เดินลงจากภูเขาไปด้วยกัน หลินเจียงเซียนพูดถึงสถานการณ์ล่าสุดของสิบสี่มณฑลแห่งมืดสลัวให้ฟัง มีห้ามณฑลที่เริ่มไม่ยอมรับว่าป๋ายอวี๋จิงคือระบบสืบทอดที่ถูกต้องอีกต่อไป พูดถึงแค่สามในสิบราชวงศ์ใหญ่ก็ยิ่งมีการจัดตั้งแท่นประกอบพิธีกรรมอย่างเปิดเผย เรียบเรียงตำราหยกขึ้นมาด้วยตัวเอง ทำการแจกจ่ายให้กับนักพรตที่ได้รับธรรมโองการ
กลับเป็นที่ยงโจวที่ค่อนข้างจะประหลาดอยู่สักหน่อย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ราชวงศ์ฉู่จินหรูโจวของหลินเจียงเซียน แม้กระทั่งแคว้นใต้อาณัติสิบกว่าแห่ง ช่วงนี้ก็ยังจะมีการ “ชูธงก่อกบฏ” รับธรรมโองการกันด้วยตัวเอง แผ่นดินครึ่งหนึ่งในหนึ่งมณฑลกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว
ไปถึงตรงตีนเขา หลินเจียงเซียนยิ้มเอ่ย “เจอกันที่หรูโจว”
……
ภูเขาลั่วพั่ว
หลังจากอาหารมื้อดึกที่ครึกครื้นครั้งหนึ่งผ่านไป หมี่ลี่น้อยส่งเสียงเรอ ตอนนี้ยังไม่อยากนอน จึงไปเล่นที่เรือนไม้ไผ่เพียงลำพัง ผลคือสังเกตเห็นว่าเจ้าฟักแคระผมขาวนั่งอยู่ข้างโต๊ะหิน
หมี่ลี่น้อยวิ่งตะบึงไปหา เอาเมล็ดแตงกำหนึ่งวางลงบนโต๊ะ ขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของภูเขาลั่วพั่วพูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจในตัวเองว่า วันหน้าผายลมก็เหม็นแล้ว
หมี่ลี่น้อยขมวดคิ้วแน่น ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าประโยคนี้ของขุนนางผู้เรียบเรียงตำรามีความหมายลึกซึ้งอะไร เด็กชายผมขาวพลันฟุบตัวลงบนโต๊ะ ใช้สองมือตีหน้าโต๊ะ “ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ทนใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว”
หมี่ลี่น้อยยื่นมือไปกดหัวอีกฝ่าย เดิมทีอยากจะบอกให้ขุนนางผู้เรียบเรียงตำราใจเย็นหน่อย ไม่ว่าเจอเรื่องอะไรอย่าได้ตระหนกลน…ผลคือ นางต้องตกใจสะดุ้งโหยง เพราะหมี่ลี่น้อยขยุ้มเส้นผมสีขาวหิมะยกขึ้นมาเบาๆ
เด็กชายผมขาวเจ็บจนแยกเขี้ยว เงยหน้าถลึงตาใส่บอกว่า “อะไรกัน อะไรกัน”
หมี่ลี่น้อยรีบปล่อยมือ กดเสียงลงต่ำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
เด็กชายผมขาวถอนหายใจเฮือกๆ “มายากลเสกคนตัวเป็นๆ น่ะสิ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าก็ไม่ใช่ขอบเขตบินทะยานแล้ว คือเศษสวะตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่ง หลังจากนี้ยังจะชูธงร้องตะโกนเพื่อบรรพบุรุษอิ่นกวานได้อย่างไร พอคิดถึงเรื่องนี้ข้าก็เจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก…”
กุมหัวใจ สองตากลอกขึ้นด้านบน เสียงตึงดังขึ้น เด็กชายผมขาวหงายหลังลงไปนอนกองอยู่กับพื้น
หมี่ลี่น้อยตกใจอ้าปากค้าง กำลังจะขยับเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็เตรียมจะเรียกพวกพ่อครัวเฒ่าเว่ยเสินจวินมา…คิดไม่ถึงว่าเด็กชายผมขาวจะลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง ปัดฝุ่นบนร่าง กลับมานั่งใหม่อีกครั้ง แล้วก็ถอนหายใจเฮือกๆ ต่อ แต่ก็ยังไม่ลืมแทะเมล็ดแตง
หมี่ลี่น้อยกลุ้มใจจนคิวทั้งสองข้างใกล้จะขมวดรวมกันเป็นปมแล้ว เด็กชายผมขาวเอ่ย “หมี่ลี่น้อย ทุกวันนี้เจ้าขอบเขตอะไรแล้ว?”
