ใต้ต้นท้อต้นหนึ่งในอารามเสวียนตู เหยาชิงได้เจอกับเจ้าแห่งนครจักรพรรดิขาวที่สวมชุดเต๋าสีเขียว เด็กหนุ่มหน้าตางามพิสุทธิ์สวมหมวกหัวเสือมีสีหน้าเย็นชาทักทายเหยาชิง แล้วก็ขอตัวจากไป
เจ้าอวิ๋นเยี่ยนรีบตามไปทันใด ลังเลอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังรู้สึกว่าลำพังเพียงตนคงคิดคำตอบของคำถามข้อนั้นไม่ได้แน่นอน ไม่สู้ขอความรู้จากอาจารย์ป๋ายที่ทุกวันนี้ก็เป็นผู้ฝึกกระบี่แล้วไปตรงๆ เลยดีกว่า
เจิงจวีจงถามเข้าประเด็นโดยตรงว่า “ขอถามท่านเสนาบดีหน่อยว่า เมื่อเจอกับกลียุคสิบสี่มณฑลของใต้หล้ามืดสลัวแห่งนี้ แคว้นที่แข็งแกร่งจะมีมากหรือจะมีน้อย?”
เหยาชิงเงียบไม่เอ่ยอะไร แน่นอนว่าเขาเข้าใจเจตนาของเจิงจวีจงดี ในโลกที่เกิดการแย่งชิงกัน จำนวนแคว้นที่แข็งแกร่งมีมาก ผู้ที่มาภายหลังอาจกลายเป็นผู้ครองอำนาจ แคว้นแข็งแกร่งมีน้อย ผู้ที่มาก่อนสามารถตั้งตนเป็นราชา ถ้าอย่างนั้นเหยาชิงแห่งปิงโจวอย่างเจ้ากับราชวงศ์ชิงเสินที่เตรียมกำลังให้พร้อมสำหรับศึกใหญ่มานานหลายปี คิดจะทำอย่างไร?
เจิงจวีจงกล่าว “ท่านเสนาบดีไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ คิดได้ แต่ว่าก่อนที่ป๋ายอวี๋จิงจะค้นพบร่องรอยข้า เจ้าต้องให้คำตอบที่ชัดเจนกับข้า ”
เหยาชิงถาม “หากคำตอบที่ข้าพูดออกไปไม่สอดคล้องกับความคิดของอาจารย์เจิงจะเป็นเช่นไร?”
เจิงจวีจงเอ่ย “ให้คำตอบของเจ้ามา แน่นอนว่าก็จะได้รู้คำตอบของข้า ”
เหยาชิงหัวเราะหยัน “อาจารย์เจิงหาพันธมิตรแฝงเช่นนี้น่ะหรือ?”
เจิงจวีจงไม่ได้พูดอะไร ขยับเท้าเดินไปในป่าท้อ เหยาชิงเดินเคียงบ่าไปกับเขา เหยาชิงหันกลับไปมองเส้นทางที่เดินผ่านมา ได้รับการขนานนามว่าเป็นเสนาบดีรูปงามแห่งราชวงศ์ชิงเสินมานาน แต่ยากจะจินตนาการได้ว่าเด็กหนุ่มอู่หลิงในปีนั้น ใช้ชีวิตเสเพล ร่อนเร่อยู่ในหมู่ชาวบ้าน เรียกพรรคเรียกพวก กินดื่ม นารี การพนัน ล้วนเชี่ยวชาญในทุกด้าน ชอบการเดิมพันมากเป็นพิเศษ ไหนเลยจะมีปณิธานยิ่งใหญ่หวังมีหน้าที่สูงส่งใหญ่โต ไหนเลยจะเคยมีความคิดที่จะแสวงหามรรคากลายเป็นเซียน คิดจะเป็นนายท่านเต้ากวานอะไรนั่น เพ้อฝันแท้ๆ นั่นต้องดูด้วยว่ามาเกิดในครรภ์แบบไหน สิ่งที่เด็กหนุ่มชาวบ้านคิดทุกวันก็มีแค่ว่า ขอให้พรุ่งนี้มือดีสักหน่อย เอาส่วนที่พ่ายแพ้ไปในวันนี้ชนะกลับมาทั้งทุนทั้งกำไร
หากเหยาชิงหันกลับไปมองเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มในปีนั้นจะกล้าเชื่อหรือว่าในอนาคตตัวเองก็คือเหยาชิง?
