เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1169

เดินลงจากภูเขาไปด้วยกัน หลินเจียงเซียนพูดถึงสถานการณ์ล่าสุดของสิบสี่มณฑลแห่งมืดสลัวให้ฟัง มีห้ามณฑลที่เริ่มไม่ยอมรับว่าป๋ายอวี๋จิงคือระบบสืบทอดที่ถูกต้องอีกต่อไป พูดถึงแค่สามในสิบราชวงศ์ใหญ่ก็ยิ่งมีการจัดตั้งแท่นประกอบพิธีกรรมอย่างเปิดเผย เรียบเรียงตำราหยกขึ้นมาด้วยตัวเอง ทำการแจกจ่ายให้กับนักพรตที่ได้รับธรรมโองการ

กลับเป็นที่ยงโจวที่ค่อนข้างจะประหลาดอยู่สักหน่อย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ราชวงศ์ฉู่จินหรูโจวของหลินเจียงเซียน แม้กระทั่งแคว้นใต้อาณัติสิบกว่าแห่ง ช่วงนี้ก็ยังจะมีการ “ชูธงก่อกบฏ” รับธรรมโองการกันด้วยตัวเอง แผ่นดินครึ่งหนึ่งในหนึ่งมณฑลกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว

ไปถึงตรงตีนเขา หลินเจียงเซียนยิ้มเอ่ย “เจอกันที่หรูโจว”

……

ภูเขาลั่วพั่ว

หลังจากอาหารมื้อดึกที่ครึกครื้นครั้งหนึ่งผ่านไป หมี่ลี่น้อยส่งเสียงเรอ ตอนนี้ยังไม่อยากนอน จึงไปเล่นที่เรือนไม้ไผ่เพียงลำพัง ผลคือสังเกตเห็นว่าเจ้าฟักแคระผมขาวนั่งอยู่ข้างโต๊ะหิน

หมี่ลี่น้อยวิ่งตะบึงไปหา เอาเมล็ดแตงกำหนึ่งวางลงบนโต๊ะ ขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของภูเขาลั่วพั่วพูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจในตัวเองว่า วันหน้าผายลมก็เหม็นแล้ว

หมี่ลี่น้อยขมวดคิ้วแน่น ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าประโยคนี้ของขุนนางผู้เรียบเรียงตำรามีความหมายลึกซึ้งอะไร เด็กชายผมขาวพลันฟุบตัวลงบนโต๊ะ ใช้สองมือตีหน้าโต๊ะ “ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ทนใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว”

หมี่ลี่น้อยยื่นมือไปกดหัวอีกฝ่าย เดิมทีอยากจะบอกให้ขุนนางผู้เรียบเรียงตำราใจเย็นหน่อย ไม่ว่าเจอเรื่องอะไรอย่าได้ตระหนกลน…ผลคือ นางต้องตกใจสะดุ้งโหยง เพราะหมี่ลี่น้อยขยุ้มเส้นผมสีขาวหิมะยกขึ้นมาเบาๆ

เด็กชายผมขาวเจ็บจนแยกเขี้ยว เงยหน้าถลึงตาใส่บอกว่า “อะไรกัน อะไรกัน”

หมี่ลี่น้อยรีบปล่อยมือ กดเสียงลงต่ำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”

เด็กชายผมขาวถอนหายใจเฮือกๆ “มายากลเสกคนตัวเป็นๆ น่ะสิ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าก็ไม่ใช่ขอบเขตบินทะยานแล้ว คือเศษสวะตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่ง หลังจากนี้ยังจะชูธงร้องตะโกนเพื่อบรรพบุรุษอิ่นกวานได้อย่างไร พอคิดถึงเรื่องนี้ข้าก็เจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก…”

กุมหัวใจ สองตากลอกขึ้นด้านบน เสียงตึงดังขึ้น เด็กชายผมขาวหงายหลังลงไปนอนกองอยู่กับพื้น

หมี่ลี่น้อยตกใจอ้าปากค้าง กำลังจะขยับเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็เตรียมจะเรียกพวกพ่อครัวเฒ่าเว่ยเสินจวินมา…คิดไม่ถึงว่าเด็กชายผมขาวจะลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง ปัดฝุ่นบนร่าง กลับมานั่งใหม่อีกครั้ง แล้วก็ถอนหายใจเฮือกๆ ต่อ แต่ก็ยังไม่ลืมแทะเมล็ดแตง

หมี่ลี่น้อยกลุ้มใจจนคิวทั้งสองข้างใกล้จะขมวดรวมกันเป็นปมแล้ว เด็กชายผมขาวเอ่ย “หมี่ลี่น้อย ทุกวันนี้เจ้าขอบเขตอะไรแล้ว?”