หมี่ลี่น้อยกล่าว “ขอบเขตถ้ำสถิตอย่างไรล่ะ มันเองก็ตัวไม่สูงเหมือนกัน”
สีหน้าของเด็กชายผมขาวสดใสมีชีวิตชีวาทันใด โคลงศีรษะ พูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความลำพองใจ “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต่ำกว่าเจ้าสองขอบเขต!”
หมี่ลี่น้อยลังเลเล็กน้อย เห็นนางลำพองใจขนาดนั้น รู้สึกว่าตัวเองควรเป็นเพื่อนแท้ที่กล้าพูดความจริง จึงยื่นมือมาป้องข้างปาก “ได้ยินโก่วจื่อเล่าให้ฟังว่า เจ้าถูกเจ้าประมุขกวอตัดชื่อออกจากทำเนียบแล้วนะ”
เด็กชายผมขาวสีหน้าอึ้งค้าง แต่ไม่นานก็หัวเราะเย้ยหยัน “เรื่องนี้เจ้าประมุขกวอทำได้ไม่ดีเลย ไม่ได้ใจคน ยากที่จะสร้างบารมีแห่งผู้ครองอำนาจขึ้นมาได้ สถานที่แห่งนี้ไม่รั้งนายท่านไว้ก็ย่อมต้องมีสถานที่ที่รั้งนายท่าน…”
ท้ายทอยด้านหลังพลันถูกคนกดไว้ หน้าจึงแนบไปบนผิวโต๊ะ เด็กชายผมขาวยกสองมือขึ้นกุมเป็นหมัด ชูขึ้นสูง “ข้าน้อยซื่อสัตย์ภักดี ตะวันจันทราเป็นพยานได้ ยินดีรับใช้เป็นวัวเป็นม้า ลุยฝ่าทะเลเพลิง ขอเพียงเจ้าประมุขโปรดเมตตา ให้โอกาสอีกสักครั้ง!”
กวอจู๋จิ่วปล่อยมือออก แทะเมล็ดแตงพลางเอ่ยด้วยว่า “วันหน้าไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวด้วยกัน เจ้าก็หวนกลับคืนสู่ตำหนักสุ่ยฉู่ด้วยร่างมนุษย์เถอะ”
เด็กชายผมขวายื่นมือไปคว้าเมล็ดแตง พึมพำว่า “เมื่อก่อนก็ขี้ขลาดอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งไม่กล้าเข้าไปใหญ่”
กวอจู๋จิ่วปัดมือเขาออก ปรายตามอง เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้ายังกล้าทำให้อาจารย์พ่อของข้าสะอิดสะเอียนครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างนั้นหรือ?”
เด็กชายผมขาวเอ่ยอย่างใจฝ่อ “ฟ้าดินเป็นพยาน นั่นเรียกว่าประจบเอาใจ จะเป็นการทำให้บรรพบุรุษอิ่นกวานสะอิดสะเอียนได้อย่างไร หากไม่มีการขับดันจากข้า ถึงทำให้คำพูดของพวกเจ้าดูจริงใจขึ้นอีกหลายส่วน หาไม่แล้วขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วก็น่าวิตกจริงๆ แล้ว”
หมี่ลี่น้อยที่อยู่ข้างๆ ร้อง “โอ้ว้าว โอ้ว้าว ที่แท้เจ้าก็รู้ด้วยหรือว่านั่นคือการประจบสอพลอ”
ที่แท้เมื่อลู่เฉินหลอมเทวบุตรมารนอกโลกขอบเขตสิบห้าเทียมตนนั้น และหลิวเสียนหยางขึ้นมาบนภูเขาลั่วพั่ว ก็ได้ “แต่งตั้ง” เด็กชายผมขาวที่ใช้ฉายาว่าคงโหวกบัากตัวเอง จากนั้นถึงมีการแอบสะบั้นผลกรรมอย่างลับๆ ของอ๋อซูวงเจียง เนื่องด้วยวาสนานำพา เด็กชายผมขาวที่เป็นเทวบุตรมารนอกโลกจึงถูก “มายากลเสกให้กลายเป็นคนตัวเป็นๆ”
เด็กชายผมขาวมองกวอจู๋จิ่วแล้วยิ้มเอ่ย “วางใจได้เลย บรรพบุรุษอิ่นกวานมีพลังอำนาจไร้สิ้นสุด วิชาหมัดล้ำเลิศ เวทกระบี่โดดเด่นเหนือใคร วรยุทธเป็นเอกในใต้หล้า จะต้องสามารถคลี่คลายอันตรายให้ปลอดภัยได้อย่างแน่นอน ภูเขาสิ้นสุดสายน้ำวกวนจนคิดว่าไร้ทางไปต่อ แต่พอพ้นดงหลิวอันมืดครึ้มก็พบหมู่บ้านสว่างไสว…”
หมี่ลี่น้อยเอ่ยเตือนอย่างตระหนกลน “ทำไมถึงไม่รู้จักจำเลย ระวังจะถูกเจ้าประมุขกวอตบอีกที…ช่างเถอะ คำพูดนั้นเป็นคำพูดที่ดีจริงใจอย่างมาก ใช่ไหม เจ้าประมุขกวอ?”