เหยาชิงม้วนชายแขนเสื้อชุดเต๋าสองข้างขึ้นช้าๆ แรกเริ่มเจิงจวีจงยังนึกว่าเหยาชิงตัดสินใจจะสวามิภักดิ์ต่อป๋ายอวี๋จิง ช่วยอวี๋โต้วปราบกบฏ ระดมกองทัพกวาดล้างโจรขบถที่อยู่ในมณฑลใกล้เคียง เพียงแต่คิดไม่ถึงว่านักพรตที่เป็นขอบเขตสิบสี่แล้วดูเหมือนว่าจะยังเก็บ “วัยเยาว์” เอาไว้ บนแขนสองข้างของทุกวันนี้ก็ยังคงมีรอยสักหยาบๆ เหลืออยู่ ขนาดเจิงจวีจงก็ยังรู้สึกประหลาดใจ เด็กหนุ่มอู่หลิงในอดีต ถึงกับเป็นชายหนุ่มผู้มีลายสักเต็มแขน?
เหยาชิงแกว่งแขน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “คนแซ่เจิง พวกเราต่างก็เป็นคนบนมรรคา ออกมาใช้ชีวิตข้างนอกก็ต้องมีคุณธรรมน้ำใจ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
หากไม่มีนักพรตซุนพาเขาขึ้นเขา ชั่วชีวิตนี้เขาเหยาชิงก็คงเป็นได้แค่เด็กหนุ่มที่ใช้รอยสักบนแขนสองข้างมาปลุกความกล้า ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่ชาวบ้านร้านตลาด กระทั่งเป็นหนุ่ม เป็นวัยกลางคน เป็นคนแก่ ไปเกิดใหม่…ราชวงศ์ชิงเสินจะไม่มีทางมีเสนาบดีรูปงาม ปิงโจวก็จะไม่มีนักพรตโซ่วหลิง” เป็นเหตุให้การมาเยือนอารามเสวียนตูของเขาในคราวนี้ก็เพื่อมาดูอักษรคำว่า “เตียน” (เซ่นไหว้ ตั้งเครื่องบูชา ทำพิธีเซ่นไหว้)
หวนนึกถึงอดีตอันห่างไกล เด็กหนุ่มแขนสักลายนั่งอยู่บนหัวกำแพงที่ผุพังของบ้านตัวเอง อากาศร้อนผิดปกติ เขาเปลือยหน้าอก ดื่มเหล้าที่เชื่อเงินซื้อมาพลางพูดคุยกับนักพรตเฒ่าร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างกายไปด้วย
“นักพรตซุน ในเมื่อรู้สึกว่าข้าคือบุคคลผู้หนึ่งที่วันหน้าจะต้องเก่งกาจอย่างมาก ถ้าอย่างนั้นก็พาข้าไปอยู่ที่อารามของท่านสิ ไม่อย่างนั้นก็แสดงว่าท่านเอาคำลวงมาหลอกข้า ท่านบอกว่าอารามของท่านเล็ก นี่มันคือเหตุผลอะไรกัน วางใจเถอะ ข้าเองก็ไม่รังเกียจความยากจนหรอก ขอแค่มีข้าวให้อิ่มสามมื้อก็พอแล้ว”
นักพรตเฒ่ากลับไม่รับคำ ตบลงบนไหล่ของเด็กหนุ่ม ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าหนู นี่ถึงกับสักเป็นลายมังกรพาดไหล่เลยหรือ”
หัวไหล่ของเด็กหนุ่มแสบร้อน เขาถึงกับแยกเขี้ยวจริงฟัน นักพรตเฒ่ายิ้มเอ่ย ‘อารามของข้าไม่เพียงแต่เล็ก ยังห้ามกินเนื้อสัตว์ห้ามดื่มเหล้าด้วย มีแค่อาหารเจที่ขึ้นชื่อว่ารสชาติแย่ จะไปอยู่หรือไม่?”