หมี่ลี่น้อยกล่าว “ขอบเขตถ้ำสถิตอย่างไรล่ะ มันเองก็ตัวไม่สูงเหมือนกัน”

สีหน้าของเด็กชายผมขาวสดใสมีชีวิตชีวาทันใด โคลงศีรษะ พูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความลำพองใจ “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต่ำกว่าเจ้าสองขอบเขต!”

หมี่ลี่น้อยลังเลเล็กน้อย เห็นนางลำพองใจขนาดนั้น รู้สึกว่าตัวเองควรเป็นเพื่อนแท้ที่กล้าพูดความจริง จึงยื่นมือมาป้องข้างปาก “ได้ยินโก่วจื่อเล่าให้ฟังว่า เจ้าถูกเจ้าประมุขกวอตัดชื่อออกจากทำเนียบแล้วนะ”

เด็กชายผมขาวสีหน้าอึ้งค้าง แต่ไม่นานก็หัวเราะเย้ยหยัน “เรื่องนี้เจ้าประมุขกวอทำได้ไม่ดีเลย ไม่ได้ใจคน ยากที่จะสร้างบารมีแห่งผู้ครองอำนาจขึ้นมาได้ สถานที่แห่งนี้ไม่รั้งนายท่านไว้ก็ย่อมต้องมีสถานที่ที่รั้งนายท่าน…”

ท้ายทอยด้านหลังพลันถูกคนกดไว้ หน้าจึงแนบไปบนผิวโต๊ะ เด็กชายผมขาวยกสองมือขึ้นกุมเป็นหมัด ชูขึ้นสูง “ข้าน้อยซื่อสัตย์ภักดี ตะวันจันทราเป็นพยานได้ ยินดีรับใช้เป็นวัวเป็นม้า ลุยฝ่าทะเลเพลิง ขอเพียงเจ้าประมุขโปรดเมตตา ให้โอกาสอีกสักครั้ง!”

กวอจู๋จิ่วปล่อยมือออก แทะเมล็ดแตงพลางเอ่ยด้วยว่า “วันหน้าไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวด้วยกัน เจ้าก็หวนกลับคืนสู่ตำหนักสุ่ยฉู่ด้วยร่างมนุษย์เถอะ”

เด็กชายผมขวายื่นมือไปคว้าเมล็ดแตง พึมพำว่า “เมื่อก่อนก็ขี้ขลาดอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งไม่กล้าเข้าไปใหญ่”

กวอจู๋จิ่วปัดมือเขาออก ปรายตามอง เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้ายังกล้าทำให้อาจารย์พ่อของข้าสะอิดสะเอียนครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างนั้นหรือ?”

เด็กชายผมขาวเอ่ยอย่างใจฝ่อ “ฟ้าดินเป็นพยาน นั่นเรียกว่าประจบเอาใจ จะเป็นการทำให้บรรพบุรุษอิ่นกวานสะอิดสะเอียนได้อย่างไร หากไม่มีการขับดันจากข้า ถึงทำให้คำพูดของพวกเจ้าดูจริงใจขึ้นอีกหลายส่วน หาไม่แล้วขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วก็น่าวิตกจริงๆ แล้ว”

หมี่ลี่น้อยที่อยู่ข้างๆ ร้อง “โอ้ว้าว โอ้ว้าว ที่แท้เจ้าก็รู้ด้วยหรือว่านั่นคือการประจบสอพลอ”