กวอจู๋จิ่วพยักหน้ายิ้มเอ่ย “ฟื้นคืนสถานะทำเนียบนับแต่นี้ นั่งเก้าอี้อันดับที่สอง”
เด็กชายผมขาวรีบหันหน้าไปพ่นเปลือกเมล็ดแตงทิ้ง ลุกขึ้นยืนอย่างว่องไว “ข้าอยู่ที่นี่คงไม่พูดจาเหลวไหลแล้ว แต่จะต้องแสดงท่าทีให้เจ้าประมุขกวอได้เห็น…” กวอจู่จิ่วฟังเป็นลมที่พัดผ่านข้างหู หมี่ลี่น้อยปรบมือเงียบๆ
เด็กชายผมขาวพูดไปพูดมาก็รู้สึกว่ากะน้ำหนักผิดไปสักหน่อย เดินไปที่ริมหน้าผา ยกสองมือเท้าเอว เงยหน้ามองไปยังดวงจันทร์กระจ่างที่ขอบฟ้า บนโลกนี้จะมีคำพูดหยอกล้อที่แสร้งทำเป็นผ่อนคลาย แสร้งฝืนคลี่ยิ้มสดใสกี่มากน้อยที่เป็นการโผล่หัวขึ้นมาสูดลมหายใจของคนที่กำลังจะจมน้ำตายอยู่ในปลักโคลนของใจคน แต่ในปลักโคลนใจคนบางคนก็มีดอกบัวดอกหนึ่งงอกงามขึ้นมาได้เช่นกัน
เด็กชายชุดเขียวเดินเตร็ดเตร่มาถึงตรงนี้ มองแผ่นหลังของเด็กชายผมขาว เขาถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือก เหมือนกับดื่มเหล้าแล้วเส้นกระตุก ขยับเข้าไปใกล้โต๊ะหินอย่างระมัดระวัง อดไม่ไหวจริงๆ จึงเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “สหายคงโหว ข้าคิดมาตลอดว่าเจ้าคือแม่นางคนหนึ่ง หรือว่าเจ้าก็พกไอจ้อนมาด้วย? คงไม่ใช่ว่าเว่ยเย่โยวบังเอิญเดินเล่นอยู่ข้างล่างผ่านทางมาพอดีหรอกนะ?”
“เฮ้ยๆๆ” หน้าเด็กชายชุดเขียวถูกกดแนบติดโต๊ะ ใครกินดีหมีหัวใจเสือเข้าไป ถึงได้บังอาจกล้ากดหัวบรรพบุรุษจิ่งชิง เท่ากับเป็นการขุดดินเหนือหัวเทพไท่ส่วย (เทพผู้คุ้มครองชะตาประจำปีในความเชื่อจีน เปรียบเปรยว่าไปล้ำเส้นกับผู้ที่มีอำนาจ) จริงๆ…
“โอ้โห เว่ยเสินจวินมาแล้วหรือ ฮ่าๆ สหายเหม่ยเจิ้งก็มาด้วย ไป ข้าจะนำทางไปเอง ให้พ่อครัวเฒ่าแสดงฝีมือเด็ดๆ ที่ห้องครัวอีกสักครั้ง!”
……
อารามเสวียนตู


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!