เจ้าคือคนที่เรียนเวทกระบี่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ลงแรงไปกับการแสวงหาต้นกำเนิดของวิถีกระบี่ ดังนั้นฝึกตนอยู่ในภูเขาตี้เฝ่ยจึงยากจะหาคนบนเส้นทางเดียวกันได้เจอ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า “หนทางของข้าเดียวดาย” นานวันเข้าพอขอบเขตสูงขึ้นก็ง่ายที่จะเกิดความหยิ่งทระนง แน่นอนว่าเจ้าเองก็มีความลำบากใจของเจ้า ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักของอารามต้ามู่ เป็นผู้นำผู้ฝึกกระบี่ร้อยกว่าคน ต้องให้เจ้าแบกรับความรุ่งโรจน์ความเสื่อมถอยของระบบสืบทอดสายเซียนกระบี่ของตำหนักหัวหยาง อาศัยวิธีที่สะดวกสบายนี้มารวบรวมใจคนได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ”

หนันเฉียงหัวเราะร่า “ร้อยกว่าคน?”

นี่เห็นได้ชัดว่านางเริ่มหาข้อติ เจ้าตำหนักเหมาเพิ่งจะเข้ามาอยู่ตำหนักหัวหยาง ต้องมีงานมากมายแน่นอน จึงไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรมของสายต่างๆ ในระบบอารามต้ามู่แห่งนี้ นี่ก็ถือว่าสมเหตุสมผลดี ต่อให้ตอนนั้นเหมาจวินจะเคยเสนอแนะให้นางมารับหน้าที่เป็นเจ้าแห่งภูเขาตี้เฝ่ย ตามหลักแล้วหนันเฉียงควรจะรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่เมื่ออยู่กับอีกฝ่ายแล้ว นางกลับมีความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่บอกไม่ถูก ผู้ฝึกบำเพ็ญตนคนหนึ่งที่จิตสัมผัสเฉียบไว มีความรู้สึกเช่นนี้ย่อมไม่อาจมองเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ให้ความสำคัญไม่ได้

ที่นอนควรจะเล็ก เพราะจะบำรุงจิตใจได้ง่าย ห้องหนังสือควรจะใหญ่ สามารถรวบรวมลมปราณ ดังนั้นอาณาบริเวณของหอเก็บตำราจึงกว้างขวางมาก ทว่าที่พักของเหมาจุยกลับเล็กมาก เพียงแค่เลือกเรือนหลังเล็กที่อยู่ใกล้กับประตูใหญ่อย่างง่ายๆ เท่านั้น ทว่าในห้องกลับมีมุ้งผ้าโปร่งสีขาวที่มักจะพบเห็นได้บ่อยในบ้านของชาวบ้านล่างภูเขา อย่าว่าแต่ผู้บรรลุมรรคาในภูเขาเลย ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธในยุทธภพที่พอจะมีวิชาติดตัว ก็ยังสามารถใช้ลมปราณแท้จริงที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งขับไล่แมลงวันและยุง ข่มขวัญพวกสัตว์ป่าสัตว์ร้ายออกไปได้ด้วยตัวเอง

โชคดีที่ไม่มีคนมาเยี่ยมเยือน “เรือนอันซอมซ่อ” นี้ ไม่อย่างนั้นหนันเฉียงก็อาจจะสงสัยแล้วว่าเจินเหรินกระดูกขาวที่เห็นๆ กันว่าเป็นขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบมานานแล้วผู้นี้ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเหมือนชาวบ้านร้านตลาดเช่นนี้ ทำให้ใครดูกันแน่?

เหมาจุยเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “อารามต้ามู่ถ่ายทอดธรรมโองการให้กับเต้ากวาน ในศาลบรรพชนมีทำเนียบทั้งหมดหกรุ่น คนมีทั้งสิ้นหนึ่งร้อยห้าคน ช่วงที่ผ่านมาเจ้าปิดด่านข้ามีแต่จะเข้าใจด่านแห่งการฝึกตนของพวกเขาทุกคนในตอนนี้มากกว่าเจ้า”

หนันเฉียงถาม “ดูเหมือนว่าเกาฉงก็จะปิดด่านแล้ว สหายป๋ายกู้ได้เจอนางแล้วหรือ?”

นั่นคือแม่นางน้อยที่เมื่อหลายปีก่อนบรรพจารย์เกาพากลับมาจากบ้านเกิด คุณสมบัติไม่ได้โดดเด่นเท่าไร แต่คนที่เจ้าตำหนักพาขึ้นเขามาด้วยตัวเอง หนันเฉียงและอารามต้ามู่ย่อมต้องใส่ใจมากอยู่แล้ว

เหมาจุยกล่าว “ดูจากตำราลับที่ตำหนักชุ่ยเวยส่งต่อให้เกาฉงเล่มนั้น หากนางหลอมลมปราณไปตามลำดับขั้นตอน ใช้ในการปิดด่านฝ่าทะลุขอบเขต จะต้องเกิดข้อผิดพลาด ไม่อาจข้ามประตูมังกรไปได้ มีโอกาสสูงที่จะขอบเขตถดถอย ข้าได้ไหว้วานให้คนช่วยถ่ายทอดวิชากระบี่สองบทให้นางอย่างลับๆ แล้ว บทหนึ่งพูดถึงการแบ่งน้ำ อีกบทหนึ่งคือการหลอมกระบี่มายา รอกระทั่งนางฝึกได้ถึงจุดที่จิตใจเชื่อมโยงถึงกัน คาถานั้นก็จะสามารถจำแลงออกมาเป็นประตูมังกรของนครจักรพรรดิขาวและแม่น้ำหนึ่งสาย นักพรตปล่อยจิตวิญญาณจมจ่อมไปกับมัน ลักษณะเหมือนเจียวน้ำที่เดินลงน้ำไปเยือนประตูมังกร สามารถเพิ่มโอกาสชนะให้นางได้หลายส่วน”

หนันเฉียงตกตะลึงอย่างหนัก คิดไม่ถึงว่าเจ้าตำหนักเหมาผู้นี้จะเข้าใจผู้ฝึกกระบี่มากมายของอารามต้ามู่เหมือนเส้นลายมือตัวเองเช่นนี้? เป็นบรรพจารย์เกาที่ได้บอกกล่าวกับเขาอย่างลับๆ ไว้ก่อน หรือเป็นเพราะเหมาจุยคิดจะอาศัยอารามต้ามู่มาเปิดสถานการณ์ขุนนางใหม่เพิ่งมารับหน้าที่ไฟแรงสามกอง สายเซียนกระบี่ที่ไม่ค่อยโดดเด่นบนมือของบรรพจารย์เกา หากเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเพราะเหมาจุย นั่นก็ไม่ใช่เคล็ดลับที่วงการขุนนางแห่งภูเขาสายน้ำใช้กันบ่อยๆ หรอกหรือ?

เหมาจุยกล่าว “ลู่เฉินมีห้องหนังสืออยู่แห่งหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในนครหนันหัว พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเอง แต่สร้างไว้ที่นครอวี๋ซู มีชื่อว่า “เรือนพิศพนักกระบี่” หนันเฉียงไม่แน่ใจว่าเหมาจุยพูดเรื่องนี้ทำไม นี่ไม่ใช่เรื่องที่คนทั้งโลกล้วนรู้กันหรอกหรือ?