เด็กหนุ่มกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ ข้าอยู่ที่นี่ดีกว่า วันใดมีชื่อเสียงใหญ่โตขึ้นมา ค่อยไปกินอาหารเจมื้อหนึ่งที่อารามเล็กๆ ของท่าน ดูสิว่าจะรสชาติแย่ได้สักแค่ไหน”
นักพรตเฒ่ายกมือขึ้น เด็กหนุ่มหัวเราะร่ายื่นฝ่ามือออกไปตบกับมือของอีกฝ่ายเป็นการให้คำสัญญาต่อกัน
พื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้าง ตอนที่สตรีเรือนกายกำยำแข็งแกร่งไปเยือนบนยอดเขาสำนักแห่งหนึ่งก็ถูกเก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยมแล้ว นับตั้งแต่ตีนเขาไปจนถึงศาลบรรพจารย์บนยอดเขา ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจหลายร้อยตนไม่มีใครที่มีชีวิตรอด ระหว่างนั้นมีผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนที่พยายามจะร่ายวิชาหลบหนีไปจากที่แห่งนี้ก็ล้วนถูกเซียสือจีปล่อยหมัดต่อยไกลๆ ให้ร่างแยกคาที
สำนักเผ่าปีศาจที่สร้างคุณความชอบไม่น้อยไว้ในใต้หล้าไพศาลแห่งนี้ พลันกลายเป็นเพียงหมอกควันที่ลอยผ่านตาไปทันใด
เฉินชิงหลิวยืนอยู่บนยอดเขา เอ่ยเย้ยหยันว่า “สัตว์เดรัจฉานกลุ่มนี้ก็คู่ควรจะรู้ฉายาของข้าด้วยหรือ ”
สำนักก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินฉายาชงิจู่ สมควรตาย สำนักอักษรจงที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าในเวลานี้ บอกฉายาไปแล้วก็ควรถูกฆ่าไม่ใช่หรือ?
เซียสือจียื่นมือมาปัดกลิ่นคาวเลือดทิ้ง เอ่ยว่า “นายท่าน ดูเหมือนว่าป๋ายเจ๋อจะอยู่ระหว่างเดินทางมาแล้ว ”
เฉินชิงหลิวเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “พวกลูกสมุนที่อยู่ข้างกายป๋ายเจ๋อ รบกวนศิษย์พี่หญิงช่วยถ่วงเวลาให้สักหน่อย จับคู่เข่นฆ่า ถามกระบี่กันสักครั้งจะได้สาแก่ใจหน่อย”
ความนัยนอกเหนือจากคำพูดนี้ก็เรียบง่ายอย่างยิ่ง ป๋ายเจ๋อยกให้เขาเป็นคนจัดการเอง
เซียสือจีพยักหน้าเอ่ย “ถามกระบี่ต้องรีบทำแต่เนิ่นๆ”
หากยังถ่วงเวลาล่าช้าไปกว่านี้ ปีศาจใหญ่ของเปลี่ยวร้างที่อยู่บนสนามรบยิ่งตายไปมากเท่าไร ตบะของป๋ายเจ๋อก็จะยิ่งเหมือนเรือที่ลอยตามน้ำขึ้นสูง นานวันเข้าป๋ายเจ๋อจะถูกบีบให้เลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าอยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
เฉินชิงหลิวหรี่ตามองไปเบื้องหน้า ต้องการใช้เวทกระบี่สามพันปีมาชั่งน้ำหนักตบะหมื่นกว่าปีเสียหน่อย
……
เฉินผิงอันยังอยากจะพูดอะไรอีก หลิวเสียนหยางกลับโบกมือเป็นวงกว้าง “ไม่ต้องคิดจะพูดไร้สาระ”
เจียงซ่างเจินรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ “เจ้าของป้ายไม้” ของบรรพจารย์รองสำนักการทหารเวลานี้ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ยกขานั่งไขว่ห้าง คิดไปคิดมา เรื่องราวในโลกมนุษย์ก็ยังคงเบาบางดุจเมฆจางลมอ่อนอยู่นี่นะ เปลี่ยนจากผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่วมาเป็นรองเจ้าขุนเขาสำนักกระบี่ชิงผิง? เลื่อนขั้นอย่างเปิดเผย แต่ลดตำแหน่งอย่างลับๆ คนโง่เท่านั้นถึงจะไป ข้าผู้แซ่เจียงเป็นฝ่ายควักเงินช่วยเติมอิฐเพิ่มกระเบื้องให้กับภูเขาลั่วพั่ว กลับไปถึงสำนักเบื้องล่างแล้ว ถูกน้องชยุเฝ้าคิดถึงกระเป๋าเงินของข้าทุกวัน จะเหมือนกันได้หรือ?