ที่แท้เมื่อลู่เฉินหลอมเทวบุตรมารนอกโลกขอบเขตสิบห้าเทียมตนนั้น และหลิวเสียนหยางขึ้นมาบนภูเขาลั่วพั่ว ก็ได้ “แต่งตั้ง” เด็กชายผมขาวที่ใช้ฉายาว่าคงโหวกบัากตัวเอง จากนั้นถึงมีการแอบสะบั้นผลกรรมอย่างลับๆ ของอ๋อซูวงเจียง เนื่องด้วยวาสนานำพา เด็กชายผมขาวที่เป็นเทวบุตรมารนอกโลกจึงถูก “มายากลเสกให้กลายเป็นคนตัวเป็นๆ”

เด็กชายผมขาวมองกวอจู๋จิ่วแล้วยิ้มเอ่ย “วางใจได้เลย บรรพบุรุษอิ่นกวานมีพลังอำนาจไร้สิ้นสุด วิชาหมัดล้ำเลิศ เวทกระบี่โดดเด่นเหนือใคร วรยุทธเป็นเอกในใต้หล้า จะต้องสามารถคลี่คลายอันตรายให้ปลอดภัยได้อย่างแน่นอน ภูเขาสิ้นสุดสายน้ำวกวนจนคิดว่าไร้ทางไปต่อ แต่พอพ้นดงหลิวอันมืดครึ้มก็พบหมู่บ้านสว่างไสว…”

หมี่ลี่น้อยเอ่ยเตือนอย่างตระหนกลน “ทำไมถึงไม่รู้จักจำเลย ระวังจะถูกเจ้าประมุขกวอตบอีกที…ช่างเถอะ คำพูดนั้นเป็นคำพูดที่ดีจริงใจอย่างมาก ใช่ไหม เจ้าประมุขกวอ?”

กวอจู๋จิ่วพยักหน้ายิ้มเอ่ย “ฟื้นคืนสถานะทำเนียบนับแต่นี้ นั่งเก้าอี้อันดับที่สอง”

เด็กชายผมขาวรีบหันหน้าไปพ่นเปลือกเมล็ดแตงทิ้ง ลุกขึ้นยืนอย่างว่องไว “ข้าอยู่ที่นี่คงไม่พูดจาเหลวไหลแล้ว แต่จะต้องแสดงท่าทีให้เจ้าประมุขกวอได้เห็น…” กวอจู่จิ่วฟังเป็นลมที่พัดผ่านข้างหู หมี่ลี่น้อยปรบมือเงียบๆ

เด็กชายผมขาวพูดไปพูดมาก็รู้สึกว่ากะน้ำหนักผิดไปสักหน่อย เดินไปที่ริมหน้าผา ยกสองมือเท้าเอว เงยหน้ามองไปยังดวงจันทร์กระจ่างที่ขอบฟ้า บนโลกนี้จะมีคำพูดหยอกล้อที่แสร้งทำเป็นผ่อนคลาย แสร้งฝืนคลี่ยิ้มสดใสกี่มากน้อยที่เป็นการโผล่หัวขึ้นมาสูดลมหายใจของคนที่กำลังจะจมน้ำตายอยู่ในปลักโคลนของใจคน แต่ในปลักโคลนใจคนบางคนก็มีดอกบัวดอกหนึ่งงอกงามขึ้นมาได้เช่นกัน

เด็กชายชุดเขียวเดินเตร็ดเตร่มาถึงตรงนี้ มองแผ่นหลังของเด็กชายผมขาว เขาถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือก เหมือนกับดื่มเหล้าแล้วเส้นกระตุก ขยับเข้าไปใกล้โต๊ะหินอย่างระมัดระวัง อดไม่ไหวจริงๆ จึงเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “สหายคงโหว ข้าคิดมาตลอดว่าเจ้าคือแม่นางคนหนึ่ง หรือว่าเจ้าก็พกไอจ้อนมาด้วย? คงไม่ใช่ว่าเว่ยเย่โยวบังเอิญเดินเล่นอยู่ข้างล่างผ่านทางมาพอดีหรอกนะ?”