เหมาจุยเอ่ยเนิบช้าว่า “เพราะเตรียมเอาไว้ให้ข้า”

หนันเฉียงตะลึงงัน นางยอมรับความผิดพลาดอย่างผึ่งผาย เอ่ยอย่างละอายใจว่า “สหายป๋ายกู เป็นข้าที่ใช้ใจคนถ่อยไปวัดใจของวิญญูชน มองเจ้าต่ำไปแล้ว”

เหมาจุยกล่าว “ไม่ว่าใครจะมาสืบทอดระบบของตำหนักหัวหยาง เจ้าก็ต้องมีความเป็นศัตรูกับเขาอยู่แล้ว รู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นการสร้างคุณูปการของเต้ากวานคนใดก็ตาม ก็ล้วนไม่คู่ควรกับการนั่งเก้าอี้ในตำหนักบรรพจารย์ตัวนั้น อีกอย่างเจ้าคือนักพรตที่ฟ้าดินร่างกายมนุษย์มีพลังชีวิตเปี่ยมล้นมากเป็นพิเศษ ทั้งยังเป็นผู้ฝึกกระบี่ ดังนั้นเมื่อเจ้ายืนอยู่ข้างกายเจินเหรินกระบี่ขาวที่เป็นผู้ฝึกกระบี่เหมือนกัน จะรู้สึกถึงอันตรายที่ซ่อนแฝงอยู่ก็สมเหตุสมผลดีแล้ว นั่นคือการรู้ล่วงหน้าที่มาจากสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง หากข้าเกิดใจสังหารตอนอยู่ในตำหนักหัวหยาง เจ้าจะเป็นคนที่สองที่สัมผัสได้”

หนันเฉียงถามอย่างใคร่รู้ “ใครเป็นคนแรก อู๋เทียนจวินหรือ?”
เหมาจุยมองหนันเฉียงแวบหนึ่ง บางทีคงเป็นเพราะไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมนางถึงถามคำถามประเภทนี้ออกมา

หนันเฉียงที่เพิ่งรู้สึกตัวอย่างเชื่องช้า รู้ความจริงแล้ว ก็คือเจ้าของภูเขาลูกนี้ตัวจริง เทพภูเขาไท่อวี๋ เหมาจุยเดินไปที่ริมน้ำ พวกปลาทั้งหลายที่แหวกว่ายอยู่ในสระอาจเข้าใจผิดคิดว่าเขาคือเจ้าของคนเดิม จึงส่ายหางแล้วมารวมตัวกัน

เถ้าแก่ตาบอดที่ควักลูกตาทั้งสองข้าง บังคับยึดเอาพื้นที่แห่งหนึ่งของเปลี่ยวร้างไปสร้างภูเขาใหญ่แสนดีขึ้นมา ดินให้กำเนิดทองซึ่งเป็นห้าธาตุที่เกื้อหนุนและยับยั้งกันและกัน ย้ายเอาภูเขาใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง เสริมด้วยมัลละแม่ทัพเทพสวมเสื้อเกราะสีทอง สยบกำราบปราณแห่งมรรคาอันเปี่ยมล้นในช่องโพรงลมปราณใหญ่แห่งต่างๆ ที่แทบจะพุ่งทะยานฟ้า ป้องกันไม่ให้เรือนกายลอยขึ้นไปบนฟ้า!

เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวของชายหาดลั่วเป่า อารามกวานเต๋าตงไห่ในภายหลัง นับแต่โบราณมาก็ไม่เคยปราณีใคร หากใครกล้าทำลายตบะของผินเต้า ฝืนเต้าก็จะตัดทอนฟ้าอำนวยดินอวยพรของเจ้า! ความอิสระที่บริสุทธิ์ สามารถทำทุกเรื่องที่ตัวเองอยากทำได้ สามารถเอ่ยคำว่าไม่กับเรื่องที่ไม่เต็มใจจะทำ อีกทั้งยังสามารถแบกรับราคาที่ต้องจ่ายไว้ได้อย่างเต็มที่