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเข้ามาในห้อง นั่งลงตรงที่นั่งของเสี่ยวโม่ ถามว่า “เจ้าขุนเขากลายเป็นเจ้าขุนเขาคนใหม่ของสถานที่แห่งนั้นจริงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เลิกคิดได้เลย ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวก็ขึ้นไปบนยอดเขาไม่ได้”
เซียโก่วถาม “ตอนนี้เจ้าขุนเขาขอบเขตอะไรหรือ ฝ่าขอบเขตบนวิถีวรยุทธติดต่อกันสองชั้น เลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดแล้วหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ยังคงเป็นชั้นคืนความจริงขั้นสมบูรณ์แบบอยู่เหมือนเดิม ”
เซียโก่วเอ่ยอย่างเสียดาย “การต่อสู้ครั้งนี้ช่างน่าอัดอั้นยิ่งนัก เดิมนึกว่าต่อให้เจ้าขุนเขาจะกลายมาเป็นเทพแห่งการต่อสู้คนใหม่ที่อยู่ในอันดับแรกไม่ได้ ก็ควรจะฝ่าทะลุขอบเขตไปถึงเทพมาเยือน เท้าข้างหนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูไปแล้ว แล้วค่อยรีบไปพบกับเฉาสือ ก็จะได้กำไรก้อนใหญ่จากสถานการณ์มิพ่ายแล้ว ข้าก็พอจะได้กำไรก้อนเล็กๆ มาจากโจวอันดับหนึ่งบ้าง”
เจียงซ่างเจินมีสีหน้าตื่นตระหนก ใช้เสียงกระแอมเตือนอีกฝ่ายก็ไม่มีประโยชน์ เซียโก่วยังคงเปิดเผยความลับเหมือนเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่
ซยุตงซานอธิบายให้ฟังคร่าวๆ “กายเนื้อของผู้ฝึกยุทธก็พิถีพิถันในเรื่องแผ่นดินและภูเขาแม่น้ำสมบูรณ์ดั่งทองคำไม่มีตำหนิ และเส้นลมปราณมังกรก็ต้องราบรื่นไม่ติดขัด วัตถุแห่งชะตาชีวิตของอาจารย์ถูกทำลายไปพร้อมกับช่องโพรงลมปราณแล้ว แน่นอนว่าก็ต้องเดือดร้อนลามไปถึงการโคจรของลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ของผู้ฝึกยุทธด้วย บอกตามตรงอย่าว่าแต่เพ้อฝันว่าอาจารย์จะเลื่อนขอบเขตเลย แค่ขอบเขตไม่ถดถอย ข้าที่เป็นลูกศิษย์ก็ต้องจุดธูปไหว้พระให้มากๆ แล้ว ”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ซ่อมถนนง่ายกว่าสร้างถนนอยู่บ้าง”
“แล้วนับประสาอะไรกับที่ข้ายังพบช่องโพรงลมปราณใกล้เคียงหลายแห่ง ท่ามกลางความวุ่นวายของฟ้าดินโลกมนุษย์ มีการแบ่งสถานการณ์เป็นบนใสล่างขุ่นมัวออกจากกันอย่างเป็นธรรมชาติ ก็เหมือนการบุกเบิกฟ้าดินด้วยตัวเอง มีการเปลี่ยนแปลงของหยินหยางบนมหามรรคา เหมาะที่จะสร้างห้องโอถสที่ ‘ถ้ำสวรรค์และพื้นที่มงคล’ เชื่อมโยงติดกันที่สุด สถานที่ต่างๆ ก็ได้ถูกข้าจดลงบันทึกไว้หมดแล้ว ”