“เฮ้ยๆๆ” หน้าเด็กชายชุดเขียวถูกกดแนบติดโต๊ะ ใครกินดีหมีหัวใจเสือเข้าไป ถึงได้บังอาจกล้ากดหัวบรรพบุรุษจิ่งชิง เท่ากับเป็นการขุดดินเหนือหัวเทพไท่ส่วย (เทพผู้คุ้มครองชะตาประจำปีในความเชื่อจีน เปรียบเปรยว่าไปล้ำเส้นกับผู้ที่มีอำนาจ) จริงๆ…

“โอ้โห เว่ยเสินจวินมาแล้วหรือ ฮ่าๆ สหายเหม่ยเจิ้งก็มาด้วย ไป ข้าจะนำทางไปเอง ให้พ่อครัวเฒ่าแสดงฝีมือเด็ดๆ ที่ห้องครัวอีกสักครั้ง!”

……

อารามเสวียนตู

ดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ที่ลอยสูงอยู่บนฟ้า หน้าประตูของอารามกวานเต๋า ผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาคนใหม่ที่เพิ่งถูกรับตัวมาอย่างกู่เฮ้อ กอดท่อนเหล็กไว้ในอ้อมอก ยืนเป็นเทพทวารบาล ข้างเท้าของกู่เฮ้อก็คือลูกศิษย์ใหญ่ของเจ้าอาราม หวังหยวนลู่ นั่งยองอยู่บนขั้นบันไดสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ ยังคงสวมชุดเต๋าที่ทำมาจากผ้าฝ้ายตัวเก่าซึ่งซักจนสีเริ่มซีดจางตัวนั้น นักพรตร่างเล็กเตี้ยที่มีลักษณะยากจนมักจะหลุบตาลงมองแม่น้ำภูเขาบนพื้นแผ่นดินของโลกมนุษย์จากที่นี่บ่อยๆ ลำน้ำใหญ่แต่ละสายไหลคดเคี้ยวเหมือนเชือก ส่วนที่เห็นเป็นหยกสีเขียวมรกตก้อนหนึ่งก็คือ มณฑลเสี่ยวซื่อ

งานใหญ่สำเร็จลุล่วงลงด้วยดี หลอมโอสถเตาหนึ่งแทนอาจารย์ได้สำเร็จ นักพรตเด็กหนุ่มถือพัดหางกวางไว้ในมือมาที่หน้าประตูอาราม รู้สึกว่าศิษย์น้องหวังหยวนลู่เป็นคนประหลาดจริงๆ ทัศนียภาพงดงามแค่ไหน มองนานไปก็มีอยู่แค่นั้น แต่หวังหยวนลู่กลับมองกี่รอบก็ไม่รู้สึกเบื่อ เวลากินข้าวก็ยังยกเอาชามข้าวมากินแล้วนั่งมองจากที่นี่ได้นานมาก

กู่เฮ้อยิ้มเรียก “สหายจิ่นจิง”

สวินหลันหลิงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ทุกครั้งที่ได้เจอสหายจิ่นจิง ในดวงตาของกู่เฮ้อจะต้องมีความละอายใจที่ซับซ้อนอย่างถึงที่สุด นี่ทำให้นักพรตเด็กหนุ่มรู้สึกขนลุกอยู่บ้าง

สวินหลันหลิงนั่งลงข้างกายนนักพรตผอมแห้ง สังเกตเห็นว่าศิษย์น้องกำลังมองฉีโจว ใช่แล้ว ที่ตั้งของอารามเสวียนตู สวินหลันหลิงรู้เรื่องลับเรื่องหนึ่งมาจากอาจารย์ นักพรตซุนแห่งอารามเสวียนตูเคยหลอกหวังหยวนลู่ไว้ไม่เบา ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเขาคือบรรพบุรุษบ้านตัวเอง ด้วยเรื่องนี้ นักพรตเฒ่ายังตั้งใจเขียนทำเนียบลำดับวงศ์สกุลตระกูลหวังเล่มหนึ่งขึ้นมาอย่างส่งเดชด้วย…

สวินหลันหลิงถามชวนคุย “คนก็ไม่อยู่แล้ว ยังจะมองดูอะไรอีก”