มีมนุษย์ธรรมดากี่มากน้อยที่ละทิ้งความร่ำรวยมีเกียรติในโลกมนุษย์ ขึ้นเขาแสวงหาความเป็นเซียน หวังเพียงพิสูจน์มรรคาเป็นอมตะ เพ้อฝันว่าจะมีอายุยืนยาวอยู่ร่วมกับฟ้าดิน มีเพียงสิ่งที่ลู่เฉินปรารถนาเท่านั้นที่ไม่เคยใช่ขอบเขตสิบห้า ถึงขั้นไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบบนมหามรรคาอะไรด้วยซ้ำ มีแค่การ “เห็นความจริงของข้า” เท่านั้น ไม่รู้วาบรรยากาศทำให้เกิดเศร้าใจ หรือเป็นเพราะเดิมทีก็เป็นคนอารมณ์อ่อนไหวง่ายอยู่แล้ว

เหมาจุยก้มหน้าลงมองปลาในน้ำ ทันใดนั้นปลาที่แหวกว่ายก็เข้าใจผิดว่ามีคนทิ้งเหยื่อลงน้ำ พากันแย่งชิงอาหารอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเห็นว่ามีเพียงความว่างเปล่า จึงแยกย้ายกันจากไป นอกจากเวทกระบี่ที่ตรวจสอบภาพลวงตาของความเป็นความตายได้แล้ว ดูเหมือนว่าลู่เฉินจะเอาความคิดคำนึงที่เขามีต่อโลกมนุษย์ไปไว้ที่โครงกระดูกขาวร่างหนึ่งทั้งหมด

……

ภูเขาลั่วพั่ว

เฉินหลิงจวินเดินเป๋เพราะฤทธิ์สุรามาตลอดทาง เดินเตร็ดเตร่กลับมาจากจวนเทพวารีแม่น้ำเถี่ยฝู เด็กชายชุดเขียวตาแหลมมองเห็นว่าตรงหน้าประตูภูเขาคล้ายจะมีแขกมาเยี่ยมเยือน จึงรีบเก็บเวทคาถากดก้อนเมฆลงมา พลิวกายลงบนเส้นทาง เพ่งสายตามองไปดูถิ่นที่ยังดีไม่เหมือนว่าจะเป็นวีรบุรุษที่อยู่ใน “รวมเล่มคนผ่านทาง” ถ้าอย่างนั้นก็ไปพบหน้าเสียหน่อย

เช้าตรู่ของทุกวัน ใครที่ลุกขึ้นมาก่อน เดินออกมานอกประตูก็แค่ตะโกนเรียกคำเดียว ลูกธนูเมฆหนึ่งดอกพุ่งออกไป ทหารม้านับพันหมื่นมาพบหน้าพี่น้องทุกท่าน เหล้าข้าอยู่ที่ไหน?!

เฉินหลิงจวินนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ก็ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “หลานชาย ไม่ปิดบังเจ้า ข้าเป็นคนเฉียบแหลมมาโดยตลอด ขึ้นชื่อว่าเรื่องใหญ่ไม่เคยเลอะเลือน ก่อนหน้านี้ก็มานั่งบนขั้นบันไดพูดคุยกับอาจารย์ของเจ้า ใหญ่ต่างก็พูดคุยกันได้ดี ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ประหลาดนัก หัวพลันซื่อคิดอะไรไม่ออก เดาว่าเจ้าคงไม่ใช่มารร้ายใหญ่เจิงแห่งนครจักรพรรดิขาวผู้นั้นหรอกกระมัง เพ้ยๆๆ คำพูดของเด็กน้อยอย่าได้ถือสา คำพูดของเด็กน้อยอย่าได้ถือสา ต้องบอกว่าใช่นายท่านใหญ่เจิงที่มีกลิ่นอายเที่ยงธรรมเต็มตัว คือผู้กล้าซื่อสัตย์ยุติธรรมหรือไม่ หึความคิดนี้เกือบจะทำให้ตัวข้าเองตกใจตายแล้ว”