เซียโก่วพยายามหาเรื่องมาชวนคุย เพราะเวลานี้นางกลุ้มใจมากจริงๆ เพียงแค่เพราะอู๋เหยียนขอร้องให้นางช่วยเป็นคนกลาง ดูว่าพวกเขาสองสามภรรยาจะไปที่ภูเขาลั่วพั่วด้วยได้หรือไม่ ถามกระบี่ฟันคนคือความสามารถประจำตัว หรือจะเป็นการแอบแทงใครหนึ่งทีฆ่าไม่ตายก็เผ่นหนี นางล้วนเชี่ยวชาญอย่างถึงที่สุด แต่การที่จะให้นางช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยก็ช่างทำให้เซียโก่วลำบากใจเหลือเกิน หากนางพูดเก่ง ฉายาเหล่านั้นป่านนี้นางก็คงเอาอย่างเจ้าขุนเขาที่พูดคุยสัพเพเหระ พูดหลักการเหตุผลกับคนอื่นก็สามารถเอามาครองไว้ในมือได้อย่างสบายๆ แล้ว
ตอนแรกเซียโก่วย่อมไม่รับปากอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าสตรีออกเรือนแล้วน่าสงสารมากจริงๆ ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอเจียนจะหยด อยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก เพ้ย สตรีอย่างเจ้าหน้าไม่อายนัก รู้ว่าข้าทนรับอะไรแบบนี้ไม่ได้มากที่สุดสินะ ช่างเถอะๆ เซียโก่วก็เลยได้แต่บากหน้ามาพบเจ้าขุนเขา
สหายอู๋เหยียนในช่วงยุคบรรพกาล ไหนเลยจะมีท่าทางอ่อนหวานนุ่มนิ่มเช่นนี้ หวนนึกถึงปีนั้นที่ป๋ายจิ่งพกกระบี่ฟันไปตลอดทางจนขึ้นไปถึงยอดสูง นางขอแค่ให้ตัวเองได้ฆ่าอย่างสาแก่ใจเท่านั้น ออกกระบี่ก็เน้นแต่ความเร็วในการเจาะทะลวงขบวนรบ ขึ้นไปสู่ยอดบนสุด นางต้องเป็นคนแรก ต่อให้ได้มองแค่แวบเดียวก็ยังดี! เรื่องอื่นๆ นางไม่สนใจแล้ว ค่ายกลใหญ่บนเส้นทางของการขึ้นสวรรค์ถูกนางฟันเปิดแล้วก็ปิดลงอีกครั้ง ป๋ายจิ่งไม่สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง อย่างมากก็แค่หันกลับไปมองไม่กี่ที่ ห่างออกไปไม่ไกลก็คือ ลู่ตีเซียนที่เป็นสตรีเหมือนกัน บางครั้งที่มองสบตากันก็คือการบอกเป็นนัยให้ป๋ายจิ่งแค่เดินขึ้นหน้าต่อไป ไม่ต้องสนใจสนามรบที่อยู่ด้านหลัง …
ก่อนเดินขึ้นสวรรค์ พวกนางนัดหมายกันไว้เรียบร้อยแล้วว่า หากนางอู๋เหยียนตายอยู่บนเส้นทาง ฉายา “ลู่ตีเซียน” ก็จะตกเป็นของป๋ายจิ่งทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!