หวังหยวนลู่นิ่งเงียบไม่ตอบ ไม่รู้ว่าเจ้าอารามผู้เฒ่ามาที่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อไหร่ นั่งลงบนขั้นบันไดด้วยกัน ตบหัวของนักพรตเขาฮว่า “ระวังหน่อย อย่าพูดเรื่องแทงใจคนอื่น”

คนจำนวนมากอำมหิตที่ปาก อำมหิตที่ใบหน้า คนจำนวนน้อยอำมหิตที่สายตา อำมหิตลึกลงไปถึงกระดูก

หวังหยวนลู่ยิ้มอธิบายว่า “ศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก ข้าไม่มีทางอาฆาตแค้นหรอก” จิตแห่งมรรคาของสวินหลันหลิงพลันเย็นเฉียบไปครึ่งดวง

เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ใจกว้างเหมือนอาจารย์”

……

ดวงจิตเมล็ดงาดวงหนึ่งออกมาจากภูเขาลูกนั้น ย้อนกลับมาที่เรือนของเรือราตรี เฉินผิงอันรีบกลั้นหายใจทำสมาธิ พิศมองฟ้าดินเล็กในร่างกายของตัวเอง เห็นเพียงความดำมืด มีน้ำวนเป็นเสายาวเส้นหนึ่งลอยอยู่ระหว่างฟ้าดิน ประหนึ่งพายุที่ม้วนตัวเป็นมังกรหอบขึ้นไปจากดิน ค่อยๆ ขยับเคลื่อนไปท่ามกลางหุ่นตุ้นช้าๆ ประหนึ่งว่าต้องการแหวกฟ้าดินที่มืดมัวว่างเปล่าไร้สิ่งใดออกจากกัน

ไม่ว่าจะที่บ้านเกิด หรือที่ต่างบ้านต่างเมือง วัตถุแห่งชะตาชีวิตทุกชิ้นที่หลอมมาบนเส้นทางของชีวิต ล้วนไม่มีอยู่แล้ว ล้วนอยู่ในน้ำวนลูกนั้น ส่วนอื่นๆ ที่เหลือนับว่ายังดี แต่เขาพันไม่ควรหมื่นไม่ควรเลยจริงๆ แม้กระทั่งตราประทับภูเขาสายน้ำคู่นั้นก็ยังรักษาไว้ไม่อยู่ แม้จะไม่ยินยอมเลยสักนิด แต่ก็ยังคงรั้งไว้ไม่ได้

นั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ประหนึ่งอยู่ในห้องมืดที่ต้องเงียบสงัดไปนับแต่นี้นานพันปีหมื่นปี ไม่มีช่องว่างใดๆ ไม่อาจเห็นแสงสว่างไปได้ตลอดกาล

เฉินผิงอันพึมพำกับตัวเองนานมาก ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ สองมือวางยันไว้บนหัวเข่า เตรียมจะลุกขึ้นยืน “หึ ช่างเป็นเศษสวะจริงๆ”

ทว่าเวลานี้เอง ขอบฟ้าพลันมีจุดแสงหลายจุดเปล่งวาบขึ้นมา เฉินผิงอันเงยหน้าพรวดมองไป มังกรเพลิงตัวหนึ่งทะยานมาถึง ประหนึ่งจะลากเส้นแสงสีทองที่สว่างพร่างพราวอย่างถึงที่สุดไว้ระหว่างฟ้าดิน ประหนึ่งดวงตาที่สุกสกาวเจิดจ้าสีทองข้างหนึ่งที่ลืมขึ้นมาท่ามกลางหุ่นตุ้นกว้างใหญ่หาที่สิ้นสุดไม่ได้

ด้านบนศีรษะใหญ่โตมโหฬารของมังกรเพลิงตัวนั้นมีเจ้าโล้นน้อยสวมจีวรสีทองคนหนึ่งที่สะพายห่อสัมภาระไว้เอียงๆ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นยืนอยู่ ใช้ภาษาท้องถิ่นของเมืองเล็กเต้นผางก่นด่า “เฉินผิงอัน เจ้าสร้างเรื่องให้ข้าอีกแล้วใช่ไหม หา?! แน่จริงก็ก่อเรื่องให้มากกว่านี้สิ ข้าจะเล่นเจ้าให้หนักเลย!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!