หลิวเสียงมองสบตากับลู่เสิ่น จากนั้นพวกเขาก็มองไปยังเว่ยเสิ่นจวิน เจิงจวีจงคือผู้กล้าที่ซื่อสัตย์ยุติธรรม? ใครบนภูเขาลั่วพั่วสอนมา? เว่ยป้ออ่อนใจยิ่งนัก ล้วนอาศัยความรู้ความเข้าใจของตัวเองศึกษาด้วยตนเองจนเป็นผู้เชี่ยวชาญ เจิงจวีจงยิ้มเอ่ย “หากข้าคือเจิงจวีจง ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ของข้าก็ไม่ใช่เฉินชิงหลิวหรอกหรือ หากเขาคือเฉินชิงหลิว เจ้าสามารถเรียกขานตัวเองเป็นพี่เป็นน้องกับคนพิฆาตมังกรได้ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ยังจะต้องกลัวอะไรอีก?”

เว่ยป้ออดรู้สึกเป็นกังวลไม่ได้ ต่อให้เฉินหลิงจวินจะพูดจาหรือทำอะไรไม่เข้าท่าแค่ไหน ก็ยังพอมีมโนธรรมในใจอยู่บ้าง หลิวเสียงค่อนข้างอยากรู้ว่าเด็กชายชุดเขียวจะรับมืออย่างไร ลู่เสิ่นรู้สึกเพียงว่าประโยคนี้ของเจิงจวีจงดังออกมา ปราณสังหารซุ่มซ่อนทั่วสี่ทิศ คาดไม่ถึงว่าเด็กชายชุดเขียวจะแค่เอียงศีรษะค้างไว้ไม่ขยับ สีหน้าบอกไม่ถูกว่าใสซื่อหรือมึนงง อึ้งค้างอยู่ตรงนั้น “หา?”

อึ้งอยู่นาน ก่อนจะสะบัดศีรษะแรงๆ แล้วเฉินหลิงจวินก็ยื่นนิ้วข้างหนึ่งออกมาส่าย “ไม่ถูกๆ จะคิดกันแบบนี้ไม่ได้ เหตุผลอันเป็นรูปธรรมข้าเล่าเรียนมาน้อยจึงบอกไม่ถูกเหมือนกัน”

เจิงจวีจงกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็เหลือค้างไว้ก่อนดีไหม?”

เฉินหลิงจวินหัวเราะเสียงดังลั่น คุยกับตนได้รู้เรื่อง ต้องเป็นคนที่อ่านตำรามาก่อน แต่อ่านตำรามาไม่มากแน่นอน ลู่เสิ่นเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ เส้นเอ็นหัวใจขึงตึง ทำไมเจิงจวีจงถึงมาที่นี่?!

ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ลู่เสิ่นก็ยังคงกลั้นหายใจทำสมาธิ คารวะแบบพิธีการโบราณที่ถูกต้องตามกฎระเบียบต่อคนที่อยู่ข้างกายเจิงจวีจง หลิวเสียงเพียงแค่ทำเป็นมองไม่เห็น ไปที่ประตูภูเขาเดินไปเดินมา

เด็กชายชุดเขียวก็กุมหมัดคารวะกลับคืนต่อคนหนุ่มแปลกหน้าที่ให้ความสำคัญกับมารยาทพิธีการ คล้ายกับนึกถึงคำกล่าวอย่างหนึ่งได้จึงเกาหัว พูดความในใจกับหลานจือไปหนึ่งประโยคว่า

“ข้าอยากคบหาสหายหลายคนอย่างจริงจัง สถานะมีสูงมีต่ำ ฐานะทางบ้านมีรวยมีจนถุงเงินมีพองมีแฟบ ล้วนไม่ถือเป็นอะไร เพราะหน้าโต๊ะที่วางถ้วยเหล้าเอาไว้ล้วนราบเรียบ”

เจิงจวีจงอึ้งตะลึง ก่อนจะยิ้มอย่างเข้าใจ พยักหน้าเอ่ย “ท่านอาดื่มเหล้าเป็น”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!